ฮ่องเต้เจียเหอทรงวางพระองค์อย่างเคร่งขรึมมาตลอดเมื่ออยู่ในท้องพระโรง
พอสิ้นสุดการว่าราชการ เสด็จกลับถึงตำหนักบรรทมในตำหนักเฉียนชิง ในที่สุดก็มิทรงปิดบังความรู้สึกอีกต่อไป ทรงพระสรวลออกมาอย่างเบิกบานพระทัย
เพราะ ‘ลางมงคลแห่งเหมิงจิน’ ในครั้งนี้ เป็น ‘ลางมงคลแห่งจักรพรรดิ’ ที่เป็นของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว
เพียงพอที่จะถูกบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์!
แถมยังเป็นชนิดที่ถูกบันทึกร่วมกับมหาอวี่ อู่หวัง และฮ่องเต้กวงอู่!
ผลงานอันงดงามเช่นนี้ แม้แต่จอมจักรพรรดิผู้อยู่เหนือคนนับหมื่นก็ยังยากจะต้านทานไหว
ความขุ่นข้องหมองใจและความโกรธเคืองที่เกิดจากเรื่องราชโองการตำหนิตนเองพลันมลายหายไปจนสิ้น
จะไม่ทำให้ฮ่องเต้เจียเหอทรงพระเกษมสำราญได้อย่างไร?
ขันทีผู้กำกับสำนักพิธีการที่อยู่ข้างๆ ร้องไห้พลางเช็ดน้ำตา “ฝ่าบาทไม่ได้ทรงพระสรวลอย่างสบายพระทัยเช่นนี้มานานแล้ว บ่าวเห็นแล้วรู้สึกยินดีจากใจจริงพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้เจียเหอทรงโบกพระหัตถ์ จากนั้นราวกับนึกอะไรขึ้นได้ จึงค่อยๆ หุบพระสรวลลง “เรื่องที่เจิ้นสั่งให้เจ้าไปทำ ไปสืบมาได้ความว่าอย่างไรบ้าง?”
ขันทีผู้กำกับสำนักพิธีการได้ยินดังนั้นก็ตัวเกร็งขึ้นมาทันที ลดเสียงลงทูลว่า “ทูลฝ่าบาท บ่าวรีบไปสืบความทันทีที่สิ้นสุดการว่าราชการพ่ะย่ะค่ะ นายอำเภอเหมิงจินนามว่าชางเทาผู้นั้น เดินทางเข้าเมืองหลวงเมื่อเย็นวานนี้ จากนั้นได้ไปที่จวนของท่านราชเลขาธิการเจิ้งก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้เจียเหอทรงหรี่พระเนตรลง
หากเป็นฮ่องเต้องค์อื่น เรื่องนี้คงทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งปล่อยผ่านไปแล้ว
ได้ลางมงคลมาไว้ในมือก็ถือเป็นเรื่องดี
แต่ฮ่องเต้เจียเหอมีพระอุปนิสัยหวาดระแวงโดยเนื้อแท้ ทั้งยังโปรดการต่อสู้ชิงไหวชิงพริบกับเหล่าขุนนาง เล่นเกมการเมืองได้อย่างพลิกแพลงจนเข้าขั้นเทพ
พระองค์ทรงพอพระทัยกับลางมงคลแห่งเหมิงจินนี้
แม้พระองค์จะทรงทราบดีว่าลางมงคลนี้ส่วนใหญ่น่าจะเป็นของปลอม หรือไม่ก็กึ่งจริงกึ่งปลอม
แต่หากเรื่องนี้เป็นฝีมือของเจิ้งเสียเซิงแต่เพียงผู้เดียว ฮ่องเต้เจียเหอก็อดมิได้ที่จะรู้สึกเหมือนถูกหลอก ถูกขุนนางจูงจมูก ซึ่งทำให้ไม่พอพระทัย
ด้วยเหตุนี้ ฮ่องเต้เจียเหอจึงจำเป็นต้องทรงทราบให้ได้ว่าแท้จริงแล้วเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร
ชางเทาเข้าเมืองหลวงเมื่อคืนวาน และได้พบกับเจิ้งเสียเซิง
เช้าวันนี้ เจิ้งเสียเซิงก็รีบร้อนมาเชิญให้พระองค์เสด็จออกว่าราชการ
หากเรื่องนี้ไม่มีอะไรในกอไผ่ ผีสางตนไหนจะเชื่อ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฮ่องเต้เจียเหอก็ทรงแค่นเสียงเบาๆ “ให้ชางเทามาเข้าเฝ้าเจิ้น”
หลังผ่านไปครึ่งถ้วยชา
ชางเทาก้มหน้าเดินเข้ามาในตำหนักบรรทมแห่งตำหนักเฉียนชิงอย่างนอบน้อม ยังไม่ทันได้คุกเข่าถวายบังคม
สุรเสียงที่แฝงไว้ด้วยพระพิโรธของจักรพรรดิก็ดังขึ้นในตำหนักบรรทมทันที “เจ้าคนชั่วช้า! กล้าดีอย่างไรมาหลอกลวงเบื้องสูง หลอกลวงบิดาแห่งแว่นแคว้น! ชางเทา เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีความผิด?”
