อันที่จริง ซากปรักหักพังหรือโบราณสถานในความทรงจำของกาเวนนั้นอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ขบวนตั้งค่ายมากนัก มันตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเทือกเขาทมิฬ โครงสร้างส่วนใหญ่ซ่อนอยู่ภายในภูเขา มีเพียงบางส่วนที่โผล่พ้นออกมาตามหน้าผาหิน ในทางทฤษฎี เพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองเทือกเขาทมิฬแต่ไกล ก็จะสามารถมองเห็นโครงสร้างบางส่วนของโบราณสถานแห่งนั้นตามหน้าผาหินที่สูงจากพื้นดินหลายร้อยเมตรได้
เพียงแต่กาลเวลาที่ล่วงเลยมาอย่างยาวนานได้ลบร่องรอยของอารยธรรมไปจนหมดสิ้น เถาวัลย์และพืชพรรณบนภูเขาที่แผ่ขยายจำนวนมากปกคลุมหน้าผาหิน บดบังโบราณสถานเหล่านั้นไว้เป็นชั้นๆ ประกอบกับการพังทลายของตัวโบราณสถานเองและการทับถมของดินหินบนภูเขา ทำให้โครงสร้างที่โผล่พ้นภูเขาออกมาในปัจจุบันนั้นยากที่จะสังเกตเห็นได้อีก หากยืนมองภูเขาจากจุดที่ขบวนตั้งค่าย เกรงว่าต่อให้เป็นพรานป่าที่สายตาดีแค่ไหนก็ยากที่จะพบความผิดปกติระหว่างก้อนหินและเถาวัลย์เหล่านั้นได้ในทันที
เมื่อจัดการเรื่องต่างๆ ในค่ายเรียบร้อยแล้ว กาเวนและคณะรวมสี่คนก็ออกเดินทางเข้าไปในภูเขา เวลาเพียงสิบปีไม่ทำให้ภูมิประเทศของธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป ด้วยความช่วยเหลือจากภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อสิบปีก่อนในหัว ประกอบกับเส้นทางเข้าภูเขาในความทรงจำ คณะของกาเวนจึงค้นพบทางขึ้นเขาได้อย่างราบรื่น
แอมเบอร์ดูวิตกกังวลเล็กน้อย "นี่... เจ้ากำลังจะไปขุดสมบัติในเทือกเขาทมิฬนะ พวกเรามีกันแค่สี่คน เจ้าไม่คิดว่าขบวนนี้มันดูเสี่ยงไปหน่อยหรือ?"
กาเวนปรายตามองฮาล์ฟเอลฟ์ผู้นี้แวบหนึ่ง "แล้วตามความเห็นของเจ้าล่ะ?"
แอมเบอร์ทำไม้ทำมือประกอบ "ยังไงก็ต้องมีกองกำลังสักหลายร้อยคนคอยคุ้มกันตลอดทาง มีเรนเจอร์และดรูอิดระดับปรมาจารย์สิบกว่าคนคอยคุมเชิง ด้านหน้ามีอัศวินเบิกทาง ด้านหลังมีจอมเวทคอยบัญชาการ แล้วก็มีโจรระดับปรมาจารย์ที่เก่งกาจอย่างข้าคอยรับหน้าที่สะเดาะกลอนเปิดประตู นี่ไม่ใช่รูปแบบมาตรฐานของการล่าสมบัติในภูเขาหรอกหรือ?"
"มาตรฐานกะผีสิ!" ตอนแรกกาเวนยังนึกว่ายัยนี่จะมีข้อเสนอแนะที่เข้าท่าอะไร ที่แท้ก็แค่เรื่องไร้สาระพวกนี้ "คณะล่าสมบัติบ้านไหนเขาจัดขบวนตามมาตรฐานของทหารประจำการกัน! อีกอย่าง เจ้าพูดน่ะมันง่าย เจ้าลองไปรวบรวมกองกำลังแบบนี้มาให้ข้าดูสิ?"
"เอาล่ะ ข้าอาจจะพูดเกินจริงไปหน่อย แต่นี่มันเทือกเขาทมิฬนะ! เทือกเขาทมิฬเชียวนะ!" แอมเบอร์แกว่งแขนไปมาอย่างโอเวอร์ "สถานที่ในตำนานที่มีลอร์ดปีศาจอาศัยอยู่ทุกๆ แปดร้อยเมตร! แล้วเจ้าก็พาคนแค่สามคนเข้าภูเขา แถมหนึ่งในนั้นยังทำเป็นแค่ยิงลูกไฟ..."
