ไม่นานนัก เย่ฉุยก็ได้รับการติดต่อกลับมาจากเจ้าของสำนักพิมพ์นิตยสารเทียนหวังคนปัจจุบันที่ชื่อว่าเฉินหย่งเหนียน
เมื่อได้ยินว่าเย่ฉุยต้องการซื้อสำนักพิมพ์ เขาก็ดีใจเป็นอย่างมาก
เดิมทีเขาตัดสินใจไว้แล้วว่าจะปิดตัวนิตยสารนี้ลงโดยตรง พอมีคนยินดีมารับช่วงต่อเขาก็ดีใจจนแทบไม่ทันตั้งตัว เรื่องราคาย่อมตกลงกันได้ง่าย
เย่ฉุยเจรจากับเขาผ่านคอมพิวเตอร์แสงพกพาอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตกลงราคาซื้อขายกันได้ที่ 10,000 หยวน
การทำธุรกิจบนโลกใบนี้รวดเร็วมาก การมีอยู่ของสำนักงานทนายความออนไลน์ทำให้การทำธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ตทั้งหมดสะดวกสบายสุดๆ ขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์สำนักพิมพ์ยิ่งง่ายดาย หลังจากเซ็นสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ฉบับหนึ่ง กรรมสิทธิ์ของนิตยสารเทียนหวังแห่งนี้ก็ตกเป็นของเย่ฉุยโดยสมบูรณ์
ส่วนเรื่องราคานั้น เย่ฉุยสืบข้อมูลมาแล้วว่า ในโลกนี้ต่อให้ต้องการเปิดนิตยสารฉบับใหม่สักหัว ต้องเดินเรื่องตามขั้นตอนต่างๆ ทั้งซื้อเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือและอื่นๆ รวมๆ กันแล้วยังไงก็ต้องใช้เงิน 20,000 ถึง 30,000 หยวน
การใช้เงินแค่ 10,000 หยวนซื้อกรรมสิทธิ์ของนิตยสารเทียนหวังมา ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น สำนักพิมพ์แห่งนี้ยังมีความสัมพันธ์อันดีในการร่วมมือระยะยาวกับโรงพิมพ์หลายแห่ง รอจนกว่านิตยสารจะเริ่มตีพิมพ์และจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ทุกอย่างก็จะดำเนินไปอย่างราบรื่น
แน่นอน เย่ฉุยรู้สึกว่ามันคุ้มค่า แต่คนอื่นๆ กลับไม่คิดเช่นนั้น
ยกตัวอย่างเช่นเจี่ยนฝาน หมอนี่ลอบเย้ยหยันอยู่ในใจ (เพียงเพื่อไอ้การ์ตูนอะไรนั่นถึงกับเล่นใหญ่ขนาดนี้ ซื้อสำนักพิมพ์ไปเลยเนี่ยนะ? 10,000 หยวนยังคิดว่าได้กำไรอีก? น่าขันชะมัด ไม่ดูเลยว่านิตยสารเทียนหวังมันตกต่ำไปถึงขั้นไหนแล้ว ซื้อชื่อนี้มาแล้วมันจะมีประโยชน์บ้าอะไร...)
ความจริงแล้วฟางหนานกับฟางซีก็รู้สึกว่าเย่ฉุยทำอะไรเกินตัวไปหน่อย
แต่ในเมื่อเย่ฉุยลงมือทำเรื่องนี้ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม สิ่งที่พวกเขามีต่อเย่ฉุยจึงเหลือเพียงความเลื่อมใส
ฟางซียิ่งมีสีหน้าชื่นชมและพูดว่า "พี่เอ็กซ์ ผมนับถือความกล้าตัดสินใจของพี่จริงๆ ครับ ต่อไปผมจะตั้งใจวาดดราก้อนบอลให้ดีที่สุดแน่นอน"
"อืม นายหาเวลาติดต่อไปหาเพื่อนๆ ที่วาดรูปเป็นหน่อยนะ" เย่ฉุยพูด หลังจากเซ้งสำนักพิมพ์มาแล้ว ตอนนี้ก็แค่รอให้วาดการ์ตูนออกมาให้เร็วที่สุด "นายบอกให้เพื่อนๆ ของนายหาเวลาวาดรูปมาให้ฉันดูคนละสองสามภาพหน่อย ฉันขอประเมินฝีมือพวกเขาก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะจ้างพวกเขาไหม"
"ได้ครับ" ฟางซีรับคำ แล้วก็ไปติดต่อเพื่อนๆ ของเขาทันที
เย่ฉุยบิดขี้เกียจ ในใจรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง การนำเอาการ์ตูนคลาสสิกเหล่านั้นมาสู่โลกใบนี้ ไม่รู้จริงๆ ว่าจะสร้างความฮือฮาได้หรือเปล่า...
