ขณะที่จางเฉิงจื้อกับหลินเฉาหยางกำลังคุยกัน ก็มีคนหิ้วของขวัญทยอยมาถึงอีกหลายคน ทั้งหมดล้วนเป็นคนที่หลี่ทัวนัดไว้
เห็นเฉินเจี้ยนกงพาหลิวต๋ามาที่บ้าน หลินเฉาหยางไม่แปลกใจ หลี่ทัวกับเฉินเจี้ยนกงก็รู้จักกันอยู่แล้ว แต่พอเห็นวังเจิงฉีกับหลินจินหลานมาด้วย เขากลับประหลาดใจมาก
หลินเฉาหยางลุกขึ้นจับมือกับวังเจิงฉีและหลินจินหลาน ทักทายกันอย่างกระตือรือร้น
"คราวก่อนมากินข้าวกับพวกเยี่ยนหรู ก็ยังคงคิดถึงฝีมือทำอาหารของคุณไม่ลืมเลยนะ!" วังเจิงฉีพูดพลางหัวเราะฮ่าๆ
คนที่คุ้นเคยกับวังเจิงฉีต่างรู้ดีว่าเขาศึกษาเรื่องอาหารการกินมาอย่างลึกซึ้ง การได้รับคำชมเชยสูงขนาดนี้จากเขา ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงฝีมือของหลินเฉาหยางแล้ว
ส่วนหลินจินหลานก็พูดกลั้วหัวเราะว่า "ช่วงก่อนคุยกับเจิงฉี ได้ยินเขาพูดถึงฝีมือคุณ ผมก็เลยตามมากินฟรีด้วยคน"
"ยินดีครับ ยินดี!"
วันนี้ที่บ้านมีแขกมาเจ็ดคน ห้องนั่งเล่นจึงดูเบียดเสียดขึ้นมาทันที ทุกคนพูดคุยกันสัพเพเหระ บรรยากาศของงานเลี้ยงคึกคักชื่นมื่น
ตอนสิบโมงกว่า หลินเฉาหยางเข้าไปเตรียมอาหารในห้องครัว วังเจิงฉีก็อาสามาช่วย
"วันนี้คุณมาพอดีเลย ลองดูสิว่าขาหมูเจิ้นเจียงจานนี้ของผมทำออกมาเป็นยังไงบ้าง"
หลินเฉาหยางหยิบขาหมูที่หั่นเตรียมไว้ตั้งแต่ช่วงเช้าออกมาให้วังเจิงฉีดู นี่คืออาหารที่วังเจิงฉีสอนเขาเมื่อคราวที่วังเจิงฉี โจวเยี่ยนหรู และจางเต๋อหนิงมากินข้าวที่บ้านหลินเฉาหยางครั้งก่อน
"เนื้อแดงสีเข้ม เนื้อขาวราวกับไขมันแกะ" วังเจิงฉีมองดูสีสันเนื้อของขาหมูก่อนเป็นอันดับแรก แล้วพยักหน้า "สีสันไม่มีปัญหา"
หลินเฉาหยางคีบชิ้นเล็กๆ ให้เขาชิ้นหนึ่ง พอเข้าปาก วังเจิงฉีก็ค่อยๆ ลิ้มรสอย่างละเอียด ใบหน้าเปื้อนยิ้ม "ไม่เลวๆ เนื้อแน่นเด้งสู้ฟัน เคี้ยวเพลินสุดๆ กินแล้วไม่เลี่ยน ถ้าได้กินคู่กับจิ๊กโฉ่วและขิงซอยจะยิ่งดีเลย"
"กินอะไรกันอยู่เหรอ"
ตอนที่ทั้งสองกำลังคุยกัน หลี่ทัวก็ขยับเข้ามาใกล้ พอเห็นขาหมูในจานหน้าตาน่ากิน สีสันยั่วน้ำลาย เขาก็อดไม่ได้ที่จะหยิบเข้าปากไปชิ้นหนึ่ง
"กับข้าวยังไม่ทันขึ้นโต๊ะเลย คุณช่วยมีมารยาทหน่อยได้ไหม"
คนอื่นๆ เห็นการกระทำของหลี่ทัว ก็พากันทำตาม ขาหมูจานหนึ่งยังไม่ทันได้ขึ้นโต๊ะ ก็ถูกทุกคนรุมแย่งกินจนหมดเกลี้ยง
หลินเฉาหยางถือจานเปล่าอย่างหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก "พวกคุณนี่มันผีตายอดตายอยากมาเกิดชัดๆ!"