"เจ้าเชื่อไหมว่าต่อให้ข้าไม่ใช้ลูกไฟก็สามารถอัดเจ้าจนหมอบได้!" รีเบคก้าฉุนกึกขึ้นมาทันที เธอคว้าคทาเวทขึ้นมาชี้หน้าแอมเบอร์ "เดี๋ยวจะให้ดูว่าผู้หญิงของตระกูลเซซิลร้ายกาจแค่ไหน!"
กาเวนห้ามหลานสาวเหลนโหลนรุ่นที่ N+1 เอาไว้ แล้วมองแอมเบอร์อย่างอ่อนใจ "ไม่ช้าก็เร็วเจ้าต้องตายเพราะปากนี้แน่ แล้วเจ้าไปฟังมาจากไหนว่าเทือกเขาทมิฬมีลอร์ดปีศาจอาศัยอยู่ทุกๆ แปดร้อยเมตร? นี่มันเรื่องเอาไว้หลอกเด็กของพวกชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ชัดๆ ถ้าลอร์ดปีศาจมีเยอะขนาดนั้น พวกมันคงกวาดล้างอาณาจักรอันซูไปนานแล้ว"
พูดจบ เขาก็เงยหน้าขึ้น มองไปยังเส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยวเบื้องหน้า
"เทือกเขาทมิฬเป็นสถานที่ที่อันตรายจริงๆ แต่อันตรายของที่นี่ถูกคนทั่วไปพูดให้ดูเกินจริงไปมาก อันที่จริงในสมัยจักรวรรดิกอนดอร์ เทือกเขาแห่งนี้ก็เป็นเพียงหนึ่งในเทือกเขาทางตอนเหนือธรรมดาๆ ซึ่งถูกขนานนามร่วมกับเทือกเขาสูงแห่งแดนใต้ของทวีปว่าเป็นสองเทือกเขาใหญ่ทางเหนือและใต้แห่งลอเรน ตอนนั้นเทือกเขาทมิฬไม่ได้มืดมิดเลยสักนิด ในทางกลับกัน ด้วยความอุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งผลิตแร่ธาตุหลากหลายชนิด มันจึงมีชื่อเสียงในฐานะ 'ภูเขาเลี่ยมทอง' น่าเสียดายที่ต่อมาเกิดคลื่นเวทมนตร์ปะทุขึ้น และเทือกเขาทมิฬก็ตั้งรับแรงกระแทกของพายุธาตุที่รุนแรงที่สุดพอดี เชิงเขาทางตอนใต้ทั้งหมดถูกพลังธาตุกัดกร่อนจนกลายเป็นป่าดำที่ทำให้ผู้คนหวาดผวาเมื่อได้ยินชื่อ เทือกเขาแห่งนี้จึงค่อยๆ ถูกเรียกว่าเทือกเขาทมิฬ"
กาเวนเล่าสิ่งที่ตนเองรู้ให้ฟัง ส่วนหนึ่งมาจากความทรงจำในหัว และอีกส่วนหนึ่งคือความรู้ที่เพิ่งไปอัดฉีดมาเมื่อไม่นานนี้
"ป่าดำที่อยู่อีกฝั่งของภูเขานั้นอันตรายมากก็จริง แต่มันตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเทือกเขา เทือกเขาแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนปราการธรรมชาติที่แทบจะสกัดกั้นกลิ่นอายจากแดนทิ้งร้างกอนดอร์ที่เล็ดลอดผ่านกำแพงอันยิ่งใหญ่ออกมา สัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในป่าดำล้วนต้องพึ่งพาพลังเวทที่บ้าคลั่งในการดำรงชีวิต ดังนั้นพวกมันจึงไม่ยอมออกจากป่าดำโดยเด็ดขาด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการข้ามสันเขามายังพื้นที่ทางเหนือของภูเขาที่ทำให้พวกมันถึงกับหายใจไม่ออกแห่งนี้ ดังนั้นทางตอนเหนือของเทือกเขาทมิฬจึงค่อนข้างปลอดภัยทีเดียว"