ดังคำกล่าวที่ว่า สายฟ้าพิโรธหรือหยาดฝนโปรยปราย ล้วนเป็นพระมหากรุณาธิท่าน
แม้จะได้รับคำชี้แนะจากท่านราชเลขาธิการเจิ้งล่วงหน้า แต่พอต้องมาเผชิญหน้ากับสถานการณ์จริง ชางเทาก็ยังคงหวาดกลัวจนตัวสั่นงันงก
เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นเสียงดังตุ้บ ไม่สนใจความเจ็บปวดแปลบปลาบที่หัวเข่า กล่าวเสียงสั่นว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมภักดีต่อฝ่าบาทอย่างสุดซึ้ง ไหนเลยจะกล้าหลอกลวงเบื้องสูงพ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้เจียเหอทรงฉลองพระองค์นักพรตเต๋า ขณะที่ชายฉลองพระองค์สะบัดไหว พระวรกายที่ผอมบางก็ยิ่งดูสง่างามราวกับเซียน
แต่เมื่อพระองค์ค่อยๆ เสด็จพระราชดำเนินออกจากส่วนในของตำหนักบรรทม ความรู้สึกกดดันที่แผ่ออกมาก็มากพอที่จะทำให้ชางเทาหายใจไม่ออก
ชางเทาคุกเข่าอยู่บนพื้น ไม่กล้าเงยหน้าขึ้น
“ภักดีอย่างสุดซึ้งงั้นรึ ดีจริงๆ”
ฮ่องเต้เจียเหอประทับยืนอยู่ในเงา ทำให้มองไม่เห็นพระพักตร์ แต่สุรเสียงกลับเย็นเยียบเป็นพิเศษ “เช่นนั้นเจิ้นจะถามเจ้า เจ้าเดินทางจากเหมิงจินมาเมืองหลวง ได้พบเจอผู้ใดบ้างหรือไม่?”
“แล้วผู้ใดเป็นคนสั่งให้เจ้านำเรื่องลางมงคลแห่งเหมิงจินขึ้นทูลเกล้าฯ?”
“แล้วเจ้า...เป็นคนของก๊กการเมืองฝ่ายใดกัน?”
สามประโยค แต่ละประโยคล้วนเฉียบแหลมและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าประโยคก่อนหน้า
จากนี้ยังสามารถฟังออกได้ว่า ฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องการแก่งแย่งชิงดีในราชสำนักเป็นอย่างดี
หรืออีกนัยหนึ่ง...
