ยามราตรีมาเยือน
เฉินเมิ่งถิงเดินตามจางเซิ่งออกมาจากบริษัทแสงดาวแห่งอนาคต
เธอเห็นนักข่าวจำนวนมาก...
แม้ว่าเธอจะเป็นแค่คนธรรมดามากๆ คนหนึ่ง แต่นักข่าวพวกนี้ก็ยังเข้ามาดักรอเพื่อถามเธอเกี่ยวกับสถานการณ์ของบริษัทแสงดาวแห่งอนาคต
เฉินเมิ่งถิงเคยเห็นสถานการณ์คล้ายๆ กันนี้ในวิทยาลัย แต่ป่านนี้แล้วยังมีนักข่าวเยอะขนาดนี้ก็ยังทำให้เธอรู้สึกตื่นตระหนกอยู่บ้าง
แต่เธอก็พยายามรักษาความสงบเอาไว้ อย่างน้อยสีหน้าก็ต้องไม่แสดงความผิดปกติใดๆ ออกมาให้เห็นเด็ดขาด
เมื่อเผชิญกับคำถาม เธอก็ไม่ตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น
บรรดานักข่าวเมื่อเห็นว่าถามอะไรไม่ได้ก็ไม่ได้บีบคั้นเธอ เพียงแต่หันกล้องไปทางคนต่อไปที่เดินออกมาจากบริษัท...
ส่วนจางเซิ่งนั้นแปลกมาก
ทั้งที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน แต่กลับไม่มีนักข่าวคนไหนสนใจเขาเลย...
ดูเหมือนว่าการแต่งตัวของเขาจะดูธรรมดาเกินไป ธรรมดาเสียจนทำให้นักข่าวทุกคนคิดว่าเขาเป็นแค่คนเดินถนนทั่วไปหรือเปล่านะ?
ทั้งสองคนเบียดตัวออกจากกลุ่มนักข่าว เดินอ้อมรถสัมภาษณ์ที่จอดล้อมบริษัทแสงดาวแห่งอนาคตไว้อย่างหนาแน่น เดินอยู่สิบกว่านาทีถึงจะมาถึงป้ายรถเมล์
"ฟู่!"
"กดดันมากเหรอ?"
"จะไม่มากได้ยังไง? ตอนนี้หลังฉันเปียกไปหมดแล้ว ตั้งแต่วินาทีที่ก้าวเข้าไปในบริษัทแสงดาวแห่งอนาคต ประสาทของฉันก็ตึงเครียดตลอดเวลาเลย..."
"ไม่ต้องเกร็งไปหรอก คนที่เก่งแค่ไหนก็เป็นคนเหมือนกัน อีกอย่าง ครั้งนี้พวกเขาเป็นฝ่ายมาขอร้องเรา ไม่ใช่เราไปขอร้องเขา"
"จางเซิ่ง ฉันไม่เห็นรู้สึกเลยว่าพวกเขามาขอร้องเรานะ? ทีมงานไก่กาอย่างพวกเราพอไปเทียบกับพวกเขาแล้ว มันช่าง... พวกเขาจะมาต้องการพวกเราได้ยังไง?"
"เวลาคนเราจะขอร้องใคร จะแสดงออกให้เห็นได้ยังไงว่ามาขอร้อง ขืนทำแบบนั้นก็โดนกดหัวเอาง่ายๆ สิ? แล้วอีกอย่าง ทีมงานไก่กาอะไรกัน? มั่นใจหน่อยสิ วันข้างหน้าทั้งวงการ ดีไม่ดีอาจจะเป็นพวกเราที่เป็นคนชี้ชะตาก็ได้นะ!"
"..."
"รุ่นพี่ จำไว้นะ ถึงครั้งนี้เราจะเป็นฝ่ายมาหาถึงที่ แต่เราก็เห็นว่าระดับผู้บริหารของพวกเขามีศักยภาพ มีความกล้าหาญ มีวิสัยทัศน์ เราถึงได้มาขอร่วมมือด้วย เพื่อให้โอกาสพวกเขาได้กลับขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดอีกครั้ง ไม่อย่างนั้น บริษัทในจีนมีตั้งเยอะแยะ ทำไมเราถึงต้องเลือกพวกเขาด้วยล่ะ?
