"นายชอบดูซีรีส์ไอดอลตั้งแต่เมื่อไหร่" จางเสวี่ยถามด้วยความประหลาดใจ "นายเคยบอกว่าซีรีส์ไอดอลน่าเบื่อที่สุด ไร้สาระ แถมยังเสียเวลาไม่ใช่เหรอ"
ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก จึงรู้จักรสนิยมและนิสัยใจคอของกันและกันเป็นอย่างดี
คำโกหกของซูเยว่ที่หวังจะปิดบังให้พ้นๆ ไปนั้น เมื่อจางเสวี่ยใจเย็นลงแล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตบตาเธอได้
"ฉันตั้งใจดูเพื่อจะจำบทพูดในนั้นต่างหาก อาเสวี่ย... เพื่อเธอแล้ว นิสัยก็เปลี่ยนกันได้นะ" ซูเยว่มีแววตาอ่อนโยน เขามองเธอเงียบๆ "ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่เธอแอบทำให้ฉันมาตลอดหลายปีนี้นะ เมื่อก่อนฉันไม่เข้าใจ เลยพลาดอะไรไปตั้งมากมาย ตอนนี้... ให้ฉันเป็นคนปกป้องเธอเถอะนะ"
จางเสวี่ยคิดว่าสิ่งที่เขาพูดยังคงเป็นบทที่จำมาจากซีรีส์ไอดอล
แต่มีเพียงซูเยว่คนเดียวที่รู้ดีว่า ทุกถ้อยคำเหล่านี้คือความรู้สึกและเสียงสะท้อนจากส่วนลึกในใจที่แท้จริงที่สุดของเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
"อาเยว่... เรื่องของเราสองคน รอให้เรียนจบก่อนแล้วค่อย... บอกทุกคนได้ไหม" จางเสวี่ยหน้าแดงระเรื่อ ค่อยๆ ดึงมือเรียวบางของตัวเองกลับมาจากมือเขา นัยน์ตากระจ่างใสราวกับผืนน้ำ "แค่ฉันรู้ว่าในใจนายชอบฉันก็พอแล้ว ต่อไปฉันจะได้ไม่ต้องกระวนกระวายใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะสูญเสียนายไป และไม่ต้องคอยเดาความคิดในใจนายอีก..."
เธอพูดเบาๆ หว่างคิ้วแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนและการอ้อนวอนจางๆ
ซูเยว่พยักหน้าอย่างหนักแน่นและยิ้มตอบ "ไม่ว่าเมื่อไหร่ ฉันก็จะรอเธอ ถ้าเธออยากสอบเข้า 'สถาบันดนตรีหัวเซี่ย' ฉันก็จะไปรอเธอที่หนิงโจว ถ้าเธออยากเข้ามหาวิทยาลัยเยียนจิงหรือมหาวิทยาลัยหัวชิง ฉันก็จะไปรอเธอที่เยียนจิง ไม่ว่ายังไง ชาตินี้... ฉันจะไม่ยอมให้เธอหนีรอดเงื้อมมือฉันไปได้อีกแล้ว"
"ใครจะหนีกัน" จางเสวี่ยค้อนขวับมองเขา
ซูเยว่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร อันตรายและอุปสรรคบนเส้นทางแห่งความฝันของจางเสวี่ย ปล่อยให้เขาเป็นคนจัดการอย่างเงียบๆ ก็พอ ไม่จำเป็นต้องบอกเธอ และไม่จำเป็นต้องให้ใครรู้
ลมหนาวกลางดึกพัดผ่านโถงทางเดิน เย็นเยียบราวกับน้ำ
ซูเยว่มองดูเด็กสาวร่างบอบบางตรงหน้า ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "อาเสวี่ย ดึกมากแล้ว กลับไปเถอะ"