การแก่งแย่งชิงดีในราชวงศ์ต้าเหลียง ก็เป็นสิ่งที่ฮ่องเต้เจียเหอทรงเป็นผู้ริเริ่มขึ้นมาเอง
ชางเทากำฝ่ามือแน่น ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเพื่อควบคุมสติอารมณ์ให้มั่นคง แล้วทูลตอบว่า “ทูลฝ่าบาท หลังจากกระหม่อมเข้าเมืองหลวงเมื่อคืนวาน ก็ได้ไปพบท่านราชเลขาธิการเจิ้งพ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมเข้าเมืองหลวงโดยไม่มีราชโองการ ในใจจึงหวาดหวั่นยิ่งนัก ทั้งยังกังวลว่าจะแสดงกิริยาไม่เหมาะสมต่อหน้าพระพักตร์ ทำให้เรื่องสำคัญอย่างลางมงคลต้องล่าช้า ดังนั้นจึงได้แจ้งเรื่องนี้ให้ท่านราชเลขาธิการเจิ้งทราบก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านราชเลขาธิการบอกกระหม่อมว่า นี่เป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง ให้กระหม่อมไม่ต้องกังวล เมื่อมาถึงท้องพระโรงในวันนี้ ก็ให้ทูลตามความจริงก็พอพ่ะย่ะค่ะ”
“ลางมงคลปรากฏที่เหมิงจิน กระหม่อมจึงเดินทางเข้าเมืองหลวงมารายงานด้วยตนเอง ไม่มีผู้ใดบงการพ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมมีใจภักดีต่อฝ่าบาทเพียงพระองค์เดียว ไม่รู้จักก๊กการเมืองใดๆ ทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ”
โชคยังดีที่มีท่านราชเลขาธิการเจิ้งชี้แนะล่วงหน้า มิฉะนั้นแล้ว ด้วยการด้นสดของชางเทา ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะกล่าววาจาที่สวยหรูเช่นนี้ออกมาได้
ฮ่องเต้เจียเหอทรงหรี่พระเนตรลง จมอยู่ในภวังค์ความคิด
คำพูดของชางเทานี้มีความหมายว่า เจิ้งเสียเซิงไม่รู้เรื่องลางมงคล ยิ่งไม่มีทางเป็นผู้จัดฉากเรื่องลางมงคลขึ้นมาเอง
ในเรื่องนี้ เจิ้งเสียเซิงเป็นเพียงผู้ที่ฉวยโอกาสสร้างบุญคุณ ส่งสารมาบอกให้พระองค์เสด็จออกว่าราชการในวันนี้เพื่อรับลางมงคลด้วยความยินดี
แต่คำพูดนี้มีทั้งจริงและเท็จปะปนกัน จะเชื่อถือได้สักกี่ส่วน?
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ฮ่องเต้เจียเหอก็ตัดสินพระทัยลองหลอกถามชางเทาดู ทรงแย้มพระสรวลเย้ยหยัน “เจ้ากำลังโป้ปด! ปีนี้เจ้าอายุสี่สิบแล้ว ยังคงเป็นแค่นายอำเภอ”
“หากเจ้ามีความสามารถล้ำเลิศถึงเพียงนี้ เหตุใดยังต้องซุกตัวอยู่ในสถานที่เล็กๆ อย่างเหมิงจิน? บอกมา ใครกันแน่ที่เป็นคนออกความคิดให้เจ้า?”
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชางเทาไม่กล้าปิดบังการมีอยู่ของ ‘เจี่ยเซ่า’ แล้วรับความดีความชอบไว้แต่เพียงผู้เดียว
เขารับไว้ไม่ไหว
หากไม่มีความสามารถที่แท้จริง แต่ยังดันทุรังทำอวดเก่ง ก็คงต้องจบเห่ในพริบตา
ดังนั้น ชางเทาจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยชื่อที่ทำให้ฮ่องเต้เจียเหอต้องตกตะลึงออกมา “ทูลฝ่าบาท คนที่ออกความคิดให้กระหม่อม มีนามว่าเจี่ยเซ่าพ่ะย่ะค่ะ”
เจี่ยเซ่างั้นรึ?
