ซูเยว่ชะงักไปเล็กน้อย กำลังจะลุกไปเปิดประตู ทว่ากลับเห็นน้องสาวกระโดดผลุงลงจากเตียงผู้ป่วยในพริบตา สวมรองเท้าแตะแล้ววิ่งไปที่ประตูด้วยความดีใจ
"พี่เสวี่ย" วินาทีที่ดึงประตูเปิดออก นัยน์ตาของเธอเอ่อล้นไปด้วยรอยยิ้ม
เด็กสาวในชุดกระโปรงสีขาวซึ่งยืนอยู่หน้าประตูยังไม่ทันได้วางมือที่กำลังเคาะลง เมื่อเห็นว่าซูเสี่ยวเยว่เป็นคนเปิดประตู ใบหน้างดงามก็อดไม่ได้ที่จะฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เสี่ยวเยว่ ทำไมไม่นอนพักบนเตียงล่ะ ลงมาทำไม"
"หมอบอกให้ฉันเดินเยอะๆ น่ะค่ะ"
ซูเสี่ยวเยว่ควงแขนเธอ ดึงตัวมาที่หน้าเตียงผู้ป่วย หยิบขนมกล่องที่ตัวเองแอบซ่อนไว้ออกมา แล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม "พี่เสวี่ย นี่พี่ชายตั้งใจซื้อมาให้พี่เลยนะ ลองชิมสิคะ"
"ซื้อให้ฉันงั้นเหรอ" จางเสวี่ยเหลือบมองซูเยว่แวบหนึ่ง ไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก
"อืม พี่ชายซื้อมาสองกล่อง บอกว่าจะให้เราคนละกล่องค่ะ" แววตาของซูเสี่ยวเยว่ใสซื่อ พยายามพูดให้ดูสมจริงที่สุด "กล่องของฉันน่ะ ฉันกินหมดไปตั้งแต่ตอนบ่ายแล้ว เดิมที...ฉันก็ยังอยากกินอีกนะ แต่พี่ชายรู้ว่าคืนนี้พี่จะมาเยี่ยมฉัน ก็เลยหัวเด็ดตีนขาดไม่ยอมให้ฉันกินน่ะค่ะ"
จางเสวี่ยมองเข้าไปในดวงตาของเสี่ยวเยว่ เห็นความสว่างใสกระจ่างชัดในนั้น มองไม่ออกเลยสักนิดว่าเธอกำลังโกหก ใบหน้าสวยหวานจึงอดไม่ได้ที่จะแดงระเรื่อขึ้นมา ทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
ซูเยว่ไม่คิดเลยว่าจู่ๆ น้องสาวจะส่งลูกชงระดับเทพมาให้ เขาจึงยิ้มบางๆ "ตอนบ่ายระหว่างทางมาโรงพยาบาล เห็นคุณลุงที่แผงลอยตั้งใจทำมาก ก็เลยซื้อติดมือมาสองกล่อง อาเสวี่ย...ฟังเสี่ยวเยว่บอก รสชาติขนมอร่อยมากเลยนะ เธอชิมดูสิ!"
เสี่ยวเยว่เปิดฝากล่องขนมออก
ขนมที่มีสีสันแตกต่างกันและถูกปั้นเป็นรูปหัวใจขนาดเล็กใหญ่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ
ใบหน้าของจางเสวี่ยร้อนผ่าว เธออดไม่ได้ที่จะหยิบขนมสีชมพูขึ้นมาชิมชิ้นหนึ่ง แล้วดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาในทันที
"อร่อยมากเลยใช่ไหมล่ะ" ซูเสี่ยวเยว่รู้สึกเจริญอาหารขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะชิมไปหนึ่งชิ้นเหมือนกัน "นี่น่าจะเป็นขนมที่อร่อยที่สุดเท่าที่ฉันเคยกินมาเลย ไม่รู้จริงๆ ว่าคุณลุงที่แผงลอยทำออกมาได้ยังไง..."
