"น้องสองคน อยากลองดูไหมครับ?" พนักงานประชาสัมพันธ์มองสองพี่น้องซูเยว่ด้วยรอยยิ้ม
ซูเยว่มองปราดเดียวก็เห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ทางรัฐบาลฉางหลิงจัดขึ้นเพื่อโปรโมตและพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวทะเลสาบฉางหลิง ความระแวดระวังที่มีจึงลดลงไปกว่าครึ่ง
พื้นที่ท่องเที่ยวทะเลสาบฉางหลิงในความทรงจำของซูเยว่นั้น
อีกไม่กี่ปีให้หลังจะถูกสำนักงานการท่องเที่ยวฉางหลิงพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับ 4A ทัศนียภาพของใบบัวที่ทอดยาวจรดขอบฟ้ากลางทะเลสาบจะกลายเป็นจุดขายสำคัญของฉางหลิง
กิจกรรมตรงหน้าของทั้งสองคือเกมท่องจำบทกวี
กติกาคือต้องท่องบทกวีที่มีคำว่า 'บัว' ให้ได้มากที่สุดภายในเวลาสามนาที ท่องได้ห้าบทรับรางวัลพวงกุญแจ ท่องได้สิบบทรับปากกาหมึกซึม และหากท่องได้ยี่สิบบทขึ้นไป สามารถเลือกรับกระเป๋าเป้เดินทาง ตุ๊กตาหมี หรือเครื่องเล่น MP3 อย่างใดอย่างหนึ่ง
บทกวีที่ซูเยว่จำได้แต่เดิมก็มีอยู่ไม่กี่บท ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบทกวีที่มีคำว่า 'บัว' เลย
กิจกรรมนี้จึงไม่มีทางเป็นของเขาแน่
ทว่าซูเสี่ยวเยว่กลับดีใจมากหลังจากอ่านกติกาจบ เธอมีท่าทีอยากลองทำดู จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามซ้ำเสียงเบาว่า "ถ้าทำตามเงื่อนไขสำเร็จ จะแจกให้เลยจริงๆ ใช่ไหมคะ?"
"แน่นอนครับ! นี่เป็นกิจกรรมโปรโมตของทางรัฐบาล ไม่หลอกลวงแน่นอน" พนักงานประชาสัมพันธ์ตอบ
"งั้นฉันอยากลองดูค่ะ"
ซูเสี่ยวเยว่หันไปมองพี่ชาย แล้วหันกลับมาจ้องพนักงานประชาสัมพันธ์ต่อ
จุดประสงค์ของพนักงานประชาสัมพันธ์คือการแจกของรางวัลเหล่านี้ออกไปผ่านกิจกรรม เมื่อเห็นซูเสี่ยวเยว่เสนอตัว เขาย่อมดีใจและรีบพูดว่า "งั้นน้องเตรียมตัวครึ่งนาทีนะครับ อีกครึ่งนาทีพี่จะเริ่มจับเวลา"
"ไม่ต้องหรอกค่ะ พี่จับเวลาเลยดีกว่า ฉันท่องได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น" ซูเสี่ยวเยว่พูดกลั้วหัวเราะ
เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเริ่มท่องบทกวีท่อนแรก "น้ำค้างขาวเก็บจันทร์ร่วง ลมโชยพัดเมฆยามเช้า ริมฝั่งหลิวเขียวถามดอกบัว จำได้ไหมร้านสุราปีนั้น?"
พนักงานประชาสัมพันธ์มองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบกดเครื่องจับเวลาในมือ
"ดอกบัวงามดั่งจะเอื้อนเอ่ย แย้มยิ้มสู่ฝั่งยวนยาง ควันพริ้วต่ำเหนือผิวน้ำ ร้องเพลงเก็บกระจับกลับใต้แสงจันทร์"
"น้ำค้างพลิกใบบัวหิ่งห้อยลอย ปล่อยผมสยายรับลมจนรุ่งสาง"
"ลมพัดใบบัวชู บ้านเกิดแสนไกล จะกลับไปวันใด? บ้านอยู่ประตูอู๋ เป็นแขกฉางอันมาเนิ่นนาน"
"เมฆบางเบาไร้ต้นสาย แอบกลายเป็นฝนปรอย แขนเสื้อเขียวทนหนาวไม่ไหว อยากเอื้อนเอ่ยกับดอกบัว"
"จันทร์กระจ่างดั่งน้ำค้างแข็ง ลมดีดั่งสายน้ำ ทิวทัศน์งามตาไร้สิ้นสุด ปลาหลบกระโดดในอ่าวคด ใบบัวกลมกลิ้งหยาดน้ำค้าง เงียบเหงาไร้ผู้คนมองเห็น"
"ฝนปรอยพัดผ่าน ใบบัวน้อยพลิกไหว ดอกทับทิมบานสะพรั่ง มือเรียวในอ่างหยกหยอกล้อน้ำใส ไข่มุกแตกกระจายกลับกลมกลืน"
...
