“พี่เขยแกไปไหนแล้วล่ะ”
หลังจากยุ่งวุ่นวายอยู่ในห้องครัวกับพวกสะใภ้และหลานสะใภ้มาเกือบสองชั่วโมง พอใกล้จะถึงเวลาทานข้าว แม่ยายเถากลับไม่เห็นเงาของหลินเฉาหยาง จึงเอ่ยถามเถาอวี้โม่
“เหมือนจะขึ้นไปชั้นบนกับพี่ชายเล็กนะคะ”
ตู้เฟิงอายุมากกว่าเถาอวี้โม่หนึ่งปี เธอจึงเรียกตู้เฟิงว่าพี่ชายเล็ก
วันนี้มาสวัสดีปีใหม่ที่บ้านลูกพี่ลูกน้อง คนที่แม่ยายเถาไม่วางใจที่สุดก็คือหลินเฉาหยาง ด้วยกลัวว่าเขาจะทำเรื่องขายหน้า เธอขมวดคิ้วแล้วสั่งเถาอวี้โม่ว่า “ไปเรียกเขาลงมา บอกว่าได้เวลาทานข้าวแล้ว”
“อ้อ”
เถาอวี้โม่เดินขึ้นบันไดไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก อยากเรียกก็เรียกเองสิ ทำไมต้องมาใช้ฉันด้วย
เถาอวี้ซูซึ่งอาศัยอยู่ที่บ้านของน้าชายมาตั้งแต่เด็กจึงไม่รู้สึกเกรงใจแม้แต่น้อย เธอเดินมาที่หน้าห้องของตู้เฟิงแล้วผลักประตูเข้าไป
“พี่เขย!”
เด็กสาวพรวดพราดเข้ามาในห้องกะทันหัน หลินเฉาหยางมีสีหน้าราบเรียบไร้ระลอกคลื่น แต่กลับทำให้ตู้เฟิงที่กำลังหลงใหลไปกับตัวอักษรบนกระดาษสะดุ้งตกใจ เขาซ่อนกระดาษจดหมายไว้ด้านหลังอย่างลุกลี้ลุกลนด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“ทำอะไรกันอยู่น่ะพวกพี่”
“ไม่ได้ทำอะไร”
ท่าทางของตู้เฟิงแบบนี้ ต่อให้เป็นคนบ้าก็ยังดูออกว่ามีอะไรผิดปกติ
เถาอวี้โม่คิดอะไรบางอย่างออกแต่ไม่แสดงอาการใดๆ “ใกล้จะได้เวลาทานข้าวแล้ว แม่เรียกพวกพี่ลงไปข้างล่างค่ะ”
“รู้แล้ว เธอออกไปก่อนเถอะ” ตู้เฟิงกล่าว
“ฉันลงไปก่อนนะ”
หลินเฉาหยางบอกกล่าวคำหนึ่งแล้วจึงเดินลงบันไดไป เถาอวี้โม่ก็เดินตามเขาลงไปเช่นกัน
เมื่อตู้เฟิงเห็นว่าทั้งสองคนไปแล้ว เขาถึงได้หยิบกระดาษจดหมายในมือออกมา เหลือบมองตัวอักษรบนกระดาษอีกครั้ง สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความโรแมนติกอันเปี่ยมล้นที่พุ่งปะทะหน้า
เขาพับกระดาษจดหมายอย่างดี เก็บใส่ลิ้นชักหัวเตียงอย่างระมัดระวัง นี่คือหลักประกันความสุขในอนาคตของเขาเชียวนะ
