แบ่งดินแดนตั้งตนเป็นอ๋องอย่างนั้นหรือ?!
หลี่กวนอีมองดูตัวอักษรบนนั้น สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่รู้ว่าอาณาเขตและราชบัลลังก์ของแคว้นเฉินในตอนนี้ได้อาศัยสิ่งที่เจ้าผู้ครองแคว้นเฉินทิ้งไว้ให้หรือไม่ ทว่าตามข้อมูลต่างๆ ที่หลี่กวนอีรวบรวมมาได้ น่าจะเป็นเพราะจักรพรรดิเฉินอู่อาศัยไฟกิเลนหลบหนีจากการถูกปิดล้อมสังหารมาได้
จากนั้นก็นำทหารฝีมือดีนับพันบุกเข้าวังหลวงโดยตรง สังหารเจ้าผู้ครองแคว้นเหลียงจนตาย แล้วจึงค่อยๆ เริ่มจัดการสะสาง จัดระเบียบราชสำนัก การรัฐประหารในราชสำนักครั้งนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง แทบไม่เปิดโอกาสให้ใต้หล้าตั้งตัวทัน
ในเวลานั้น ถู่อวี้หุนผู้เป็นใหญ่ได้ผงาดอยู่ทั่วดินแดนประจิม ชายแดนของแคว้นเฉินจึงไม่ต้องกังวลเลยแม้แต่น้อย
อีกทั้งยังมีนักพูดจากสำนักเจรจาไปเกลี้ยกล่อมที่ทุ่งหญ้า ล่อลวงผู้นำทูเจวี๋ยในเวลานั้น ทำให้ทุ่งหญ้าของทูเจวี๋ยกลายเป็นนโยบายหลายอ๋องอย่างในตอนนี้ อำนาจถูกกระจายออกไปจนไม่ฟื้นตัวมานานถึงสามร้อยปีเต็ม แคว้นเว่ยในเวลานั้นก็เกิดการรัฐประหารเช่นกัน ธงของแคว้นเว่ยถูกเผาไหม้ในกองเพลิง
หากมองดูประวัติศาสตร์ จะพบว่าเหล่าวีรบุรุษในยุคนั้นราวกับนัดหมายกันเลือกเวลาเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง ช่างเหลือเชื่อจริงๆ คงพูดได้เพียงว่าพวกเขาตัดสินใจคล้ายกันในเวลาเดียวกัน รู้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ลงมือกับตนในเวลานี้ จึงวางใจทำเรื่องของตนเอง
แต่กลับมีพงศาวดารไม่เป็นทางการที่ไม่รู้ว่าใครเขียนระบุไว้ว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะคนเพียงคนเดียว
นั่นคือปรมาจารย์แห่งสำนักหยินหยางที่มีวิทยายุทธ์อ่อนด้อยที่สุดในประวัติศาสตร์
ปรมาจารย์ผู้นี้เป็นคนรวบรวมเหล่าวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมแบ่งปันปณิธานอันยิ่งใหญ่เดียวกัน
และภายใต้การคำนวณชี้แนะของปรมาจารย์สำนักหยินหยางผู้ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง ถู่อวี้หุน จักรพรรดิเฉินอู่ สำนักศึกษา และปฐมกษัตริย์แห่งแคว้นอิ้ง พวกเขาได้บรรลุพันธมิตรยุคกลียุคในตอนต้น เหล่าวีรบุรุษวัยหนุ่มสาวต่างชักกระบี่ออกมาพร้อมกัน ฉีกกระชากยุคสมัยอันผุพังไปพร้อมๆ กัน
ในขณะที่แคว้นต่างๆ กำลังมอดไหม้ภายใต้กีบเท้าม้าเหล็กของเหล่าวีรบุรุษ ปรมาจารย์สำนักหยินหยางซึ่งในเวลานั้นยังหนุ่มแน่นและหล่อเหลากลับเอาแต่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงของหญิงคณิกาอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน ตื่นมาล้างหน้า พิงกรอบประตู มองดูสายลมวสันต์ ยื่นมือออกไปให้นกน้อยเกาะบนนิ้ว พลางฮัมเพลงของเจียงหนาน
จากนั้นก็หันกลับไปยิ้มให้สตรีผู้เลอโฉมแห่งใต้หล้าแล้วกล่าวว่า
ได้ยินเสียงลมแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของใต้หล้าพัดมาแล้ว
เขากล่าวว่าใต้หล้าย่อมต้องดีขึ้น วีรบุรุษบนโลกนี้ยังเยาว์วัย โลกใบนี้ก็ยังเยาว์วัย
เพียงแต่ในเวลานั้นเขาคิดไม่ถึงว่า อุดมการณ์ของวีรบุรุษก็เน่าเปื่อยได้เช่นกัน วีรบุรุษที่เคยเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ท้ายที่สุดก็ยังคงหันหอกหันดาบเข้าหากัน ราชสำนักที่ผุพังถูกฉีกกระชาก ถูกกดดันจนเหลืออาณาเขตเพียงแปดร้อยลี้ ทว่าใต้หล้ากลับไม่เคยรวมเป็นหนึ่ง
หลี่กวนอีไม่รู้ถึงประวัติศาสตร์อันปั่นป่วนที่อยู่เบื้องหลังเหล่านั้น แต่ก็รู้ว่าเจ้าผู้ครองแคว้นเฉินได้ราชบัลลังก์มาได้อย่างไร ทว่าภาพวาดทิวทัศน์นี้ยังคงวางอยู่ที่นี่ เป็นการเตรียมพร้อมรับมือของจักรพรรดิเฉินอู่อย่างนั้นหรือ? หลี่กวนอีอ่านต่อไป
‘ข้ากับเจ้าผู้ครองแคว้นเซวียเคยถกเถียงเรื่องใต้หล้า เขากล่าวว่าการก่อศึกในใต้หล้า สิ่งที่จำเป็นคือเสบียงเงินทองและเสื้อเกราะ ข้าเห็นด้วย แต่สิ่งที่เขากล่าวมายังไม่ครบถ้วน ยังต้องการคน หากไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ที่กล้าหาญและภักดี เสบียงเงินทองและเสื้อเกราะก็เป็นเพียงยุ้งฉางและของที่ระลึกจากสงครามของกองทัพผู้อื่นเท่านั้น’
‘จำเป็นต้องมีผู้ฝึกยุทธ์!’