เฉินเจี้ยนกงแทะขาหมูจนปากมันแผล็บ "นี่ต่างหากที่แสดงให้เห็นว่าฝีมือทำอาหารของคุณได้รับการยอมรับจากพวกเรา ฉายาเจ้าของเสวียนเว่ยจ๋ายไม่ได้มาเพราะโชคช่วยหรอกนะ"
"พูดแบบนี้หมายความว่าคุณมากินข้าวฟรีที่บ้านผม แล้วผมยังต้องขอบคุณที่คุณยอมรับฝีมือผมอีกเหรอ" หลินเฉาหยางพูดประชด
"จะเรียกว่ามากินข้าวฟรีได้ยังไง พวกเรายังไงก็เป็นแขก ถือของขวัญมาด้วยนะ"
ตอนที่เฉินเจี้ยนกงมา เขาพกถั่วลิสงมาสองห่อ เป็นของที่ซอมซ่อที่สุดในบรรดาทุกคน คำพูดของเขาจึงเรียกสายตาดูแคลนจากหลินเฉาหยางได้เป็นอย่างดี
ล้อเล่นก็ส่วนล้อเล่น บรรยากาศของงานเลี้ยงนั้นดีมากจริงๆ
ทุกคนล้วนทำงานด้านการเขียน หัวข้อที่คุยกันตอนเจอกันจึงเน้นไปที่วรรณกรรมและการเขียนเป็นหลัก ยังไม่ทันได้กินข้าว หลี่ทัวกับเฉินเจี้ยนกงก็รินเบียร์กันไปก่อนแล้วสองแก้ว
บ้านหลินเฉาหยางไม่มีเบียร์ เบียร์นี่หลิวต๋าเป็นคนเอามา
ช่วงต้นยุคแปดสิบ เบียร์บรรจุขวดที่คนรุ่นหลังเห็นกันจนชินตา จะสามารถพบเห็นได้ตามโรงแรมที่รับรองชาวต่างชาติและร้านอาหารรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่บางแห่งเท่านั้น
สิ่งที่หลิวต๋าเอามาคือเบียร์สด ราคาลิตรละห้าเหมาหกเฟิน
ยุคนี้ร้านอาหารและร้านขายของกินเล่นหลายแห่งล้วนมีแก้วเบียร์ที่ทำจากแก้ว แก้วใหญ่หนึ่งใบก็คือหนึ่งลิตร เริ่มตั้งแต่ปีที่แล้วก็มีแก้วเบียร์ไซส์จัมโบ้ที่ทำจากพลาสติกออกมา แก้วหนึ่งจุได้สองลิตร
เบียร์ของหลิวต๋าใส่กระติกน้ำร้อนมา กระติกหนึ่งจุได้เกือบสองลิตร
ดูเหมือนเยอะ แต่ความจริงแล้วยังไม่ถึงปริมาณของเบียร์บรรจุขวดสี่ขวดเลย หลี่ทัวกับเฉินเจี้ยนกงรินไปคนละแก้วใหญ่ ก็เหลือแค่ครึ่งเดียวแล้ว ทั้งสองดื่มกันอึกหนึ่งอย่างเอร็ดอร่อย
ตอนนั้นเองหลินเฉาหยางก็ยกหูหมูยำมาหนึ่งจาน "ไม่เคยเห็นพวกคุณตะกละกันขนาดนี้มาก่อนเลย ใครไม่รู้คงนึกว่าขี้เมามาเกิดนะเนี่ย"
หลี่ทัวคีบหูหมูเข้าปากคำหนึ่ง รสชาติเค็มเผ็ดหอมกรุ่น เคี้ยวกรุบกรอบ
"ไม่ได้กินกับข้าวฝีมือคุณมาตั้งหลายเดือนแล้ว ก็คิดถึงรสชาตินี้นี่แหละ"
"ใช่เลย ฝีมือของเฉาหยางเนี่ย ไม่ไปเปิดร้านอาหารก็น่าเสียดายแย่"