ผ่านไปราวๆ ยี่สิบนาที ครอบครัวทั้งสองกำลังทานอาหารกันอยู่ชั้นล่าง บรรยากาศชื่นมื่นกลมเกลียว
ทว่าประตูห้องกลับถูกเปิดออกกะทันหัน เถาอวี้โม่แอบย่องเข้ามาในห้องอย่างลับๆ ล่อๆ แล้วพุ่งตรงไปยังลิ้นชักหัวเตียง
เมื่อเปิดดูก็พบว่ามีของอยู่ข้างในจริงๆ มุมปากของเธอเผยรอยยิ้มได้ใจออกมาเล็กน้อย
เธอคลี่กระดาษจดหมายออก ก็เห็นตัวอักษรที่สดชื่นและสละสลวยลึกซึ้งอยู่บนนั้น
“ผมเคยสูดดมกลิ่นของคุณ คุณคืออากาศชื้นของเจียงหนาน คือความหอมกรุ่นที่มีเฉพาะในฤดูฝน เหมือนสีเขียวอ่อนที่เพิ่งผลิใบของต้นไม้แก่สองต้นหน้าประตูลานบ้าน และเหมือนสีฟ้าสว่างกับสีขาวสะอาดบนท้องฟ้าที่เพิ่งจะแจ่มใส
ผมจินตนาการถึงการไปดูดอกท้อในเดือนสามกับคุณ ดอกไม้พวกนั้นบานสะพรั่งงดงามตระการตาไปทั่วทั้งหุบเขา เรานั่งอยู่ใต้สะพานเล็กๆ ที่สร้างจากแผ่นหินสองแผ่น มีเสียงน้ำไหลริน คุณชอบนั่งบนสะพานแล้วจุ่มเท้าลงในน้ำเย็นๆ ส่วนผมก็อ่านบทกวีให้คุณฟังอยู่ข้างๆ
คุณฟังนะ:
อากาศชื้นและอบอ้าว ในช่วงบ่ายของฤดูร้อน
ฝนกำลังจะตกแล้ว
คุณยกสองมือขึ้นเหนือหัวของผม
หยาดฝนไหลรินไปตามขนตาของผม โหนกคิ้วของคุณ แล้วแตกกระจายอยู่ระหว่างเราสองคน
กลั้นลมหายใจ
ดอกบัวในสระกำลังพยักหน้าหงึกหงัก คุณเห็นไหม?
หยดน้ำบนใบบัวก็กำลังวิ่งพล่านบอกต่อกันไป
ความรัก ความรัก
มันรวมตัวกันเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกรากท่ามกลางสายฝน
……
สมาธิทั้งหมดของเด็กสาวถูกดึงดูดด้วยตัวอักษรบนกระดาษ ขนตาของเธอสั่นระริกน้อยๆ ดวงตาเป็นประกายสว่างไสว พวงแก้มแดงระเรื่อ ภายในใจเต้นระรัว
มือที่ถือกระดาษจดหมายตกลงข้างลำตัว เถาอวี้โม่ยังคงจมดิ่งอยู่ในห้วงอารมณ์ที่ตัวอักษรเหล่านั้นนำพามาจนยากจะควบคุมตัวเองได้
ชายหนุ่มคนไหนบ้างที่ไม่มากรัก เด็กสาวคนไหนบ้างที่ไม่ใฝ่ฝันถึงความรัก
“ตึก ตึก ตึก!”
เสียงเดินขึ้นบันไดกะทันหันปลุกเด็กสาวให้ตื่นจากการเหม่อลอย เธอรีบเก็บกระดาษจดหมายกลับเข้าที่เดิมอย่างลุกลี้ลุกลน พอทำท่าจะเปิดประตู ก็ถูกตู้เฟิงจับได้คาหนังคาเขาพอดี
“ดีล่ะเธอ มาทำลับๆ ล่อๆ อีกแล้วนะ!”
