เธออ้าปากอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
เมื่อนึกถึงตอนที่ตัวเองอายุเท่าซูเยว่ เธอก็ทั้งแน่วแน่และดื้อรั้นเช่นนี้เหมือนกัน ในช่วงเวลาแห่งวัยเยาว์นั้น ประสบการณ์ที่ไร้เดียงสาแต่งดงามยังคงไม่เลือนหายไปจากความทรงจำ
เพียงแต่ตอนนี้เธอไม่มีความเชื่อมั่นและจุดมุ่งหมายเดิมแบบนั้นอีกแล้ว
พนักงานเสิร์ฟยกอาหารมาเสิร์ฟด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็เอ่ยถามเสียงเบาว่าทั้งสองคนมีอะไรให้รับใช้หรือต้องการอะไรเพิ่มอีกหรือไม่
กู้หยุนซีได้สติกลับมา เธอส่ายหน้าเบาๆ หยิบเครื่องดื่มเย็นเจี๊ยบขึ้นมาจิบคำหนึ่ง แล้วจึงพูดต่อว่า "ซูเยว่ นายพูดถูกแล้วล่ะ ทุกคนล้วนมีเส้นทางของตัวเองให้ต้องเดิน มันไม่มีทางเหมือนกัน และไม่อาจฝืนใจกันได้"
"ผมก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อย พี่กู้อย่าเก็บไปใส่ใจเลยครับ"
ซูเยว่คีบซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานชิ้นหนึ่งมาลิ้มรสความอร่อยที่ห่างหายไปนาน พลางพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้
ในอีกหลายปีให้หลัง ภัตตาคารเทียนเซียงจะกลายเป็นเครือร้านอาหารชื่อดังระดับประเทศ แต่รสชาติที่เขาโปรดปรานที่สุด ก็ยังคงเป็นรสชาติของสาขาฉางหลิงแห่งนี้อยู่ดี
กู้หยุนซียิ้มบางๆ ไม่ได้พูดต่อ
บางเรื่องหากไม่เคยประสบพบเจอด้วยตัวเองก็ไม่มีวันเข้าใจ ต่อให้ซูเยว่จะดูเป็นผู้ใหญ่กว่าวัยรุ่นทั่วไปมากแค่ไหน เขาก็คงไม่เข้าใจความหมายที่เธอพูดอย่างถ่องแท้อยู่ดี
ช่องว่างระหว่างวัยไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอายุ
แต่เป็นเพราะประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน จึงทำให้มุมมองความคิดต่อสิ่งต่างๆ แตกต่างกันออกไป
"พี่กู้ อาหารไม่ถูกปากเหรอครับ" ซูเยว่เห็นเธอคีบอาหารแค่ไม่กี่ครั้งก็วางชามและตะเกียบลง "หรือจะให้ผมสั่งเมนูที่พี่ชอบเพิ่มอีกสักสองสามอย่างไหม"
กู้หยุนซีหัวเราะเบาๆ พลางปฏิเสธ "ไม่เป็นไรหรอกซูเยว่ ฉันอิ่มแล้วล่ะ"
ซูเยว่เห็นใบหน้าของเธอมีสีระเรื่อขึ้นมาตอนที่พูดก็เข้าใจได้ทันที ความปรารถนาที่จะมีรูปร่างที่ดีของหญิงสาวนั้น สามารถต้านทานสิ่งยั่วใจจากของอร่อยได้ กู้หยุนซีเป็นคนที่มีวินัยในตัวเองสูงมาก สำหรับเธอแล้ว 'การรักษารูปร่างและควบคุมอาหาร' อาจจะกลายเป็นสัญชาตญาณไปแล้วก็ได้
หลังจากทั้งสองคนกินเสร็จ ซูเยว่ก็เช็กบิล แล้วเดินออกจากภัตตาคารเทียนเซียงไปพร้อมกับกู้หยุนซี
กู้หยุนซีมองกล่องขนมสองกล่องที่เขาห่อกลับมาในมือ แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ "นายกลัวว่าเดี๋ยวตัวเองจะหิวเหรอ ถึงได้เตรียมขนมไว้ตั้งสองกล่อง"
ซูเยว่ส่ายหน้า โดยไม่ได้อธิบายอะไร
เขาโบกมือลากู้หยุนซี จากนั้นก็เรียกแท็กซี่มุ่งหน้าตรงไปยังโรงพยาบาล
เมื่อผลักประตูห้องพักผู้ป่วยเข้าไปและเห็นรอยยิ้มอันสดใสของน้องสาว ซูเยว่ก็วางขนมในมือลงตรงหน้าเธอ พร้อมกับยิ้มแล้วบอกว่า "ลองชิมดูสิ พี่ซื้อมาตอนระหว่างทางน่ะ"
ซูเสี่ยวเยว่มองดูขนมในกล่องที่ถูกทำเป็นรูปหัวใจดวงเล็กดวงใหญ่สลับกันไป แล้วเธอก็ยิ้มหวานออกมา
เธอแอบเก็บขนมกล่องหนึ่งไว้อย่างแนบเนียน แล้วเปิดอีกกล่องขึ้นมาชิมคำหนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ "พี่คะ พี่ไปซื้อมาจากไหนเนี่ย ขนมนี้อร่อยมากเลย"
