ไม่กี่นาทีต่อมา ทั้งห้าคนก็เดินออกจากป่าละเมาะ เบื้องหน้าคือยอดเขารองของภูเขาหลีที่ดูราวกับยักษ์หลับใหล ท้องฟ้าเป็นสีเทาอมฟ้าที่ดูน่าอึดอัด ความมืดมิดยามราตรีใกล้จะปกคลุมหุบเขาอันเงียบสงัดแห่งนี้แล้ว
ตรงหน้าของทั้งห้าคือสระน้ำที่แห้งขอด ทางซ้ายของสระน้ำเป็นแปลงผักที่ล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่ แปลงผักนั้นถูกทิ้งร้างมานานจนมีวัชพืชขึ้นรกชัฏ
ด้านหลังสระน้ำและแปลงผักเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีบ้านสิบกว่าหลังปลูกลดหลั่นกันเป็นขั้นบันไดอยู่บริเวณตีนเขา ล้วนเป็นบ้านดินซอมซ่อที่ก่อขึ้นจากก้อนอิฐดินเหลือง
ถนนหินสายเล็กๆ ตัดผ่านลานหน้าบ้านของเรือนสิบกว่าหลังนั้น คดเคี้ยวทอดยาวไปจนถึงเนินเขา บนยอดเนินเป็นอาคารอิฐดำกระเบื้องขาว มองเห็นเลือนรางว่าเป็นศาลบรรพชนแบบโบราณ
ทั้งห้าเดินไปตามทางเดินดินเล็กๆ ริมสระน้ำ ตัดผ่านแปลงผักจนมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน
ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว ในหมู่บ้านไม่มีคนอยู่เลยแม้แต่คนเดียว รอบด้านมีเพียงเสียงลมพัดเย็นยะเยือก เสียงแมลงร้องแผ่วเบา และเสียงประหลาดบางอย่างที่บอกไม่ได้ว่าเป็นเสียงอะไร
สารวัตรอู๋หยิบไฟฉายออกมา ส่องสว่างไปยังป้ายหินแตกหักที่อยู่แทบเท้า ตัวอักษร "กู่" บนป้ายก็มีรอยร้าวตามไปด้วย ดูน่าขนลุกเป็นอย่างมาก
"ดะ...เดี๋ยวก่อน..." พั่งจวิ้นหน้าซีดเผือด ลำคอตีบตัน "คือว่า...จู่ๆ ฉันก็รู้สึกไม่สบาย ฉันอาจจะกำลังกำเริบ เอาเป็นว่าฉันกลับไปที่ห้องใต้ดินของคฤหาสน์ แล้วมัดตัวเองไว้ให้อยู่เฉยๆ ดีกว่า"
พูดตามตรง เกาหยางเองก็รู้สึกเสียวสันหลังอยู่เหมือนกัน ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นหมู่บ้านร้างที่เคยเกิดคดีสะเทือนขวัญและเหตุการณ์คนหายสาบสูญหมู่ แต่ในเมื่อเดินมาถึงขั้นนี้แล้ว เมื่อนึกถึงต้นทุนจมที่เสียไป ต่อให้ต้องฝืนใจก็คงต้องลุยต่อ
หวังจื่อข่ายเอามือล้วงกระเป๋าข้างหนึ่ง อีกข้างถือไฟฉาย เดินก้าวอาดๆ อย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เขาเตะตะกร้าไม้ไผ่ที่ขวางทางอยู่ริมถนนจนคว่ำ ไม่รู้จักคำว่าหวาดกลัวเลยสักนิด
ชิงหลิงไม่มีสีหน้าใดๆ แต่แววตาและการเคลื่อนไหวกลับแฝงความระแวดระวัง
"กลัวขนาดนั้นเลยเหรอ?" สารวัตรหวงถามพั่งจวิ้น
"สารวัตรหวง ที่นี่มันดูชอบกลจริงๆ นะ" พั่งจวิ้นทำท่าราวกับนกตื่นเกาทัณฑ์ มองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่ก "เมื่อก่อนฉันเคยไปหาหมอดู เขาบอกว่าดวงของฉันมักจะดึงดูดของไม่สะอาด เลยบอกให้ฉันหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีพลังหยินแรงๆ ฉันว่าที่นี่มันดูวังเวงน่ากลัว ทำให้รู้สึกไม่ค่อยดีเลย..."