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยหัวเราะร่วน อาหารก็ทยอยขึ้นโต๊ะ กับข้าวแปดอย่างวางจนเต็มโต๊ะ มีเนื้อสี่อย่าง ผักสี่อย่าง ของเย็นสี่อย่าง ของร้อนสี่อย่าง ดูแล้วครบถ้วนทั้งสีสัน กลิ่น และรสชาติ
เฉินเจี้ยนกงลุกขึ้นรินเหล้าให้ทุกคนอย่างกระตือรือร้น เขาหยิบกระติกน้ำร้อนของหลิวต๋ามาก่อน พอเดินไปถึงข้างตัววังเจิงฉี วังเจิงฉีกลับเอามือกุมปากแก้วไว้
"ผมไม่กินฉี่ม้าหรอกนะ!"
ตั้งแต่ตอนที่เบียร์สดออกมาใหม่ๆ ชาวเยียนจิงที่ชอบดื่มเหล้าหลายคนก็เรียกไอ้เจ้านี่ว่าฉี่ม้ามาตลอด จนกระทั่งช่วงกลางยุคเจ็ดสิบถึงค่อยๆ ได้รับการยอมรับจากคนหนุ่มสาว
แต่สำหรับวังเจิงฉีที่ดื่มเหล้าขาวจนชินแล้ว ไอ้เจ้านี่ก็ยังคงเป็นฉี่ม้าอยู่ดี
"งั้นคุณดื่มนี่ หลี่ทัวเอามา" เฉินเจี้ยนกงรินเหล้าขาวให้เขาแก้วหนึ่ง
เมื่ออาหารและเครื่องดื่มพร้อม ทุกคนก็ชูแก้วดื่มให้หลินเฉาหยางก่อนหนึ่งจอก เพื่อขอบคุณสำหรับความเหน็ดเหนื่อยของเขา
ระหว่างกินข้าว บทสนทนาของทุกคนก็ไม่เคยขาดตอน เฉินเจี้ยนกงพูดถึงความรู้สึกตอนที่เขาอ่าน 'การตายของแวนโก๊ะ' เมื่อช่วงก่อน
นวนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์มาจนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปสองเดือนกว่าแล้ว 'คอนเทมโพราเรีย' ฉบับแรกของปี 1981 ที่ตีพิมพ์ 'การตายของแวนโก๊ะ' มียอดขายพุ่งสูงถึงหนึ่งล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นเล่ม
ไม่เพียงแต่จะทำลายสถิติยอดขายสูงสุดของตัวเองเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว แต่ยังทำให้อิทธิพลของนิตยสาร 'คอนเทมโพราเรีย' ก้าวกระโดดไปอีกขั้นด้วย
ต้องรู้ไว้ก่อนว่าก่อนที่ 'การตายของแวนโก๊ะ' จะตีพิมพ์ แม้แนวโน้มการเติบโตของ 'คอนเทมโพราเรีย' จะถือว่าไม่เลว แต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับนิตยสารวรรณกรรมระดับแนวหน้าอย่าง 'การเก็บเกี่ยว' หรือ 'วรรณกรรมประชาชน' พวกเขาเทียบไม่ได้แม้กระทั่ง 'เยียนจิงวรรณกรรม' ด้วยซ้ำ
แต่เมื่อมีการตีพิมพ์ 'การตายของแวนโก๊ะ' นิตยสารฉบับนี้ก็ขายดิบขายดีทะลุล้านเล่ม ทำให้ 'คอนเทมโพราเรีย' กลายเป็นนิตยสารวรรณกรรมที่มาแรงที่สุดในช่วงต้นปี 1981
