จางเสวี่ยสางผมด้านหลังให้เสี่ยวเยว่อย่างแผ่วเบา พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดเล็กน้อยว่า "เสี่ยวเยว่ ครูหนิงจัดตารางเรียนดนตรีให้ฉันตอนเย็นวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ฉันเลยอาจจะมาช่วงเวลานี้ไม่ได้แล้วนะ"
"แต่ว่า..."
เมื่อเห็นแววตาของซูเสี่ยวเยว่หม่นหมองลง เธอก็รีบพูดต่อว่า "ครูหนิงยกเลิกคลาสวันหยุดสุดสัปดาห์ไปแล้ว เพราะงั้นตอนนี้ฉันเลยมีเวลาว่างช่วงสุดสัปดาห์ สามารถอยู่เป็นเพื่อนเธอได้ทั้งวันเลยล่ะ"
หลังจากปลอบเสี่ยวเยว่เสร็จ จางเสวี่ยก็เงยหน้าขึ้นมองซูเยว่
"อาเยว่ อาจารย์หลี่บอกว่าการเรียนพิเศษจะจบลงในสิ้นเดือนนี้ จากนั้นจะมีวันหยุดหนึ่งเดือน ฉันสรุปเนื้อหาสำคัญที่ออกสอบของมัธยมปลายไว้หมดแล้ว ถึงตอนนั้นถ้าอธิบายควบคู่ไปกับคลังข้อสอบ ก็น่าจะช่วยดึงคะแนนของนายให้ดีขึ้นได้บ้างในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนนะ"
เอกสารประกอบการเรียนทั้งหมด เธอแอบทำสรุปไว้สองชุด เพื่อรอคอยช่วงเวลาที่ซูเยว่จะเอ่ยปากถาม
แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่โรงเรียน หรือระหว่างช่วงวันหยุด ซูเยว่ก็มักจะทำตัวเดี๋ยวใกล้ชิดเดี๋ยวห่างเหินกับเธอเสมอ ถ้อยคำที่อยากเอ่ย สิ่งที่อยากทำให้เขา ล้วนแต่ยังไม่เจอโอกาสที่เหมาะสมเสียที
อีกเพียงหนึ่งปีก็จะถึงการสอบเกาเข่าแล้ว เธอวาดฝันถึงอนาคต มีความปรารถนา ทว่าก็มีความหวาดกลัวอยู่บ้างเช่นกัน
ที่ปรารถนาก็เพราะการสอบเกาเข่าจะทำให้เธอเข้าใกล้ความฝันมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนที่หวาดกลัวก็เพราะการสอบเกาเข่าอาจจะทำให้ระยะห่างระหว่างเธอและซูเยว่ไกลออกไปทุกที
ในช่วงเวลาหนึ่งปีที่เหลืออยู่นี้ เธออยากพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อช่วยเหลือเขา
เพื่อให้เขาไม่ต้องอยู่ห่างไกลจากเธอนักในสนามแข่งขันของการสอบเกาเข่า
ซูเยว่สัมผัสได้ถึงแววตาคาดหวังที่จางเสวี่ยพยายามซ่อนไว้ จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "อาเสวี่ย ขอแค่เธอเต็มใจติวให้ฉัน ไม่ว่าเมื่อไหร่ฉันก็จะรอ"
ภายในดวงตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความลึกซึ้ง ทำให้จางเสวี่ยที่เพิ่งจะสงบสติอารมณ์ลงได้กลับมาหน้าแดงระเรื่ออีกครั้ง
ซูเสี่ยวเยว่แอบหัวเราะคิกคัก รู้สึกพึงพอใจกับฉากตรงหน้าเป็นอย่างยิ่ง
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่รู้ตัว กว่าทั้งสามคนจะรู้สึกตัวว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่าแล้ว
แม่ของซูเยว่มาถึงล่าช้ากว่ากำหนด เธอฝากฝังซูเยว่สองสามประโยค แล้วให้เขากับจางเสวี่ยรีบกลับบ้านไปนอน ทั้งสองคนเดินออกจากโรงพยาบาลท่ามกลางสายตาอาลัยอาวรณ์ของซูเสี่ยวเยว่ จากนั้นก็เรียกแท็กซี่กลับไปยัง 'ชุมชนหวยอิน'
ผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในชุมชนหวยอินคือพนักงานเก่าแก่ของเครือ 'บริษัทเหล็กกล้าหัวเฟิง'