‘ผู้ฝึกยุทธ์จำเป็นต้องได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยพลังปราณโลหิต จำเป็นต้องมีโอสถ ส่วนเนื้อสัตว์ที่อุดมไปด้วยพลังปราณโลหิตและพลังฟ้าดิน ตลอดจนโอสถที่สามารถช่วยให้ผู้ฝึกยุทธ์บำเพ็ญเพียรได้ ล้วนถูกควบคุมโดยราชสำนักใหญ่ นี่เป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่งกว่าทุ่งหญ้าสำหรับม้าศึกเสียอีก’
‘เส้นทางการค้าในใต้หล้าถึงขั้นสามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของความต้องการเนื้อสัตว์และโอสถเหล่านี้ได้’
‘หากใช้สิ่งนี้เลี้ยงดูกองกำลังส่วนตัว ย่อมถูกค้นพบอย่างแน่นอน หากต้องการลุกฮือขึ้นแย่งชิงใต้หล้า ย่อมสามารถบุกโจมตีวังหลวงโดยตรงได้ ทว่าหากโชคชะตาของใต้หล้ารุ่งโรจน์ถึงขีดสุด ราวกับราดน้ำมันลงบนกองไฟ ทำให้เหล่าวีรบุรุษในใต้หล้าลุกฮือขึ้นมาพร้อมกัน ก็จำเป็นต้องห้ำหั่นกันด้วยดาบด้วยทวนบนสนามรบแห่งนี้’
‘จึงจำเป็นต้องมีกองทหารจู่โจม!’
‘ปีนั้นข้าตามหาสถานที่ของกิเลน ใครๆ ต่างก็คิดว่าเป็นเพียงวาสนา แต่แท้จริงแล้วข้าพบหุบเขารอยแยกแห่งหนึ่ง ด้านล่างมีถ้ำเร้นลับ มีสัตว์ประหลาดมากมาย ดอกไม้และใบหญ้าประหลาด พลังฟ้าดินหนาแน่น ในครั้งแรกข้าคว้ามาได้เพียงกิเลน ก็ถูกฉงฉีไล่ล่าสังหาร’
‘ข้าถือทวนกระโดดข้ามลำธาร ก้มมองลงไป กลับเห็นเกล็ดขนาดใหญ่เท่าโม่หิน แหวกว่ายอยู่ใต้น้ำราวกับเปลวเพลิง เกรงว่าจะเป็นมังกรแดงบรรพกาลในตำนานที่ทำพันธสัญญากับจักรพรรดิแดงเมื่อสามร้อยปีก่อน และมอบร่างจำแลงระดับต้นกำเนิดให้แก่จักรพรรดิแดง สัตว์เทพตัวนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ที่นี่!’
‘น่าเสียดาย หลังจากจักรพรรดิแดงสวรรคต กระบี่ชื่อฉงก็เงียบเหงา มังกรแดงคำรามยาวเหินกลับสู่สวรรค์ ไม่นึกว่าจะมาอยู่ที่นี่’
‘เพียงแต่ตอนนั้นรีบร้อน ไม่มีเวลาสำรวจ ก็ต้องรีบจากมาเสียก่อน’
‘ต่อมาข้าสังหารฉงฉี และสำรวจสถานที่แห่งนี้อีกหลายครั้ง กลับไม่พบร่องรอยของมังกรแดงอีกเลย’
‘พบเพียงสัตว์ประหลาดมากมายนับไม่ถ้วน ของล้ำค่าอยู่เต็มไปหมด เดิมทีตั้งใจจะอาศัยดอกไม้และใบหญ้าประหลาด ตลอดจนเลือดเนื้อของสัตว์ประหลาดเหล่านั้น เพื่อฝึกฝนกองทัพเหล็กที่มีผู้ฝึกยุทธ์ชั้นฟ้าที่สามเป็นพื้นฐาน ทุกคนสามารถใช้ปราณคุ้มกาย เปลี่ยนปราณเป็นอาวุธ ให้ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่สี่เป็นผู้กอง และขั้นที่ห้าเป็นขุนพล’
‘กองทัพเช่นนี้ ต้องการเพียงพันคน ก็เพียงพอที่จะโลดแล่นในสนามรบได้แล้ว’
‘หากมีเทพยุทธ์ทะลวงค่ายอีกสักคน ใช้ทหารพันคนคว่ำทหารหมื่นคน ก็ย่อมทำได้!’