“ลับๆ ล่อๆ อะไรกัน กิ๊บติดผมฉันตกต่างหาก เลยเข้ามาหาดู” เถาอวี้โม่แต่งเหตุผลขึ้นมาส่งเดช
“แต่งเรื่อง แต่งต่อไปสิ บอกมา เข้ามาทำอะไร” ตู้เฟิงจ้องเขม็งอย่างดุดัน
“ไม่มีอะไรนี่”
สายตาของตู้เฟิงมองไปด้านหลังของเธอแวบหนึ่ง “เธอไปยุ่งกับลิ้นชักฉันใช่ไหม”
เมื่อเห็นว่าหลบเลี่ยงไม่พ้นแล้ว เถาอวี้โม่ก็ยืดอกขึ้น “ยุ่งแล้ว อ่านแล้ว จะทำไมล่ะ!”
“เธอ...”
ตู้เฟิงรู้สึกจนใจอยู่บ้าง เถาอวี้โม่เติบโตมาด้วยกันกับเขา พี่น้องสองคนตีกันมาตั้งแต่เด็ก ยัยเด็กนี่ชอบหาเรื่องไร้สาระเขาก็ทำอะไรไม่ได้จริงๆ ขืนโวยวายไปถึงหูพ่อแม่ เขาก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ดี
อีกอย่าง เขาเองก็ไม่อยากให้เรื่องที่ตัวเองเขียนจดหมายรักแพร่สะพัดไปทั่วบ้านจนวุ่นวายด้วย
“ช่วงปีใหม่แบบนี้ ฉันจะไม่ถือสาหาความกับเธอ ออกไปแล้วห้ามพูดจาเหลวไหลเด็ดขาด ไม่งั้นฉันเอาเธอตายแน่!”
เถาอวี้โม่ไม่ใส่ใจคำขู่ของเขาเลยแม้แต่น้อย กลับถามสวนขึ้นมาว่า “ใครเขียนให้พี่เหรอ”
คราวนี้ตู้เฟิงมั่นใจแล้วว่า เธอเห็นเข้าจริงๆ
“จะเป็นใครเขียนได้อีกล่ะ ฉันเขียนเองสิ!”
เถาอวี้โม่แทบจะกลอกตาขึ้นฟ้า “ระดับอย่างพี่เป็นยังไงฉันจะไม่รู้เหรอ อย่ามาเอาทองแปะหน้าตัวเองหน่อยเลย”
“ฉันเป็นคนเขียนเองจริงๆ”
เถาอวี้โม่เห็นเขาปากแข็งไม่ยอมรับ บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มบางๆ “พี่ไม่บอกฉันก็รู้”
ความจริงเธอไม่ได้มั่นใจนัก เพียงแค่หลอกถามตู้เฟิงไปอย่างนั้นเอง
ตู้เฟิงดันตัวเธอออกไปนอกประตู “ไปๆๆ อย่ามาป่วนแถวนี้!”
สองพี่น้องเดินลงไปชั้นล่าง งานเลี้ยงข้างล่างยังคงดำเนินต่อไป
วันนี้คนในบ้านเยอะเกินไป จึงแบ่งออกเป็นสองโต๊ะ โต๊ะผู้ชายหนึ่งโต๊ะ โต๊ะผู้หญิงกับเด็กอีกหนึ่งโต๊ะ บรรยากาศคึกคักเป็นอย่างยิ่ง
น้าชายตู้รั่วหลินกำลังรินเหล้าให้พ่อตาเถา หลินเฉาหยางนั่งอยู่ด้านข้างเงียบๆ เรื่องพรรค์นี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้น้อยอย่างเขาจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้
ตั้งแต่ลงบันไดมา สายตาของเถาอวี้โม่ก็จับจ้องอยู่ที่ตัวหลินเฉาหยางมาตลอด ภายในนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกใคร่รู้และสงสัย
เธอไปนั่งลงข้างๆ เถาอวี้ซูผู้เป็นพี่สาว แล้วถามว่า “พี่คะ ตอนนั้นพี่ไปถูกใจพี่เขยได้ยังไงกันแน่”
เถาอวี้ซูได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย “เธอถามเรื่องนี้ทำไม”
“ก็อยากรู้นี่นา เลยถามดู!”
