จู้ชางเซิ่งทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปที่ต้นฉบับ ดำดิ่งลงไปในโลกแห่งนวนิยายอย่างสมบูรณ์ หลินเฉาหยางเรียกเขาอยู่หลายครั้งกว่าจะดึงสติเขากลับมาได้
เขาเงยหน้าขึ้นมองหลินเฉาหยาง เห็นเพียงดวงตาคู่นั้นที่แดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอยและเอ่อท้นไปด้วยน้ำตา สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นระคนตื้นตัน
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความตื้นตันว่า "เฉาหยาง คุณมอบตอนจบที่สมบูรณ์แบบที่สุดให้กับแวนโก๊ะแล้ว"
หลินเฉาหยางหัวเราะเบาๆ "นวนิยายยังเขียนไม่จบเลยครับ"
"ผมรู้ แต่ผมคิดว่าสำหรับแวนโก๊ะ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วล่ะ"
ยามที่จู้ชางเซิ่งเอ่ยประโยคนี้ สีหน้าของเขาทั้งตื่นเต้นทว่าก็แฝงความเคร่งขรึมและหนักแน่น สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในนวนิยายเรื่องนี้อย่างเต็มเปี่ยม
จู้ชางเซิ่งติดตามอ่านนวนิยายเรื่องนี้มาโดยตลอด เขารู้ดีว่าเนื้อหาที่ได้อ่านในวันนี้จะต้องเป็นจุดไคลแมกซ์ของเรื่องอย่างแน่นอน เขาสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตอันพลุ่งพล่านที่ก่อกำเนิดจากปลายปากกาของหลินเฉาหยาง และจมดิ่งลงไปในการเดินทางอันน่าหลงใหลที่หลินเฉาหยางถักทอขึ้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ในความเลื่อนลอยนั้น เขาถึงกับรู้สึกว่าบางทีแวนโก๊ะในนวนิยายต่างหากที่เป็นศิลปินตัวจริง
แม้ว่าตอนนี้นวนิยายจะยังเขียนไม่จบ แต่จู้ชางเซิ่งก็กล้าพูดได้เต็มปากว่า หลินเฉาหยางได้ใช้จินตนาการอันวิจิตรตระการตาและฝีแปรงอันทรงพลัง มอบนวนิยายขนาดยาวที่หาได้ยากยิ่งให้แก่วงวรรณกรรมจีนอีกครั้งหนึ่ง
มื้อค่ำมีกับข้าวสองอย่าง คือมันฝรั่งเส้นผัด และผักกาดขาวผัดเห็ดหูหนู
เห็ดหูหนูนั้นสองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนนำติดตัวมาจากบ้านเกิดที่ตงเป่ย ส่วนมันฝรั่งและผักกาดขาวเป็นผักกักตุนสำหรับหน้าหนาว ซึ่งเป็นผักเพียงไม่กี่ชนิดที่หาได้บนโต๊ะอาหารของชาวบ้านทางตอนเหนือในฤดูกาลนี้
นี่ไม่ใช่ว่าหลินเฉาหยางจงใจต้อนรับแขกอย่างตระหนี่ถี่เหนียว แต่ยุคสมัยนี้จะซื้อหาอะไรก็ต้องใช้ตั๋วแลกสินค้าทั้งนั้น แม้จะมีเงินพอซื้อข้าวของนอกระบบปันส่วนได้ ทว่าก็ต้องใช้ความพยายามในการหาช่องทางติดต่อซื้อขายอยู่ดี