ฉบับนี้เป็นฉบับพิเศษสำหรับนวนิยายขนาดยาว ยอดขายของนิตยสารล้วนมี 'การตายของแวนโก๊ะ' เป็นตัวค้ำจุน ผู้อ่านทุกคนต่างก็ซื้อ 'คอนเทมโพราเรีย' เพราะนวนิยายเรื่องนี้กันทั้งนั้น
ในช่วงเวลาสองเดือน อิทธิพลของ 'การตายของแวนโก๊ะ' ยังคงคุกรุ่นอย่างต่อเนื่อง จดหมายจากผู้อ่านนับหมื่นนับพันฉบับหลั่งไหลเข้าสู่กองบรรณาธิการของ 'คอนเทมโพราเรีย' ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม
ช่วงที่ผ่านมานี้ นักเขียนและนักวิจารณ์หลายคนในแวดวงวรรณกรรมต่างก็ตีพิมพ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับนวนิยายเรื่องนี้ลงในนิตยสารต่างๆ ในสาขาวิชาเฉพาะทาง 'การตายของแวนโก๊ะ' ก็ได้รับคำวิจารณ์ในแง่บวกอย่างสูงเช่นเดียวกัน
"...ผมรู้สึกว่าเทคนิคการสร้างสรรค์กระแสสำนึกของเฉาหยางมาถึงจุดที่เชี่ยวชาญช่ำชองแล้ว ความจริงสไตล์กระแสสำนึกของ 'การตายของแวนโก๊ะ' นั้นเห็นได้ชัดว่าไม่โดดเด่นเท่า 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' แต่ความเปลี่ยนแปลงนี้กลับไม่ทำให้รู้สึกขัดแย้ง กลับรู้สึกว่าสมเหตุสมผลด้วยซ้ำ
เพราะเขาเอาการแตกสลายและการเกี่ยวพันกันของลำดับเวลาและสถานที่ บทสนทนาในใจ และการเชื่อมโยงอย่างอิสระทั้งหมดนี้ไปใส่ไว้ในตัวละครแวนโก๊ะ ซึ่งสภาพจิตใจของแวนโก๊ะเองก็ไม่ค่อยจะมั่นคงนักอยู่แล้ว
การผูกเรื่องแบบนี้มันยอดเยี่ยมจริงๆ ราวกับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ!"
เฉินเจี้ยนกงพูดพลางส่ายหัวไปมา ทุกคนก็เริ่มสนใจ เจิ้งว่านหลงถามขึ้นว่า "เฉาหยาง ตอนนี้นักวิจารณ์หลายคนกำลังพูดว่า คุณคืออันดับหนึ่งแห่งวรรณกรรมกระแสสำนึกในประเทศเรา บางทีผมก็ฝึกเทคนิคการสร้างสรรค์แบบนี้เหมือนกัน แต่ก็มักจะรู้สึกว่ายังขาดอะไรไปนิดหน่อย คุณมีข้อคิดอะไรบ้างไหม"
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นก็หันไปมองหลินเฉาหยาง วรรณกรรมกระแสสำนึกในประเทศตอนนี้ยังคงเป็นกระแสที่ทันสมัย โดยเฉพาะหลังจากที่หลินเฉาหยางจุดประกายกระแสนี้ขึ้นมา นักเขียนหลายคนต่างก็อยากลอง แต่กลับมีน้อยคนนักที่จะสามารถจับแก่นแท้ของการสร้างสรรค์กระแสนี้ได้
หลินเฉาหยางส่ายหัว "มีข้อคิดอะไรที่ไหนกันล่ะ!"