เธอพูดพลางหันกลับไปมองซูเยว่อีกครั้ง "พี่คะ คราวหน้าตอนที่พี่เดินผ่าน ถ้าคุณลุงที่แผงลอยยังอยู่ พี่ช่วยซื้อมาเพิ่มอีกสักสองสามกล่องได้ไหม"
ราคาห้าหยวนต่อสองกล่อง แม้จะยังรู้สึกว่าแพงไปสักหน่อย
แต่เพื่อที่จะให้พี่ชายจีบพี่เสวี่ยติด ซูเสี่ยวเยว่ก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่า
ซูเยว่มองดูเด็กสาวสองคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาอย่างเงียบๆ แล้วพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม "แค่พวกเธออยากกิน จะเอาเท่าไร ฉันก็จะซื้อกลับมาให้"
"อ้อ...จริงสิ พี่เสวี่ย พี่ชายยังเตรียมของขวัญให้พี่อีกชิ้นนึงด้วยนะ เขาไม่กล้าเอาให้พี่เอง ก็เลยฝากฉันมา" ซูเสี่ยวเยว่หันไปหยิบกล่องเครื่องเล่น MP3 ที่ตัวเองกอดไว้จนอุ่นขึ้นมา ยัดใส่มือของจางเสวี่ย "วันนี้พี่ชายพาฉันไปที่ทะเลสาบฉางหลิง ดอกบัวที่นั่นบานหมดแล้ว สวยมากๆ เลยล่ะ ตอนนั้นมีคนจัดกิจกรรมอยู่ที่นั่น ถ้าผ่านด่านก็จะได้กระเป๋าเป้เดินทาง ตุ๊กตาหมี แล้วก็ MP3 เครื่องนี้ พี่ชายโชคดีผ่านด่านได้ ก็เลยได้รางวัลพวกนี้มา เขาเอาตุ๊กตาหมีให้ฉัน เก็บกระเป๋าเป้เดินทางไว้เอง เขารู้ว่าพี่เสวี่ยชอบฟังเพลง แถมตอนเรียนดนตรีก็ยังต้องใช้ ก็เลยฝากให้ฉันเอา MP3 เครื่องนี้มาให้พี่น่ะค่ะ"
ซูเสี่ยวเยว่แกล้งทำสีหน้าอิจฉาออกมา
ซูเยว่รับฟังอย่างเงียบๆ หยาดน้ำตาเอ่อคลอจนดวงตาพร่ามัว เขาเชิดคอขึ้น หันหน้าไปทางอื่น พยายามอย่างเต็มที่ไม่ให้เด็กสาวทั้งสองคนเห็นว่าเขากำลังควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
เขารู้ว่า น้องสาวหวังจะได้เห็นเขากับจางเสวี่ยคบกัน ก่อนที่ตัวเธอเองจะล้มพับไป
แต่การเสียสละเช่นนี้ ทำให้ในใจเขารู้สึกปวดร้าวเหลือเกิน
"พี่คะ พี่เสวี่ยก็อยากไปดูดอกบัวที่ทะเลสาบฉางหลิงเหมือนกันนะ" ซูเสี่ยวเยว่เอียงคอ รอยยิ้มสดใส "วันเสาร์นี้พี่เสวี่ยไม่มีเรียน พี่พาพวกเราไปอีกได้ไหม"
"พี่คะ พี่เป็นอะไร..."