หลินเฉาหยางไม่ใช่พ่อค้าคนกลางที่คอยฉวยโอกาสเก็งกำไร หากมีเวลาหรือมีจังหวะเหมาะๆ เขาก็ย่อมหาซื้อของเข้าบ้านอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่มีเวลาหรือไม่มีโอกาสก็ทำได้เพียงกินอยู่ตามมีตามเกิดไปก่อน
หลังจากอ่านนวนิยายจบ อารมณ์ของจู้ชางเซิ่งก็ไม่อาจสงบลงได้เป็นเวลานาน เขาดึงตัวหลินเฉาหยางมาพูดคุยอยู่พักใหญ่ กว่าจะยอมไปนั่งกินข้าวที่โต๊ะอาหาร
พอทานข้าวเสร็จ เขาก็ล้วงคูปองอาหารออกมาจากกระเป๋าสองสามใบ
"เฉาหยาง ช่วงนี้ผมมารบกวนกินข้าวบ้านคุณบ่อยเลย คูปองอาหารพวกนี้ถือซะว่าเป็นค่าอาหารของผมก็แล้วกันนะ"
หลินเฉาหยางปฏิเสธ "แค่ข้าวไม่กี่มื้อเองครับ ไม่เป็นไรหรอก"
"รับไว้เถอะน่า ถ้าคุณไม่รับ แล้ววันหลังผมจะกล้ามาได้ยังไงล่ะ"
เมื่อเห็นจู้ชางเซิ่งพูดเช่นนั้น หลินเฉาหยางจึงจำใจรับคูปองอาหารมาแล้วส่งต่อให้เถาอวี้ซู
จู้ชางเซิ่งถามต่อ "ดูจากความคืบหน้าแล้ว นวนิยายของคุณน่าจะเขียนต้นฉบับเสร็จภายในวันสองวันนี้ใช่ไหม"
"ประมาณนั้นครับ น่าจะอีกสักสองสามวัน"
"งั้นต้นฉบับก็มอบให้พวกเราจัดการเถอะ เดี๋ยวผมจะไปเสนอเรื่องกับเหล่าถาน ขอโควตาตีพิมพ์ให้คุณในฉบับเดียวจบเลย" จู้ชางเซิ่งเอ่ยด้วยสีหน้าจริงใจ
หลินเฉาหยางหัวเราะร่วน "หญิงสาวบริสุทธิ์ผุดผ่องบ้านผมถูกคุณมองจนทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้ว คุณยังคิดจะไม่รับผิดชอบอีกหรือไงครับ"
ได้ยินดังนั้น จู้ชางเซิ่งก็ระเบิดเสียงหัวเราะฮ่าๆ ออกมา 'หญิงสาวบริสุทธิ์ผุดผ่อง' ที่หลินเฉาหยางหมายถึง ย่อมหนีไม่พ้นกระดาษต้นฉบับที่กำลังจะเสร็จสมบูรณ์ของเขานั่นเอง
ในที่สุดเขาก็ได้ต้นฉบับล้ำค่าชิ้นนี้มาครอง ไม่เสียแรงเลยที่อุตส่าห์ฝ่าลมหนาวและพายุหิมะมาตามทวงต้นฉบับถึงที่นี่
จู้ชางเซิ่งรู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง เขาเอ่ยว่า "ผมกล้ารับประกันเลยนะ ว่าพอนวนิยายเรื่องนี้ตีพิมพ์ออกไปเมื่อไหร่ จะต้องสั่นสะเทือนไปทั้งวงการวรรณกรรมอย่างแน่นอน!"
เขาเป็นถึงบรรณาธิการอาวุโสของนิตยสารคอนเทมโพราเรีย ความเป็นมืออาชีพนั้นย่อมไม่ต้องสงสัย ที่ผ่านมาเวลาพบปะกับนักเขียน เขาน้อยครั้งมากที่จะแสดงความชื่นชมผลงานอย่างออกนอกหน้าเช่นนี้
ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้านวนิยายเรื่องนี้ของหลินเฉาหยาง เขากลับไม่อาจเก็บซ่อนความชื่นชมและยกย่องที่เอ่อล้นอยู่ในใจไว้ได้เลย
ผลงานเรื่องก่อนของหลินเฉาหยางอย่าง 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' เป็นผลงานวรรณกรรมแนวกระแสสำนึกที่โดดเด่น ซ้ำเขายังได้สอดแทรกวัฒนธรรมจีนและเอกลักษณ์ท้องถิ่นเข้าไปได้อย่างสร้างสรรค์
