ที่บ้านมีเครื่องซักผ้าเพิ่มมาหนึ่งเครื่อง เถาอวี้ซูย่อมดีใจเป็นธรรมดา
แม้จะเป็นเครื่องซักผ้าแบบกึ่งอัตโนมัติ แถมยังไม่มีแม้แต่ระบบเติมน้ำ ต้องตักน้ำใส่ถังเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ต้องซักผ้าด้วยมือแล้ว อย่างน้อยสัปดาห์หนึ่งก็ประหยัดเวลาไปได้ตั้งสองสามชั่วโมง
เอาเวลานี้ไปเรียนหนังสือ อ่านหนังสือ มันไม่ดีกว่าหรือไง
นอกจากการที่เถาอวี้ซูผู้เป็นนายหญิงของบ้านจะดีใจแล้ว เถาอวี้โม่ก็ดีใจมากเช่นกัน คราวนี้เธอมีข้ออ้างในการมาที่อพาร์ตเมนต์ชาวจีนโพ้นทะเลเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งข้อแล้ว
ตอนกลับไปกินข้าวที่บ้านช่วงสุดสัปดาห์ พอได้ยินว่าบ้านของพวกเขามีเครื่องซักผ้าเพิ่มมาหนึ่งเครื่อง เถาอวี้เฉิงก็ลากจ้าวลี่มาดูด้วยความตื่นเต้น
"เจ้านี่ไม่เลวเลย บ้านเราก็ควรมีเครื่องซักผ้าสักเครื่องเหมือนกัน!" พี่เมียกล่าวเช่นนี้
จ้าวลี่ไม่ได้สนใจคำพูดของเขา เครื่องซักผ้าเธอก็อยากซื้อ แต่ก็ต้องมีเงินด้วยสิ!
ลำพังเงินเดือนอันน้อยนิดที่เถาอวี้เฉิงให้ที่บ้านในแต่ละเดือน แถมบางทียังต้องขอคืนไปบ้าง จนถึงตอนนี้ทั้งสองคนก็ยังเก็บเงินไม่ได้เท่าไหร่นัก
เผลอแป๊บเดียวก็เข้าสู่ต้นเดือนกรกฎาคมแล้ว มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ในเยียนจิงก็เข้าสู่ช่วงฤดูสอบอีกครั้ง
วันนี้หลินเฉาหยางกำลังอู้งานอยู่ในคลังหนังสือ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังตึกๆๆ มาจากทางบันได
เห็นเพียงตู้หรงเดินขึ้นมาด้วยใบหน้าตื่นเต้นสุดขีด ในมือยังโบกหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งไปมา
"เฉาหยาง คราวนี้นายดังระเบิดของจริงแล้ว!"
หลินเฉาหยางไม่เข้าใจความหมาย ตู้หรงจึงตบหนังสือพิมพ์ในมือลงบนโต๊ะแล้วกางออก "นายดูสิ!"
เขาเพ่งมองอย่างละเอียด ก็พบสาเหตุที่ทำให้ตู้หรงตื่นเต้น
หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นคือ 'หนังสือพิมพ์ปลดปล่อยประชาชน' บนนั้นมีข่าวสั้นๆ ขนาดเท่าก้อนเต้าหู้อยู่ชิ้นหนึ่ง
เนื้อหาการรายงานข่าวสั้นในหน้านั้นค่อนข้างเรียบง่าย ความยาวก็มักจะสั้นมาก ใช้ถ้อยคำกระชับ มุ่งเน้นการรายงานข้อเท็จจริงออกไปให้เร็วที่สุด
เนื้อหา 'ก้อนเต้าหู้' มีเพียงสองร้อยกว่าตัวอักษร ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับที่หลินเฉาหยางและเหลียงจวิ้นซูพูดถึงตอนคุยโทรศัพท์กันก่อนหน้านี้ นั่นคือท่านประธานหูใช้ทุนส่วนตัวซื้อหนังสือรวมเล่ม 'พวงมาลาใต้เชิงผา' จำนวนสามพันเล่มเพื่อมอบให้กับเหล่าทหารกล้าที่แนวหน้า
ธรรมเนียมของสื่อทางการมักจะเป็น ยิ่งตัวหนังสือน้อย เรื่องก็ยิ่งใหญ่
เรื่องที่ท่านประธานหูซื้อหนังสือมอบให้ทหาร สำหรับประเทศชาติแล้วย่อมไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่สำหรับตัวหลินเฉาหยาง สำนักพิมพ์ สำนักพิมพ์หนังสือพิมพ์ และสำนักพิมพ์นิตยสารแล้ว มันคือเรื่องใหญ่จริงๆ
ก่อนหน้านี้ที่หนังสือพิมพ์และนิตยสารจากทุกสารทิศแห่กันมาหาหลินเฉาหยางเพื่อขอตีพิมพ์ซ้ำ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' ไม่ใช่เพราะได้ยินข่าวลือเรื่องนี้หรอกหรือ?