"..."
รถเมล์ในเยียนจิงชวนให้ปวดหัวเป็นพิเศษ
บนรถเมล์ที่เบียดเสียด เฉินเมิ่งถิงแทบจะหายใจไม่ออก
ตอนที่เฉินเมิ่งถิงได้ยินจางเซิ่งพูดประโยคนั้นออกมา เธอรู้สึกไปเองโดยสัญชาตญาณว่าจางเซิ่งกำลังพูดติดตลกเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศที่ตึงเครียดและกดดันนี้
ทว่าเมื่อเธอหันไปมองจางเซิ่ง กลับพบว่าจางเซิ่งกำลังทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถเมล์ หรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาในชั่วขณะนั้นทอประกายเย็นเยียบราวกับคมดาบ
สีหน้าของเขาดูจริงจังเป็นพิเศษ
จริงจังเสียจนทำให้เฉินเมิ่งถิงเกิดความคิดไร้สาระขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
เขาไม่ได้กำลังล้อเล่น!
............................................................
เทอมแรกของปีสี่ยังมีเรียนอยู่
แต่ก็มีวิชาเรียนไม่เยอะนัก เป็นแค่วิชาเลือกกับวิชาย่อยๆ เล็กน้อยเท่านั้น
นี่จึงเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสกับสังคมภายนอกมากมาย
บางคนมองว่าชีวิตปีสี่คือปีแห่งการกินดื่มเที่ยวเล่น
ลึกๆ แล้วรู้สึกว่าเรียนจบไปก็ต้องหางานทำ ดังนั้นก่อนหน้าที่จะต้องไปหางาน ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเอาเงินที่บ้านให้ไปเที่ยวผับ ไปเที่ยว ดูหนัง เล่นเกม...
แต่บางคนก็เริ่มคิดอย่างจริงจังแล้วว่าอนาคตของตัวเองควรจะทำอะไรดี...
เมืองเยียนจิงนี้แปลกมาก
หากคุณมาเสพสุข คุณจะรู้สึกว่าที่นี่คือสวรรค์ สิ่งที่คุณต้องการ ขอเพียงคุณมีเงินมากพอ คุณก็จะมีทุกสิ่งทุกอย่าง
แต่หากคุณมาทำงาน คุณจะรู้สึกว่าที่นี่คือนรกที่เร่งรีบวุ่นวาย ซ้ำยังกดดันจนคนแทบหายใจไม่ออก
"ฉันตั้งสตูดิโอแล้วนะ!"
"แล้วก็รับโปรเจกต์ใหม่มาแล้วด้วย นายมาช่วยฉันหน่อยสิ!"
"เงินเดือนไม่เยอะหรอก แต่ก็เยอะกว่าช่วงฝึกงาน พวกเรามีตราประทับของตัวเองด้วย สามารถประทับตราผ่านงานให้ได้นะ!"
"ตอนนี้ใช้โรงเรียนเป็นออฟฟิศชั่วคราวไปก่อน อนาคตเราจะมีออฟฟิศเป็นของตัวเองแน่..."
