ศิษย์น้องหญิงเล็กทั้งสองยืนอยู่เบื้องหน้าหลินเจวี๋ย คนหนึ่งอยู่ซ้าย คนหนึ่งอยู่ขวา ตรงกลางเว้นระยะห่างไว้ช่วงหนึ่ง และยังมีนักธนูอีกสองคนง้างธนูเตรียมพร้อมรอพวกนางอยู่
ศิษย์น้องหญิงเล็กทั้งสองต่างมีสีหน้าจริงจัง
"ข้าถาม พวกเจ้าตอบ"
หลินเจวี๋ยถือดาบพั่วเอ่ยกับพวกนาง
ศิษย์น้องหญิงเล็กทั้งสองเงียบขรึมและเคร่งเครียด
"ท่านอาจารย์ชื่ออะไร?"
"เหอเซียนอวี่!"
"เหอเซียนอวี่!"
ศิษย์น้องหญิงเล็กทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน เมื่อได้ยินเสียงของอีกฝ่าย ก็หันขวับไปมองหน้ากันในทันที
"นักพรตอวิ๋นเฮ่อ!"
"นักพรตอวิ๋นเฮ่อ!"
พวกนางแทบจะพูดขึ้นมาพร้อมกันอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเดียวกัน
"เอ๊ะ?"
หลินเจวี๋ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย พลางครุ่นคิดถึงสาเหตุ ทว่าปากก็ไม่ได้หยุดถาม "พวกเราเจอกันที่ไหน?"
"กลางทาง!"
"กลางทาง!"
ศิษย์น้องหญิงเล็กทั้งสองสบตากัน ก่อนจะเสริมขึ้นพร้อมกันว่า
"ตีนเขาหลางโถว!"
"ตีนเขาหลางโถว!"
เมื่อสบตากันอีกครั้ง ศิษย์น้องหญิงเล็กทั้งสองก็ขมวดคิ้วแน่น ท่าทีทวีความเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ
"ดื่มสุราพันวัน!"
"ดื่มสุราพันวัน!"
"อย่าพูดพร้อมกัน แยกกันตอบ คำถามต่อไปคนซ้ายตอบ คำถามที่สองคนขวาตอบ" หลินเจวี๋ยครุ่นคิดก่อนจะกล่าว "สุราพันวันมาจากไหน?"
ทว่าศิษย์น้องหญิงเล็กทั้งสองกลับตกใจพร้อมกัน
"ศิษย์พี่ ข้าแยกซ้ายขวาไม่ออก!"
"ศิษย์พี่ ข้าแยกซ้ายขวาไม่ออก!"
"เช่นนั้นข้าชี้ใคร คนนั้นก็ตอบ" หลินเจวี๋ยกล่าวอย่างจนใจ "หากยังแยกไม่ออก ก็จับพวกเจ้าทั้งสองมัดไว้ รอจนกว่าศิษย์พี่สามจะกลับมา หรือไม่ก็รอจนสว่าง"
"ตกลง!"
"ตกลง!"
หลินเจวี๋ยชี้ไปทางซ้าย "คนนี้ตอบก่อน!"
"เจ้าแห่งขุนเขา!"
หลินเจวี๋ยชี้ไปทางขวาอีกครั้ง "ต่อมาเจอใคร?"
"ปีศาจหมาป่า!"
หลินเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่นขึ้นกว่าเดิมทันที
ศิษย์น้องหญิงเล็กทั้งสองเองก็เงียบไป จากนั้นก็เผยสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
"ศิษย์พี่ มันรู้ว่าพวกเรากำลังคิดอะไร"
"ศิษย์พี่ มันรู้ว่าพวกเรากำลังคิดอะไร"
"ท่านถามอีกสิ"
"ท่านถามอีกสิ"
"ตอนท่านถาม ในหัวอย่าเพิ่งคิดคำตอบ"
"ตอนท่านถาม ในหัวอย่าเพิ่งคิดคำตอบ"
"ฉลาดมาก!" หลินเจวี๋ยอยากจะพยักหน้าให้ศิษย์น้อง แต่ก็ไม่รู้ว่าคนไหนคือตัวจริง จึงได้แต่ชะงักไว้ จากนั้นก็ชี้ไปทางซ้ายพลางคิดคำถามขึ้นมาอย่างรวดเร็วแล้วถามออกไป "ศิษย์พี่ห้าชื่ออะไร?"