"จริงสิ" ฟางหนานเอ่ยถามขึ้นมาทันทีในตอนนั้น "ฉุยฉุย พนักงานเดิมของสำนักพิมพ์นิตยสารเทียนหวัง นายตั้งใจจะจัดการยังไงเหรอ?"
"เรื่องนี้น่ะเหรอ..."
เย่ฉุยค่อนข้างลำบากใจกับเรื่องนี้ เขาซื้อสำนักพิมพ์นิตยสารเทียนหวังมา แต่พนักงานเดิมของนิตยสารกลับจัดการได้ยาก
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "ออฟฟิศของสำนักพิมพ์นิตยสารเทียนหวังไม่ได้อยู่ที่เยียนจิง เดี๋ยวฉันจะลองติดต่อพนักงานที่ออฟฟิศดู ถ้าพวกเขายินดี ก็จะให้พวกเขาอยู่ต่อและให้มาทำงานที่เยียนจิง แต่ถ้าไม่เต็มใจก็ช่างเถอะ ยังไงซะสิ่งที่ฉันจะตีพิมพ์ก็คือนิตยสารการ์ตูน บรรณาธิการหนังสือภาพก็คงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก"
เมื่อไม่นานมานี้ตอนที่เย่ฉุยโทรศัพท์ไปที่สำนักพิมพ์นิตยสารเทียนหวัง มีคนนิสัยแย่รับสายเขา ตอนนั้นเย่ฉุยคิดในใจว่ารอให้เซ้งสำนักพิมพ์นี้มาได้เมื่อไหร่ เขาจะไล่ไอ้หมอนี่ออกเป็นคนแรก
แต่นั่นก็เป็นแค่ความคิดเท่านั้น เย่ฉุยคงไม่ถึงขั้นไล่คนออกจริงๆ เพียงเพราะการพูดคุยที่แย่แค่ครั้งเดียวหรอก
โอกาสยังไงก็ต้องให้กันบ้าง
จากนั้นเย่ฉุยก็ใช้คอมพิวเตอร์แสงเพื่อพูดคุยกับพนักงานของสำนักพิมพ์นิตยสารเทียนหวังอยู่พักหนึ่ง
เย่ฉุยตั้งใจจะย้ายสำนักพิมพ์มาที่เยียนจิง พนักงานเหล่านั้นย่อมต้องมาทำงานที่เยียนจิงด้วย เพียงแค่จุดนี้ก็ทำให้หลายคนถอดใจทันที ส่วนคนที่เหลือก็บอกว่าขอเก็บไปคิดดูก่อน
"ถ้าจะทำนิตยสารเล่มนี้จริงๆ มีงานเตรียมความพร้อมหลายอย่างที่ต้องทำ แล้วฉันก็ต้องคอยดูแลสตูดิโอทางนี้ด้วย ต้องหาคนที่ไว้ใจได้มาจัดการเรื่องของสำนักพิมพ์ ทางที่ดีควรจะมีความรู้เรื่องการจัดการการเงิน..."
ขณะที่เย่ฉุยกำลังคิดถึงเรื่องเหล่านี้ในใจ จู่ๆ ดวงตาก็เป็นประกาย นึกถึงตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุดขึ้นมาได้
(ฉันลืมไปได้ยังไงเนี่ย แม่เรียนจบด้านบัญชีการเงินมานี่นา แม่ลาออกจากงานมาอยู่บ้านก็เพื่อดูแลฉัน คราวก่อนได้ยินน้องสาวบอกว่าแม่กำลังเตรียมตัวออกไปหางานทำ ให้แม่มารับผิดชอบสำนักพิมพ์ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดหรอกเหรอ?)
