แม้ว่านิสัยการนอนของสหายเสี่ยวหนิวจะแย่เอามากๆ แถมเสียงกรนยังดังสนั่นหนวกหูสุดๆ
แต่บางทีอาจเป็นเพราะทำงานหนักมาทั้งวันจนเหนื่อยล้าเกินไป สุดท้ายสวีหยุนก็หลับสนิทไปในที่สุด
ค่ำคืนผ่านพ้นไปอย่างเงียบงัน
...............
ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปนานเท่าใด จู่ๆ ก็มีเสียงนกร้องดังมาจากนอกหน้าต่าง
สวีหยุนลืมตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน เขาเกาผมที่ยุ่งเหยิง บิดขี้เกียจ หาวหวอด แล้วตื่นขึ้นมาด้วยอาการเช่นนั้น
ตอนนี้คาบสมุทรอังกฤษเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว อากาศยามเช้าชื้นและหนาวเหน็บอย่างยิ่ง สวีหยุนพ่นลมหายใจออกมายาวๆ ตรงหน้าก็ปรากฏกลุ่มหมอกสีขาวขึ้นอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเขาก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันขวับไปมองทางขวามือ
บนเตียงของเสี่ยวหนิวว่างเปล่าไร้ผู้คน เห็นได้ชัดว่าปรมาจารย์ท่านนี้ตื่นมานานแล้ว
ท้องฟ้าในเวลานี้สว่างขึ้นเล็กน้อย คาดเดาว่าน่าจะประมาณหกโมงครึ่ง หรืออย่างมากก็เจ็ดโมงเช้า
หากเป็นที่บ้านเกิด พวกนักเขียนไส้แห้งที่อดหลับอดนอนปั่นต้นฉบับบางคนคงเพิ่งจะได้ล้มตัวลงนอนพักผ่อนเวลานี้เอง
จากนั้นสวีหยุนก็ประกบมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน เป่าลมหายใจรดใส่มือ ถูหน้าแรงๆ แล้วรีบมุดตัวออกจากผ้าห่มอย่างรวดเร็ว — พวกมนุษย์เงินเดือนต่างรู้ดีว่า ในฤดูหนาว หากต้องการหลุดพ้นจากผนึกของผ้าห่ม จะต้องอาศัยจังหวะที่ผ้าห่มเผลอแล้วลุกขึ้นรวดเดียวให้จบๆ ไป
หลังจากจัดเสื้อผ้าอย่างลวกๆ สวีหยุนก็ค่อยๆ ดึงประตูห้องนอนเปิดออก แล้วชะโงกหน้าออกไปมอง
เป็นไปตามคาด
เวลานี้เสี่ยวหนิวกำลังนั่งก้มหน้าอยู่ตรงโต๊ะหนังสือด้านนอก ขีดเขียนอย่างขะมักเขม้น ดูเหมือนกำลังคำนวณอะไรบางอย่างอยู่
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากประตูห้องนอน เสี่ยวหนิวก็เงยหน้าขึ้น พยักพเยิดคางไปทางโต๊ะน้ำชาตรงทางเข้า
"ขนมปังอยู่บนโต๊ะ มีชิ้นเดียวเหมือนเดิม กินมื้อเช้าเสร็จก็พักสักหน่อย ค่อยออกไปตรวจตราสวนผลไม้"
พูดจบเสี่ยวหนิวก็ลังเลไปครู่หนึ่ง ไม่รอให้สวีหยุนตอบรับ เขาก็เปลี่ยนคำพูดว่า
"ช่างเถอะ วันนี้เป็นวันแรกที่นายทำงานนี้ ฉันจะพานายไปดูขั้นตอนการทำงานสักรอบก่อน พรุ่งนี้ค่อยไปคนเดียว"
สวีหยุนพยักหน้า
"เข้าใจแล้วครับ นายนิวตัน"
พูดจบเขาก็มองดูเสี่ยวหนิวที่กำลังจับปากกาขีดเขียน แล้วพูดต่อว่า
"นายนิวตัน ผมอยากออกไปตักน้ำมาล้างคอสักหน่อย นอนมาทั้งคืน ปากคอแห้งไปหมดแล้ว"
คราวนี้เสี่ยวหนิวไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ตอบรับเบาๆ ในลำคอ
เมื่อได้รับอนุญาต ประกายตาของสวีหยุนก็วาบขึ้นอย่างมีเลศนัย เขาหยิบแก้วไม้ที่ทำไว้เมื่อวานแล้วเดินออกจากประตูไป