พอถามจบ เขาก็สงบจิตสงบใจ ละทิ้งความคิดฟุ้งซ่านทันที
หากเป็นคนทั่วไปอาจจะทำได้ยาก แม้แต่ผู้ที่เพิ่งเริ่มบำเพ็ญเพียรก็ไม่ง่ายนัก แต่หลินเจวี๋ยเริ่มฝึกฝนวิชาหล่อเลี้ยงปราณมาตั้งแต่เนิ่นๆ สำหรับเขาแล้วจึงเป็นเรื่องง่าย
"จิงฉี"
ศิษย์น้องหญิงทางซ้ายตอบอย่างจริงจัง
พอพูดจบ นางก็ก้มหน้าลง หลับตา และใช้ความฉลาดด้วยการคิดฟุ้งซ่านอย่างบ้าคลั่งเพื่อสกัดกั้นความคิดของตัวเอง
"แล้วศิษย์พี่เจ็ดล่ะ?"
หลินเจวี๋ยชี้ไปทางศิษย์น้องหญิงเล็กฝั่งขวาอีกครั้ง
"สตรีเป็นขุนนางไม่ได้แต่บำเพ็ญเพียรเป็นเซียนได้สตรีต้องแต่งงานแต่ถ้าเป็นนักพรตหญิงก็ไม่ต้องรอให้ข้าสำเร็จเป็นเซียนเรียนรู้วิชาย่อยหินก็ไม่มีใครกล้าจับข้าโยนลงแม่น้ำแล้ว..." ปากของศิษย์น้องหญิงเล็กฝั่งขวาขมุบขมิบ บ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงแหลมเล็กและรวดเร็วอย่างยิ่ง ทว่าบ่นไปบ่นมา นางก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ เสียงค่อยๆ เบาลงเรื่อยๆ แทบจะบ่นต่อไปตามความเคยชินเท่านั้น
"ข้าก็ไม่ต้องถูกเรียกไปทำงานทุกวันข้าอยากทำก็ทำ...ข้าก็...ไม่ต้อง...ถูก...ขาย..."
จนกระทั่งบ่นต่อไปไม่ไหวอีก
"ปุ้ง!"
ศิษย์น้องหญิงเล็กคนนี้พลันกลายร่างเป็นนกประหลาด บนตัวมองไม่เห็นบาดแผลใดๆ มีเพียงรอยแดงจางๆ ตรงจุดที่ถูกหลินเจวี๋ยพ่นปราณหยางบริสุทธิ์ใส่
"ฟุ่บ..."
ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งออกไป ทะลุร่างของมันโดยตรง
เปลวเพลิงอีกสายหนึ่งพ่นตามมา
"ก๊า!!"
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องแหลมเล็ก ควันดำและกลิ่นเหม็นคาวก็ฟุ้งกระจาย นกประหลาดตัวนี้ค่อยๆ กลายเป็นเถ้าธุลี เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
หลินเจวี๋ยโบกมือ เรียกสายลมบริสุทธิ์พัดมา
กลิ่นเหม็นคาวถูกพัดออกไปจากศาลบรรพชน
ทุกคนยังคงตื่นตระหนก ยังไม่ได้สติกลับมา
หลินเจวี๋ยหันไปมองศิษย์น้องหญิงเล็กพลางขมวดคิ้ว "ศิษย์น้อง เมื่อครู่ในหัวเจ้าแอบคิดเรื่องประหลาดอะไรอยู่?"
ศิษย์น้องหญิงเล็กเตี้ยกว่าเขาเล็กน้อย แต่นางกลับเงยหน้าขึ้น สบตากับเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยโดยไม่พูดอะไรสักคำ
หลินเจวี๋ยเห็นดังนั้นก็ไม่ถามต่อ
ผ่านไปครู่หนึ่ง ศิษย์พี่สามก็กลับมา
หลินเจวี๋ยยังสงสัยว่าเขาคือนกยักษ์ตัวนั้นแปลงกายมาหรือไม่ โชคดีที่ตอนนี้รู้แล้วว่านกยักษ์นั่นแปลงกายได้ และรู้ถึงลูกไม้ของมัน การแยกแยะจึงง่ายขึ้นมาก ศิษย์พี่สามออกไปข้างนอกก็เห็นได้ชัดว่าเจอกับนกยักษ์ตัวนั้นเช่นกัน ตอนปะทะกันคงเคยโดนมันหลอกมาแล้ว พอหลินเจวี๋ยหยั่งเชิง เขาก็เข้าใจความหมายทันที
"ศิษย์พี่ใหญ่ชอบทำอะไร?"
"เขาหรือ? ก็แค่ชาวนาคนหนึ่ง! ย่อมต้องขุดดินทำนาสิ!"