หลี่กวนอีเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ตอนนี้เขาก็มีพื้นฐานเป็นผู้ฝึกยุทธ์ชั้นฟ้าที่สามระดับหัวกะทิ หลี่กวนอีลองคิดดู หากรวบรวมกองทัพที่ประกอบด้วยอวี่เหวินฮว่าหรือซวีฮุ่ยหยางทั้งหมด แล้วให้ตัวตนอย่างท่านเทพยุทธ์เซวียนำทัพ
เด็กหนุ่มสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บสายหนึ่ง
เขารู้สึกว่าที่เจ้าผู้ครองแคว้นเฉินบอกว่า ใช้ทหารพันคนคว่ำทหารหมื่นคน ถือว่าพูดน้อยไปเสียด้วยซ้ำ
ผู้ฝึกยุทธ์ชั้นฟ้าที่สามทั่วไป สามารถเป็นขุนพลของทหารพันคนได้แล้ว แต่ในกองทัพที่เขาวางแผนจะสร้าง เป็นเพียงแค่พื้นฐานเท่านั้น เจ้าผู้ครองแคว้นเฉินมีใจคิดกบฏ ทว่าหลี่กวนอีกลับเห็นในม้วนภาพวาดทิวทัศน์ด้านหลังว่า เจ้าผู้ครองแคว้นเฉินเมื่อห้าร้อยปีก่อนกำลังโกรธเคืองอย่างไม่เป็นธรรม
“น่าเจ็บใจนักเจ้าผู้ครองแคว้นเซวีย คนผู้นี้ ช่างเป็นคนถ่อยไร้ยางอาย!”
“ข้าไปที่ใด เขาก็ไปที่นั่น!”
“วันเดือนปีใดไม่ทราบ เห็นเขานั่งยองๆ อยู่มุมกำแพง บนหัวมีหญ้าสามต้น แอบมองข้า; วันเดือนปีใดไม่ทราบ แอบเล่นกับกิเลน พอเห็นข้ามา ยังทักทายราวกับอยู่บ้านตัวเอง”
“วันเดือนปีใดไม่ทราบ มารื้อค้นชาที่ข้าเก็บสะสมไว้ แล้วเอาไปทำไข่ต้มใบชาซึ่งเป็นของกินเล่นของชาวบ้าน”
“คนถ่อย! คนถ่อยเอ๊ย!”
“โกรธแค้นถึงขีดสุด แทบอยากจะเอาทวนฟาดเขา!”
“โกรธจนต้องประลองกัน”
“เรื่องนี้เป็นอันเลิกรากันไป”
หลี่กวนอีแสยะยิ้ม จากตัวอักษรก็สามารถมองเห็นความโกรธเกรี้ยวและกลิ่นอายสังหารของเจ้าผู้ครองแคว้นเฉินเมื่อห้าร้อยปีก่อน ตลอดจนท่าทางยิ้มแย้มทะเล้นของเหล่าเซวีย หรือท่านเทพยุทธ์เซวีย
หลี่กวนอีสงสัยว่า หากไม่มีท่านเทพยุทธ์เซวียคอยคุมอยู่ ด้วยวิทยายุทธ์ กลยุทธ์ และพื้นฐานที่มากพอจะสร้างกองทัพนับพันคนของเจ้าผู้ครองแคว้นเฉินผู้นี้ คงจะก่อกบฏไปนานแล้ว ใครจะไปสนว่ายุคสมัยจะสงบสุขหรือไม่สงบสุข
คำเดียวเลยคือ ตี!
หลี่กวนอีเห็นว่าตัวอักษรบนม้วนภาพวาดทิวทัศน์ขาดหายไป สุดท้ายดูเหมือนจะเป็นตัวอักษรที่ห่างเหินไปนาน
เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน ดูเชื่องช้าและสุขุมยิ่งกว่า
‘น่าเจ็บใจนักเหล่าเซวีย มาก่อกวนการใหญ่ของข้า!’
‘ตาเฒ่าบัดซบ!’