"ฉันเป็นพวกอเทวนิยม ถ้าเธอกลัวก็กลับไปเองเถอะ" สารวัตรหวงไม่ได้บังคับ
พั่งจวิ้นหันกลับไปมองทางที่เพิ่งเดินมา ท้องฟ้ามืดมิดไปหมดแล้ว ในความมืดนั้นดูเหมือนจะมีอันตรายนับไม่ถ้วนแอบแฝงอยู่ ขณะที่เขายังลังเล อีกสี่คนก็เริ่มเดินหน้าต่อไป พั่งจวิ้นที่ถูกทิ้งไว้รั้งท้ายรู้สึกว่าอากาศรอบตัวเย็นยะเยือกขึ้นอีกหลายส่วน เขาสะดุ้งโหยงแล้วรีบสาวเท้าตามไป "เฮ้ พวกนายรอฉันด้วยสิ..."
ทั้งห้าปีนขึ้นเนินเขาเล็กๆ อย่างรวดเร็ว และมาถึงศาลบรรพชนที่อยู่สุดปลายหมู่บ้าน
ศาลบรรพชนสร้างอิงหน้าผา ด้านหน้าประตูมีรูปปั้นสิงโตหินตัวเล็กหน้าตาดุร้ายสองตัวตั้งอยู่ กำแพงที่ก่อด้วยอิฐสีเทาอมฟ้ามีตะไคร่น้ำชื้นแฉะขึ้นปกคลุม สีดำที่ทาบนบานประตูหลุดร่อน ด้านบนแขวนป้ายชื่อที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ มองเห็นตัวอักษรตัวเต็มสี่ตัวอ่านจากขวาไปซ้ายได้เลือนรางว่า "ศาลบรรพชนสกุลกู่"
สารวัตรหวงเดินไปที่ประตูบานใหญ่สีดำ จับห่วงประตูรูปหัวสิงโตขึ้นมา แล้วเคาะเบาๆ สามครั้ง
"ปัง ปัง ปัง" ประตูส่งเสียงทุ้มลึกและเก่าแก่สะท้อนก้องไปในความมืดมิด
"เคาะประตูแล้ว เข้าไปได้แล้วมั้ง" สารวัตรหวงหันกลับมามองพั่งจวิ้น
ร่างอ้วนท้วนของพั่งจวิ้นหดตัวหลบอยู่ด้านหลังเกาหยาง โผล่มาแค่หัวกลมดิ๊ก "นะ...นายอย่าถามฉันสิ...ฉันจะไปรู้ได้ไง?"
สารวัตรหวงเสียบกุญแจทองเหลืองเข้าไปในแม่กุญแจ "ไม่ผิดแน่ แม่กุญแจตัวนี้แหละ เสียบเข้าพอดี"
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วบิดกุญแจทองเหลือง ได้ยินเพียงเสียง "แกรก" ดังชัดเจน
เกาหยางรู้สึกตงิดใจ
และแล้ว สารวัตรหวงก็ยิ้มเจื่อน "กุญแจเหมือนจะหักซะแล้ว"
"หลบไป! พวกนายนี่ชักช้าอืดอาดชะมัด!" หวังจื่อข่ายถูไม้ถูมือเตรียมพร้อมมาตั้งนานแล้ว เขาพุ่งเข้าไปเตะประตูบานใหญ่จนเปิดผาง
"ปัง!" เนื่องจากออกแรงมากเกินไป ประตูซีกหนึ่งจึงหลุดร่วงลงมากระแทกพื้นจนฝุ่นคลุ้ง
"ไอ้พวกลูกหมา! ปู่ของพวกแกมาแล้ว!" หวังจื่อข่ายพุ่งนำเข้าไปเป็นคนแรก
ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กแล้วรีบตามเข้าไป
หลังบานประตูเป็นลานกว้างสี่เหลี่ยมจัตุรัส อาคารทั้งสามด้านล้วนเป็นเรือนสองชั้นที่ดูเก่าแก่โบราณ ด้านบนเป็นช่องแสง มีแสงจันทร์สลัวส่องลอดลงมาตกกระทบลงบนบ่อน้ำแห้งขอดกลางลานพอดี
ด้านหน้าของบ่อน้ำแห้งขอดก็คือศาลบรรพชนที่เปิดประตูอ้าซ่าอยู่
"แค่นี้เองเหรอ? ศัตรูล่ะ? สัตว์ประหลาดกิ้งก่าล่ะ!" หวังจื่อข่ายยืนอยู่ใต้ช่องแสง เท้าข้างหนึ่งเหยียบขอบบ่อน้ำแห้งขอดด้วยสีหน้าผิดหวัง
สารวัตรหวงมองเกาหยางแวบหนึ่ง "ใช้ปืนเป็นไหม?"