เส้นทางที่กาเวนเลือกนั้นไม่มีพืชพรรณปกคลุมมากนัก แต่ก็ยังคงเห็นต้นไม้ที่ขึ้นขวางทางและเถาวัลย์ที่เลื้อยมาจากริมทางอยู่เป็นระยะๆ พืชพรรณที่เติบโตอย่างทรหดในเขตเทือกเขาทมิฬเหล่านี้ล้วนได้รับอิทธิพลจากกลิ่นอายของดินแดนทิ้งร้างไม่มากก็น้อย นั่นคือ 'สายลมแห่งธาตุ' (หรือก็คือสายลมมลทินในปากของไวเคานต์แอนดรูว์) ปริมาณเล็กน้อยที่พัดพามาตามกระแสลมจากทางใต้ในทุกๆ ปี ภายใต้อิทธิพลของพลังธาตุที่บ้าคลั่งเหล่านั้น พืชพรรณจึงดูบิดเบี้ยวและใหญ่โตผิดปกติ แฝงไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวอยู่ไม่น้อย
แต่กาเวนรู้ดีว่า นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูน่ากลัวนิดหน่อยแล้ว ของพวกนี้ก็ไม่ได้มีภัยคุกคามอะไรเลย พวกมันเป็นแค่พืชที่ 'แข็งแรง' กว่าปกติเล็กน้อยเท่านั้น พวกลูกหลานขุนนางที่ไปเดินเตร็ดเตร่ในป่าทางตอนเหนือของเทือกเขาทมิฬแค่รอบเดียวแล้วกลับไปโม้ให้คนอื่นฟังว่าตัวเองผ่านการทดสอบจากป่าดำมาแล้ว ล้วนแต่พูดเกินจริงเกี่ยวกับความอันตรายของดินแดนแห่งนี้ทั้งสิ้น พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าป่าดำที่แท้จริงมีหน้าตาเป็นอย่างไร
เหตุผลที่เขาสามารถยืนยันได้ว่ามลพิษในพื้นที่ทางตอนเหนือของเทือกเขาทมิฬได้จางหายไปแล้ว ไม่ใช่เพราะความทรงจำในหัวหรือข้อมูลที่สืบมาได้ แต่เป็นเพราะภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อสิบปีก่อนภาพนั้นต่างหาก
เพียงแค่นำภาพถ่ายดาวเทียมมาเปรียบเทียบกับข้อมูลในความทรงจำ ก็สามารถระบุได้อย่างง่ายดายว่าที่นี่ได้กลายเป็นเขตปลอดภัยไปแล้ว
"อันที่จริงความหวาดกลัวของผู้คนที่มีต่อที่นี่มาจากสองสาเหตุเท่านั้น ข้อแรกคือความหวาดกลัวต่อแดนทิ้งร้างกอนดอร์ แม้ว่าหอคอยยามและกำแพงอันยิ่งใหญ่ที่พวกเอลฟ์สร้างขึ้นจะผนึกพื้นที่ส่วนใหญ่ของแดนทิ้งร้างกอนดอร์เอาไว้แล้ว แต่ม่านพลังเวทมนตร์ชั้นนั้นสามารถสกัดกั้นพลังเวทที่บ้าคลั่งได้เพียงเจ็ดถึงแปดส่วนเท่านั้น พลังแห่งความเสื่อมทรามที่เล็ดลอดออกมาจากแดนทิ้งร้างกอนดอร์ในทุกๆ ปีล้วนเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงที่สุดต่อพื้นที่ชายแดนของทั้งสี่อาณาจักร แม้ว่าตอนนี้ผลกระทบจากคลื่นเวทมนตร์จะจางหายไปแล้ว แต่ความหวาดกลัวและความกดดันที่ชาวชายแดนสั่งสมมาหลายชั่วอายุคนก็ไม่สามารถจางหายไปได้เร็วขนาดนั้น เรื่องเล่าสยองขวัญในพื้นที่ชายแดนเหล่านี้ถูกเล่าขานสืบต่อกันมาถึงเจ็ดร้อยปี จนแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประเพณีไปแล้ว" กาเวนพูดขึ้นมาลอยๆ ขณะใช้ดาบฟันพืชพรรณที่ขวางทาง "ข้อสอง... คือความหวาดกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้"
"สิ่งที่ไม่รู้?" แอมเบอร์ขมวดคิ้วถาม
"ถูกต้อง สิ่งที่ไม่รู้ อาณาจักรอันซูหยุดการบุกเบิกทางใต้มาแล้วกี่ปี?"