‘บัดนี้ข้าแก่ชราแล้ว วันนี้มองดูกระจกทองแดง จอนผมก็ขาวโพลนแล้ว ห้ำหั่นมาทั้งชีวิต ไปจนถึงจุดสูงสุด ทว่ากลับไม่เคยแสวงหาขอบเขตตำนานแห่งวิถีการต่อสู้อันเลื่อนลอยนั้น เกรงว่าคงไม่อาจก้าวไปถึงขั้นนั้นได้แล้ว’
‘ทว่า คนอย่างข้าที่โลดแล่นมาทั้งชีวิต ก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องเสียใจ’
‘วันนี้ออกไปข้างนอก เห็นชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุข ท่ามกลางความเลื่อนลอยจึงเพิ่งตระหนักได้ว่า การที่มีข้ากับเขาอยู่ ใต้หล้ากลับไร้สงครามมานานถึงหกสิบปี สงบสุขมาหนึ่งร้อยปี ทหารที่ด่านชายแดนก็ไม่ถูกชนเผ่าต่างถิ่นรุกรานมานาน ตาเฒ่านั่นมานั่งยองๆ อยู่มุมกำแพงข้าอีกแล้ว ข้าโกรธจนเอาทวนฟาดเขา’
‘แม้จะด่าทออย่างหนัก แต่จู่ๆ ก็รู้สึกว่า ใต้หล้าเช่นนี้ ก็ไม่เลวเหมือนกัน’
‘สภาวะจิตใจทะลวงผ่าน พลังวิเศษเชื่อมโยงฟ้าดิน รู้ว่าอายุขัยของข้าใกล้จะสิ้นสุดลง ไม่อยากตายอยู่บนเตียง’
‘จึงเชิญเจ้าผู้ครองแคว้นเซวียออกไปประลองเป็นตาย’
‘เหล่าวีรบุรุษในใต้หล้า ล้วนเป็นดั่งมดปลวก มีเพียงเขาที่ฆ่าข้าได้ มีเพียงเขาที่คู่ควรจะฆ่าข้า’
‘คนอย่างพวกเรา ไม่อาจตายอยู่บนเตียงนอนได้ ข้าสมควรตายในสนามรบ สมควรตายภายใต้การปะทะกันของสัตว์พาหนะ ระหว่างการปะทะกันของทวนและง้าว ก่อนที่จะเชิญเขามาประลอง ข้าได้ไปยังหุบเขารอยแยกแห่งนั้น ถอนสมุนไพรที่เติบโตดีแล้วขึ้นมาทั้งหมด แล้วปลูกลงไปใหม่’
‘ราวกับได้สังหารตัวข้าในอดีต ตัวข้าที่โหดเหี้ยม ตัวข้าที่ห้ำหั่น ตัวข้าที่กล้าหาญ ตัวข้าที่กระหายสงคราม ตัวข้าที่มีความทะเยอทะยาน สังหารไปทีละคน ท้ายที่สุดจึงกระจ่างแจ้ง ไร้ซึ่งฝุ่นธุลีแม้แต่น้อย’
‘ข้ารู้บัญชาสวรรค์แล้ว คาดการณ์ว่ายุคสมัยแห่งความสงบสุขจะยังมีอยู่อีกอย่างน้อยสองร้อยปี’
‘ดอกไม้และใบหญ้าประหลาดล้ำค่าเหล่านี้ จะเติบโตเต็มที่ในอีกร้อยปีข้างหน้า ต้องใช้เวลาสามร้อยปีจึงจะนำมาใช้ประโยชน์ได้มาก ห้าร้อยปีจึงจะสมบูรณ์แบบ แปดร้อยปีจึงจะนับว่ายอดเยี่ยมที่สุด หากถึงเวลานั้นได้พบเจอกับผู้ปกครองที่โง่เขลาเบาปัญญา กษัตริย์ที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย ไร้ซึ่งความสง่างามเที่ยงธรรมของจงหยวนของข้า ก็สามารถไปยังสถานที่แห่งนั้นได้’
‘สร้างกองทัพเทพอย่างรวดเร็ว เฆี่ยนตีใต้หล้า ค้ำจุนวิถีอันยิ่งใหญ่’
‘น่าขันนัก’
‘ข้าทำศึกทั่วใต้หล้า รวมแล้วร้อยสามสิบกว่าศึก ไม่เคยพ่ายแพ้ในศึกน้อยใหญ่ เชื้อพระวงศ์และขุนนางที่ตายใต้ทวนของข้ามีมากเพียงใด ใต้กีบเท้าม้าของข้าก็เคยเหยียบย่ำซากศพของชาวบ้านมานับไม่ถ้วน เมื่อถึงวาระสุดท้าย กลับพบว่า เทพยุทธ์ที่แท้จริง คือผู้ที่สามารถทำให้ชาวบ้านไม่ต้องก้าวเข้าสู่สนามรบได้’
‘ความนัยแห่งสำนักพิชัยสงคราม ข้าขอเขียนไว้ ณ ที่นี้ อนุชนรุ่นหลังจงจำให้ขึ้นใจ 【พึงรู้ว่าอาวุธคือของอัปมงคล เป็นสิ่งที่ใต้หล้าจำต้องใช้เมื่อสุดวิสัย】’
‘สมุนไพรเหล่านี้ หุบเขาที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดแห่งนี้ ก็คือทวนเล่มสุดท้ายของข้า’
‘จากสถานที่แห่งนี้ ส่งต่อไปยังอนาคต เพื่อกวาดล้างกลียุคให้ราบคาบ!’