"ร้านข้างทางน่ะ ซื้อติดมือมา สองกล่องห้าหยวน" ซูเยว่พูดโกหกหน้าตาเฉย
ขนมของภัตตาคารเทียนเซียงอร่อย แต่ก็แพงมากเช่นกัน ห้าหยวนที่เขาพูดถึง ความจริงแล้วคือการตัดเลขศูนย์ตัวหลังออกไปหนึ่งตัวต่างหาก ทว่าต่อให้ของจะแพงแค่ไหน ขอแค่น้องสาวชอบ เขาก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่า
"ห้าหยวนก็แพงมากแล้วนะ" ผู้เป็นแม่พูดขึ้นตามสัญชาตญาณ
ทว่าหลังจากถูกน้องสาวยัดเยียดให้ชิมไปหนึ่งคำ เธอก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย
"แม่ครับ แม่กลับไปเถอะ ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเอง" ซูเยว่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ผมขอลาหยุดกับอาจารย์หลี่สองวัน พอดีเลยจะได้อยู่เป็นเพื่อนเสี่ยวเยว่ให้มากขึ้น หลังจากนี้แม่กับพ่อยังมีเรื่องให้ยุ่งอีกเยอะ ไม่ต้องมาแย่งเวลาแค่นี้กับผมหรอกครับ"
แม่ของซูเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ
"พี่คะ ความจริงพี่กลับไปพร้อมกับแม่ก็ได้นะ ฉันดูแลตัวเองได้" ซูเสี่ยวเยว่เอียงคอพูดหลังจากที่แม่กลับไปแล้ว "ขาดเรียนไปตั้งสองวัน ต้องใช้เวลาตั้งนานกว่าจะตามเพื่อนทันนะ"
ผลการเรียนของพี่ชายไม่ค่อยดีนัก หากอยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ในปีหน้า คงเป็นเรื่องยากมาก
เธอไม่อยากเป็นตัวถ่วงการเรียนของพี่ชาย เพราะหลังจากที่เธอล้มป่วยลง พี่ชายก็กลายเป็นความหวังเดียวของครอบครัว
"ผลการเรียนไม่ใช่ทุกอย่างที่ใช้วัดคุณค่าของชีวิตหรอกนะ สิ่งที่พี่รับปากเธอไว้ พี่จะทำให้ได้" ซูเยว่ปอกส้มให้เธอด้วยแววตาลึกซึ้ง "เสี่ยวเยว่ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดของเธอคือการพักฟื้นร่างกาย ส่วนเรื่องอื่น... เลิกคิดมากซะที เข้าใจไหม"
ซูเสี่ยวเยว่รับส้มจากมือพี่ชาย มองดูความคาดหวังในแววตาของเขา แล้วก็พยักหน้า
"อยากออกไปเดินเล่นไหม" ซูเยว่จัดเส้นผมที่ปรกบ่าของเธอให้เข้าทรง มองดูสายตาที่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความอิจฉาและอ้างว้างของเธอ แล้วยิ้มพลางพูดว่า "ดอกบัวที่ทะเลสาบฉางหลิงบานแล้วนะ แสงสะท้อนบนผิวน้ำกับดอกบัวสีสด สวยงามมากเลย เข้าหน้าร้อนแล้ว เธอยังไม่ได้ไปทะเลสาบฉางหลิงเลยใช่ไหม"
ดวงตาของซูเสี่ยวเยว่เป็นประกายขึ้นมา แต่แล้วก็หม่นหมองลงอย่างรวดเร็ว
เธอมองพี่ชายอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วถามเสียงเบา "ฉัน... ออกไปข้างนอกได้จริงๆ เหรอคะ"
"ได้สิ" ซูเยว่ตอบอย่างอ่อนโยน "ตอนที่ออกไปเมื่อกี้ พี่ถามหมอมาแล้ว หมอบอกว่าแค่ระวังอย่าให้เป็นหวัดจนไข้ขึ้น การออกไปเดินเล่นข้างนอกก็ไม่มีปัญหาอะไร"
แววตาที่หม่นหมองของซูเสี่ยวเยว่กลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง
เธอกระโดดลงจากเตียงผู้ป่วยด้วยความดีใจ หยิบเสื้อผ้าที่แม่เอามาให้ไปเปลี่ยนในห้องน้ำ จากนั้นก็จูงมือพี่ชายวิ่งออกจากโรงพยาบาลไปด้วยความอดใจรอแทบไม่ไหว
แดดตอนห้าโมงเย็นไม่ได้ร้อนระอุอีกต่อไปแล้ว
ซูเยว่มองดูเด็กสาวผมยาวประบ่าในชุดเดรสยาวสีม่วงอ่อนที่ยืนอย่างสง่างามอยู่ตรงหน้า นัยน์ตาล้ำลึกของเขาเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูและอ่อนโยนอย่างหาที่สุดไม่ได้
นี่ต่างหากคือน้องสาวในแบบที่เขาอยากเห็นที่สุด ทั้งดูสดใส สมวัย อ่อนหวาน และบริสุทธิ์ผุดผ่อง!