"ความจริงแล้ว วรรณกรรมกระแสสำนึกนั้นค่อนข้างจะต่อต้านวรรณกรรมในตัวมันเอง เพราะการแสดงออกของวรรณกรรมนั้นจำเป็นต้องเป็นรูปธรรม หลายครั้งก็ต้องสื่อถึงประสาทสัมผัส
แต่วรรณกรรมกระแสสำนึกเวลาจัดการกับตัวอักษร มักจะเอนเอียงไปทางนามธรรมมากกว่า ถ้ากะระดับตรงนี้ไม่ดี ก็จะสูญเสียลักษณะเฉพาะของวรรณกรรมไปได้ง่ายๆ จนกลายเป็นปรัชญาวิทยาศาสตร์ไป"
ทุกคนฟังคำพูดของหลินเฉาหยางอย่างครุ่นคิด เจิ้งว่านหลงถามว่า "แล้วคุณรักษาสมดุลของระดับนี้ยังไง"
"ต้องจำไว้เสมอว่าสิ่งที่ผมจะเล่าเป็นอันดับแรกคือเรื่องราว ผมขอยกตัวอย่างนะ ไฟไหม้บ้าน คนรับใช้ลุกลี้ลุกลนไปหาเจ้านายแล้วพูดว่า: แย่แล้ว! ซวยแล้ว! ไฟไหม้แล้ว!
นี่แหละคือวิธีการเขียนแบบนามธรรม ผู้อ่านไม่ได้รับข้อมูล แต่สัมผัสได้ถึงอารมณ์ก่อน
แบบนี้แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าแย่แค่ไหน แต่อารมณ์มันต้องมีการไต่ระดับ
สมมติว่าคุณเขียนให้คนรับใช้พูดว่า: ไฟไหม้ในห้องแล้ว บ้านถูกเผาหมดแล้ว นายน้อยยังช่วยออกมาไม่ได้เลย
เวลานี้เหตุการณ์มีแล้ว ฉากมีแล้ว ภาพก็ลอยมาทันที และสาเหตุของอารมณ์ก็มาแล้ว ต่อไปตัวละครก็จะมีชีวิตขึ้นมา เขาก็อ้าปากพูดได้แล้ว"
ตัวอย่างที่หลินเฉาหยางยกมานั้นเห็นภาพชัดเจน ทุกคนฟังแล้วก็เข้าใจทันที
คำพูดของหลินเฉาหยางเน้นไปที่ทฤษฎี คนที่นั่งอยู่ที่นี่ไม่มากก็น้อยต่างก็เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างสรรค์มาบ้างแล้ว ในด้านปฏิบัติและเทคนิคความจริงก็ไม่ได้ด้อยเลย แต่กลับมีน้อยคนนักที่จะใส่ใจเรื่องทฤษฎี พอได้ฟังคำพูดของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว ต่างก็รู้สึกเหมือนได้เปิดโลกใหม่
"เฉาหยางพูดได้ดีมาก พูดอีกหน่อย พูดอีกหน่อย!" หลี่ทัวเร่งเร้า
หลินเฉาหยางโบกมือ "ไม่มีอะไรให้พูดหรอก ความจริงก็คือปัญหาที่ทุกคนเคยเจอกันเป็นปกติอยู่แล้ว เพียงแต่ผมติดนิสัยชอบสรุปออกมาก็เท่านั้นเอง"
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ยอมพูดต่อแล้ว เฉินเจี้ยนกงก็ถอนหายใจ "ผมว่าระดับของเฉาหยางตอนนี้ ไปสอนหนังสือได้เลยนะ"
จางเฉิงจื้อพูดพลางหัวเราะฮ่าๆ "สอนภาควิชาภาษาจีนไม่มีปัญหาแน่นอน"
เมื่อหัวข้อนี้จบลง ทุกคนก็เปลี่ยนไปคุยหัวข้ออื่น หลี่ทัวพูดถึงคาฟคา
วังเจิงฉีนั่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนหนุ่มสาวที่อายุน้อยกว่าเขาสิบยี่สิบปี หรือแม้แต่สามสิบกว่าปี เขาพูดน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายรับฟัง คีบกับข้าวเข้าปากเป็นระยะๆ และดื่มเหล้ากับหลินจินหลานที่อยู่ข้างๆ ไปด้วย