จางเสวี่ย 'อืม' รับคำ เธอมองเขาแต่กลับไม่ขยับเขยื้อน นัยน์ตาของเธอทอประกายสดใส พลางเอ่ยเสียงเบา "เมื่อกี้ นายเป็นคนมองแผ่นหลังฉันกลืนหายไปในความมืด ตอนนี้... ตาฉันมองส่งนายบ้างแล้ว"
เธอพูดพลางผลักซูเยว่ออกจากประตูโถงทางเดินเบาๆ สายตาจับจ้องมองเขาด้วยความรัก
ซูเยว่มองดูรอยยิ้มสดใสของเธอ เขายิ้มตอบรับแสงจันทร์ เอ่ยคำว่า 'ฝันดี' กับเธอ แล้วจึงหันหลังเดินจากไป
เมื่อดวงจันทร์ลับขอบฟ้าหลังรุ่งสาง ดวงอาทิตย์ก็สาดส่องลงมาปกคลุมผืนดินอีกครั้ง ซูเยว่กินอาหารเช้าเสร็จก็ออกจากบ้าน และไปโรงเรียนพร้อมกับจางเสวี่ย
สภาพของโรงเรียนมัธยมฉางหลิงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากในความทรงจำของเขาเท่าไหร่นัก
โรงเรียนเก่าแก่อายุนับร้อยปีแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปลายราชวงศ์ชิง ผ่านร้อนผ่านหนาวและย้ายสถานที่ตั้งมาแล้วถึงหกครั้ง ท่ามกลางความผันผวนของประวัติศาสตร์ โรงเรียนแห่งนี้ได้บ่มเพาะนักเรียนให้กับฉางหลิงมาแล้วนับไม่ถ้วน ว่ากันว่าแม้แต่บุคลากรครูของโรงเรียนมัธยมสาธิตในยุคหลัง ก็ยังแยกตัวออกไปจากโรงเรียนแห่งนี้
ซูเยว่รู้ดีว่า ในปีที่สามหลังจากนักเรียนรุ่นของพวกเขาเรียนจบ โรงเรียนมัธยมฉางหลิงก็จะเข้าสู่การย้ายสถานที่ตั้งเป็นครั้งที่เจ็ด
สิบหกปีหลังจากนั้น วิทยาเขตที่มีสภาพแวดล้อมอันงดงามแห่งนี้ จะกลายเป็นย่านการค้าที่เจริญรุ่งเรือง โดยมีจุดนี้เป็นศูนย์กลาง และขยายไปทางทิศใต้จนถึงริมแม่น้ำเซ่อเจียง ก่อตัวเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจแห่งใหม่ของฉางหลิง ดึงดูดการลงทุนและอุตสาหกรรมมากมาย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ท้องฟ้าผืนนี้ก็จะสูญเสียความเงียบสงบไป กลายเป็นพื้นที่ที่สว่างไสวและเจิดจรัสบาดตา
ส่วนโรงเรียนมัธยมฉางหลิง หลังจากย้ายสถานที่ตั้งครั้งที่เจ็ด ก็จะค่อยๆ สูญเสียความรุ่งโรจน์ในวันวานไป
ผลการสอบเกาเข่าของโรงเรียนในแต่ละปี จะถูกโรงเรียนมัธยมสาธิตทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ จนทำให้ต้องสูญเสียนักเรียนและครูที่เก่งกาจไปทีละน้อย และตกต่ำกลายเป็นโรงเรียนมัธยมระดับสองของเมือง
ความเจริญรุ่งเรืองและความเสื่อมถอยสลับสับเปลี่ยน ความเปลี่ยนแปลงของโลกหล้า แม้แต่โรงเรียนก็ไม่อาจหลีกหนีพ้น
ซูเยว่เดินเข้าไปในห้องเรียน เหลือบมองที่นั่งว่างข้างๆ หวังโหย่วฝู แล้วเดินไปนั่งตรงนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ
เจ้าอ้วนกำลังก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือ นิ้วอวบอ้วนกดแป้นพิมพ์แบบเก้าช่องรัวๆ อย่างเมามัน น่าจะกำลังคุยคิวคิวกับสาวนิรนามอยู่ หางตาของเขาพลันเหลือบไปเห็นว่ามีคนมาอยู่ข้างๆ ก็ตกใจจนรีบซ่อนโทรศัพท์ไว้ใต้โต๊ะ คว้าหนังสือเรียนภาษาอังกฤษมาเล่มหนึ่งแล้วเริ่มอ่านส่งเดช
"เจ้าอ้วน นายจะเกร็งไปทำไม ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเรียนสักหน่อย"
ซูเยว่มองเขาถือหนังสือเรียนภาษาอังกฤษกลับหัว แถมยังอ่านอย่างออกรสออกชาติ ก็อดขำไม่ได้ "มีสาวในเน็ตมาสารภาพรักแล้วนัดเจอนายอีกแล้วหรือไง"
เมื่อมองเห็นชัดเจนว่าเป็นซูเยว่ เจ้าอ้วนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
"อาเยว่ ทำไมนายเดินไม่มีเสียงเลยวะ ตกใจหมด" หวังโหย่วฝูวางหนังสือเรียนภาษาอังกฤษลง ทันใดนั้นก็ร้อง 'เอ๊ะ' ขึ้นมาแล้วถามว่า "อาเยว่ นายรู้ได้ไงว่ามีสาวในเน็ตมาสารภาพรักกับฉัน นายมีตาทิพย์หรือไงวะเนี่ย"
"พูดคำหยาบให้น้อยลงหน่อย" ซูเยว่ขมวดคิ้ว "ดูหน้าอ้วนๆ ของนายที่แดงเถือกเป็นตูดลิงสิ คนบ้ายังรู้เลยว่านายกำลังมีดวงนารีอุปถัมภ์แน่ๆ"
"เอ่อ..." เจ้าอ้วนถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
"พวกสิบแปดมงกุฎในเน็ตมีเยอะแยะ อย่าไปเชื่ออะไรง่ายๆ นายคิดว่าอีกฝ่ายเป็นสาวหวาน ตัวจริงอาจจะเป็นลุงแก่ๆ นั่งแคะง่ามเท้าอยู่ก็ได้" ซูเยว่ตบไหล่เพื่อนซี้เบาๆ พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "อยู่กับความเป็นจริงดีกว่า อาศัยช่วงเวลาที่ยังเหลืออีกหนึ่งปีกว่าจบ อยากจีบใครก็กล้าๆ จีบไปเลย"
สำหรับเรื่องที่เจ้าอ้วนถูกสารภาพรักทางอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก และมีการนัดเจอตัวจริงกันนั้น
ซูเยว่จำได้แม่นยำทีเดียว
ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายส่งรูปสาวหวานมาให้เจ้าอ้วน เจ้าอ้วนก็ตื่นเต้นดีใจจนเชื่อสนิทใจ ผลปรากฏว่าคนที่มากลับเป็นผู้ชายที่แต่งตัวตุ้งติ้ง ตอนที่ผู้ชายคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงห้าวๆ ว่าชอบเจ้าอ้วน เจ้าอ้วนก็แทบจะฉี่ราดด้วยความตกใจ โลกทัศน์พังทลายไม่มีชิ้นดี
ตอนนั้น หลังจากที่เขาและเฝิงเจี้ยนหย่งได้ฟังเรื่องนี้ ก็หัวเราะเยาะเจ้าอ้วนไปเต็มๆ เป็นปี
"ลุงแก่ๆ นั่งแคะง่ามเท้า? ไม่ ไม่... ขนาดนั้นมั้ง" เจ้าอ้วนเริ่มมีอาการหวาดหวั่น "อาเยว่ นายดูรายการกฎหมายมากไปหรือเปล่า เลยระแวงไปหมดซะทุกอย่าง"