พอประโยคนี้หลุดออกมา ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ได้ทันทีว่าศิษย์พี่สามคนนี้เป็นตัวจริง
"ศิษย์พี่รีบเข้ามาเร็ว"
"ข้าเห็นทางพวกเจ้ามีทั้งแสงไฟทั้งเสียงตะโกน ก็เดาได้ว่ามันคงกลับมาหาพวกเจ้าแล้ว" ศิษย์พี่สามกล่าว "พวกเจ้าเจอที่นี่กี่ตัว?"
"สองตัว ฆ่าไปหนึ่ง หนีไปหนึ่ง"
"ไม่คิดเลยว่าที่นี่จะมีนกประหลาดแบบนี้ถึงสามตัว"
"สามตัว?"
"ตัวหนึ่งล่อข้าไป อีกสองตัวกลับมาหาพวกเจ้า พอข้ากำจัดตัวนั้นเสร็จ ขากลับมาก็บังเอิญเจอตัวที่หนีไปจากพวกเจ้าพอดี เลยจัดการฆ่ามันทิ้งเสียเลย" ศิษย์พี่สามกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ "ของพรรค์นี้ยังไม่เก่งกล้าจริงๆ มีดีแค่เจ้าเล่ห์เพทุบาย ความจริงไม่ได้ร้ายกาจอะไร หากคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า มีไหวพริบระแวดระวังหน่อย คนธรรมดาก็สู้มันได้"
"พวกเราก็โดนมันหลอกเหมือนกัน"
"ใครบ้างเล่าจะไม่โดน?"
ศิษย์พี่สามพูดพลางเดินไปดูอาการบาดเจ็บของจางต้า
คนผู้นี้บาดเจ็บสาหัสยิ่งนัก
นอกจากแผลที่หน้าอกแล้ว ใบหน้าก็ถูกข่วนจนเละ ต้องใช้เศษผ้าพันไว้ ไม่รู้ว่าจะรักษาให้หายได้หรือไม่ แต่เขาก็เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง ถึงกระนั้นก็ยังทนฝืน ปากพร่ำเรียกหาแต่แม่
ศิษย์พี่สามไม่มีทางเลือก จึงต้องไปดูที่บ้านของเขารอบหนึ่ง เมื่อพบว่าคนในครอบครัวของเขายังอยู่ดีมีสุข จึงกลับมาบอกให้เขารู้ เขาถึงได้วางใจ หลับตาลงและไม่พูดอะไรอีก
"เฮ้อ..."
ศิษย์พี่สามมองไปทางหลินเจวี๋ยและศิษย์น้อง ถอนหายใจออกมา "ปีศาจทำร้ายคน! เมื่อก่อนมีเรื่องแบบนี้มากมายเสียที่ไหน? ตอนนี้บ้านเมืองยิ่งวุ่นวาย พวกเจ้ามองความจริงข้อนี้ให้ทะลุปรุโปร่งแต่เนิ่นๆ ภายภาคหน้าลงเขาไปแล้วจะได้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น!"
"เข้าใจแล้ว"
"เข้าใจเจ้าค่ะ"
จากนั้นทุกคนก็ปิดประตูศาลบรรพชนอีกครั้ง ต่างคนต่างนั่งลง แล้วความง่วงก็เริ่มจู่โจม
มีเพียงจิ้งจอกที่มีนิสัยซุกซน ไม่อยากนอน วิ่งพล่านไปทั่วศาลบรรพชน บางครั้งก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ตรงจุดที่นกยักษ์นั้นสลายตัวไป ราวกับต้องการจดจำหรือตามรอยกลิ่นของมัน พอเหนื่อยก็วิ่งกลับมาหมอบอยู่ข้างกายหลินเจวี๋ย
...