สหายเฒ่าทั้งสองดื่มเหล้าเก่งและชอบดื่มเหล้า ประจวบเหมาะกับที่วันนี้คนเยอะ บรรยากาศก็คึกคัก ทั้งสองอยู่ท่ามกลางเสียงดังโหวกเหวก แต่ก็ยังคงมีความสุขเบิกบานใจ ชนแก้วกันไม่หยุดหย่อน
เมื่อเทียบกับสภาพของคนหนุ่มสาวเหล่านี้ที่ปฏิบัติต่อวรรณกรรมอย่างกระหายใคร่รู้และกลืนกินอย่างตะกละตะกลาม นักเขียนอาวุโสวัยห้าหกสิบปีอย่างพวกเขาก็เปรียบเสมือนวัวแก่ ครึ่งชีวิตแรกได้ผ่านอะไรมามากเกินพอแล้ว สิ่งที่ต้องการในตอนนี้คือการเคี้ยวเอื้องและย่อยสลายอย่างต่อเนื่อง
หลังจากดื่มเหล้าไปสองสามแก้ว วังเจิงฉีก็มองดูอาการตื่นเต้นของทุกคนอย่างสบายใจ ใบหน้าเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ กระซิบถามหลินเฉาหยางว่า "คุณดูพวกเขาสิ ตอนนี้เหมือนหมาวิ่งไล่กัดก้นจนดึงกางเกงไม่ทัน แต่ก็ยังสนุกไปกับมันอยู่หรือเปล่า"
คำอุปมาของวังเจิงฉีนั้นแม่นยำมาก หลายปีก่อนถูกกดขี่มานานเกินไป ตอนนี้กว่าจะมีโอกาสได้ซึมซับความรู้ ทุกคนจึงมักจะมีความรู้สึกรีบเร่งราวกับอยากจะกินรวบให้หมดในคำเดียว
มุมปากหลินเฉาหยางอมยิ้ม แบบนี้ความจริงก็ไม่ได้แย่อะไร บรรยากาศแบบนี้อีกไม่กี่ปีก็คงไม่มีอีกแล้ว
ระหว่างที่ทุกคนกำลังดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน เวลาครึ่งบ่ายก็ผ่านไป ท้ายที่สุดเมื่ออาหารและเครื่องดื่มบนโต๊ะหมดเกลี้ยง ทุกคนก็ย้ายไปที่ห้องนั่งเล่น ดื่มชาและนั่งสนทนากันต่อ
จนกระทั่งตกเย็นท้องฟ้าเริ่มมืดลง ฤทธิ์เหล้าก็สร่างไปพอสมควรแล้ว วังเจิงฉีถึงเป็นคนแรกลุกขึ้นพูดว่า "ก็ดึกแล้วนะ ผมว่าวันนี้พอแค่นี้เถอะ ให้ครอบครัวเฉาหยางได้พักผ่อนไวๆ"
ของอร่อยก็กินแล้ว เหล้าก็ดื่มแล้ว คุยสัพเพเหระก็คุยแล้ว ทุกคนก็ลุกขึ้นพร้อมกัน
หลินเฉาหยางเดินไปส่งทุกคนที่ประตู หลินจินหลานดึงตัวหลินเฉาหยางมาพูดว่า "วันนี้ขอบคุณเฉาหยางมากที่เลี้ยงต้อนรับ วันหลังผมกับเจิงฉีจะเป็นเจ้ามือ พวกเราไปกินมื้อใหญ่ที่ตงไหลซุ่นกัน"
วังเจิงฉีแซวว่า "คำว่า 'วันหลัง' ของคุณนี่ฟังดูไม่มีความจริงใจเอาซะเลย วันหลังนี่มันวันไหนล่ะ"
เพื่อนเก่าทั้งสองเคยชินกับการขัดขากันเอง หลินจินหลานจึงพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า "งั้นก็สัปดาห์หน้า สัปดาห์หน้าไปตงไหลซุ่น ผมเลี้ยงเอง"
"เยี่ยม!" วังเจิงฉีแกล้งเพื่อนเก่าได้สำเร็จ ก็ตบมือร้องดีใจ
หลี่ทัวได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง ก็ขยับเข้ามาใกล้ "พาผมไปด้วยคนสิ!"