ในชั่วขณะนั้น ฮ่องเต้ทรงชะงักไปครู่หนึ่ง
พระองค์ทรงไล่เรียงชื่อขุนนางบุ๋นบู๊ทั่วทั้งราชสำนักในพระเศียร แต่ก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าเจี่ยเซ่าผู้นี้คือผู้ใด
ฮ่องเต้เจียเหอทอดพระเนตรไปยังขันทีผู้กำกับสำนักพิธีการที่รออยู่ข้างๆ
ขันทีผู้กำกับสำนักพิธีการส่ายหน้าช้าๆ
ความหมายก็คือ ในราชสำนักไม่มีบุคคลผู้นี้อยู่เลย
พระพิโรธของฮ่องเต้เจียเหอพลันมลายหายไปกว่าครึ่ง
ในเมื่อไม่ได้อยู่ในราชสำนัก ทั้งยังไม่ใช่ฝีมือของเจิ้งเสียเซิง ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับการแก่งแย่งชิงดีในราชสำนัก เรื่องลางมงคลนี้ ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ อย่างน้อยก็บริสุทธิ์
ด้วยเหตุนี้ สุรเสียงของฮ่องเต้เจียเหอจึงอ่อนลง “จงเล่าเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดให้เจิ้นฟังอย่างละเอียด ห้ามปิดบังแม้แต่น้อย”
เห็นได้ชัดว่าเมื่อการสนทนาดำเนินมาถึงจุดนี้ ชางเทาก็ถือว่าผ่านด่านแล้ว
ส่วนขันทีผู้กำกับสำนักพิธีการ ก็โบกมืออย่างรู้ความ เหล่าข้าราชบริพาร นางกำนัล ขันที และขุนนางจดหมายเหตุประจำวันภายในตำหนัก ต่างก็ค่อยๆ ถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ชางเทาแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบอธิบายว่า “เมื่อเดือนกว่าก่อน มีผู้ลี้ภัยจากส่านซีหลายพันคนทยอยมารวมตัวกันที่เหมิงจิน กระหม่อมหวาดหวั่นอย่างยิ่ง เกรงว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”
“ในตอนนั้นเอง มีคนชื่อเจี่ยเซ่าส่งแผ่นอักษรมาให้ฉบับหนึ่ง ตัวอักษรบนแผ่นนั้นทำให้กระหม่อมตื่นตะลึงและประทับใจอย่างยิ่ง ชื่นชมจนหาที่เปรียบมิได้ ถึงกับคิดว่าเป็นปรมาจารย์อักษรศิลป์แห่งยุคมาถึงเหมิงจินแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
โอ๊ะ?
ฮ่องเต้เจียเหอทรงสนพระทัยขึ้นมา “แผ่นอักษรอันใดกัน ได้นำมาด้วยหรือไม่ ให้เจิ้นดูหน่อยสิ”
นายอำเภอเหมิงจินจึงหยิบแผ่นอักษรของเจี่ยเซ่าออกมาจากอกเสื้อ ถวายด้วยสองมือ
ฮ่องเต้เจียเหอทรงเปิดแผ่นอักษรออก ทอดพระเนตรลายมือที่สง่างามเป็นอิสระบนนั้น พระเนตรฉายแววตื่นตะลึง อดไม่ได้ที่จะตรัสชมว่า “เป็นตัวอักษรที่ดีจริงๆ! แต่เหตุใดเจิ้นจึงไม่เคยได้ยินว่าในหมู่ราษฎรมีปรมาจารย์อักษรศิลป์นามว่า ‘เจี่ยเซ่า’ ด้วยเล่า?”
ชางเทาทูลว่า “ฝ่าบาทไม่เคยได้ยินชื่อเจี่ยเซ่าก็เป็นเรื่องปกติพ่ะย่ะค่ะ เพราะคนผู้นี้อายุเพียงสิบหกปี ยังไม่ทันได้มีชื่อเสียงโด่งดัง”
สิบหกปี?
ในพระเนตรของฮ่องเต้เจียเหอฉายแววประหลาดใจอย่างยิ่ง
อายุยังน้อยถึงเพียงนี้ กลับสามารถเขียนตัวอักษรได้งดงามถึงเพียงนี้ กล่าวว่าเป็น ‘อัจฉริยะฟ้าประทาน’ ก็ไม่เกินเลย
แต่เด็กหนุ่มผู้นี้ เหตุใดจึงคิดแผน ‘ลางมงคลแห่งเหมิงจิน’ ให้ชางเทากันเล่า?