ตอนนี้ข่าวลือได้รับการยืนยันแล้ว ทุกคนย่อมดีอกดีใจเป็นธรรมดา
ความน่าเชื่อถือของหนังสือพิมพ์กองทัพนั้นไม่ต้องสงสัยเลย อิทธิพลของ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' ย่อมขยายวงกว้างขึ้นไปอีกตามการแพร่กระจายของข่าวนี้ แถมยังเป็นการขยายวงกว้างในระดับประเทศด้วย
การตีพิมพ์ซ้ำของพวกเขามีผู้อ่าน หนังสือที่สำนักพิมพ์พิมพ์ออกมาก็มีคนซื้อ นักเขียนอย่างหลินเฉาหยางก็ยังได้รับค่าต้นฉบับ อาศัยความโปรดปรานที่ผู้นำระดับสูงมีต่อ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' ทุกคนต่างก็ได้รับผลพลอยได้กันถ้วนหน้า
"จุ๊ๆๆ! นายนี่ไปเตะตาผู้นำระดับสูงเข้าแล้วนะเนี่ย!" ตู้หรงเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงเกินจริง
หลินเฉาหยางยิ้มๆ "จะเว่อร์อย่างที่เธอพูดได้ยังไง ท่านผู้นำแค่รู้สึกว่านวนิยายเรื่องนี้สามารถนำมาใช้ปลุกขวัญกำลังใจได้ก็เท่านั้น ไม่เกี่ยวหรอกว่าใครเป็นคนเขียน"
"ไม่เลวๆ นี่รู้จักถ่อมตัวเป็นแล้วสินะ"
หยอกล้อกันสองสามประโยค ตู้หรงก็เดินลงไปชั้นล่าง
ข่าวจาก 'หนังสือพิมพ์ปลดปล่อยประชาชน' แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงหนึ่งวัน คนรอบตัวของหลินเฉาหยางก็รู้กันหมดแล้ว
คนในครอบครัวพอได้ยินข่าวนี้ย่อมรู้สึกภูมิใจ เพื่อนร่วมงานและเพื่อนฝูงต่างก็เต็มไปด้วยความอิจฉา
สิ่งเหล่านี้คืออิทธิพลของข่าวที่มีต่อคนรอบข้างหลินเฉาหยาง แต่อิทธิพลที่ใหญ่ที่สุดของข่าวจากหนังสือพิมพ์กองทัพคือตัวนวนิยาย 'พวงมาลาใต้เชิงผา' เอง
เดิมที 'พวงมาลาใต้เชิงผา' ฉบับรวมเล่มก็ตีพิมพ์มาได้สี่เดือนกว่าแล้ว ยอดขายผ่านช่วงที่พุ่งทะยานที่สุดในสองเดือนแรกมาแล้ว และค่อยๆ ทรงตัว
พอข่าวจากหนังสือพิมพ์กองทัพแพร่ออกไป ยอดขายหนังสือรวมเล่มก็พุ่งพรวดขึ้นมาทันที
ไม่เพียงแค่นั้น แม้แต่หนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับที่ตีพิมพ์นวนิยาย 'พวงมาลาใต้เชิงผา' ซ้ำ ก็ยังได้รับจดหมายจากผู้อ่านมากกว่าแต่ก่อน เพื่อแสดงความชื่นชอบต่อนวนิยายเรื่องนี้
ชั่วขณะหนึ่ง นวนิยาย 'พวงมาลาใต้เชิงผา' ที่ตีพิมพ์มาเกือบปีก็กลับมามีพลังชีวิตที่น่าทึ่งอีกครั้ง ก่อให้เกิดกระแสความนิยมในหมู่ประชาชนทั่วไปที่เหนือกว่าตอนตีพิมพ์และออกหนังสือรวมเล่มเสียอีก
อาศัยกระแสความนิยมนี้ 'วรรณกรรมประชาชน' จึงติดต่อหลินเฉาหยางมา บอกว่าจะจัดงานสัมมนาผลงานให้กับ 'พวงมาลาใต้เชิงผา'