"คนเยอะ เลี้ยงไม่ไหวหรอก"
หลินจินหลานปฏิเสธคำขอของหลี่ทัวทันควัน ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจ "เลี้ยงเฉาหยางล่ะมีเงิน เลี้ยงผมล่ะไม่มีเหรอ"
"เขาเลี้ยงข้าวผมแล้ว คุณเลี้ยงหรือยังล่ะ"
"รอบนี้คุณเลี้ยงไปก่อน รอบหน้าผมค่อยเลี้ยงคุณ" หลี่ทัวพูดอย่างเจ้าเล่ห์
พูดคุยหยอกล้อกันครู่หนึ่ง ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับ
ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์ หลินจินหลานก็เลี้ยงหลินเฉาหยางกินเนื้อแกะที่ตงไหลซุ่นจริงๆ
อากาศหนาวเย็นยะเยือกแบบนี้ ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าสุกี้เนื้อแกะหม้อไฟทองแดงอีกแล้ว ในที่สุดหลี่ทัวก็ทนคำเหน็บแนมของหลินจินหลานเพื่อมากินเนื้อแกะฟรีจนได้
หลังจากกินข้าวมื้อนี้เสร็จได้ไม่กี่วัน มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ในเยียนจิงก็เข้าสู่ฤดูเปิดเทอม ภายในวิทยาเขตม.เยียนจิงที่เงียบเหงามานานก็เต็มไปด้วยร่างที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสดใสของวัยหนุ่มสาวอยู่ทุกหนทุกแห่ง
บ่ายวันนั้น ตู้หรงเอาแต่คุยกับเพื่อนร่วมงานสองสามคนเรื่องการยื่นขอตำแหน่งทางวิชาชีพ หัวข้อนี้หลินเฉาหยางไม่มีความรู้สึกมีส่วนร่วมเลยแม้แต่น้อย
เมื่อถึงเวลาเลิกงาน เขาขี่จักรยานเตรียมตัวกลับบ้าน ตอนที่ผ่านหอพักนักศึกษาต่างชาติ ก็เห็นเหลียงจั่วเดินออกมาจากตึกด้วยสีหน้าบูดบึ้งและไม่พอใจ
เขาเห็นหลินเฉาหยาง ก็เป็นฝ่ายทักทายก่อน
"ไปดูทีวีฟรีมาอีกแล้วเหรอ"
หลินเฉาหยางยังคิดว่าเหลียงจั่วไปดูทีวีฟรีแล้วไม่สำเร็จอีก ถึงได้มีท่าทางแบบนี้
"เปล่า ไปเล่นหมากล้อมมาน่ะ"
"นี่คือแพ้มาเหรอ เรื่องใหญ่ตรงไหนกัน!" หลินเฉาหยางปลอบใจ
เหลียงจั่วส่ายหน้า "แพ้ก็ไม่เท่าไหร่หรอก ประเด็นคือแพ้ให้คนญี่ปุ่นนี่สิ เรื่องนี้แหละน่าขยะแขยง!"