เมื่อเห็นความเปียกชื้นที่หางตาของพี่ชาย เสียงของซูเสี่ยวเยว่ก็เบาลงในทันที
"ลมตอนกลางคืนพัดแรงน่ะ ฉันขอปิดหน้าต่างหน่อยนะ" ซูเยว่พูดขัดจังหวะน้องสาว เขาลุกขึ้น หันหลังให้ทั้งสองคน ควบคุมอารมณ์เอาไว้ เดินไปที่หน้าต่าง แล้วปิดบานหน้าต่างที่เปิดกว้างอยู่ออกไปบานหนึ่ง "เธอบอกว่าวันเสาร์ ก็วันเสาร์แล้วกัน ดอกบัวที่ทะเลสาบฉางหลิง เธออยากดูนานแค่ไหน พี่ชายก็จะอยู่เป็นเพื่อน"
เขาหันกลับมาพร้อมรอยยิ้ม มองจางเสวี่ยที่ในดวงตาเปล่งประกายความห่วงใยและมีท่าทีเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ แล้วเอ่ยว่า "ถ้าอาเสวี่ยว่างก็ไปด้วยกันสิ ทิวทัศน์ที่งดงามราวกับบทกวีแบบนั้น ถ้าพลาดไปก็ต้องรอปีหน้าเลยนะ"
จางเสวี่ยพยักหน้า มองเขาเงียบๆ คำพูดมากมายที่มาจ่ออยู่ตรงริมฝีปากถูกกลืนกลับลงไป
สุดท้ายก็ทำเพียงหน้าแดง แล้วพูดออกมาประโยคเดียวว่า 'ขอบคุณ'
ภายใต้แสงไฟสลัว ซูเยว่จ้องมองใบหน้าของจางเสวี่ย รู้สึกเพียงว่าใบหน้าที่ขาวนวลราวกับหยก มีความเขินอายเล็กน้อย และมีความงดงามบริสุทธิ์นั้น มองเท่าไรก็ไม่เคยพอ
"พี่คะ..."
ซูเสวี่ยเอ๋อร์เรียกเบาๆ ก่อนจะบ่นกระปอดกระแปด "มีใครเขาจ้องผู้หญิงแบบนี้กันเล่า"
ซูเยว่ได้ยินเสียงของน้องสาวก็รู้สึกตัวขึ้นมา หัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า "เหม่อไปหน่อยน่ะ ฉันกำลังคิดอยู่ว่า สองวันนี้ฉันไม่ได้ไปเรียน อาจารย์หลี่ได้ว่าอะไรหรือเปล่า"
เพื่อหลีกเลี่ยงความอึดอัด เขาจึงเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างแนบเนียน
สายตาของจางเสวี่ยกลับมาแจ่มใสอีกครั้ง รอยแดงบนใบหน้าก็ค่อยๆ จางหายไป เธอเอ่ยเสียงเบา "อาจารย์หลี่ไม่ได้พูดถึงเรื่องของนายเลย แล้วเพื่อนๆ ในห้องก็ไม่ได้สงสัยอะไรที่นายไม่มาเรียนด้วย"
ซูเยว่หัวเราะเยาะตัวเอง "ก็ไม่แปลกหรอก เดิมทีฉันก็เป็นเหมือนอากาศธาตุในห้องอยู่แล้วนี่"
เมื่อเห็นสีหน้าดูอ้างว้างของเขา หัวใจของจางเสวี่ยก็บีบรัด ความห่วงใยเอ่อท้นขึ้นมาในแววตา เธอพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "อาเยว่ นายไม่ต้องกังวลนะ บทเรียนช่วงสองวันนี้ ฉันจะติวเสริมให้นายเอง ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งปีกว่าจะถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ขอแค่นายพยายาม การสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำก็ยังมีความหวัง"
ผลการเรียนของซูเยว่อยู่ในระดับกลางๆ ของห้อง ไม่ได้แย่มาก แต่ก็พูดไม่ได้ว่าดี
หากเทียบกับสถิติคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยของโรงเรียนมัธยมฉางหลิงในปีก่อนๆ อย่างเก่งซูเยว่ก็คงเข้าได้แค่มหาวิทยาลัยระดับสอง ส่วนมหาวิทยาลัยชั้นนำหรือมหาวิทยาลัยชื่อดังอะไรพวกนั้น เลิกคิดไปได้เลย