'พวงมาลาใต้เชิงผา' เองก็ตีพิมพ์ใน 'วรรณกรรมประชาชน' ไม่ว่าพวกเขาจะมีจุดประสงค์อะไร การที่พวกเขาอยากจัดงานสัมมนาผลงานก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
หลินเฉาหยางปฏิเสธไม่ได้ จึงต้องปลีกเวลาไปเข้าร่วมงานสัมมนา
หลังเลิกงาน จางกวงเหนียนก็ดึงตัวหลินเฉาหยางไว้ และคุยกับเขาเรื่องการเข้าร่วมสมาคมนักเขียนอีกครั้ง
อันที่จริงหลังจากพิธีมอบรางวัลนวนิยายขนาดสั้นยอดเยี่ยมระดับชาติก่อนหน้านี้ จางกวงเหนียนก็เคยพูดเรื่องนี้กับหลินเฉาหยางแล้ว ตอนนั้นหลินเฉาหยางไม่ได้แสดงท่าทีอะไร จางกวงเหนียนเองก็ยุ่งกับเรื่องรางวัล เรื่องนี้จึงถูกพับเก็บไปก่อน
คราวนี้จางกวงเหนียนหยิบยกเรื่องเก่าขึ้นมาพูดอีกครั้ง พร้อมกับข้อเสนอที่ดีกว่าเดิม
ปกตินักเขียนที่จะเข้าร่วมสมาคมนักเขียนต้องยื่นเรื่องตามลำดับขั้น เริ่มจากสมาคมนักเขียนระดับเขตและอำเภอ จากนั้นก็ระดับเมือง ระดับมณฑล และสุดท้ายถึงจะเป็นสมาคมนักเขียนแห่งชาติ
แต่พอมาถึงหลินเฉาหยาง กลับไม่มีเรื่องยุ่งยากขนาดนั้น สามารถก้าวข้ามขั้นตอนกลายเป็นสมาชิกของสมาคมนักเขียนแห่งชาติได้เลย
"เฉาหยางเอ๊ย ถ้านายเข้าร่วมสมาคมนักเขียนแห่งชาติของเรา นายก็จะเป็นสมาชิกที่อายุน้อยที่สุดของสมาคมนักเขียนแห่งชาติเราเลยนะ!" จางกวงเหนียนพูดด้วยน้ำเสียงหว่านล้อม
"การเข้าร่วมสมาคมนักเขียนย่อมเป็นเรื่องดีครับ แต่ผมเป็นคนไม่ชอบเข้าประชุม ปกติก็ค่อนข้างยุ่งกับงานและการเขียนอยู่แล้ว"
หลินเฉาหยางไม่ได้แสร้งทำตัวหยิ่งยโส แต่ช่วงนี้ที่ได้สัมผัสกับคนของสมาคมนักเขียน ทำให้เขารู้ว่าองค์กรของทางการแบบนี้ยังไงก็ต้องมีกฎระเบียบขององค์กรอยู่บ้าง แถมยังเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเสียเวลาไปกับกิจกรรมและการประชุม
เดิมทีเขาก็ไม่ค่อยมีเวลาอยู่แล้ว และไม่อยากถูกผูกมัดด้วยเรื่องพวกนั้น จึงคิดจะปฏิเสธ
หลินเฉาหยางกุมรางวัลนวนิยายขนาดสั้นยอดเยี่ยมระดับชาติไว้ถึงสองรางวัล ผลงานก็มีอิทธิพลมหาศาล โดยเฉพาะ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' ที่ดึงดูดความสนใจจากผู้นำระดับสูงได้ คนเก่งแบบนี้ถ้าไม่ดึงตัวเข้ามาร่วมทีมสมาคมนักเขียน นั่นก็ถือเป็นความบกพร่องต่อหน้าที่ของระดับบริหารสมาคมนักเขียนแล้ว
จางกวงเหนียนเห็นว่าหลินเฉาหยางไม่มีใจอยากเข้าร่วมสมาคมนักเขียน ในใจก็ครุ่นคิดหาวิธีดึงเขาเข้ามาร่วมทีมให้ได้