โต๊ะของพวกผู้หญิงกำลังคุยเรื่องสัพเพเหระ เด็กๆ ก็กำลังเล่นซน ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและกลมเกลียวเช่นนี้ ภายในใจของทุกคนล้วนเปี่ยมไปด้วยความสุข
สองพี่น้องคุยกันโดยไม่มีใครสังเกตเห็น เถาอวี้ซูมองดูหลินเฉาหยางที่นั่งเงียบๆ อยู่ตรงนั้น
“เพราะฉันรู้ว่าเขาคือทองคำยังไงล่ะ!”
เถาอวี้โม่มองเห็นความภาคภูมิใจแบบ ‘คนอื่นเมามายมีเพียงฉันที่ตื่นรู้’ บนใบหน้าของพี่สาว ในหัวของเธอกำลังนึกถึงตัวอักษรที่เพิ่งได้เห็นเมื่อครู่นี้
เธอไม่กล้ามั่นใจนักว่าตัวอักษรเหล่านั้นจะมาจากฝีมือพี่เขยของตัวเองจริงๆ
เธอจึงถามหยั่งเชิงดู “พี่คะ พี่ถูกใจพรสวรรค์ของพี่เขยใช่ไหมล่ะ”
เถาอวี้ซูรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “เธอดูออกได้ยังไง”
แม้ว่าเถาอวี้ซูจะไม่ได้ตอบคำถามของเธอตรงๆ แต่เถาอวี้โม่ก็ยังมองเห็นคำตอบที่แน่ชัดจากสีหน้าของพี่สาวอยู่ดี
“ก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่ปกติเวลาได้ยินพวกพี่คุยกันเป็นบางครั้ง ก็รู้สึกว่าพี่เขยเนี่ยมีความรู้อยู่ในตัวเหมือนกันนะ”
เถาอวี้โม่ตอบปัดพี่สาวไปอย่างนั้น สายตากวาดมองไปยังหลินเฉาหยางที่อยู่ไม่ไกลอย่างลืมตัว
เธออดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพตอนที่เจอพี่เขยคนนี้เป็นครั้งแรก ใบหน้าที่ดูธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่น ชุดจงซานที่สวมใส่ช่วยขับเน้นเรือนร่างให้ดูสง่าผ่าเผยขึ้นมาได้บ้าง แต่รองเท้าผ้าใบที่เท้ากลับดูเชยไปสักหน่อย
พี่สาวที่สวยขนาดนั้น ทำไมถึงไปคว้าผู้ชายที่ดูเชยแถมยังหน้าตาไม่ดีแบบนี้มาได้นะ
ข้อสงสัยนี้วนเวียนอยู่ในใจของเถาอวี้โม่มาเนิ่นนาน
ต่อให้ภายหลังท่าทีของเธอที่มีต่อหลินเฉาหยางจะดีขึ้น แต่นั่นก็เป็นเพราะความเหมาะสมตามมารยาท ไม่ได้ออกมาจากใจจริง
แต่ตอนนี้ ดูเหมือนในที่สุดเธอจะค้นพบอะไรบางอย่างเข้าแล้ว
“พี่คะ พี่เขยเคยเขียนจดหมายรักให้พี่บ้างไหม”
“จดหมายรักเหรอ” เถาอวี้ซูรู้สึกว่าน้องสาววันนี้ดูผิดปกตินิดหน่อย “เธอถามเรื่องนี้ทำไม”
“อ้อ ก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เมื่อกี้ตอนขึ้นไปข้างบน ฉันเห็นจดหมายรักที่พี่ชายเล็กเขียนให้ผู้หญิงน่ะ”
เถาอวี้โม่ขายพี่ชายเล็กอย่างตู้เฟิงทิ้งโดยไม่มีความรู้สึกผิดบาปในใจเลยแม้แต่น้อย