ซูเยว่เห็นน้องสาวท่องประโยคต่อประโยคโดยไม่หยุดพัก ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ท่องไปแล้วเกินสิบบท เขาอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงพลางคิดในใจว่า "คลังความรู้บทกวีระดับนี้ ต่อให้ไปออกรายการทีวีเกี่ยวกับการท่องบทกวีก็คงเหลือเฟือเลยล่ะมั้ง?"
การสั่งสมความรู้ด้านบทกวีโบราณของน้องสาว ทำให้เขาต้องทึ่งจริงๆ
ไม่ถึงสองนาที ซูเสี่ยวเยว่ก็ท่องบทกวีที่มีคำว่า 'บัว' ไปแล้วเกินยี่สิบบท เธอรู้สึกว่าน่าจะพอแล้วจึงหยุดลง มองพนักงานประชาสัมพันธ์ด้วยรอยยิ้มกว้างพลางถามว่า "น่าจะได้แล้วใช่ไหมคะ?"
พนักงานประชาสัมพันธ์อีกคนที่ถือปากกาจดบันทึกเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกตะลึงพลางหัวเราะ "น้องเก่งมากเลยครับ กิจกรรมของเราจัดที่นี่มาเกือบเดือนแล้ว ยังไม่เคยมีนักท่องเที่ยวคนไหนท่องบทกวีที่มีคำว่า 'บัว' ได้ถึงยี่สิบบทภายในสามนาทีเลย น้องเป็นคนแรกที่ผ่านด่านกิจกรรมของเราได้ครับ"
สิ้นเสียงของพนักงานประชาสัมพันธ์ เสียงปรบมือเกรียวกราวก็ดังขึ้นจากฝูงชนที่มุงดู
เมื่อต้องเผชิญกับเสียงปรบมือมากมาย ท่าทีที่เคยสงบนิ่งของซูเสี่ยวเยว่ก็กลายเป็นเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อและหลุบตาลงต่ำ
"ในฐานะคนแรกที่ผ่านด่านกิจกรรมได้ ของรางวัลใหญ่ทั้งสามชิ้นในวันนี้ตกเป็นของน้องทั้งหมดเลยครับ" พนักงานประชาสัมพันธ์ที่จับเวลากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ซูเสี่ยวเยว่เห็นเขามอบกระเป๋าเป้ ตุ๊กตาหมี และเครื่องเล่น MP3 ให้ตนเองทั้งหมด ก็ดึงดูดสายตาอิจฉาจากฝูงชนที่มุงดู เธอตื่นเต้นมากจนต้องกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"พี่คะ กระเป๋าเป้ใบนี้ให้พี่นะ"
บนรถแท็กซี่ขากลับ ซูเสี่ยวเยว่ยิ้มกว้างอยู่นานกว่าจะยื่นกระเป๋าเป้ในมือให้ซูเยว่
เธอกอดตุ๊กตาหมีและตั้งชื่อให้มันว่า 'อวี๋เซิง' ซูเยว่รู้สึกว่าความหมายของชื่อนี้ไม่ดีนัก จึงบอกให้เธอเปลี่ยนใหม่
ซูเสี่ยวเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเปลี่ยนเป็น 'อาไต'
ซูเยว่ขมวดคิ้ว รู้สึกว่าน้องสาวกำลังหาวิธีประชดตนเอง แต่เมื่อลองคิดดู เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป
เมื่อกลับถึงตัวเมืองฉางหลิง ซูเยว่พาน้องสาวไปกินหม่าล่าทั่งที่เธอชอบ จากนั้นทั้งสองก็เดินเล่นในย่านการค้าอยู่รอบหนึ่งก่อนจะกลับโรงพยาบาล
เขาไม่ได้ซื้ออะไรให้น้องสาวเลย
ท้ายที่สุดแล้วเรื่องที่มาของเงินทุน เขายังคิดหาข้ออ้างที่เหมาะสมไม่ได้ จึงไม่ควรให้น้องสาวและพ่อแม่ล่วงรู้
เงินในตัวเขามีจำนวนจำกัด ใช้ไปเท่าไหร่น้องสาวต้องจำได้ทั้งหมดแน่ ก่อนที่จะหาเงินได้มากพอเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เขาจะไม่เปิดเผยเรื่องทั้งหมดนี้ให้คนในครอบครัวฟัง
หลังจากน้องสาวกลับมาที่ห้องพักผู้ป่วย เธอก็ถอดกระโปรงสีม่วงอ่อนชุดนั้นออก แล้วพับเก็บอย่างระมัดระวัง
ซูเยว่จำไม่ได้แล้วว่าแม่ซื้อกระโปรงตัวนี้ให้น้องสาวตั้งแต่เมื่อไหร่ จำได้แค่ว่าเมื่อไหร่ที่โรงเรียนมีกิจกรรม น้องสาวถึงจะรื้อกระโปรงตัวนี้ออกมาใส่
มองดูเธอจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ แล้วเริ่มกอดตุ๊กตาหมีตัวนั้นยิ้มกว้างอีกครั้ง
ซูเยว่มองดูเงียบๆ ดวงตาของเขาค่อยๆ มีม่านหมอกก่อตัวขึ้น
เขาหันหน้าหนี พยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองพลางพูดว่า "โตเป็นสาวขนาดนี้แล้วยังหลงใหลของพวกนี้อีก ไม่คิดว่ามันเด็กน้อยไปหน่อยเหรอ?"