"เฉาหยาง นายอายุเท่านี้ก็ประสบความสำเร็จขนาดนี้แล้ว หลังจากเข้าสมาคมนักเขียนแห่งชาติย่อมต้องมีอนาคตที่สดใสไร้ขีดจำกัดแน่
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย ต่อไป 'วรรณกรรมประชาชน' ของเราจะรับสมาชิกกองบรรณาธิการชุดใหม่ นายจะต้องเป็นเป้าหมายสำคัญอันดับต้นๆ แน่นอน"
สมาชิกกองบรรณาธิการของนิตยสารทั่วไปมักจะเป็นคนในกองบรรณาธิการหรือสมาชิกภายในของสำนักพิมพ์ แต่นิตยสารชั้นนำอย่าง 'วรรณกรรมประชาชน' นั้นแตกต่างออกไป
สมาชิกคณะกรรมการกองบรรณาธิการประกอบด้วยคนสามกลุ่ม หนึ่งคือบุคลากรในกองบรรณาธิการของ 'วรรณกรรมประชาชน' อย่างเช่นจางกวงเหนียน เก๋อลั่ว และผู้นำกองบรรณาธิการคนอื่นๆ สองคือนักเขียนรุ่นเก่าในแวดวงวรรณกรรมอย่างเช่นปิงซิน ซุนหลี จางเทียนอี้ เว่ยเวย และอีกกลุ่มคือนักวิจารณ์ที่มีน้ำหนักในแวดวงวรรณกรรมพอสมควร
หากจางกวงเหนียนเชิญหลินเฉาหยางเข้าสู่คณะกรรมการกองบรรณาธิการของ 'วรรณกรรมประชาชน' จริงๆ การตัดสินใจนี้ไม่เรียกก็ต้องเรียกว่ากล้าหาญมาก
เพราะนี่ไม่ได้หมายความแค่ว่าหลินเฉาหยางเป็นสมาชิกคณะกรรมการกองบรรณาธิการที่เพิ่มเข้ามาเป็นคนแรกหลังจาก 'วรรณกรรมประชาชน' กลับมาตีพิมพ์อีกครั้งเท่านั้น แต่ยังเป็นสมาชิกคณะกรรมการกองบรรณาธิการที่อายุน้อยที่สุดของ 'วรรณกรรมประชาชน' ด้วย
ก่อนหน้าหลินเฉาหยาง สมาชิกคณะกรรมการกองบรรณาธิการที่อายุน้อยที่สุดของ 'วรรณกรรมประชาชน' ก็ปาเข้าไปสี่สิบกว่าปีแล้ว ซึ่งล้วนแต่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในแวดวงวรรณกรรมของประเทศ
หลินเฉาหยางที่เพิ่งจะอายุยี่สิบต้นๆ หากได้เข้าสู่คณะกรรมการกองบรรณาธิการ เกรงว่าจะทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในแวดวงวรรณกรรมของประเทศในทันที
"แน่นอนว่าเรื่องคณะกรรมการกองบรรณาธิการตอนนี้ยังเป็นแค่ความตั้งใจของฉันเท่านั้น เงื่อนไขก็คือนายต้องเป็นสมาชิกของสมาคมนักเขียนแห่งชาติก่อน"
เมื่อฟังคำพูดของจางกวงเหนียน เดิมทีหลินเฉาหยางก็เริ่มหวั่นไหวอยู่บ้าง
การได้เป็นสมาชิกคณะกรรมการกองบรรณาธิการให้ 'วรรณกรรมประชาชน' คิดๆ ดูก็น่าตื่นเต้นไม่เบา
แต่คำพูดประโยคสุดท้ายของจางกวงเหนียนกลับทำให้เขาได้สติกลับมา ที่พูดมาตั้งนานนี่มันขายฝันชัดๆ!
หลินเฉาหยางจึงรู้สึกหมดอารมณ์ขึ้นมาทันที
เหล่าจางคนนี้ ไม่ซื่อสัตย์เอาเสียเลย!