แต่ถ้าหากในปีหน้า มีจางเสวี่ยซึ่งเป็นหัวกะทิระดับท็อปมาช่วยติวให้อย่างสุดความสามารถ
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เพียงแต่หลังจากที่ซูเยว่เกิดใหม่ เขาก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเรียนมาตั้งนานแล้ว สิ่งที่เขาคิดอยู่ในตอนนี้ คือทำอย่างไรถึงจะหาเงินมาเป็นค่าผ่าตัดและค่ารักษาของน้องสาวให้ได้เร็วที่สุด จากนั้นก็สะสมเงินทุนให้ได้มากที่สุด เพื่อรับมือกับตลาดกระทิงครั้งใหญ่ของสินค้าโภคภัณฑ์และหุ้นที่จะกวาดล้างตลาดการเงินในประเทศทั้งหมด และสร้างตำนานกับเรื่องเล่าขานนับไม่ถ้วน
ตลาดการเงินในประเทศนั้น ตลาดกระทิงมักจะสั้น ส่วนตลาดหมีมักจะยาวนาน
หากพลาดโอกาสในครั้งนี้ อย่างน้อยก็ต้องรอไปอีกเจ็ดปี ถึงจะวนกลับมาอีกครั้ง
ซูเยว่ไม่อยากรอ และก็รอไม่ไหวด้วย ดังนั้นเมื่อเผชิญกับโอกาสทางประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ เขาจะต้องทุ่มเทอย่างสุดกำลัง เพื่อสร้างรากฐานของตัวเอง และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ นานาในอนาคต
และก็เป็นไปตามคาด จางเสวี่ยจะต้องเลือกเดินเส้นทางเดียวกับในชาติก่อนอย่างแน่นอน
ถ้าอย่างนั้น เขาจะต้องกำจัดภัยคุกคามและอุปสรรคที่แฝงอยู่รอบตัวเธอให้หมดสิ้นก่อนที่โศกนาฏกรรมจะเกิดขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยความแข็งแกร่งและเงินทุนมหาศาลถึงจะสามารถต่อกรได้
ในการประลองครั้งนี้ เขาแพ้ไม่ได้ และก็รับความพ่ายแพ้ไม่ไหวเช่นกัน
"พี่คะ...ทำไมวันนี้พี่ถึงเหม่อบ่อยจัง" ซูเสี่ยวเยว่ขมวดคิ้ว "ที่พี่เสวี่ยพูดกับพี่น่ะ ตกลงพี่ได้ยินหรือเปล่า"
การที่พี่เสวี่ยยอมติวหนังสือให้พี่ชาย เป็นสิ่งที่ซูเสี่ยวเยว่คิดมานานแล้ว
ตอนนี้พี่เสวี่ยเป็นฝ่ายเสนอขึ้นมาเองแท้ๆ แต่พี่ชายกลับไม่ยอมตอบสักคำ ทำให้เธอรู้สึกโกรธจริงๆ เธอกอดตุ๊กตาหมีตัวนั้น ตบหัวมันเบาๆ แล้วพูดอย่างงอนๆ "อาไต อาไต แกพูดอะไรสักคำสิ"
เมื่อได้ยินคำพูดประชดประชันของน้องสาว ซูเยว่ก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วเอ่ยว่า "การที่อาเสวี่ยมาติวให้ฉัน ถือเป็นเกียรติของฉันเลยล่ะ ถ้าอย่างนั้น...เราสองคนก็ใช้ห้องพักผู้ป่วยของเธอเป็นห้องติวหนังสือเลยแล้วกัน"
"ดีเลยค่ะ!" ซูเสี่ยวเยว่ยิ้มจนตาหยี "แบบนี้พวกพี่ก็จะได้อยู่เป็นเพื่อนฉัน แล้วก็ไม่เสียการเรียนด้วย"
แม้ว่าเธอจะเรียนรู้ที่จะเข้มแข็งแล้ว แต่ก็ยังกลัวที่จะต้องอยู่โรงพยาบาลคนเดียวอย่างโดดเดี่ยว พ่อแม่ที่ต้องแบกรับภาระหนักอึ้งของครอบครัวคงไม่มีเวลามากนัก
สิ่งเดียวที่เธอพอจะคาดหวังได้ ก็มีแค่พี่ชายกับพี่เสวี่ยเท่านั้น
ได้รับข้อความสั้นแจ้งการเซ็นสัญญาจากทางเว็บไซต์แล้ว คุณผู้อ่านทุกท่านวางใจลงทุนได้เลย!!!