คนที่ตอบคือรีเบคก้า "หากนับตั้งแต่ตอนที่ลงนามในคำสั่งยุติการบุกเบิก ก็สองร้อยกว่าปีแล้ว แต่ถ้านับตั้งแต่ตอนที่ยกเลิกจุดตั้งถิ่นฐานในการบุกเบิกทั้งหมด ก็หนึ่งร้อยปี"
"ถูกต้อง อย่างน้อยก็หนึ่งร้อยปี ตลอดหนึ่งร้อยปีเต็มที่นี่ถูกจัดให้เป็นเขตหวงห้าม นอกจากพวก 'นักผจญภัย' ที่พอกลับไปก็เอาแต่คุยโวโอ้อวดแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้สถานที่แห่งนี้เลย จึงไม่มีใครรู้ว่าที่นี่มีสภาพเป็นอย่างไรกันแน่ พวกเขาทำได้เพียงทำความรู้จักสถานที่แห่งนี้ผ่านเรื่องราวสยองขวัญที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และเรื่องราวการผจญภัยที่พวกนักผจญภัยแต่งขึ้นมามั่วๆ แล้วแบบนี้จะไม่ให้หวาดกลัวได้อย่างไร?"
เมื่อฟังกาเวนร่ายยาวให้ความรู้จบ แอมเบอร์ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกในที่สุด "ฟู่... ถ้าพูดแบบนี้ เรื่องสยองขวัญของเทือกเขาทมิฬก็เป็นแค่เรื่องแต่งทั้งนั้น ความจริงแล้วพวกเราอยู่ที่นี่อย่างปลอดภัยสินะ?"
กาเวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ทำหน้าตาน่ากลัวยื่นหน้าเข้าไปใกล้แม่สาวฮาล์ฟเอลฟ์ "ความจริงข้าหลอกเจ้าต่างหาก ที่นี่ทั้งมืดมน อันตราย บ้าคลั่ง และน่าสะพรึงกลัว แถมยังมีลอร์ดปีศาจอาศัยอยู่ทุกๆ แปดร้อยเมตรด้วย"
แอมเบอร์ "......อี๊อื้ออี้!!"
"ยังจะบอกว่าเป็นโจรระดับปรมาจารย์อีก ไม่อายบ้างหรือไง" กาเวนหัวเราะอย่างพึงพอใจ เขายกมือขึ้นตบหัวรีเบคก้าที่อยู่ข้างๆ แล้วชี้ไปยังท่อนไม้ที่ล้มขวางพื้นอยู่ไม่ไกล "เวทลูกไฟของเจ้ามีประโยชน์แล้วล่ะ ระเบิดเจ้านั่นทิ้งซะ ถ้าข้าจำไม่ผิด ข้างหน้านี่แหละ"
รีเบคก้ารอคอยช่วงเวลานี้มานานแล้ว เธอรีบพยักหน้าอย่างดีใจทันที พอชูคทาเวทขึ้น ลูกไฟขนาดเท่าหัวคนก็พุ่งตรงไปข้างหน้า
เขารู้สึกว่าความเร็วในการเรียกใช้ลูกไฟของแม่หนูคนนี้จะเร็วกว่าเมื่อก่อนเสียอีก...