"เรื่องเป็นคณะกรรมการกองบรรณาธิการให้ 'วรรณกรรมประชาชน' ผมคิดยังไม่กล้าคิดเลยครับ ส่วนเรื่องสมาคมนักเขียนแห่งชาติ ผมว่าช่างมันเถอะครับ"
เมื่อถูกหลินเฉาหยางปฏิเสธอีกครั้ง จางกวงเหนียนก็เต็มไปด้วยความเสียดาย ทำไมคนหนุ่มสาวสมัยนี้ถึงไม่คิดจะแสวงหาความก้าวหน้ากันเลยนะ?
ไม่กี่วันต่อมา หลินเฉาหยางก็เห็นเนื้อหารายงานข่าวเกี่ยวกับงานสัมมนาผลงาน 'พวงมาลาใต้เชิงผา' บน 'สารวรรณศิลป์'
บทความถูกเขียนอย่างสละสลวยงดงาม มองออกเลยว่าสมาคมนักเขียนและ 'วรรณกรรมประชาชน' ให้ความสำคัญกับงานสัมมนาครั้งนี้มาก คงจะเป็นการขานรับการกระทำของผู้นำระดับสูงก่อนหน้านี้ด้วยเป็นแน่
ช่วงนี้ปิดเทอมฤดูร้อนแล้ว งานที่ห้องสมุดก็ว่างลง หลินเฉาหยางจึงมีเวลาอ่านหนังสือมากมาย
เดิมทีช่วงหลังปีใหม่เพราะเรื่องซื้อบ้าน เขาจึงยังมีแรงจูงใจในการเขียนอยู่บ้าง นึกไม่ถึงว่าผลงานจะได้รับความนิยมมาก ค่าต้นฉบับก็ยิ่งหาได้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงแต่หาเงินจ่ายค่าบ้านงวดสุดท้ายได้แล้ว แม้แต่เงินเก็บก็ยังมีมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นมีเงินซื้อบ้านให้สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนด้วยซ้ำ
ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ หลินเฉาหยางได้รับคำขอจากหนังสือพิมพ์และนิตยสารแปดแห่งจากที่ต่างๆ เพื่อขอตีพิมพ์ซ้ำ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' อย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาได้รับค่าต้นฉบับมากกว่าสองพันห้าร้อยหยวนอีกครั้ง
รายได้จากค่าต้นฉบับเป็นกอบเป็นกำขึ้นทุกวัน แรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลงานของหลินเฉาหยางเดิมทีก็ไม่ได้มีมากขนาดนั้นอยู่แล้ว เถาอวี้ซูก็กลัวว่าเขาจะเขียนมากไป เร็วไป จนส่งผลกระทบต่อสภาพการสร้างสรรค์ผลงานในอนาคต จึงให้เขาอ่านหนังสือให้มาก สังเกตและสัมผัสประสบการณ์ชีวิตให้มาก
เมื่อเป็นเช่นนี้ หลินเฉาหยางก็ถือว่าได้ปลดปล่อยตัวเองอย่างแท้จริง
ไปทำงานก็คืออ่านหนังสืออู้งาน ช่วงนี้เขาหลงใหลหนังสือรวมบทความและตำราอาหารที่นักปราชญ์สมัยราชวงศ์หมิงและชิงเขียนถึงเรื่องอาหารการกิน เลิกงานกลับบ้านก็เอาแต่คิดเรื่องทำอาหาร บ่อยครั้งที่ผ่านไปหลายวันก็ไม่ยอมจับปากกาเขียนหนังสือแม้แต่ตัวเดียว
เย็นวันหนึ่งหลังเลิกงาน เขาขี่จักรยานไปที่ตลาดสดก่อน
พอถึงหน้าตลาดก็เห็นชาวไร่หาบตะกร้ามาขายลูกพีช ชานเมืองเยียนจิงมีชาวไร่ปลูกลูกพีชอยู่ ทุกปีพอถึงเดือนเจ็ดเดือนแปดก็จะเห็นคนพวกนี้มาขายลูกพีชตามตรอกซอกซอย
ลูกพีชราคาชั่งละสองเหมาห้าเฟิน ดูแล้วผิวพรรณห่างชั้นจากยุคหลังมากนัก แต่ก็ชนะตรงที่เป็นธรรมชาติแท้ๆ
หลินเฉาหยางชิมลูกพีชไปหนึ่งลูก รสชาติหวานชื่นใจ น้ำก็เยอะ เขาจึงซื้อมาสามชั่ง หมดเงินไปเจ็ดเหมาห้าเฟิน
พอเข้าตลาดสดไปก็เจอคนขายปลากุ้ยยวี พอดีกับที่ตำราอาหารที่เขาอ่านวันนี้มีวิธีทำปลากุ้ยยวีอยู่พอดี จึงซื้อมาหนึ่งตัว ปลากุ้ยยวีราคาชั่งละแปดเหมา ปลาตัวที่เขาซื้อหนักเกือบสองชั่ง ราคาหนึ่งหยวนห้าเหมาพอดี
หลินเฉาหยางยังแวะซื้อผักกวางตุ้งอีกนิดหน่อย แล้วจึงกลับบ้าน
เมื่อถึงบ้าน เขาก็จัดการทำกับข้าว เถาอวี้ซูอยากจะยื่นมือเข้าไปช่วยแต่กลับถูกเขาดันออก
"วันนี้ฉันจะทำปลากุ้ยยวีทอดแห้งให้เธอสักจาน"
"ไปดูตำราอาหารเล่มไหนมาอีกล่ะ?"