(แต่ไม่รู้ว่าแม่จะยินดีช่วยฉันจัดการเรื่องสำนักพิมพ์หรือเปล่า...) เย่ฉุยคิดเช่นนั้นอีก (ไปถามแม่ด้วยตัวเองดีกว่า)
เย่ฉุยกำลังตั้งใจว่าช่วงสองวันนี้จะกลับบ้านสักหน่อย ดังนั้นจึงไม่รีบร้อนที่จะโทรไปถามแม่ กะว่ารอตอนกลับบ้านแล้วค่อยคุยกับเธอให้เป็นเรื่องเป็นราว
……
เริ่มสร้างเกมต่อสู้อาร์เคดอย่าง กังฟู มาได้กว่าครึ่งเดือนแล้ว
ความคืบหน้าในการพัฒนาเกมนี้จนถึงตอนนี้เสร็จสมบูรณ์ไปแล้วราวๆ 70 เปอร์เซ็นต์
แต่ 70 เปอร์เซ็นต์นี้ก็เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะเอนจินเกมที่ชื่อ "อาร์เคด 1.0" ได้รับการพัฒนาจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว
เอนจินคือศูนย์กลางในการขับเคลื่อนเกม ในโลกเดิมของเย่ฉุย เกมตู้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับของอย่างเอนจินเกมเลย เพราะในยุคนั้นเกมถูกรันบนตู้อาร์เคด ตู้อาร์เคดแต่ละประเภทก็มีระบบที่รองรับตัวเกมอยู่แล้ว การมีอยู่ของเอนจินจึงไม่มีมูลค่ามากนัก
ทว่า ตอนนี้เย่ฉุยสร้างเกมอาร์เคดขึ้นมา โดยตั้งเป้าหมายตั้งแต่แรกว่าจะให้เล่นบนคอมพิวเตอร์แสง การมีอยู่ของเอนจินจึงจำเป็นอย่างยิ่ง
เกมต่อสู้อาร์เคดที่เย่ฉุยเคยเล่นมีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน เมื่อมีเอนจินแล้ว เย่ฉุยก็สามารถพัฒนาเกมประเภทเดียวกันเกมอื่นๆ ออกมาได้อย่างง่ายดาย
นั่นก็หมายความว่า เย่ฉุยใช้เวลากว่าครึ่งเดือนในการทำงาน 70 เปอร์เซ็นต์ของเกมกังฟูจนเสร็จ
และถ้าหากต้องการพัฒนาเกมประเภทเดียวกันอีก งาน 70 เปอร์เซ็นต์นี้ก็สามารถข้ามไปได้เลย แล้วเริ่มพัฒนาจากเปอร์เซ็นต์ที่ 71 ได้ทันที
แน่นอนว่าในขั้นตอนนี้ อาร์เคด 1.0 ยังคงมีจุดบกพร่องอยู่อีกมาก เช่น ระบบการต่อสู้อัจฉริยะของเอนจินตัวนี้มีเพียงการต่อย เตะ กระโดดง่ายๆ เท่านั้น ยังไม่ได้รวมเอาหลอดเกจความโกรธ การทำคอมโบ สกิลไม้ตาย และอื่นๆ เข้าไป แต่เรื่องพวกนั้นค่อยๆ ปรับปรุงไปทีละนิดก็พอแล้ว
"ความจริงแล้วเกมประเภทนี้เล่นบนคอมพิวเตอร์แสงยังไม่ค่อยสนุกที่สุดหรอก" ในคืนวันที่เย่ฉุยซื้อสำนักพิมพ์ หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ เย่ฉุยที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหารก็พูดคุยเรื่อยเปื่อยกับฟางหนานเช่นนี้
ตอนนั้นเขาพูดพลางเลื่อนดูรูปภาพทีละรูปบนหน้าจอโฮโลแกรมของคอมพิวเตอร์แสง ซึ่งนี่เป็นผลงานของเพื่อนๆ ของฟางซี เย่ฉุยกำลังคัดเลือกคนที่จะมาช่วยเขาวาดการ์ตูนจากในนี้
"แล้วความสนุกที่สุดมันอยู่ตรงไหนล่ะ?" ฟางหนานถามด้วยความสงสัยเล็กน้อย