เกาหยางส่ายหน้า ก่อนจะฉุกคิดขึ้นได้ "ฉันมีพรสวรรค์คัดลอก"
"ได้" สารวัตรหวงหยิบปืนพกกระบอกหนึ่งส่งให้เกาหยาง
เกาหยางรับมา และฉวยโอกาสกุมมืออีกฝ่ายไว้
หนึ่งวินาทีต่อมา เขาคัดลอกพรสวรรค์เทพปืนระดับ 3 ของสารวัตรหวงได้สำเร็จ ความรู้เรื่องอาวุธปืน ประสบการณ์การยิงปืน และความทรงจำของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาในหัวเขาทันที
เกาหยางถือปืนด้วยมือขวา หันปากกระบอกปืนลงพื้น ถอดแม็กกาซีนออกเพื่อตรวจสอบจำนวนกระสุน ก่อนจะดันกลับเข้าไปแล้วขึ้นลำกล้องใหม่ ทุกท่วงท่าลื่นไหลเป็นธรรมชาติ
"รุ่น 92 กระสุน 15 นัด ระยะหวังผล 50 เมตร ประหยัดหน่อยล่ะ" สารวัตรหวงกล่าว
"ความจริงแล้ว...ระยะเวลาใช้งานพรสวรรค์คัดลอกของฉัน มีแค่สามวินาทีเท่านั้น" เกาหยางยิ้มเจื่อน
"นายนี่...จะเร็วเกินไปแล้วมั้ง" สารวัตรหวงตกใจมาก
"นั่นสิ! เป็นลูกผู้ชายจะเป็นพวกนกกระจอกไม่ทันกินน้ำได้ยังไง!" หวังจื่อข่ายหัวเราะร่วนอยู่ข้างๆ
เกาหยางกลอกตาบน (ไอ้งั่งนี่ รู้งี้ไม่น่าช่วยมันตั้งแต่แรกเลย!)
"หวังว่าพวกเราจะไม่เจอศัตรูที่รับมือยากนะ" สารวัตรหวงพูดพลางปรายตามองพั่งจวิ้นอีกครั้ง "รวมถึงพวกภูตผีปีศาจด้วย"
เกาหยางกับชิงหลิงถืออาวุธของตน คอยคุ้มกันสารวัตรหวงเดินเข้าไปในศาลบรรพชน
ภายในศาลบรรพชนก็ดูธรรมดามาก มีตู้ฝังผนังที่แขวนม่านผ้าโปร่งสีขาวบางๆ ไว้ ภายในเต็มไปด้วยป้ายวิญญาณ ด้านบนสุดของป้ายวิญญาณก็แขวนป้ายชื่อไว้อีกแผ่นหนึ่ง เขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่สี่ตัวว่า 'คุณธรรมบรรพชนเลื่องลือ'
ด้านหน้าป้ายวิญญาณเป็นแท่นบูชา บนนั้นมีเทียนที่ยังเผาไหม้ไม่หมด เศษก้านธูปที่เหลืออยู่ และจานเปล่าสำหรับใส่ของเซ่นไหว้อีกหลายใบ
"กู่หัวเหวิน กู่หัวอู่...กู่หรงเจี๋ย...กู่ชางเสวีย..." หวังจื่อข่ายใช้ไฟฉายส่องป้ายวิญญาณ แล้วเริ่มอ่านไล่จากล่างขึ้นบน
"อย่าอ่านสิ! เลิกอ่านเดี๋ยวนี้เลย!" พั่งจวิ้นรีบวิ่งหนีออกจากโถงบูชา
"ดูทำหน้าตาขี้ขลาดเข้าสิ!" หวังจื่อข่ายแค่นเสียงเยาะ
"พี่ข่าย! ที่นี่เคยเกิดคดีฆ่าล้างโคตรนะ!" พั่งจวิ้นทั้งกลัวทั้งลนลาน "แถมต่อมาคนทั้งหมู่บ้านก็หายตัวไปอีก ผีสางที่ไหนจะไปรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น! พวกนี้เป็นวิญญาณอาฆาตทั้งนั้น นายไปเรียกชื่อพวกเขา กะจะเรียกพวกเขามาหรือไงล่ะ?!"