หลินเฉาหยางจะทำกับข้าว เถาอวี้ซูก็ยินดีที่จะได้สบาย
"อย่าสนเลยว่าตำราเล่มไหน รับรองว่าเธอต้องกินจนน้ำลายสอแน่" หลินเฉาหยางพูดอย่างมั่นใจ
เถาอวี้ซูไม่ได้ใส่ใจคำพูดของเขานัก ช่วงนี้เขาหมกมุ่นอยู่กับการทำอาหาร ศึกษาตำราอาหารอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่พอลงมือทำจริง โอกาสสำเร็จกลับค่อนข้างต่ำ ทำสามครั้งถึงจะสำเร็จสักครั้ง
ปลากุ้ยยวีก็เหมือนปลาช่อน เป็นปลาที่กินปลาด้วยกัน ทางฝั่งเยียนจิงเรียกว่าปลาฮวาจี้ เนื้อหนาก้างน้อย เนื้อปลาสดนุ่ม
ปกติถ้านำไปนึ่งซีอิ๊ว ทำเปรี้ยวหวาน หรือทำปลาซงสู่ รสชาติล้วนอร่อยมาก ถ้านำไปต้มซุป น้ำซุปจะขาวราวกับนมวัว เข้มข้นแต่ไม่เลี่ยน อร่อยกว่าซุปไก่หรือซุปเป็ดทั่วไปเสียอีก
สิ่งที่หลินเฉาหยางจะทำในวันนี้คือปลาฮวาจี้ทอดแห้งที่เพิ่งเรียนรู้มาจากตำราอาหาร ซึ่งเป็นวิธีทำของทางฝั่งเจียงซู
เถาอวี้ซูหุงข้าวเสร็จแล้ว หลินเฉาหยางก็ผัดผักออกมาก่อน จากนั้นก็จัดการทำความสะอาดปลากุ้ยยวี
ตั้งกระทะใส่น้ำมัน รอจนอุณหภูมิน้ำมันพอเหมาะ ก็นำปลากุ้ยยวีทั้งตัวลงทอดแห้งในน้ำมันเดือดๆ ในห้องครัวอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวปลาปนกับกลิ่นหอม
เขากำลังทอดปลาอยู่ เถาอวี้โม่ก็กลับมา พอเข้าประตูมาก็ร้องโวยวายว่า "ได้กลิ่นตั้งแต่ตรงบันไดทางเดินแล้ว วันนี้ทำปลาเหรอคะ?"
เธอเดินมาที่หน้าประตูห้องครัว สูดจมูกดมกลิ่น กลืนน้ำลายอึกหนึ่ง "หอมจัง!"
"ตักข้าว!"
เถาอวี้ซูสั่งคำหนึ่ง เธอก็วางกระเป๋าลงทันที แล้วรีบไปตักข้าว จัดเตรียมถ้วยชามและตะเกียบอย่างคล่องแคล่ว
หลินเฉาหยางยกปลากุ้ยยวีที่ทอดจนเหลืองกรอบมาวางบนโต๊ะ กลิ่นหอมฟุ้งกระจาย เถาอวี้โม่หิวจนแทบจะน้ำลายไหล ถามว่า "พี่เขย นี่ปลาอะไรคะ?"