เช้าวันที่หกตุลาคม
สภานักเรียน
เฉินเมิ่งถิงเปิดดูรายชื่อฉบับหนึ่ง
เป็นรายชื่อของทีมงานฝ่ายผลิตที่เข้าร่วมในทีม [ดาวโรงเรียน] ตั้งแต่แรกเริ่ม
จางเซิ่งคัดเลือกคนห้าคนออกมาจากคนหลายสิบคน
ในห้าคนนี้ มีทั้งช่างภาพ ฝ่ายตัดต่อ ฝ่ายโปรโมต ฝ่ายดูแลอุปกรณ์ และฝ่ายสนับสนุน
ทีมงานฝ่ายผลิตที่สมบูรณ์แบบปรากฏอยู่ตรงหน้าเฉินเมิ่งถิงแล้ว
เฉินเมิ่งถิงมองดูชื่อในทีม แล้วโทรหาพวกเขาทีละคน
หลังจากคุยโทรศัพท์เสร็จ เฉินเมิ่งถิงก็มองออกไปนอกหน้าต่างเงียบๆ
การเดินตามจางเซิ่งนั้นสบายมาก
จางเซิ่งวางแผนเส้นทางการก่อตั้งธุรกิจที่สมบูรณ์แบบให้เธอไว้หมดแล้ว ซ้ำยังละเอียดมาก เธอแค่เชื่อฟังจางเซิ่ง แล้วนำไปปฏิบัติจริง ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
แต่ในขณะเดียวกันก็เหนื่อยมากๆ ด้วย
ไม่เพียงแต่เธอจะต้องนำไปปฏิบัติจริง แต่จางเซิ่งยังมอบหมายหน้าที่ในการเจรจาเรื่องแบรนด์กับ "บริษัทใหญ่" ให้เธออีกด้วย
คราวก่อนตอนที่แบรนด์ของ [ดาวโรงเรียน] มาหาถึงที่ เธอก็ไม่ได้เปลืองน้ำลายอะไรมาก แต่ครั้งนี้เธอต้องเป็นฝ่ายไปคุยกับแบรนด์พวกนั้นด้วยตัวเอง...
ความยากระดับนี้ มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย
แม้ว่าจะมีวิทยาลัยคอยหนุนหลัง แต่พอเฉินเมิ่งถิงนึกถึงการที่ตัวเองต้องไปติดต่อกับพวกจิ้งจอกเฒ่าในบริษัทใหญ่เหล่านั้น ในใจก็รู้สึกประหม่า กลัวว่าตัวเองจะคุยได้ไม่ดีจนทำเสียเรื่อง
แต่เธอก็เข้าใจดีว่า บางครั้งก้าวแรกก็ต้องเป็นฝ่ายเดินออกไป ขอเพียงก้าวแรกเดินออกไปได้ ก้าวที่สองก็จะไม่ยากอีกต่อไป
ในขณะที่เฉินเมิ่งถิงกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ก็มีเสียงเคาะประตูห้องสภานักเรียนดังขึ้น
เพื่อนร่วมชั้นที่เธอโทรไปชวนทยอยกันมาถึงแล้ว
เฉินเมิ่งถิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในหัวนึกถึงถ้อยคำมากมาย ท้ายที่สุด คำพูดเหล่านี้ก็กลายเป็นแรงผลักดันให้กับตัวเธอเอง!
นี่คือก้าวแรกของเธอ!
ฉันต้องทำสำเร็จ!
............................................................
ยอดขายของบริษัทเตาครบวงจรเซินหรานทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง
ยอดสั่งซื้อที่แต่ก่อนต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเดือน ตอนนี้ใช้เวลาแค่สี่วันก็จัดการได้หมดแล้ว
โดยพื้นฐานแล้วทุกวันจะมีลูกค้ามาหาที่ร้านประมาณสิบกว่าราย คุยไปคุยมา การคว้าสัญญามาได้สามสี่ฉบับก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ยอดขายของบริษัทเตาครบวงจรเซินหรานทะลุสองแสนหยวนไปแล้ว กำไรสุทธิก็เกือบหกหมื่นหยวน!
สำหรับหลิวไคลี่ที่เพิ่งเปิดร้าน นี่ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว เมื่อตลาดให้การยอมรับเตาครบวงจรมากขึ้นเรื่อยๆ ฐานลูกค้าของเซินหรานก็ยิ่งมีมากขึ้น ธุรกิจของเขาก็มีแต่จะทำได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ...
ทางโรงงานของบริษัทเตาครบวงจรเซินหรานถึงกับเอารูปของหลิวไคลี่ไปแขวนไว้ในตำแหน่งแรกของ "ร้านค้ายอดขายดีเด่นประจำไตรมาส" ของบริษัทโดยเฉพาะ แถมยังเชิญหลิวไคลี่ไปบรรยายอยู่หลายครั้ง
ทุกอย่างกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดี!
ทว่า...
"เถ้าแก่! ตกลงคุณจะติดตั้งทันไหมเนี่ย?"