‘แม้ข้าจะตายไปแล้ว แต่ยังคงสามารถโลดแล่นอยู่ในยุคกลียุคได้ มิใช่เรื่องน่ายินดีหรอกหรือ?’
‘แม้ว่าจะเป็นลูกหลานตระกูลเฉินของข้าที่ก่อภัยพิบัติ ก็ขอให้ใช้ทวนทลายภูผาสังหารเสีย!’
‘ขอให้ใต้หล้าสงบสุข ขอให้ลูกหลานในภายภาคหน้า ไร้ซึ่งสงครามตลอดกาล!’
‘เฉินป้าเซียน, ตวัดพู่กันครั้งสุดท้าย’
ปลายพู่กันสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ไร้ซึ่งกลิ่นอายสังหารของสำนักพิชัยสงครามแม้แต่น้อย บริสุทธิ์ไพศาล เปิดเผยยิ่งใหญ่ กลิ่นอายของเทพยุทธ์แห่งใต้หล้าเมื่อห้าร้อยปีก่อน แม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน ก็ยังคงแฝงไว้ด้วยความสง่างามและทรงอำนาจอย่างบอกไม่ถูก
หลี่กวนอีพ่นลมหายใจออกมา
สถานที่ที่เต็มไปด้วยของวิเศษล้ำค่าระดับห้าร้อยปี สามารถสร้างผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงได้อย่างรวดเร็วในปริมาณมาก ทั้งยังมีสัตว์ประหลาด หรือแม้กระทั่งหุบเขาที่มังกรซึ่งจักรพรรดิแดงเคยทำพันธสัญญาด้วยอาศัยอยู่ ข้อมูลนี้ชวนให้ตื่นตะลึงเกินไป หลี่กวนอีถึงกับต้องนวดหว่างคิ้วจึงจะตั้งสติได้
สถานที่แห่งนี้สามารถใช้สร้างกองทัพจำนวนมหาศาลได้อย่างสมบูรณ์
จู่ๆ หลี่กวนอีตก็นึกถึงสิ่งที่ท่านเทพยุทธ์เซวียพูดถึงสมบัติลับของผู้เป็นใหญ่ที่ปรมาจารย์พยัคฆ์ขาวทิ้งไว้ เทพยุทธ์ทั้งสองท่านนี้ที่เป็นทั้งศัตรูและมิตรที่ต่อสู้กันมาตลอดชีวิตเมื่อห้าร้อยปีก่อน สิ่งที่ทิ้งไว้กลับสามารถหลอมรวมเข้าด้วยกันได้อย่างพอดิบพอดี
มากพอที่จะสร้างกองกำลังหัวกะทิอันน่าสะพรึงกลัวที่เหนือกว่าพลทวนเหล็ก ทหารม้าดาบโค้งทองคำ พลม้าทะยานราตรี และทหารม้าพยัคฆ์เถื่อน พลทวนใหญ่ หากมีเทพยุทธ์ที่เชี่ยวชาญการทะลวงค่ายประลองขุนพลเป็นผู้นำทัพ ก็เพียงพอที่จะทำลายเมืองตีค่าย ไร้ผู้ต่อต้าน
ทั้งยังมีมังกรแดงโตเต็มวัยในแดนเร้นลับอีกด้วย
ภาพวาดทิวทัศน์นี้กลับถูกแบ่งเขียนเป็นสองครั้ง หากไม่มีร่างจำแลงเต่าดำล่ะก็ หลี่กวนอีคงไม่มีทางค้นพบสถานที่แห่งนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้เห็นม้วนภาพวาดทิวทัศน์ เขาสงสัยว่าม้วนภาพวาดทิวทัศน์นี้ เกรงว่าคงต้องมีเงื่อนไขพิเศษบางอย่างจึงจะสามารถเปิดออกได้
อย่างเช่น สายเลือดของจักรพรรดิเฉิน เป็นต้น
เต่าดำโผล่หัวออกมา เบิกตากว้างมองหลี่กวนอี
หลี่กวนอีคิดในใจ 'เจ้าอยากเข้าไปในหุบเขาไหน ในนั้นมีประโยชน์กับเจ้าอย่างนั้นหรือ?'