ด้านข้างของบ้านพักในสวนมีโอ่งน้ำที่ค่อนข้างเก่าใบหนึ่ง ดูจากอายุการใช้งานแล้วน่าจะเป็นฝีมือของวิลเลียม มันตั้งอยู่ในตำแหน่งที่พ้นจากระยะสายตาของหน้าต่างบานที่อยู่ด้านหลังเสี่ยวหนิวพอดี
สวีหยุนเดินทอดน่องมาที่ข้างโอ่งน้ำ ใช้แก้วไม้ตักน้ำขึ้นมาอึกหนึ่งโดยไม่รังเกียจความเย็น แล้วกรอกเข้าปากโดยตรง
เขากลั้วคอดังบุ๋งๆ
ต้องยอมรับเลยว่า ในบริบทของยุคสมัยก่อนศตวรรษที่ 19 วัฒนธรรมกระแสหลักและขนบธรรมเนียมของหัวเซี่ยนั้นเหนือกว่ายุโรปมากทีเดียว
อย่างเช่น แม้ในยุคโบราณของหัวเซี่ยจะไม่มีแปรงสีฟัน แต่ก็มีวิธีทำความสะอาดช่องปากมากมาย
ตัวอย่างเช่น ในคัมภีร์หลี่จี้ก็มีการบันทึกไว้ว่า "เมื่อไก่ขันครั้งแรก ให้บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ" ของใช้ทำความสะอาดช่องปากที่คนหัวเซี่ยโบราณนิยมใช้ก็มีทั้งเหล้า น้ำส้มสายชู น้ำเกลือ น้ำชา และอื่นๆ
ในจำนวนนี้ เหล้า น้ำส้มสายชู และน้ำเกลือมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ส่วนใบชาก็อุดมไปด้วยธาตุฟลูออรีน
ซึ่งฟลูออรีนมีสรรพคุณในการป้องกันฟันผุในระดับหนึ่ง ทั้งยังช่วยทำความสะอาดช่องปาก และช่วยปกป้องฟันได้อีกด้วย
ต่อมายังมีการประยุกต์ใช้กิ่งหลิวและขนหมูที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งนับว่าเป็นต้นแบบของแปรงสีฟันในยุคแรกเริ่ม
แต่ยุโรปในยุคโบราณนั้นแตกต่างออกไป โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาจะไม่แปรงฟันและไม่อาบน้ำ — โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อังกฤษ
แม้จะมาถึงยุคปัจจุบัน ชาวอังกฤษจำนวนมากก็ยังคงไม่มีนิสัยชอบแปรงฟัน ดังนั้นสุขภาพช่องปากของชาวอังกฤษจึงเป็นปัญหาใหญ่มาโดยตลอด
แน่นอนว่า
เรื่องนี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับภูมิหลังทางการเมืองและวัฒนธรรมของพวกเขา ซึ่งจะขอละไว้ไม่กล่าวถึงในตอนนี้
สรุปก็คือ จากมุมมองของคนยุคใหม่ ธรรมเนียมบางอย่างหากไม่มีผลกระทบอะไร สวีหยุนก็ยินดีที่จะเคารพมัน แต่สำหรับธรรมเนียมที่ไม่แปรงฟันไม่อาบน้ำ เขาคงยอมทนรับไม่ได้จริงๆ
ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงคว้าทุกโอกาส พยายามรักษาความสะอาดของร่างกายตัวเองให้มากที่สุด
หากมีโอกาส การดัดนิสัยของเสี่ยวหนิวและวิลเลียมก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นกัน
แม้ว่าในยุคหลังจะไม่มีหลักฐานโดยตรงที่บ่งชี้ว่าอายุขัยของพวกเขามีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุกับการไม่อาบน้ำไม่แปรงฟัน แต่การแก้ไขนิสัยเช่นนี้ก็มีแต่ผลดีไม่มีผลเสีย การมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นอีกสองสามเดือนก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วไม่ใช่หรือ?