"ถ้าไม่ใช่ลุงแก่ๆ ก็น่าจะเป็นกะเทยนั่นแหละ" ซูเยว่เตือน "เรื่องในเน็ต ระวังตัวไว้หน่อยก็ไม่เสียหายหรอก"
เรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น เขาพูดตรงๆ ไม่ได้จริงๆ ถ้าเจ้าอ้วนยืนกรานจะไปเจอให้ได้ เขาก็ห้ามไม่ได้ ถือซะว่าเป็นของขวัญต้อนรับความรักที่เจ้าตัวใฝ่ฝันก็แล้วกัน
"อาเยว่ เสี่ยวเยว่ดีขึ้นบ้างไหม"
เจ้าอ้วนไม่อยากคุยเรื่องแฟนสาวในเน็ตกับซูเยว่ จึงเปลี่ยนเรื่องถามด้วยความเป็นห่วง
"อาการหวัดหายแล้ว ส่วนโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว... ทำได้แค่ต้องต่อสู้กันไปยาวๆ แย่งชิงชีวิตกับสวรรค์เท่านั้นแหละ" ซูเยว่มีประกายคมกริบวาบผ่านดวงตา เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"ฉันเล่าเรื่องเสี่ยวเยว่ให้พ่อฟัง พ่อเลยให้เงินมาหมื่นนึง ฝากมาให้นาย" เจ้าอ้วนพูดพลางล้วงบัตรเอทีเอ็มออกมาจากกระเป๋ากางเกง "รหัสฉันเคยบอกนายไปแล้ว ก็คือวันเกิดฉัน ถึงเวลานายกดเงินออกไปแล้วก็เอาบัตรมาคืนฉันก็พอ ยังไงในบัตรนี้ก็มีเงินแค่หมื่นเดียว"
"เจ้าอ้วน..." แววตาของซูเยว่เคร่งขรึมลง
"อาเยว่... นายฟังฉันนะ บัตรนี้ฉันไม่ได้ขโมยพ่อมาจริงๆ พ่อเป็นคนยื่นให้ฉันกับมือ บอกว่าต้องเอามาให้นายให้ได้" เมื่อเห็นแววตาเคร่งขรึมของซูเยว่ เจ้าอ้วนก็รีบอธิบาย "เสี่ยวเยว่ก็เหมือนน้องสาวฉัน พ่อฉันก็เคยเจอเสี่ยวเยว่ ในใจแกลึกๆ ก็เอ็นดูน้อง ออกเงินช่วยนิดหน่อยก็สมควรแล้ว"
เจ้าอ้วนรู้ดีว่าเงินหนึ่งหมื่นหยวนแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ แต่เขายังไม่ใช่หัวหน้าครอบครัว จึงไม่มีปัญญาช่วยอะไรได้เลย
"ขอบใจนะ เจ้าอ้วน..." ซูเยว่ยัดบัตรกลับใส่มือเขา "นี่เป็นเงินของพ่อนาย ฉันรับไว้ไม่ได้ ถ้านายไม่อยากคืนพ่อ ก็เก็บไว้ก่อน แต่อย่าเอาไปใช้สุรุ่ยสุร่ายล่ะ"
"ซูเยว่ เราเป็นเพื่อนกันหรือเปล่า..."
เจ้าอ้วนกำบัตรไว้แน่น เชิดหน้าขึ้นด้วยความขุ่นเคืองใจ
"ถ้าเป็นเงินนาย เพื่อเสี่ยวเยว่แล้ว ไม่ว่าเท่าไหร่ ฉันก็รับไว้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ" นัยน์ตาของซูเยว่เฉียบขาด "เจ้าอ้วน ลูกผู้ชาย มีสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ อาการป่วยของเสี่ยวเยว่ ไม่ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ฉันก็มีปัญญาหามาได้ น้ำใจของนาย ฉันขอรับไว้ แต่เงินพ่อนาย ฉันรับไว้ไม่ได้จริงๆ"