"..." "เถ้าแก่ แม่งเอ๊ย คุณเลิกงกอยากได้เงินทุกบาททุกสตางค์เองได้ไหม? คุณจ้างช่างสักคนไม่ได้หรือไง?"
"..."
"เถ้าแก่ ใบสั่งซื้อแรกสุดที่ผมเซ็นมา คิวปาเข้าไปครึ่งเดือนแล้วนะ เขาต้องทนรอเราตั้งครึ่งเดือน หมดคำจะพูดเลย เถ้าแก่ เขาจะย้ายเข้าอยู่แล้วนะ คุณจะมัวแต่ยื้อเวลาแบบนี้ได้ยังไง!"
"..."
"คุณบอกให้ลูกค้ารอตลอด ให้ลูกค้าจ่ายเงินมาก่อน ตอนนี้ลูกค้าจ่ายเงินมาจะครึ่งเดือนแล้ว เราทำธุรกิจกับลูกค้า ต้องสร้างชื่อเสียงปากต่อปาก ไม่ใช่แค่หากินไปวันๆ เงินก้อนนี้ก็อยากได้ ก้อนนั้นก็อยากได้ คุณหาไม่หมดหรอก!"
"..."
แต่เช้าตรู่
หลี่ปินในชุดสูทที่กำลังนั่งกินข้าวกับหลิวไคลี่ หลังจากรับโทรศัพท์ไปหลายสาย ในที่สุดก็ระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างทนไม่ไหว
หลิวไคลี่ได้ยินหลี่ปินระเบิดอารมณ์ใส่ก็ไม่โกรธ แต่ยังคงกินข้าวเช้าอย่างเชื่องช้า "ไม่ต้องรีบ จะรีบไปทำไม ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม! นายใจเย็นๆ หน่อย ให้ลูกค้ามาเห็นเข้าจะดูเป็นยังไงกัน!"
"เถ้าแก่ ช้าๆ ได้พร้าเล่มงามเหรอ? คุณล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย! ผมเพิ่งได้รับข้อร้องเรียนจากลูกค้าอีกแล้ว บอกว่าคุณติดตั้งได้ทุเรศมาก! แม้แต่ท่อก็ยังต่อไม่ดี เจ๊เฉินที่อาจารย์ผมเซ็นสัญญามาตั้งแต่แรก ตอนนี้ก็โทรมาเร่งให้ผมเรียกคุณไปซ่อมให้ทุกวัน นี่คุณไม่ได้กำลังทำลายชื่อเสียงดีๆ ที่อาจารย์ผมทิ้งไว้ให้จนป่นปี้หรอกเหรอ!"
"เดี๋ยวตอนเย็นฉันจะทำโอทีไปจัดการทางฝั่งนายให้เรียบร้อยเอง วางใจเถอะ..."
"วางใจ ผมจะวางใจได้ยังไง? โธ่ เถ้าแก่ ตกลงคุณกำลังรับสมัครคนอยู่หรือเปล่าเนี่ย?"
"รับสิ รับอยู่ ไม่ต้องรีบ ช่วงนี้คนหายาก..."
หลี่ปินเป็นคนใจร้อน
เมื่อเห็นท่าทางเชื่องช้าของหลิวไคลี่ เขาก็รู้สึกเหมือนปอดจะระเบิดเพราะความโมโห
คนคนนี้นี่!
ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน เขาก็พูดย้ำกับหลิวไคลี่มาตลอดว่าต้องจ้างคนมาติดตั้ง อย่าทำอะไรเองไปซะหมด!
หลิวไคลี่รับปากอย่างดีต่อหน้า แต่พอฟังจบ แม่งก็หิ้วเครื่องมือไปทำเองอีก...
เมื่อก่อนตอนที่งานยังไม่เยอะเท่าไหร่ เบียดๆ คิวไปก็ยังพอไหว แต่ตอนนี้พองานทะลักเข้ามา หลี่ปินก็รู้สึกว่าตัวเองจะบ้าตายอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะลูกค้าเยอะเกินไปจริงๆ เขาคงอยากจะรับสมัครคนมาทำเองแล้ว!