ชุมชนแห่งนี้สร้างและพัฒนาโดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์เทียนตั่วซึ่งอยู่ภายใต้เครือบริษัทเหล็กกล้าหัวเฟิง นอกเหนือจากส่วนที่เปิดขายให้คนภายนอกแล้ว ส่วนที่เหลือก็ถูกจัดสรรให้กับพนักงานเก่าที่ร่วมงานมาตั้งแต่ช่วงก่อตั้งและผ่านพ้นวิกฤต 'การปลดพนักงานครั้งใหญ่' มาด้วยกัน ถือได้ว่าเป็นบ้านพักสวัสดิการพนักงานในนามนั่นเอง
ทั้งสองเดินผ่านใต้ต้นหวยสีเขียวชอุ่มบริเวณหน้าประตูชุมชน
จากนั้นก็เดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันไปตามทางเดินปูหินกรวดในชุมชนใต้แสงจันทร์กระจ่าง ต่างฝ่ายต่างเงียบงัน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะลอบมองกันและกัน เมื่อถึงเวลาต้องแยกย้าย จางเสวี่ยก็ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเขา เอ่ยคำว่า 'ราตรีสวัสดิ์' เบาๆ แล้วจึงหันหลังเดินจากไป
ซูเยว่ยืนอยู่ด้านหลัง มองดูแผ่นหลังบอบบางของเธอที่ค่อยๆ ห่างออกไป และกลืนหายเข้าไปในความมืดที่แสงจันทร์สาดส่องไม่ถึง จู่ๆ ในใจก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
"อาเสวี่ย..."
เขาอดไม่ได้ที่จะวิ่งตามไปสองสามก้าว แล้วตะโกนก้องเข้าไปในความมืด
ไฟส่องสว่างทางเดินที่ควบคุมด้วยเสียงสว่างวาบขึ้นตามเสียงตะโกนของเขา เด็กสาวในชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะหันขวับกลับมามองเขาอย่างอึ้งๆ ภายใต้แสงไฟนวลตา
งดงามหมดจด เครื่องหน้าราวกับภาพวาด
"ความจริงฉันชอบเธอมานานแล้ว แค่กลัวว่าเธอจะปฏิเสธ ก็เลยไม่กล้าบอก" ซูเยว่ส่งเสียงดัง ฟังดูหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว
ประโยคนี้ เขาอัดอั้นอยู่ในใจมาเนิ่นนานเหลือเกิน
ทั้งชาติก่อน ชาตินี้ รวมแล้วนับหลายสิบปี!
ถ้อยคำที่อยากเอ่ย ความคิดถึงที่พรรณนาไม่หมดสิ้น เมื่อก่อนเขาเคยพลาดไปแล้ว พออยากจะพูดก็ไม่มีโอกาสอีก ตอนนี้... เมื่อได้กลับมาเกิดใหม่ เขาไม่อยากทิ้งความเสียใจใดๆ เอาไว้อีก
"อาเสวี่ย ฉันรักเธอ ไม่ว่าจะชาติก่อน ชาตินี้ หรือชาติหน้า"
คำสาบานรักดังก้องไปทั่วชุมชนอันเงียบสงบ ราวกับสาวกผู้ศรัทธาที่ตะโกนก้องถึงความเชื่อในใจอย่างไม่สนใจสิ่งใด
ชุมชนที่หลับใหลถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
แสงไฟตามห้องต่างๆ สว่างขึ้นทีละดวงสองดวง มีคนเปิดหน้าต่างออกมา มองดูเด็กหนุ่มผู้แน่วแน่และไร้ความหวาดกลัวใต้แสงจันทร์ด้วยความเงียบงัน
เมื่อครั้งอดีต พวกเขาก็เคยมีวัยหนุ่มสาวและมีความรักเช่นนี้เหมือนกัน
เพียงแต่ทุกสิ่งห่างเหินไปตามกาลเวลา เมื่อหันกลับมามองอีกครั้ง ผู้คนและเรื่องราวก็เปลี่ยนผันไปหมดแล้ว
จางเสวี่ยยืนอยู่ตรงโถงทางเดิน รับฟังคำสาบานอันหนักแน่นของเขา ดวงตากระจ่างใสหลุบต่ำ ใบหน้าสวยหวานแดงระเรื่อ นิ้วมือม้วนริบบิ้นคาดเอวของชุดกระโปรงไปมา ภายในใจทั้งซาบซึ้งและกระวนกระวาย
การมีความรักในวัยเรียนมัธยม ไม่ว่าจะเป็นกฎของโรงเรียนหรือครอบครัว ล้วนแต่เป็นข้อห้ามอย่างชัดเจน
การที่ซูเยว่มาสารภาพรักใต้ตึกบ้านเธออย่างกะทันหันเช่นนี้ จะให้เธอทำตัวอย่างไร? แม่จะรู้หรือเปล่า? แล้วคุณลุงคุณป้าเพื่อนบ้านจะมองเธอกับซูเยว่แบบไหนกัน?