"นายพูดแบบนี้ ฉันก็นึกถึงหนังเรื่องหนึ่งที่เคยดูเมื่อก่อนขึ้นมาเลย" หวังจื่อข่ายลูบคาง "เหมือนจะชื่อศพเก่าในหมู่บ้านหรือศพสอนในหมู่บ้านบนเขานี่แหละ เล่าเรื่องผีร้ายตัวหนึ่งที่ฆ่าล้างบางคนทั้งหมู่บ้าน..."
"พอเถอะ เลิกพูดได้แล้ว" เกาหยางร้องห้ามหวังจื่อข่าย ขืนพูดต่อไป อย่าว่าแต่พั่งจวิ้นเลย เกาหยางเองก็ชักจะขนหัวลุกแล้วเหมือนกัน
ความจริงแล้วตั้งแต่วินาทีที่เดินเข้ามาในศาลบรรพชน เกาหยางก็รู้สึกทะแม่งๆ มาตลอด ราวกับมีบางสิ่งกำลังซ่อนตัวอยู่ในความมืดและจ้องมองเขาอยู่ แต่พอเขาเปิดระบบดู แต้มโชคที่ได้รับกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า นั่นแสดงว่าชั่วคราวนี้ยังไม่มีอันตรายคืบคลานเข้ามา
เกาหยางมองสารวัตรหวงแวบหนึ่ง "เอาไงต่อดี?"
"กระต่ายขาวบอกว่ายังไงนะ เนื้อหาการทดสอบน่ะ"
"หาประตูของกุญแจดอกนี้ให้เจอ แล้วเข้าไปเดินเล่นดู" ชิงหลิงทวนคำพูดเดิมของกระต่ายขาว
"งั้นพวกเราก็เดินเล่นเสร็จแล้วสิ จะรออะไรอีกล่ะ รีบถอย..." พั่งจวิ้นยังพูดไม่ทันจบ สีหน้าก็พลันซีดเผือด "เสียงอะไรน่ะ!"
"สวบสาบ สวบสาบ สวบสาบ "
ในวินาทีนั้น ทุกคนล้วนได้ยินเสียงประหลาดนั่น ราวกับมีงูตัวเล็กๆ นับไม่ถ้วนกำลังเลื้อยด้วยความเร็วสูงอยู่ในความมืดของศาลบรรพชน
"แม่จ๋า! ผีหลอก..." พั่งจวิ้นกุมหัววิ่งเตลิดออกจากศาลบรรพชน
"หยุดนะ!" เกาหยางตะโกนลั่น ทว่าสายไปเสียแล้ว
"สวบสาบ " เส้นผมสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งพรวดออกมาจากบ่อน้ำแห้งขอดกลางลาน ภายใต้แสงจันทร์สลัว พวกมันแผ่ขยายออกไปอย่างสะเปะสะปะราวกับสาหร่ายทะเลที่ขึ้นหนาแน่นก้นทะเลสาบจนเต็มลานศาลบรรพชน หนึ่งวินาทีต่อมา พวกมันก็พุ่งเข้าใส่พั่งจวิ้นอย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตาก็มัดเขาจนกลายเป็น "บ๊ะจ่างมนุษย์" สีดำทะมึน
"ช่วยด้วย..." รูม่านตาของพั่งจวิ้นเบิกโพลง เขายื่นมือออกไปหาเกาหยางด้วยความสิ้นหวัง
ไม่ทันเสียแล้ว