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ...
หลี่ปินเดินออกจากร้านไปอย่างหมดคำจะพูด เขาแบกท่อแก๊สวิ่งไปที่หมู่บ้านไห่สู่เพื่อซ่อมแซมให้เจ๊เฉิน!
แม้ว่าเดือนที่แล้วรวมกับเดือนนี้ เงินเดือนและค่าคอมมิชชั่นของเขาจะเกือบสองหมื่นหยวนแล้ว แต่เขากลับยิ่งอยู่ที่ร้านนี้ก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด ยิ่งอยู่ยิ่งรู้สึกว่าร้านนี้แม่งไม่มีอนาคตเอาซะเลย
พอวุ่นวายจนถึงตอนเที่ยง...
ในที่สุดก็จัดการงานทางฝั่งนั้นเสร็จเรียบร้อย
แต่หลังจากเสร็จงานก็หนีไม่พ้นต้องทนฟังลูกค้าบ่นไปอีกยกใหญ่ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจง แต่ในใจกลับอยากจะตบหน้าหลิวไคลี่สักฉาด
แม่งเอ๊ย การทำธุรกิจมันไม่ใช่แบบนี้เว้ย!
เวลาอาหารกลางวัน
ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว โทรศัพท์ไปหาจางเซิ่ง
"อาจารย์ ผมทนไม่ไหวแล้วจริงๆ อาจารย์ไม่รู้อะไร ไอ้หลิวไคลี่นี่ แม่งเอ๊ย หน้าเงินชะมัด..."
"..."
หลี่ปินพร่ำบ่นระบายความไม่พอใจในช่วงนี้ออกมาจนหมดเปลือก
จางเซิ่งที่อยู่ปลายสายก็รับฟังอย่างอดทน
เมื่อหลี่ปินพูดจบในที่สุด จางเซิ่งก็ถามยิ้มๆ "มีแค่นี้เหรอ?"
"อาจารย์ แค่นี้ยังไม่พออีกเหรอครับ? ร้านๆ หนึ่ง... ทำแบบนี้ ชื่อเสียงมีแต่จะแย่ลงเรื่อยๆ อาจารย์ ผมพูดจากใจจริงนะ ผมไม่อยากทำแล้วจริงๆ ผมมองไม่เห็นความหวังเลย!"
ปลายสายเงียบไปพักหนึ่ง
จากนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็เลือนหายไป "ถ้านายอยากเป็นเถ้าแก่ นายก็ต้องทนอยู่ที่นี่ต่อไป รอจนกว่าร้านนี้จะขาดนายไม่ได้ ไม่ว่าเถ้าแก่จะทำยังไง นายก็สามารถกู้ชื่อเสียงกลับมาได้ เมื่อนั้นนายถึงจะย้ายงานได้! ในระหว่างนี้ นายห้ามรับงานนอกเด็ดขาด งานนอกอาจจะทำเงินได้ในระยะสั้น แต่อย่ามัวแต่มองผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ตรงหน้า!"
"อาจารย์ อาจารย์รู้ได้ยังไงว่าผมจะรับงาน หรือว่าอาจารย์..."
ตอนที่หลี่ปินได้ยินประโยคนี้ เขาก็สะดุ้งเฮือก
"ตอนบ่ายฉันจะแวะไปคุยเรื่องพรีเซนเตอร์แบรนด์ระดับนานาชาติกับเมิ่งซู่หรงของ [โอวปังฝ้าเพดานสำเร็จรูป] นายหาเวลาว่างมาหน่อยสิ ฉันจะคุยด้วยสักสองสามประโยค"
แบรนด์ระดับนานาชาติ?
[โอวปังฝ้าเพดานสำเร็จรูป]?
พรีเซนเตอร์แบรนด์ระดับนานาชาติ?
หลี่ปินฟังจนงงไปหมด
[โอวปังฝ้าเพดานสำเร็จรูป] ไม่ใช่แค่โรงงานเล็กๆ หรอกเหรอ?
แล้วไปเกี่ยวอะไรกับพรีเซนเตอร์ระดับนานาชาติได้ล่ะ?