ไม่เพียงแต่มอบผลงานวรรณกรรมแนวกระแสสำนึกชั้นยอดให้แก่วงวรรณกรรมจีนเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการบุกเบิกแนวคิดวรรณกรรมแนวกระแสสำนึกสไตล์จีนอีกด้วย
ส่วนในผลงานเรื่องใหม่นี้ เขาใช้แวนโก๊ะ อัจฉริยะผู้เกิดผิดยุคเป็นจุดเริ่มต้น แล้วนำองค์ประกอบแนวไซไฟ สืบสวน และระทึกขวัญมาผสมผสานเข้ากับเนื้อเรื่องได้อย่างกล้าหาญ
ทั้งยังคงรักษาเทคนิคการสร้างสรรค์วรรณกรรมแนวกระแสสำนึกอันช่ำชองที่เคยใช้ในผลงานเรื่องก่อนไว้ พร้อมๆ กับเอาใจใส่รสนิยมการอ่านของกลุ่มผู้อ่านไปในตัว
ทำให้นวนิยายเรื่องนี้ไม่เพียงแต่มีความลึกซึ้งทางคุณค่าทางวรรณกรรมและแนวคิดเท่านั้น แต่ยังมีความสนุกของเนื้อเรื่องและความน่าติดตามอย่างเหลือล้น
จู้ชางเซิ่งลองทบทวนผลงานวรรณกรรมแนวกระแสสำนึกทั้งในและต่างประเทศที่ตนเองเคยอ่านมาทั้งหมด หากวัดกันที่ความสนุกของเนื้อเรื่อง ถ้านวนิยายของหลินเฉาหยางเรื่องนี้เป็นที่สอง ก็คงไม่มีใครกล้าอ้างตัวเป็นที่หนึ่งอย่างแน่นอน
ผลงานที่ผสมผสานทั้งคุณค่าทางวรรณกรรมและความสนุกของเนื้อเรื่องจนเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัยเช่นนี้ หากไม่สร้างความสั่นสะเทือนในวงการวรรณกรรมก็คงแปลกแล้ว จู้ชางเซิ่งมีความมั่นใจในเรื่องนี้อย่างเต็มเปี่ยม
สามวันต่อมา ในที่สุดนวนิยายก็เขียนต้นฉบับเสร็จสมบูรณ์ จู้ชางเซิ่งเดินทางมารับกระดาษต้นฉบับตามที่นัดหมายไว้
เมื่อถือกระดาษต้นฉบับปึกหนาไว้ในมือ เขาก็สัมผัสได้ถึงน้ำหนักอันหนักอึ้ง นิตยสารคอนเทมโพราเรียกำลังจะได้ตีพิมพ์ผลงานที่จะสร้างแรงกระเพื่อมในวงกว้างอีกเรื่องหนึ่งแล้ว
อิทธิพลของนิตยสารเล่มหนึ่งนั้นถูกค้ำจุนไว้ด้วยผลงานชั้นยอดแต่ละเรื่อง ผลงานทุกเรื่องที่ได้รับการยกย่องจากวงการวรรณกรรมและได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้อ่าน ล้วนเป็นรากฐานความแข็งแกร่งให้นิตยสารวรรณกรรมหยัดยืนอยู่ในวงการวรรณกรรมได้อย่างสง่างาม
จู้ชางเซิ่งเชื่อมั่นว่าเมื่อมีนวนิยายเรื่องนี้ การเติบโตของนิตยสารคอนเทมโพราเรียในก้าวต่อไปจะต้องทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกขั้นอย่างแน่นอน
แม้ในใจจะตื่นเต้นเพียงใด แต่จู้ชางเซิ่งก็ไม่ลืมที่จะตรวจสอบกระดาษต้นฉบับอย่างละเอียดถี่ถ้วน ด้วยเกรงว่าจะมีเนื้อหาส่วนใดตกหล่นไป
หลังจากตรวจสอบกระดาษต้นฉบับรอบหนึ่งจนแน่ใจว่าไม่มีปัญหา สายตาของจู้ชางเซิ่งก็มาหยุดอยู่ที่หน้าแรกของต้นฉบับพร้อมกับเผยสีหน้าฉงน
"เฉาหยาง ชื่อเรื่องนี้..."
"ผมยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใช้ชื่อไหนดี ก็เลยเขียนลงไปทั้งคู่เลยครับ"
จู้ชางเซิ่งพยักหน้ารับ สายตาจ้องมองชื่อทั้งสองบนกระดาษต้นฉบับแล้วก็พลอยรู้สึกลังเลไปด้วย
"จะว่าไป สองชื่อนี้ก็ดูเข้าทีทั้งคู่นะ 'พบพานแวนโก๊ะ' จะได้กลิ่นอายความเป็นวรรณกรรมมากกว่า ส่วน 'การตายของแวนโก๊ะ' จะให้ความรู้สึกดูลึกลับซ่อนเงื่อนกว่า"
เขาครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะเอ่ยว่า "เอาเป็นว่าคุณช่วยฟันธงมาเลยดีกว่า ผมจะได้เอาต้นฉบับกลับไปเลย"
นิ้วของหลินเฉาหยางเคาะไปมาบนกระดาษต้นฉบับ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ตัวอักษรสี่ตัวที่เขียนว่า 'การตายของแวนโก๊ะ' "เอาชื่อนี้แหละครับ"
จู้ชางเซิ่งมองดูตัวเลือกของหลินเฉาหยางแล้วเผยรอยยิ้มบางๆ "ผมเดาไว้แล้วเชียวว่าคุณต้องเลือกชื่อนี้"
"ทำไมล่ะครับ" หลินเฉาหยางถามอย่างไม่เข้าใจ
"บางทีคุณอาจจะไม่รู้ตัวนะ แต่เวลาที่สร้างสรรค์ผลงาน คุณเป็นคนที่มีเหตุมีผลมาก ไม่เพียงแต่คำนึงถึงผลงานในทุกๆ ด้าน แต่ยังคำนึงถึงการตอบรับของกลุ่มผู้อ่านด้วย
ระหว่างชื่อ 'พบพานแวนโก๊ะ' กับ 'การตายของแวนโก๊ะ' หากพูดถึงความดึงดูดใจผู้อ่านแล้ว 'การตายของแวนโก๊ะ' ย่อมเหนือกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
ชื่อนี้ไม่เพียงแต่บ่งบอกถึงตัวละครเอก แต่ยังครอบคลุมเนื้อหาหลักของนวนิยายเอาไว้ ทำให้คนอ่านมองปราดเดียวก็เข้าใจได้ทันที
แถมยังแฝงไปด้วยความลึกลับซ่อนเงื่อน ซึ่งจะช่วยดึงดูดความสนใจของผู้อ่านได้เป็นอย่างดี"
หลินเฉาหยางคาดไม่ถึงเลยว่าแค่การเลือกชื่อนวนิยาย จู้ชางเซิ่งจะสามารถวิเคราะห์ออกมาเป็นฉากๆ ได้ขนาดนี้ เขาหัวเราะร่วนพลางเอ่ยกับจู้ชางเซิ่งว่า "เหล่าจู้ ขืนคุณชมผมแบบนี้ นวนิยายผมยังไม่ทันตีพิมพ์ก็แทบจะกลายเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกไปแล้วนะครับเนี่ย"
"จะเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกหรือไม่นั้นพูดยาก แต่ผลงานชิ้นนี้จะต้องจารึกชื่อลงในหน้าประวัติศาสตร์วรรณกรรมร่วมสมัยของจีนอย่างแน่นอน ไม่มีข้อกังขาเลยล่ะ!"
หลินเฉาหยางชักจะสงสัยแล้วว่าจู้ชางเซิ่งกำลังป้อนยาหอมให้เขาเพื่อหวังผลงานเรื่องต่อไปหรือเปล่า เขาไม่เคยเห็นบรรณาธิการคนไหนที่เพิ่งได้รับต้นฉบับไปหมาดๆ ยังไม่ทันตีพิมพ์ก็กล้าอวยกันขนาดนี้มาก่อนเลย
จู้ชางเซิ่งเอ่ยกับหลินเฉาหยางอีกว่า "คุณคงยังไม่รู้ใช่ไหม นิตยสารคอนเทมโพราเรียของเรากำลังจะปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นรายสองเดือนแล้วนะ"
"เป็นรายสองเดือนแล้วเหรอครับ งั้นก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ!"