ฮ่องเต้เจียเหอเริ่มทรงสงสัยใคร่รู้แล้ว
คนเรานี้ เมื่อเริ่มสงสัยใคร่รู้ในตัวอีกคนหนึ่งแล้ว ก็คือจุดเริ่มต้นของ ‘การตกหลุม’
ฮ่องเต้ก็ไม่มีข้อยกเว้น
ชางเทากล่าวต่อ “หลังจากเจี่ยเซ่าส่งแผ่นอักษรมาแล้ว ยังฝากคนมาส่งวาจาประโยคหนึ่ง ให้กระหม่อมรีบเปิดฉางหลวงแจกจ่ายเสบียง แต่กระหม่อมไหนเลยจะกล้า? แม้เหมิงจินจะเป็นสถานที่เล็กๆ แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง จะเกิดความผิดพลาดไม่ได้เป็นอันขาดพ่ะย่ะค่ะ”
“ดังนั้น กระหม่อมจึงสั่งให้คนไปจับตัวเจี่ยเซ่าผู้นั้นมาพ่ะย่ะค่ะ”
“ตอนแรกกระหม่อมมีตาหามีแววไม่รู้จักบัณฑิตที่แท้จริง เกือบจะทำให้เรื่องสำคัญของบิดาแห่งแว่นแคว้นต้องผิดพลาดไป นับว่ามีความผิดสมควรตายหมื่นครั้งพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้เจียเหอทรงเฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง จากคำพูดไม่กี่ประโยคนี้ ก็ทรงเข้าพระทัยถึงเจตนาของเจี่ยเซ่าได้แล้ว
พระเนตรของพระองค์สว่างวาบขึ้น แม้กระทั่งมุมโอษฐ์ก็ปรากฏรอยพระสรวลขึ้นอย่างเงียบๆ
แม้จะทรงเข้าพระทัยดีอยู่แล้ว ฮ่องเต้เจียเหอก็ยังคงอยากฟังต่อไป ตรัสอย่างไม่แสดงสีพระพักตร์ว่า “เล่าต่อ”
ชางเทาทูลว่า “หลังจากเข้าคุกแล้ว เจี่ยเซ่าก็สั่งให้คนนำกระดาษแผ่นเล็กๆ มาให้กระหม่อมอีกแผ่นหนึ่ง บนนั้นเขียนว่า ‘อวี่ขุดเก้าธาราสงบใต้หล้า ราษฎร์สร้างพันเขื่อนมั่นคงเหมิงจิน!’ พ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมถึงได้เข้าใจว่าตนเองมีตาหามีแวว ที่แท้เป็นยอดอัจฉริยะแห่งยุคผู้ภักดีต่อบิดาแห่งแว่นแคว้นอย่างแท้จริงมาถึงเหมิงจิน! ดังนั้นจึงรีบไปเยี่ยมเยียนในคุกเพื่อขอขมาพ่ะย่ะค่ะ”
กล่าวจบ
ชางเทาก็ถวายกระดาษแผ่นนั้นขึ้นไปอีก
มาเป็นระลอกคลื่นเช่นนี้ ใครจะต้านทานไหว?
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรกระดาษแผ่นนั้น ยิ่งทอดพระเนตรก็ยิ่งรู้สึกพอพระทัย “ดีเหลือเกิน ‘อวี่ขุดเก้าธาราสงบใต้หล้า ราษฎร์สร้างพันเขื่อนมั่นคงเหมิงจิน!’ เจี่ยเซ่าผู้นี้ อายุยังน้อยกลับมีสายตาและความคิดความอ่านถึงเพียงนี้ ที่หาได้ยากยิ่งกว่าคือยังภักดีต่อเจิ้นอย่างสุดซึ้ง”
“กลับเป็นเจ้าเสียอีก เจ้าคนโง่เง่า”
ชางเทาทูลอย่างหวาดหวั่น “กระหม่อมโง่เขลาจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ พอไปถึงในคุก เจี่ยเซ่าผู้นั้นสวมชุดสีแดง ท่วงทีไม่ธรรมดา ตวาดกระหม่อมว่า ‘บัดนี้ส่านซีประสบภัยแล้งครั้งใหญ่ บิดาแห่งแว่นแคว้นถูกกลั่นแกล้งข่มเหง เดิมทีก็ทรงงานหนักจนเหนื่อยล้าอยู่แล้ว’”
“‘เจ้าในฐานะนายอำเภอเหมิงจิน กลับไม่คิดที่จะแบ่งเบาความกังวลของบิดาแห่งแว่นแคว้นเป็นอันดับแรก! หากเหมิงจินเกิดความวุ่นวายขึ้น บิดาแห่งแว่นแคว้นจะเสียพระทัยเพียงใด?’”