เต่าดำดีใจมาก พยักหน้าอย่างแรง
หลี่กวนอีครุ่นคิด จู่ๆ ก็สงสัยว่าข้างในนั้นมีตัวตนพิเศษอะไรที่มีวาสนากับเต่าดำตัวนี้หรือไม่? ทว่าตามบันทึกของเจ้าผู้ครองแคว้นเฉิน ในหุบเขาแห่งนั้น เดิมทีก็มีสัตว์ประหลาดมากมายอย่างมังกรแดง กิเลน และฉงฉีอยู่แล้ว
การที่สามารถดึงดูดสัตว์ประหลาดได้มากมายถึงเพียงนั้น ทั้งยังสามารถให้กำเนิดของวิเศษและสมุนไพรวิเศษได้มากมาย เกรงว่าข้างในคงมีของวิเศษที่ยอดเยี่ยมมากบางอย่างอยู่ หลี่กวนอีคิดในใจ "ตกลง หากมีโอกาสในภายหลัง จะต้องไปหาสถานที่แห่งนี้ให้พบ"
อย่างไรเสีย หลังจากนี้ ก็ต้องเดินทางออกจากแคว้นเฉินแล้ว
ตำแหน่งท่านชายผู้ก่อตั้งแคว้นอะไรนี่ บรรดายศถาบรรดาศักดิ์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ขั้นห้า สำหรับหลี่กวนอีแล้วล้วนไม่สำคัญ เขาได้เห็นเหล่าวีรบุรุษและยอดคนในใต้หล้าที่เมืองหลวงของแคว้นเฉินแห่งนี้แล้ว ถึงเวลาที่ต้องจากสถานที่แห่งนี้ไปเสียที ว่าไปแล้ว ในเมื่อที่นั่นมีไข่กิเลน จะมีผู้อาวุโสของกิเลนไฟอยู่ด้วยหรือไม่?
ส่วนเต่าดำเมื่อเห็นหลี่กวนอีพยักหน้ารับปาก ก็ดูเหมือนจะดีใจมาก
มันลอยตัวขึ้นมา แผนที่ด้านหลังภาพวาดทิวทัศน์นั่น กลับปรากฏขึ้นบนกระดองเต่าของมันโดยตรง ราวกับถูกประทับตราไว้ จากนั้นเต่าดำตัวนี้ก็พุ่งตัวดำดิ่งลงไปในม้วนภาพวาดทิวทัศน์นี้ ว่ายวนไปมาอย่างบ้าคลั่ง จนทำให้แผนที่ที่เจ้าผู้ครองแคว้นเฉินทิ้งไว้ปั่นป่วนไปหมด
ของข้า เป็นของข้า!
แผนที่นี้เป็นของข้า!
หลี่กวนอีมุมปากกระตุก เต่าดำตัวนี้ไม่เพียงแต่เจ้าเล่ห์ แต่ยังใจแคบถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
เขารู้สึกจนใจ ได้แต่หัวเราะเยาะตัวเอง:
ติ๊ง ร่างจำแลงเต่าดำของคุณได้ทำเครื่องหมายสถานที่ซ่อนสมบัติแห่งหนึ่งไว้แล้ว
แถมยังทำลายแผนที่อื่นๆ ทิ้งจนหมดสิ้น
เต่าดำปรากฏตัวบนไหล่ของหลี่กวนอีด้วยความพึงพอใจ จู่ๆ หลี่กวนอีก็สัมผัสได้ว่าด้านหลังมีท่านปู่ใหญ่ผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นเรียบๆ ว่า "ภาพวาดทิวทัศน์ภาพนี้ เป็นสิ่งที่บรรพชนเจ้าผู้ครองแคว้นเฉินนามป้าเซียนทิ้งไว้ ดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยแก่นแท้แห่งขุนเขาและสายน้ำ อนุชนรุ่นหลังที่มีวิทยายุทธ์ล้ำเลิศ สามารถทำความเข้าใจวิชาการต่อสู้จากมันได้"
“สายตาของเจ้าไม่เลว ได้รับความรู้ความเข้าใจอันใดบ้างหรือไม่?”
ก่อนที่ท่านปู่ใหญ่จะเอ่ยปาก หลี่กวนอีไม่ทันสังเกตเห็นเขาเลย
ระดับการบำเพ็ญเพียรของชายชราผู้นี้ จะต้องสูงส่งมากอย่างแน่นอน หลี่กวนอีกล่าวว่า "ผู้น้อยพรสวรรค์โง่เขลา ไม่อาจทำความเข้าใจอันใดได้เลย" ท่านปู่ใหญ่มองเขาแวบหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่กล่าวเรียบๆ ว่า "เจ้าจะอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ได้หรอก นำของสิ่งหนึ่งติดตัวไปแล้วจากไปเถอะ"