"อาเยว่..."
จางเสวี่ยกัดริมฝีปากเบาๆ เงยหน้าขึ้นและกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่กลับเห็นซูเยว่วิ่งตรงเข้ามาสวมกอดเธอเสียแล้ว
อ้อมกอดอันอบอุ่นทำให้เธอลืมความกังวลทุกอย่างไปจนหมดสิ้น เธอซบลงบนไหล่ของซูเยว่อย่างแผ่วเบา น้ำตารื้นจนพร่ามัว เอ่ยเสียงสะอื้นว่า "คนบ้า คนบ้า..."
แสงไฟนวลตาสาดส่องลงบนร่างของคนทั้งสอง ดูมีความสุขและอบอุ่น
"ใช่ ฉันมันคนบ้าไง" ซูเยว่กอดจางเสวี่ยเอาไว้ สูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอ พลางนึกถึงประสบการณ์อันตราตรึงใจทว่าเจ็บปวดแสนสาหัสในชาติก่อน "เธอเขียนคำสารภาพรักไว้ในหนังสือฉันตั้งหลายครั้ง แต่ฉันก็ไม่เข้าใจ เธอแอบทำสรุปให้ฉันตั้งมากมาย เน้นจุดสำคัญที่ออกสอบไว้ให้หมด แต่ฉันกลับคิดว่าเธอแค่สงสารฉัน เธอแวะมาหาทุกปี ไม่สนสายตาใคร ดึงดันจะพาฉันไปเดินเล่นและเฝ้ารอฉันอยู่เสมอ แต่ฉันกลับทำให้เธอต้องผิดหวังทุกปี... อาเสวี่ย เธอพูดถูก ฉันมันเป็นคนบ้าจริงๆ!"
จางเสวี่ยนิ่งฟัง จู่ๆ ก็รู้สึกงุนงงขึ้นมาเล็กน้อย
เธอผละออกจากอ้อมกอดของซูเยว่อย่างเบามือ เอ่ยด้วยใบหน้าแดงซ่านว่า "คนที่เขียนบทกวี 'ฉันมีคนที่คะนึงหา ห่างไกลกันคนละฟากฟ้า ฉันมีเรื่องราวที่เก็บงำ ผูกพันลึกล้ำสุดหัวใจ' ไว้ในหนังสือของนาย คือฉันจริงๆ นั่นแหละ แต่สองเรื่องหลังที่นายพูดถึง..."
สมุดจดสรุปที่เธอทำให้ซูเยว่นั้น เธอยังไม่ทันได้ให้เขาเลยด้วยซ้ำ แล้วซูเยว่รู้ได้ยังไง?
แล้วก็เรื่องสุดท้าย ที่บอกว่าแวะมาหาทุกปี พาไปเดินเล่นอะไรนั่น... เรื่องเหลือเชื่อแบบนั้น เธอจะไปทำได้ยังไงกัน?
"เอ่อ..."
ซูเยว่นึกไม่ถึงว่าตัวเองจะอินมากไปหน่อย จนเผลอพูดเรื่องในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นออกมา เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที "คำพวกนั้น ฉันจำมาจากซีรีส์วัยรุ่นในทีวีน่ะ แล้วก็เอามาดัดแปลงนิดหน่อย"
บทกวีที่ว่า 'ฉันมีคนที่คะนึงหา ห่างไกลกันคนละฟากฟ้า ฉันมีเรื่องราวที่เก็บงำ ผูกพันลึกล้ำสุดหัวใจ'
คือข้อความบรรทัดหนึ่งที่จางเสวี่ยเคยเขียนเอาไว้ในหนังสือเรียนวิชาภาษาจีนบท 'เพลงผีผา' ของเขา ตอนนั้นซูเยว่คิดว่ามันอธิบายถึงความรู้สึกหดหู่ของกวีไป๋จวีอี้ ก็เลยไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด จนกระทั่งเรียนจบไปนานแล้ว และน้องสาวเอาหนังสือของเขาไปใช้ศึกษาหลักสูตรมัธยมปลายด้วยตัวเอง ถึงได้ชี้ให้เขาดู
ทว่าในตอนนั้น ต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง ถือว่าคลาดกันไปเสียแล้ว