หลังจากบ้วนปากเสร็จอย่างง่ายๆ สวีหยุนก็แตะน้ำเย็นขึ้นมาอีกเล็กน้อย
แล้วตบลงบนใบหน้าดังแปะๆ สองสามที
ความรู้สึกเย็นสดชื่นซึมซาบเข้าสู่ผิวหนัง ทำให้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในทันที
สวีหยุนที่ล้างหน้าบ้วนปากเสร็จแล้วไม่ได้รีบกลับเข้าไป แต่กลับเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
"จึ๊ๆ ท้องฟ้าไร้เมฆหมอก แสงแดดสดใส ช่างเป็นอากาศที่เหมาะแก่การตกปลาเสียจริง"
สวีหยุนถูมือเข้าด้วยกัน แล้วเลือกมุมกำแพงมุมหนึ่งที่มีทั้งแสงแดดและร่มเงาอย่างละครึ่ง
ถอดแว่นตาสายตาสั้น 900 ของตัวเองออก จากนั้น......
ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เอาแต่เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวที่หน้าประตูบ้านพักในสวนอย่างตั้งใจ
......
ในเวลาเดียวกัน ภายในบ้าน
ณ วินาทีนี้ สหายเสี่ยวหนิวกำลังคำนวณลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว
"(A+B)m/n=(P+PQ)m/n=Pm/n+(m/n)·AQ+[(m-n)/2n]·BQ)+[(m-2n)/3n])+[(m-3n)/4n])+….."
"อืม... ถ้าเขียนเป็น e^(n*ln(1+1/n)) โดยสร้างรูปแบบยังไม่กำหนด 0/0 ที่เลขชี้กำลังให้กลายเป็น 1..... บ้าเอ๊ย ก็ยังไม่ใช่อยู่ดี!"
ปลายปากกาหมึกซึมหยุดชะงัก เสี่ยวหนิวขยี้ผมตัวเองด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย
เขาทำแก้มป่อง ก่อนจะพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา
เมื่อวานในเวลาเดียวกันนี้ เขาได้พบกับสวีหยุนที่ตกลงมาจากฟ้า และมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นตามมาอีกเป็นพรวน
อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย ก็แค่การพบกันโดยบังเอิญที่ค่อนข้างประจวบเหมาะเท่านั้น พูดไปแล้วก็มีแค่นั้นแหละ
ทว่าภาพตอนที่สวีหยุนร่วงหล่นลงมา กลับซ้อนทับกับคำถามบางอย่างที่เสี่ยวหนิวเคยคิดไว้ก่อนหน้านี้อย่างเลือนราง
ทำไมสิ่งที่สูญเสียการรองรับถึงไม่ลอยขึ้นไปข้างบน แต่กลับร่วงตกลงมาข้างล่าง?