หลี่กวนอีกล่าวขออภัย กวาดสายตามองไป หยิบศิลาจารึกสัมฤทธิ์ที่ซวีฮุ่ยหยางเคยชี้แนะเอาไว้อย่างไม่ลังเล บนนั้นจารึกวิชาเพลงเตะแขนงหนึ่ง นับว่าเป็นวิชาการต่อสู้ชั้นเลิศอันดับหนึ่งที่อยู่รองจากยอดวิชาระดับร่างจำแลง ว่ากันว่าหากบำเพ็ญเพียรจนถึงขีดสุด สามารถเหยียบสายลมทะยานไปได้ ลึกล้ำเป็นอย่างยิ่ง
ท่านปู่ใหญ่มองดูหลี่กวนอีหยิบศิลาจารึกสัมฤทธิ์แผ่นนี้ขึ้นมา แววตาประหลาดใจวาบผ่านก้นบึ้งดวงตา
“……เจ้าเล่ห์นัก”
“ผู้อาวุโส ข้าต้องการสิ่งนี้”
“ตกลง”
ท่านปู่ใหญ่สะบัดแขนเสื้อ ภาพตรงหน้าหลี่กวนอีพร่ามัว ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ก็มาปรากฏตัวอยู่ด้านนอกหอตำราเสียแล้ว สายลมพัดมา ปลายผมปลิวไสว เขามองดูศิลาจารึกแผ่นนี้ ในใจรู้สึดปิติยินดี ไม่นึกเลยว่าสิ่งที่เต่าดำหมายตาไว้จะยิ่งใหญ่กว่า ครานี้นอกจากจะได้แผนที่ลับที่เจ้าผู้ครองแคว้นเฉินถ่ายทอดไว้แล้ว ยังได้เรียนรู้ท่าไม้ตาย 【ทลายขุนเขา】 ที่เชื่อมต่อจาก 【ทลายภูผา】 อีกด้วย
แถมยังได้ฉวยเอาวัสดุทำอาวุธเทพชิ้นนี้ติดมือมาด้วย บนนั้นยังมีวิชาเพลงเตะชั้นเลิศอยู่อีกแขนงหนึ่ง
หลี่กวนอีถือ 【ศิลาจารึกสัมฤทธิ์】 แผ่นนี้เดินจากไป ทว่ากลับเห็นคนผู้หนึ่งอยู่เบื้องหน้า ดูเหมือนกำลังรอตนเองอยู่ ดูจากรูปลักษณ์น่าจะอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี สวมกวานทองรวบผม หน้าตาหล่อเหลาหมดจด ทว่าบนใบหน้ากลับแฝงด้วยความเหนื่อยล้า เขาคือองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเฉินนั่นเอง
องค์รัชทายาทหนุ่มผู้นี้มองหลี่กวนอีแวบหนึ่ง แล้วกล่าวว่า "ข้ากำลังรอเจ้าอยู่"
หลี่กวนอีเลิกคิ้วขึ้น กล่าวว่า "องค์รัชทายาท มีธุระอันใดหรือ?"
องค์รัชทายาทเหนื่อยล้า แต่ยังคงเยือกเย็น เอ่ยเสียงเบาว่า "……ฮุ่ยหยางจากไปแล้ว ข้าคิดว่า เจ้ากับข้าอาจจะเป็นพันธมิตรกันได้"
หลี่กวนอีชะงักไป เขายิ้มกล่าวว่า "องค์รัชทายาท ข้าเป็นคนของตระกูลเซวีย"
องค์รัชทายาทมองเขา กล่าวว่า "ข้ารู้"
"แต่ว่า ข้าเพิ่งทราบข่าวมา ท่านตาถูกยึดตราประทับเสนาบดีไปแล้ว; เสด็จพ่อกำลังจะเริ่มกวาดล้างฝ่ายบุ๋น ตำหนักตะวันออกของข้าก็จะถูกกวาดล้างเช่นกัน ข้ารู้ว่าเขาไม่เคยชอบข้าเลย ไม่ว่าข้าจะพยายามมากเพียงใด ตั้งใจอ่านตำราฝึกยุทธ์มากแค่ไหน เสด็จพ่อก็ดูเหมือนจะเกลียดชังข้า……"
"ยิ่งวิทยายุทธ์ของข้าก้าวหน้า การขี่ม้ายิงธนูยิ่งเชี่ยวชาญ ความมุ่งร้ายในแววตาของเสด็จพ่อก็ยิ่งมากขึ้น"
"เสด็จแม่ก็เช่นกัน ข้าเป็นลูกชายของนาง แต่นางถึงกับไม่อนุญาตให้ข้าเข้าไปในตำหนักในของนางตั้งแต่ข้ายังเด็ก สถานที่ที่ข้าเดินผ่าน ล้วนต้องจุดธูปชำระล้าง……ราวกับว่าข้าเป็นตัวสกปรกโสมมอะไรสักอย่าง คำตักเตือนสั่งสอนของมารดาเหมือนบ้านคนทั่วไป นางไม่เคยพูดกับข้าเลย"
"ตอนข้าห้าขวบ เพียงเพราะนางสัมผัสโดนตัวข้า นางก็เตะข้ากระเด็นออกไปในวันหิมะตก แล้วก็เอาแต่ล้างมืออยู่คนเดียว ล้างจนฝ่ามือมีเลือดซึมออกมา หิมะขาวโพลนปลิวว่อนไปทั่วฟ้า ข้าก็นอนอยู่ตรงนั้น เจ็บปวดร้าวไปถึงขั้วหัวใจ"
"แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็ยังอยากจะต่อสู้เพื่อตัวเองสักครั้ง"