การเปลี่ยนจากนิตยสารรายไตรมาสมาเป็นรายสองเดือน แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่นิตยสารคอนเทมโพราเรียได้รับจากกลุ่มผู้อ่าน ทั้งยังเป็นเครื่องการันตีว่านิตยสารฉบับนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหมู่นักเขียนเช่นเดียวกัน
ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนจากตีพิมพ์ทุกๆ สามเดือนมาเป็นทุกๆ สองเดือน ย่อมทำให้ความต้องการต้นฉบับเพิ่มขึ้นถึง 50% โดยปริยาย
การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ย่อมเป็นผลดีต่อนิตยสาร แต่สำหรับเหล่าบรรณาธิการแล้วกลับถือเป็นดาบสองคม นิตยสารเติบโตไปในทิศทางที่ดีบรรณาธิการย่อมได้รับผลประโยชน์ ทว่าข้อเสียก็เด่นชัดเช่นกัน นั่นคือภาระงานที่ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"ขอบคุณครับ เมื่อสองวันก่อนผมยังคุยกับเหล่าถานอยู่เลยว่า ถ้าต้นฉบับผ่านการพิจารณา จะพยายามผลักดันให้นวนิยายของคุณได้ตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับปรับโฉมใหม่เป็นเล่มแรกเลย"
หลินเฉาหยางเอ่ยอย่างลังเล "เรื่องเวลาเกรงว่าจะไม่ทันเอานะครับ"
นี่ก็จวนจะเข้าสู่ช่วงปลายเดือนธันวาคมแล้ว กำหนดการตีพิมพ์นิตยสารคอนเทมโพราเรียในแต่ละฉบับคือวันที่ 5 ของเดือนนั้นๆ นับนิ้วดูแล้วก็เหลือเวลาอีกแค่ครึ่งเดือนเท่านั้น แค่ขั้นตอนการพิจารณาต้นฉบับ พิสูจน์อักษร จัดหน้า และตีพิมพ์ เวลาแค่นี้ย่อมไม่พอแน่ๆ
"ปีใหม่ก็ต้องมีอะไรใหม่ๆ สิ นวนิยายของคุณเรื่องนี้มีความยาวเกือบสองแสนสองหมื่นตัวอักษร นับเป็นหนังสือได้เล่มหนึ่งเลยนะ เดี๋ยวผมจะลองผลักดันให้ตีพิมพ์เป็นฉบับพิเศษสำหรับคุณโดยเฉพาะดู
ถ้าทำแบบนี้ก็จะช่วยลดความยุ่งยากในขั้นตอนการจัดหน้าไปได้ คืนนี้ผมจะเอาต้นฉบับไปส่งให้เหล่าถาน ให้เขารีบอ่านพิจารณาให้เสร็จโดยเร็วที่สุด"
เมื่อสัมผัสได้ถึงความให้ความสำคัญที่จู้ชางเซิ่งมีต่อ 'การตายของแวนโก๊ะ' หลินเฉาหยางก็รู้สึกซาบซึ้งใจ เขาเอ่ยว่า "ไม่เป็นไรครับ ถ้าไม่ทันก็อย่าฝืนเลย ขอแค่ได้ตีพิมพ์ก็พอแล้วครับ"
จู้ชางเซิ่งพยักหน้ารับ "นั่นก็แน่นอนอยู่แล้ว ผมไปก้าวก่ายการตัดสินใจของเหล่าถานไม่ได้หรอก"
หลินเฉาหยางได้ยินดังนั้นก็หลุดหัวเราะออกมา
เมื่อรับกระดาษต้นฉบับไปแล้ว หลินเฉาหยางก็เดินไปส่งจู้ชางเซิ่ง
จู้ชางเซิ่งอยู่ทานข้าวเย็นที่บ้านหลินเฉาหยางและพูดคุยกันต่ออีกพักใหญ่ กว่าจะกลับก็ปาเข้าไปทุ่มกว่าแล้ว
ฤดูหนาวทางตอนเหนือ เมื่อตกกลางคืนลมหนาวมักจะพัดกรรโชกแรงและหนาวเหน็บเสียดกระดูก ทว่าขณะที่จู้ชางเซิ่งกำลังปั่นจักรยานอยู่นั้น ภายในใจของเขากลับร้อนแรงดั่งมีไฟสุม
จักรยานแล่นฉิวไปตามทางจนมาถึงตรอกเป่ยฉือจื่อเอ้อเถียวซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับทิศตะวันออกของพระราชวังต้องห้าม จู้ชางเซิ่งเคาะประตูซื่อเหอเยี่ยนหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมถนน
ผ่านไปราวๆ หนึ่งนาทีกว่า ก็มีคนเดินมาเปิดประตูให้
"ชางเซิ่ง? ลมอะไรหอบมาล่ะเนี่ย รีบเข้ามาเร็ว!"
ถานเฉาหยางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับการมาเยือนของจู้ชางเซิ่ง เขารีบเชิญอีกฝ่ายเข้ามาในลานบ้าน
ซื่อเหอเยี่ยนของครอบครัวถานเฉาหยางเป็นเรือนแบบสองลาน ไม่ว่าจะเป็นขนาดหรือรูปแบบก็ดูคล้ายคลึงกับซื่อเหอเยี่ยนที่หลินเฉาหยางซื้อไว้ในซอยเหมียนฮวาเป็นอย่างมาก
เพียงแต่ซื่อเหอเยี่ยนของถานเฉาหยางหลังนี้ตั้งอยู่ติดกับพระราชวังต้องห้าม ทำเลที่ตั้งจึงถือว่าดีกว่าซื่อเหอเยี่ยนในซอยเหมียนฮวามากนัก
ซื่อเหอเยี่ยนหลังนี้ เขาใช้เงินค่าต้นฉบับซื้อมาในช่วงยุคห้าศูนย์ ถานเฉาหยางได้รับผลกระทบในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมค่อนข้างน้อย บ้านหลังนี้จึงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์
เมื่อทั้งสองคนเดินเข้าไปในบ้าน ลมหนาวก็ถูกสกัดกั้นไว้ภายนอกทันที อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันทำให้จู้ชางเซิ่งเผลอห่อไหล่ด้วยความหนาวสั่น
แสงไฟภายในบ้านค่อนข้างสลัว เตาถ่านที่ใช้เพื่อให้ความอบอุ่นกำลังลุกโชน เปลวไฟเต้นเร่าอย่างเริงร่าตามแรงกระตุ้นของกระแสลม
ถานเฉาหยางยกกาน้ำอะลูมิเนียมที่กำลังเดือดปุดๆ จนมีไอร้อนพวยพุ่งออกมาจากเตาถ่าน แล้วรินชาร้อนให้จู้ชางเซิ่งหนึ่งถ้วย
"เอ้า ดื่มให้ร่างกายอุ่นขึ้นหน่อย"
จู้ชางเซิ่งรับถ้วยชามาจิบเบาๆ สองสามอึก รู้สึกว่าร่างกายอบอุ่นขึ้นไม่น้อย จากนั้นจึงล้วงหยิบกระดาษต้นฉบับออกมาจากกระเป๋าเอกสารคู่กายอย่างระมัดระวัง
"ดึกดื่นป่านนี้ อากาศก็หนาวเหน็บ คุณถ่อมาถึงนี่ก็เพื่อเอาต้นฉบับมาส่งให้ผมเนี่ยนะ" ถานเฉาหยางเอ่ยถาม
"คุณลองอ่านดูก่อนสิ"
จู้ชางเซิ่งไม่ได้ตอบคำถามของถานเฉาหยาง แต่กลับเอ่ยเร่งเร้า
ถานเฉาหยางรับกระดาษต้นฉบับมาถือไว้ สิ่งแรกที่สะดุดตาก็คือชื่อของนวนิยาย 'การตายของแวนโก๊ะ'
ข้างๆ กันนั้นยังมีชื่อที่ถูกขีดฆ่าทิ้งไป คาดว่าคงจะเป็นชื่อที่ถูกปัดตกไปแล้ว
"นี่คือนวนิยายที่หลินเฉาหยางเขียนเกี่ยวกับแวนโก๊ะที่คุณเคยเล่าให้ฟังงั้นเหรอ"
"ใช่"
ถานเฉาหยางพยักหน้ารับ "คุณนั่งลงก่อนเถอะ ขอผมอ่านดูก่อนนะ"
เขาเอ่ยจบก็เดินไปที่โต๊ะหนังสือแล้วเปิดโคมไฟ สวมแว่นสายตายาว ก่อนจะตั้งอกตั้งใจเปิดอ่านกระดาษต้นฉบับในมือ
ลมเหนือด้านนอกหน้าต่างเริ่มพัดกรรโชกแรงขึ้นเรื่อยๆ เสียงลมหวีดหวิวปะทะบานประตูและหน้าต่างจนเกิดเสียงดังแว่วมา ลมหนาวช่วยโหมกระพือให้เปลวไฟในเตาลุกโชนมากยิ่งขึ้น
ยิ่งเสียงลมดังมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งขับเน้นให้บรรยากาศภายในบ้านดูเงียบสงบมากขึ้นเท่านั้น
ถานเฉาหยางนั่งอ่านต้นฉบับอยู่ที่โต๊ะหนังสืออย่างจดจ่อ จู้ชางเซิ่งที่ว่างจนไม่มีอะไรทำ ประสาทสัมผัสทั้งห้าก็พลันเฉียบคมขึ้นในบรรยากาศอันเงียบสงบเช่นนี้
จมูกของเขาสูดดมกลิ่นไหม้ของถ่านหินที่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ สายตาจ้องมองไปยังเปลวไฟที่กำลังลุกโชนอยู่ในเตา ภาพฉากหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นตรงหน้า