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หมอกปกคลุมหมู่บ้านบนภูเขา
มีบางบ้านเปิดประตูแต่เช้า
ตามตรอกซอกซอยในหมู่บ้านมีเสียงฝีเท้าเร่งรีบ
ชาวบ้านที่ยังตื่นตระหนกไม่หายรีบกลับบ้าน นักรบชุดดำสองสามคนช่วยกันหามจางต้ากลับไปที่บ้านของเขา และยังมีคนถือของแทนตัวของนักพรตชิงเสวียน ขี่ม้าไปเชิญนักพรตแห่งเขาฉีอวิ๋น
นักพรตชิงเสวียนทั้งสองคนก็ตื่นแล้วเช่นกัน เวลานี้พวกเขานำของวิเศษมากมายมุ่งหน้าไปยังป่าท้ายหมู่บ้าน
พวกหลินเจวี๋ยทั้งสามคนค่อนข้างผ่อนคลาย เดินตามหลังพวกเขาไป
ขณะเดินผ่านหมู่บ้าน ก็อดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ
เมื่อคืนมองเห็นไม่ชัด จนกระทั่งวันนี้ ถึงได้เห็นสภาพของหมู่บ้านเสี่ยวชวนแห่งนี้
ในสายตาของหลินเจวี๋ย หมู่บ้านแถบนี้แบ่งออกได้เป็นสามประเภท ประเภทแรกคือหมู่บ้านอย่างหมู่บ้านเหิงที่ก่อตั้งโดยปราชญ์ผู้มีชื่อเสียง อาศัยอยู่รวมกันเป็นตระกูล สืบทอดมาหลายร้อยปี บางแห่งลูกหลานยังรับราชการในราชสำนัก ประเภทที่สองคือหมู่บ้านอย่างหมู่บ้านซูที่มีพ่อค้าแม่ค้ามากมาย แม้จะไม่โดดเด่น แต่ก็ทำการค้าร่วมกัน ถือว่าร่ำรวย และอีกประเภทคือหมู่บ้านชาวนาธรรมดาทั่วไป ในหมู่บ้านอาจมีมากกว่าหนึ่งตระกูล และส่วนใหญ่ยากจน
หมู่บ้านเสี่ยวชวนก็คือประเภทที่สาม
บ้านเรือนที่นี่ทั้งเล็กกว่า เก่ากว่า และทรุดโทรมกว่า หลายหลังไม่มีทั้งกำแพงสีขาวและกระเบื้องสีเขียว เป็นเพียงบ้านดินเหลืองมุงหลังคาฟาง เดิมทีก็ไม่ร่ำรวยอยู่แล้ว ซ้ำยังต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติและปีศาจร้าย หมู่บ้านทรุดโทรม แม้แต่ผู้คนก็ดูบางตา
หลายคนเปิดประตูออกมาแต่เช้า แต่ก็ทำเพียงนั่งอยู่หน้าประตู มองดูพวกเขาเดินผ่านไป ได้แต่มองเงียบๆ ราวกับไม่มีเรี่ยวแรงจะส่งเสียง
"ชาวบ้านลำบากนัก ผ่านไปอีกไม่กี่ปี เกรงว่าจะลำบากยิ่งกว่านี้" ศิษย์พี่สามเห็นชาวบ้านเหล่านั้นถอยห่างจากตนเองไปไกล ก็รำพึงออกมาลอยๆ จากนั้นก็ปรายตามองศิษย์น้องทั้งสอง "วิญญาณอาฆาตถูกเผาจนหมดสิ้นแล้ว รอเพียงสหายเต๋าจากเขาฉีอวิ๋นมาตั้งโต๊ะบูชา เปิดแท่นพิธี อัญเชิญพลังแห่งเทพเจ้ามาปัดเป่าไอหยินและไอมรณะ เรื่องนี้ก็ถือว่าจบสิ้น ศิษย์น้องทั้งสอง ไม่ต้องกังวลใจไปหรอก"
ไม่รอให้ทั้งสองตอบ เขาก็พูดต่อเองว่า
"ปีนี้นักพรตยากไร้อย่างข้าอายุสามสิบแล้ว มีชีวิตอยู่มานานกว่าพวกเจ้าหลายปี เรื่องพรรค์นี้ความจริงพบเห็นได้ไม่ยาก เห็นแล้วช่วยได้ก็ช่วย อยากช่วยก็ช่วย หากไม่เช่นนั้นก็ทำเป็นมองไม่เห็นเสีย ทว่าไม่ว่าอย่างไร ก็อย่าให้เรื่องพวกนี้มากระทบกระเทือนจิตใจของตัวเองได้
"คิดมากไป ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ซ้ำยังไม่เป็นผลดีต่อการบำเพ็ญเพียร หากจะให้ข้าพูด สู้ดื่มสุราดีกว่า
"อย่าคิดถึงเรื่องวุ่นวายภายนอกให้มากความ จงดื่มด่ำกับจอกสุราที่มีจำกัดในยามที่ยังมีชีวิตอยู่เถิด
"..."
หลินเจวี๋ยพยักหน้า ย่อมเข้าใจดี
นี่คือการแยกเหตุผลและอารมณ์ออกจากกัน
ทว่าหากมันง่ายดายเช่นนั้น จะยังมีการบำเพ็ญเพียรไปทำไมเล่า?