องค์รัชทายาทวัยสิบเจ็ดปีผู้นี้วางมือทาบหน้าอก กล่าวว่า "ทั้งที่ควรจะล้มลงไปแล้ว แต่ข้าดูเหมือนจะยังไม่ยินยอม หัวใจดวงนี้ของข้าดูเหมือนจะไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้เช่นนี้ มันเหมือนกับหัวใจของหมาป่า ที่มักจะคำรามอย่างไม่ยินยอมในยามค่ำคืน ทำให้ข้านอนไม่หลับตลอดทั้งคืน"
"ไม่มีความสำคัญจากเสด็จพ่อ ไม่มีความรักใคร่จากเสด็จแม่ ข้าก็เป็นเพียงแค่ข้า มีเพียงท่านแม่ทัพเซียวที่คอยสั่งสอนข้า ท่านตาที่คอยชี้แนะข้า"
"หลังจากท่านตาถูกกวาดล้าง ข้าก็คงยากจะหนีพ้น แต่เสด็จพ่อจะไม่ยอมให้ลูกชายของพระสนมเซวียขึ้นเป็นองค์รัชทายาทหรอก; เสด็จพ่อเป็นจักรพรรดิที่ดุดันราวกับนกเค้าแมว ทอดพระเนตรไปทั่วสารทิศ มองแต่เพียงผู้เดียว ตัดสินใจเพียงผู้เดียว รับฟังเพียงผู้เดียว นิสัยของเขา ไม่มีทางปล่อยให้ลูกชายของเครือญาติฝ่ายหญิงอย่างตระกูลเซวียได้เป็นจักรพรรดิ"
"ทันทีที่ข้าล้มลง เขาจะแต่งตั้งคู่ปรับคนใหม่ให้ตระกูลเซวียทันที"
"ตระกูลเซวียจะถูกกวาดล้าง สุดท้ายน้องชายที่ยังไม่เกิดคนนั้น จะกลายเป็นองค์รัชทายาทที่มีสถานะเหมือนขุนนางโดดเดี่ยว มีเพียงตระกูลเซวียถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น น้องชายคนนั้นจึงจะมีโอกาสได้ขึ้นครองบัลลังก์; หรือบางที อาจจะเป็นแค่โอกาสเท่านั้น……"
"หากข้าล้มลง ตระกูลเซวียก็คงอยู่ได้ไม่นาน จะมีปัญหาตามมาอีกมากมาย"
"เหตุผลเช่นนี้ เพียงพอหรือไม่?"
"เจ้ากับข้าจับมือเป็นพันธมิตรกัน ย่อมสามารถทำลายสถานการณ์นี้ได้"
หลี่กวนอีมององค์รัชทายาทที่อยู่ตรงหน้า องค์รัชทายาทเบื้องหน้าผู้นี้ มีนามว่าเหวินเมี่ยน เป็นชื่อที่ใช้กดทับสัญชาตญาณนักรบ ทว่าในแววตาอันเฉียบคมนั้น กลับยังคงแฝงไว้ด้วยความอหังการราวกับสัตว์ร้ายที่หมายปองใต้หล้า ราวกับบิดาที่แท้จริงของเขา
หลี่กวนอีแสยะยิ้ม กล่าวว่า "กระหม่อมเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ ไม่ทราบว่าองค์รัชทายาทตรัสเรื่องอันใด?"
หลี่กวนอีปฏิเสธ หันหลังเดินจากไป เฉินเหวินเมี่ยนกล่าวว่า:
“เจ้าจะต้องตกลงแน่”
หลี่กวนอีรู้สึกว่า วีรบุรุษในยุคกลียุคนี้มีเยอะเกินไปแล้ว วีรบุรุษวัยเยาว์ ยอดคนวัยกลางคน และยังมีพวกประหลาดที่แก่แต่ยังแข็งแกร่ง ใต้หล้าเช่นนี้ ทั้งยังไม่มีผู้ใดสามารถสะกดข่มพวกเขาได้ จะไม่วุ่นวายได้อย่างไร?
วีรบุรุษผงาดขึ้นพร้อมกัน ยอดคนแห่แหนกันมา
ทั้งที่เป็นยุคสมัยแห่งความขัดแย้ง ทว่าโชคชะตาของจงหยวนกลับแข็งแกร่งขึ้นอย่างแปลกประหลาด
เมื่อหลี่กวนอีกลับถึงตระกูลเซวีย ก็พบว่ามีเทียบเชิญมากมายถูกส่งมาแล้ว
เพียงแต่ฉบับบนสุดนั้นพิเศษกว่าใคร
มาจากหลี่เจาเหวิน
ด้านในเขียนไว้ว่า: 'คำเชิญในวันนั้น หากสหายได้รับชัยชนะ สมควรจัดงานเลี้ยงมอบของขวัญให้'
'วันนี้ที่หอลมยาว เจาเหวินรอสหายมาเยือน'
เป็นคำสัญญาในตอนนั้นสินะ……
หลี่กวนอีนึกขึ้นได้ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงไอระลอกหนึ่ง เงยหน้าขึ้นมอง เห็นผั่วจวินเดินทอดน่องเข้ามา กุนซือหนุ่มมาพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนสายหนึ่ง:
“นายท่าน ข้ามีเรื่องจะรายงาน”