"ปลากุ้ยยวีทอดแห้ง!"
อาหารขึ้นโต๊ะ ทั้งสามคนก็ลงมือทานข้าว
ในเมื่อเป็นปลากุ้ยยวีทอดแห้ง ย่อมไม่มีน้ำราดหรือน้ำซุปอะไร ปลากุ้ยยวีสีเหลืองทองนอนอยู่บนจาน ด้านข้างโรยด้วยเกลือพริกไทย
เถาอวี้โม่คีบเนื้อปลาชิ้นหนึ่ง แตะเกลือพริกไทยนิดหน่อย แล้วเอาเข้าปาก
"อืม~" เธออดไม่ได้ที่จะส่งเสียงครางในลำคออย่างมีความสุข ดวงตาแทบจะหยีเป็นสระอิ "พี่เขย ปลากุ้ยยวีจานนี้รสชาติยอดเยี่ยมไปเลยค่ะ"
เมื่อได้ยินคำวิจารณ์ของเธอ หลินเฉาหยางไม่ได้ดีใจ แต่กลับบอกให้เถาอวี้ซูลองชิมดูบ้าง
ยัยเด็กคนนี้มีความตระหนักรู้ในการกินฟรีเป็นอย่างดี ปกติขอแค่เป็นหลินเฉาหยางทำกับข้าว ไม่ว่ายังไงก็ต้อง 'อร่อย' 'รสชาติดี' ไว้ก่อน
"อร่อยจริงๆ ด้วย"
คำวิจารณ์ของเถาอวี้ซูดูจะจริงใจกว่ามาก เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ บนใบหน้าของหลินเฉาหยางก็เผยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
พอเห็นเถาอวี้โม่กินอย่างตะกละตะกลาม รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็กว้างขึ้น
หนังสือไม่ได้อ่านมาเสียเปล่าจริงๆ
เมื่อเรียนรู้การทำอาหารจานหนึ่งได้สำเร็จ ในใจของหลินเฉาหยางก็รู้สึกภูมิใจในความสำเร็จอยู่ไม่น้อย
กินข้าวเสร็จแล้ว เรื่องล้างจานย่อมต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเถาอวี้โม่ ของดีตั้งมากมายไม่ได้ให้กินฟรีๆ หรอกนะ
เถาอวี้ซูหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมา ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิหลินเฉาหยางก็บอกเรื่องซื้อบ้านให้สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนฟังแล้ว สองสามีภรรยาชราย่อมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ครึ่งเดือนก่อน เขาและเถาอวี้ซูปรึกษากันเรื่องเงินเก็บ หลินเฉาหยางอยากให้สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนมาอยู่ที่เยียนจิงสักระยะหนึ่งในปีนี้ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศของเยียนจิง จากนั้นก็จะรับพวกเขามาอยู่ที่เยียนจิง
หลังจากคุยกันเสร็จ หลินเฉาหยางก็ส่งจดหมายไปหาสองสามีภรรยาชรา วันนี้เถาอวี้ซูได้รับจดหมายตอบกลับที่บ้าน
หลินเฉาหยางเปิดจดหมายอ่านดูคร่าวๆ ใจความประมาณว่าให้พวกเขาสองสามีภรรยาใช้ชีวิตกันให้ดีก็พอ ไม่ต้องเป็นห่วงที่บ้าน พวกเขาอยู่ที่บ้านเกิดก็สบายดี ไปเยียนจิงก็คงไม่ชิน อะไรทำนองนั้น
"ทำยังไงดีล่ะ?" เถาอวี้ซูถาม
หลินเฉาหยางหัวเราะเบาๆ ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย "เธอพูดปากเปล่า พวกเขาไม่มีทางมาหรอก รอให้หยุดยาวแล้วกลับไปสักรอบ ซื้อตั๋วรถไฟไปตบลงบนโต๊ะ ถ้าไม่ไปเงินห้าสิบหยวนก็สูญเปล่า คอยดูสิว่าพวกเขาจะไปไหม!"
เถาอวี้ซูฟังวิธีของเขาจบก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ "นี่นายทำตัวเหมือนโจรลักพาตัวเลยนะ?"
"มีโจรที่ไหนออกค่าเดินทางให้ด้วยล่ะ?"