ราวกับภูตน้อยที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลกหล้าก็ไม่ปาน
ซูเยว่เรียกแท็กซี่พาน้องสาวมาถึงริมทะเลสาบฉางหลิง ภาพที่เห็นคือผืนน้ำสีเขียวมรกตกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาและดอกบัวที่พลิ้วไหว ช่างงดงามราวกับบทกวีที่ว่า 'ใบบัวเขียวขจีทอดยาวจดขอบฟ้า ดอกบัวสะท้อนแสงตะวันแดงสดใสกว่าที่เคย' จริงๆ
ซูเสี่ยวเยว่วิ่งไปตามสะพานไม้ที่ทอดยาวริมทะเลสาบ แววตาของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและตื่นเต้น
ซูเยว่เดินตามเธอไปช้าๆ ราวกับนักรบที่คอยปกป้องภูตน้อย ภายในใจรู้สึกสงบและมีความสุข ในความทรงจำทั้งสองชาติภพ เขาและน้องสาวแทบจะไม่เคยมีความสุขแบบนี้เลย
ดังนั้น ช่วงเวลาในตอนนี้จึงยิ่งดูมีค่ามากเป็นพิเศษ
"'ดอกบัวบานสะพรั่งชูช่ออร่ามตา หยัดยืนสง่างามเหนือน้ำใส ก้านเดียวโดดเด่นชูใบเขียวขจี เงาสะท้อนคู่อาบสีแดงสดใส' พี่คะ ดูสิ สวยงามราวกับภาพวาดในบทกวีเลย" ซูเสี่ยวเยว่ชี้นิ้วเรียวไปที่ทิวทัศน์กลางทะเลสาบ ขณะที่หันกลับมา รอยยิ้มของเธอก็งดงามราวกับดอกไม้
สายลมพัดโชยมาเบาๆ พัดพาผิวน้ำให้เกิดระลอกคลื่น
ซูเยว่ทอดสายตามองดอกบัวที่พลิ้วไหวตามสายลมกลางทะเลสาบ แล้วยิ้มบางๆ "ขอแค่เสี่ยวเยว่มีความสุขก็พอแล้ว"
"เมื่อก่อนตอนหน้าร้อน ฉันก็เคยมาที่ทะเลสาบฉางหลิงนะ ทำไมถึงไม่เห็นดอกบัวเยอะแยะขนาดนี้เลยล่ะ" ซูเสี่ยวเยว่เดินไปที่ริมทะเลสาบตรงจุดที่ไม่มีสะพานไม้ เธอวักน้ำในทะเลสาบขึ้นมาสาดใส่ดอกบัวที่กำลังเบ่งบาน "ตอนนั้นผืนน้ำที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาสะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับราวกับกระจกบานใหญ่ ถึงวิวจะเปิดกว้างสบายตา แต่ก็รู้สึกเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง ตอนนั้นฉันยังคิดอยู่เลยว่า ถ้าในทะเลสาบมีดอกบัวปลูกไว้เยอะๆ ก็คงจะดี... ไม่คิดเลยว่าตอนนี้มันจะเป็นจริงแล้ว"
"ความตั้งใจจริงย่อมเอาชนะทุกอุปสรรค บางทีอาจจะเป็นเพราะตอนนั้นเธอบ่นเรื่องนี้บ่อยๆ จนมีคนได้ยินเข้าก็ได้นะ!" ซูเยว่พูดพร้อมกับรอยยิ้ม
"พี่คะ สำนวน 'ความตั้งใจจริงย่อมเอาชนะทุกอุปสรรค' เขาไม่ได้ใช้กันแบบนี้นะ" ซูเสี่ยวเยว่หัวเราะคิกคัก จับมือพี่ชายเดินจากริมทะเลสาบกลับขึ้นมาบนสะพานไม้ "น่าจะให้พี่เสวี่ยมาช่วยติวหนังสือให้พี่จริงๆ ไม่อย่างนั้น... ด้วยผลการเรียนของพี่ตอนนี้ โอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีหน้าคงริบหรี่เต็มที"
"นอกจากเรียนวิชาการแล้ว เธอยังต้องเรียนศิลปะด้านดนตรีอีกนะ จะเอาเวลาที่ไหนมาติวให้พี่ล่ะ"
"พี่ไม่ยอมพูดเองมากกว่า ความจริงแล้วพี่เสวี่ยน่ะ..."
ในฐานะเด็กเรียนแย่ ซูเยว่ไม่อยากคุยเรื่องเรียนกับน้องสาวเท่าไหร่นัก
เขาสังเกตเห็นว่าตรงด้านหน้าสะพานไม้ใกล้กับถนนสายหลัก มีคนกำลังจัดกิจกรรมโปรโมตตอบคำถามชิงรางวัลอยู่ จึงรีบพูดแทรกขึ้นมา แล้วจูงมือเธอพุ่งตรงไปทางนั้นทันที