"ตู้ม—"
สิ้นเสียงกัมปนาท ลูกไฟก็ระเบิดออก ท่อนไม้ที่ผุพังและเปราะบางอยู่แล้วถูกระเบิดจนหักกลาง กลายเป็นสองท่อนที่เสียสมดุลกลิ้งตกลงไปตามเนินเขา เผยให้เห็นเส้นทางข้างหน้าที่เปิดโล่ง
ลานกว้างที่ซ่อนอยู่ภายในภูเขาปรากฏขึ้นตรงหน้าทุกคน
ลานกว้างแห่งนี้ดูเหมือนจะเคยถูกใครบางคนจงใจปรับให้ราบเรียบ หินภูเขาล้วนถูกตัดแต่งจนมีรูปร่างที่เป็นระเบียบอย่างน่าเหลือเชื่อ ท่ามกลางโขดหินเหล่านั้น สามารถมองเห็นซุ้มประตูโบราณและกำแพงที่พังทลาย พวกมันราวกับหลอมรวมเข้ากับตัวภูเขาโดย 'ฝัง' อยู่ระหว่างหน้าผาหินขนาดยักษ์แต่ละก้อน จนถึงขั้นทำให้คนเกิดภาพลวงตา ราวกับว่าที่นี่เคยมีป้อมปราการอันโอ่อ่าตระการตาซึ่งถูกก้อนหินรอบๆ กลืนกินเข้าไป
ทว่าในความเป็นจริง โบราณสถานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นภายในภูเขาตั้งแต่แรก โครงสร้างประมาณสองในสามของมันถูกซ่อนอยู่หลังกำแพงหินนั้น
ไม่ว่าจะเป็นแอมเบอร์ที่เอาแต่ปอดแหกมาตลอดทาง รีเบคก้าที่คอยตั้งใจฟังคำสั่งสอนของบรรพบุรุษอยู่เสมอ หรืออัศวินไบรอนที่เตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ เมื่อได้เห็นโบราณสถานที่ซ่อนอยู่ภายในภูเขาแห่งนี้ ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง
พวกเขามองดูซากปรักหักพังยุคโบราณอันน่าเหลือเชื่อแห่งนี้ด้วยความตกตะลึง
ส่วนสายตาของกาเวนนั้นกวาดมองไปรอบๆ และจู่ๆ ก็หยุดลงข้างกองหินที่พังทลายลงมา
เขาเดินไปที่กองหินพังทลาย บนกองหินนั้นมีวัตถุสีดำทะมึนซึ่งแทบจะมองไม่ออกถึงรูปลักษณ์เดิมเสียบอยู่ หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนอยู่นาน เขาจึงมองออกว่าที่แท้มันคือดาบหักที่ขึ้นสนิมและผุกร่อนอย่างรุนแรง
และบนพื้นข้างกองหินก็มีรอยสลักปรากฏให้เห็น รอยสลักนั้นลึกมากเสียจนแม้จะผ่านการผุกร่อนมาถึงเจ็ดร้อยปีก็ยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจน: กองร้อยที่ 16 โคลหลับใหลอยู่ที่นี่
เสียงของรีเบคก้าดังมาจากด้านหลัง "นี่คือ... อะไรคะ?"
"ตอนที่กองทหารข้ามแม่น้ำไวท์วอเตอร์ในปีนั้น เราเผชิญหน้ากับทหารที่ไล่ตามมา กองร้อยที่ 16 รับหน้าที่ระวังหลัง ไม่มีใครรอดชีวิตกลับมาเลย" กาเวนพูดอย่างช้าๆ "น่าจะเป็นทหารที่รอดชีวิตคนสุดท้ายถอยร่นกลับมาที่นี่ในสถานการณ์ที่หมดหวังจะฝ่าวงล้อม น่าเสียดาย... ตอนนั้นคลื่นเวทมนตร์กำลังบ้าคลั่ง ทั่วทั้งเทือกเขาทมิฬถูกปกคลุมไปด้วยพลังแห่งความเสื่อมทราม ในช่วงชีวิตของข้า พวกเราไม่สามารถยึดพื้นที่นี้กลับคืนมาได้ และเมื่อคลื่นเวทมนตร์จางหายไปตามธรรมชาติ ก็ไม่มีใครจำสถานที่แห่งนี้ได้อีกแล้ว..."
อัศวินไบรอนปลดดาบประจำตัวของตนเองออก นำดาบยาวมาทาบไว้ที่หน้าอก และโค้งคำนับเพื่อแสดงความเคารพต่อหลุมศพอันเรียบง่ายนั้น
ทหารที่ถูกฝังอยู่ที่นี่ยังคงมีหลุมศพ แต่นักรบผู้สร้างหลุมศพและทิ้งรอยสลักเอาไว้กลับยากที่จะหาร่องรอยใดๆ พบอีก
กาเวนยืนนิ่งเงียบอยู่หน้าหลุมศพครู่หนึ่ง จากนั้นก็หยิบเศษหินก้อนหนึ่งจากบริเวณใกล้เคียงไปวางทับไว้บนยอดกองหินนั้น "วางใจเถอะ ทุกคนรอดชีวิตกันหมดแล้ว"
ในวินาทีนี้ เขาหวังว่าตนเองจะพูดประโยคนี้ออกมาในน้ำเสียงของกาเวนเซซิล ไม่ใช่กาเวนผู้ทะลุมิติมา
จากนั้นเขาก็เดินไปยังซุ้มประตูที่อยู่ไม่ไกล "ตามข้ามา ข้าจะพาพวกเจ้าไปดูว่าบรรพบุรุษของพวกเจ้าในปีนั้นทิ้งอะไรไว้ที่นี่บ้าง"