"ตู้อาร์เคดไง" เย่ฉุยพูดกลั้วหัวเราะ เมื่อเห็นฟางหนานทำหน้างง เขาก็อธิบายว่า "ตู้อาร์เคดที่ฉันพูดถึง หมายถึงอุปกรณ์เกมประเภทหนึ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อการเล่นเกมโดยเฉพาะ อย่างเช่นเกมกังฟูที่เราสร้างขึ้นมา คนคนเดียวแค่อาศัยปุ่มกดไม่กี่ปุ่มก็สามารถบังคับตัวละครจำลองข้างในได้แล้ว เพียงแต่เวลาเล่นบนคอมพิวเตอร์แสงมันจะรู้สึกขัดหูขัดตาไปบ้าง แต่ถ้ามีอุปกรณ์ที่เอาไว้เล่นเกมแบบนี้โดยเฉพาะ ลองคิดดูสิว่ามันจะน่าสนุกขนาดไหน"
เกมตู้อาร์เคดย่อมต้องเล่นบนตู้อาร์เคดถึงจะสุดยอดที่สุด การพอร์ตมาเล่นบนคอมพิวเตอร์โดยใช้คีย์บอร์ด เมื่อเทียบกับความรู้สึกที่ได้โยกคันโยกและรัวปุ่มกดโดยตรงแล้ว อรรถรสต้องลดลงไปเยอะแน่ๆ ตอนนี้เย่ฉุยคิดถึงความรู้สึกตอนที่ได้รัวจอยสติ๊กเล่นเกมตู้ในวัยเด็กมากๆ
ฟางหนานเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างเกี่ยวกับอุปกรณ์เกมที่เรียกว่าตู้อาร์เคดที่เย่ฉุยพูดถึง เธอรู้สึกว่ามันก็น่าจะสนุกดี แต่สรุปแล้วมันสนุกยังไงเธอกลับไม่มีโอกาสได้สัมผัส
(เกมอาร์เคดเป็นอุปกรณ์ก่อนที่คอมพิวเตอร์และเครื่องเกมพกพาจะได้รับความนิยม อุตสาหกรรมเกมในโลกนี้เพิ่งจะเริ่มต้น แต่ความนิยมของคอมพิวเตอร์แสงเกรงว่าคงยากที่จะทำให้ตู้อาร์เคดกลับมาฮิตได้อีก) เย่ฉุยคิดในใจด้วยความเสียดาย (ยังไงซะถ้าจะให้ฉันสร้างตู้อาร์เคดขึ้นมา ฉันก็ไม่มีความสามารถขนาดนั้นอยู่ดี อีกอย่างในบรรดาเกมที่ฉันอยากจะพัฒนา เกมตู้ก็เป็นแค่ออเดิร์ฟ การมานั่งวิจัยของพรรค์นี้ก็ไม่มีประโยชน์ สู้เอาเวลาไปศึกษาพวกเครื่องเกมพกพากับเครื่องเกมคอนโซลดีกว่า ถ้ามีโอกาสก็น่าลองศึกษาดู)
หลังจากคิดแบบนี้ เย่ฉุยก็ดันนึกถึงความรู้สึกสุดฟินตอนที่ได้รัวคันโยกเกมตู้อาร์เคดขึ้นมาอีกครั้ง จนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจในใจ
(ถ้ามีบริษัทคอมพิวเตอร์แสงยักษ์ใหญ่สักแห่งวิจัยของอย่างตู้อาร์เคดขึ้นมาเอง แล้วพัฒนาต่อยอดไปเรื่อยๆ มันจะดีขนาดไหนกันนะ...)
อีกด้านหนึ่ง เจี่ยนฝานที่กำลังนั่งทำทีเป็นทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แสง หูกลับตั้งใจฟังบทสนทนาระหว่างเย่ฉุยกับฟางหนานอย่างจริงจัง
"อุปกรณ์อาร์เคด?"
เจี่ยนฝานจดจำชื่อนี้เอาไว้ แม้เขาจะมองไม่ออกว่ามูลค่าของสิ่งนี้มันอยู่ตรงไหน แต่ในเมื่อของสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เย่ฉุยพูดขึ้นมา มันก็อาจจะมีประโยชน์ขึ้นมาจริงๆ ก็ได้
ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจนำเรื่องของสิ่งนี้ไปรายงานให้หวังจ้าวหมิงทราบ
เมื่อไม่กี่วันก่อน เขาได้ทำข้อตกลงลับกับหวังจ้าวหมิง เนื้อหาของข้อตกลงก็คือให้เจี่ยนฝานแอบขโมยไอเดียที่มีประโยชน์จากฝั่งของเย่ฉุย...
****
ขอโหวต chayexs.com.chayexs.com ขอให้เก็บเข้าคอลเล็กชัน chayexs.com.chayexs.com