แน่นอนว่า
เวลาที่คำถามนี้ผุดขึ้นมาจริงๆ นั้นไม่ใช่เมื่อวานอย่างแน่นอน และคนแรกที่เสนอความคิดสุดบรรเจิดนี้ก็ไม่ใช่ตัวเสี่ยวหนิวเองด้วยซ้ำ
แต่การปรากฏตัวของสวีหยุน ทำให้ความสงสัยนี้ประทับลึกลงไปในหัวของเสี่ยวหนิวมากยิ่งขึ้น
และสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่นก็คือ
สำหรับ 'แรง' อันลึกลับนี้ ความจริงแล้วเสี่ยวหนิวมีเบาะแสในการเจาะลึกอยู่บ้าง ซึ่งก็คือกฎทั้งสามข้อของเคปเลอร์
ตามกฎทั้งสามข้อของเคปเลอร์ ดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยะล้วนโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรี
ดังนั้นหลายๆ คน รวมถึงเสี่ยวหนิว จึงคาดเดาว่ากฎกำลังสองผกผันและกฎทั้งสามข้อของเคปเลอร์น่าจะมีความเชื่อมโยงบางอย่างต่อกัน
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า การจะพิสูจน์ความสัมพันธ์ของทั้งสองสิ่งนี้ให้สำเร็จ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์ที่ยังไม่ถูกสร้างขึ้นมา — เสี่ยวหนิวเรียกเครื่องมือนี้ว่าระเบียบวิธีฟลักเซียน ซึ่งเป็นวิธีการหาความสัมพันธ์ของอัตราการเปลี่ยนแปลงจากความสัมพันธ์ของปริมาณที่เปลี่ยนแปลงที่ทราบค่า รวมถึงวิธีการคำนวณย้อนกลับด้วย
ตอนนี้การพิสูจน์ของเสี่ยวหนิวเสร็จสิ้นไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่กลับมาติดแหงกอยู่ตรงปัญหาการลดรูปทวินาม (P+PQ)^m/n
นี่เป็นความพยายามครั้งที่หกของเขาในการลดรูปทวินาม แต่ก็ยังไม่สามารถกระจายมันออกมาเป็นอนุกรมอย่างง่ายได้สำเร็จ
หากแม้แต่ด่านนี้ยังผ่านไปไม่ได้ แล้วจะเอาอะไรไปพูดถึงการวิเคราะห์ 'แรง' อันลึกลับนั่นเล่า?
ด้วยเหตุนี้เสี่ยวหนิวจึงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาวูบหนึ่ง จิตใจก็เริ่มเตลิดเปิดเปิงไปไกลตามธรรมชาติ
อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องออกเดินทางไปบ้านลุงวิลเลียมแล้ว......
อยากจะจุ๊บๆ ลิซ่าจังเลย......
ไม่รู้เหมือนกันว่าเสบียงอาหารที่บ้านคุณลุงยังมีเหลืออยู่เท่าไหร่ ยังไงซะก็มีปากท้องของเฟยอวี๋เพิ่มมาอีกคน......
เดี๋ยวก่อน!
คิดไปคิดมา เสี่ยวหนิวก็ตระหนักถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาหันขวับไปมาอย่างรวดเร็ว
เฟยอวี๋ล่ะ?
ตอนนี้ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้วตั้งแต่ที่เขาออกไปตักน้ำ ไม่ว่ายังไงก็ควรจะตักน้ำกลับมาได้แล้ว — หมอนั่นคงไม่ได้วิ่งไปตักน้ำถึงแม่น้ำเทมส์หรอกนะ?
เมื่อนึกถึงค่าครองชีพที่ชาวตะวันออกคนนี้ตกลงไว้กับตน เสี่ยวหนิวก็เริ่มนั่งไม่ติดที่ทันที
ดังนั้นเขาจึงรีบวางปากกาลง แล้วเดินจ้ำอ้าวออกจากบ้านไป
เอี๊ยด—
หลังจากผลักประตูเปิดออก เสี่ยวหนิวก็เดินตรงไปยังโอ่งน้ำด้วยความคุ้นเคย
นึกไม่ถึงว่าพอเลี้ยวพ้นมุมกำแพงมา ก็เห็นสวีหยุนกำลังนั่งยองๆ แบบเอเชียอยู่บนพื้น ในมือข้างหนึ่งถือแว่นตาไว้
เมื่อพบว่าสวีหยุนไม่ได้เกิดเรื่องร้ายแรงอย่างที่ตนคิด แถมยังมีทีท่าว่ากำลังอู้งานอยู่ด้วยซ้ำ อารมณ์ร้อนของเสี่ยวหนิวก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
"FU....."
ทว่าคำบางคำยังไม่ทันหลุดออกจากปาก ก็ถูกเขากลืนกลับลงคอไปเสียก่อน
สิ่งที่หยุดยั้งไม่ให้เขาเปล่งเสียงออกมาไม่ใช่ระบบเซ็นเซอร์ของฉีเตี่ยน แต่เป็น......
บนร่มเงาที่มุมกำแพงด้านหลังของสวีหยุน มีกลุ่มแสงขนาดไม่ใหญ่แต่กลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน......
แสงเจ็ดสี!