"ไม่เห็นจะเด็กน้อยเลยค่ะ"
ซูเสี่ยวเยว่นั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วย วางคางเกยบนหัวตุ๊กตาหมี ในดวงตากระจ่างใสเต็มไปด้วยรอยยิ้ม "พี่คะ ขอบคุณนะที่วันนี้พาฉันออกไปเที่ยว"
การได้เห็นดอกบัวบานสะพรั่งเต็มทะเลสาบภายใต้แสงแดด การได้ใช้ความสามารถของตัวเองเอาชนะจนได้ของรางวัลมา การได้เดินเล่นอย่างอิสระท่ามกลางความเจริญของเมืองใหญ่โดยมีพี่ชายคอยอยู่เคียงข้าง... ที่จริงแล้วเธอรู้สึกพอใจมาก
ต่อให้ชีวิตเหลือเวลาอีกแค่หนึ่งถึงสองปีแล้วจะทำไมล่ะ?
เธอได้สัมผัสกับความงดงามส่วนใหญ่บนโลกใบนี้แล้ว ไม่มีอะไรต้องเสียใจกับวัยหนุ่มสาวเช่นนี้ และยิ่งไม่มีอะไรต้องละอายต่อชีวิตนี้แล้ว!
"เธอมีความสุขก็พอแล้ว!" ซูเยว่มองน้องสาวอย่างอ่อนโยน "รอให้โรคของเธอหายดีก่อนนะ พี่จะพาเธอไปดูทิวทัศน์ที่กว้างใหญ่กว่านี้ ภูเขาหิมะ ทะเลทราย แสงเหนือในแดนเหนือ ทะเลไร้ขอบเขต... ถึงตอนนั้น กระเป๋าเป้เดินทางที่เธอให้พี่ก็จะได้ใช้ประโยชน์จริงๆ เสียที"
"โอเคค่ะ!" ซูเสี่ยวเยว่หัวเราะอย่างมีความสุข
เมื่อเวลาผ่านไป สองพี่น้องก็ยังคงพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันต่อไป
กระทั่งถึงเวลาสองทุ่ม หมอก็เข้ามาวัดไข้หนึ่งรอบ จากนั้นก็เจาะเลือดไปตรวจอีกครั้ง กำชับอยู่สองสามประโยคจึงค่อยจากไป
ซูเยว่เห็นหมอออกไปแล้ว แต่น้องสาวยังคงจ้องมองประตูห้องพักผู้ป่วยเขม็ง จึงอดไม่ได้ที่จะพูดว่า "แม่ยังมีธุระต้องจัดการอีกเยอะ คงไม่ได้มาเร็วขนาดนี้หรอก เธอรออีกหน่อยนะ"
ซูเสี่ยวเยว่ไม่ได้ตอบคำถามพี่ชาย เพียงแต่กำกล่องเครื่องเล่น MP3 ในอ้อมแขนไว้แน่นและรอคอยอย่างเงียบๆ
ผ่านไปราวสิบนาที ตอนที่แววตาคาดหวังของซูเสี่ยวเยว่ใกล้จะหม่นแสงลง ในที่สุดประตูห้องพักผู้ป่วยก็ถูกเคาะอีกครั้ง