“‘เจ้ายังไม่รีบเข้าเมืองหลวง แบ่งเบาความกังวลของบิดาแห่งแว่นแคว้น ทูลเกล้าฯ เรื่องลางมงคลอีกรึ?’”
“แต่กระหม่อมขี้ขลาดและโง่เขลา ไหนเลยจะกล้าเข้าเมืองหลวงโดยไม่มีราชโองการ? ดังนั้นจึงยังคงลังเลพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่ในคืนวันนั้น ขณะที่เหล่าผู้ลี้ภัยกำลังซ่อมแซมเขื่อนกั้นแม่น้ำ ปลาหลีฮื้อในแม่น้ำฮวงโหต่างก็พากันกระโดดขึ้นฝั่ง กระหม่อมตกตะลึงไปเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“เจี่ยเซ่าบอกกระหม่อมว่า เรื่องลางมงคลนี้เป็นสิ่งที่สวรรค์ประทานลงมา เพื่อแสดงถึงพระเมตตาของโอรสแห่งสวรรค์ผู้เป็นบิดาแห่งแว่นแคว้น หากยังไม่รีบเข้าเมืองหลวงรายงานเรื่องลางมงคลอีก มิใช่ว่าจะเป็นคนเลวที่ไร้ซึ่งความเคารพต่อเจ้าเหนือหัวและบิดาหรอกรึ?”
“ดังนั้น กระหม่อมจึงรวบรวมความกล้า ฝ่าฝืนกฎหมาย เข้าเมืองหลวงโดยไม่มีราชโองการเพื่อเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ เรื่องลางมงคลพ่ะย่ะค่ะ”
เรื่องเล่ากึ่งจริงกึ่งเท็จนี้ จบลงแล้ว
ในเรื่องเล่าฉบับที่เล่าในท้องพระโรงก่อนหน้านี้ ลางมงคลจากสวรรค์คือคุณธรรมของประมุขแห่งรัฐ ราษฎรให้ปลาก็คือน้ำใจของชาวบ้าน
ในขณะนี้ ในฉบับเพิ่มเติม ได้ทำให้เรื่องราวเป็นรูปธรรมขึ้นมา และจี้ใจดำของฮ่องเต้เจียเหออย่างจังอีกครั้ง
เด็กหนุ่มอัจฉริยะ ผู้ภักดีต่อองค์จักรพรรดิอย่างสุดซึ้ง
สมบูรณ์แบบ!
ภาพลักษณ์ของเด็กหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ทั้งอายุน้อย เฉลียวฉลาด เป็นอัจฉริยะฟ้าประทาน มีทั้งความกล้าหาญและกลยุทธ์ ทั้งยังภักดีต่อบิดาแห่งแว่นแคว้น กำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในพระเศียรของฮ่องเต้เจียเหอ
นี่แหละ คือภาพลักษณ์ของขุนนางในอุดมคติที่อยู่ในใจของพระองค์!
“แบ่งเบาความกังวลของบิดาแห่งแว่นแคว้น ช่างเป็น ‘แบ่งเบาความกังวลของบิดาแห่งแว่นแคว้น’ ที่ดียิ่งนัก”
ฮ่องเต้เจียเหอทรงพระสรวลเสียงดัง จากนั้นตรัสอย่างดูแคลนว่า “ขุนนางบุ๋นบู๊ทั่วทั้งราชสำนักนี้ เอาแต่ตะโกนว่าฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี แต่กลับสนใจเพียงผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ของตนเอง แสวงหาอย่างไม่ลดละ”
“ลืมบิดาแห่งแว่นแคว้นไปจนหมดสิ้น มองไม่เห็นว่าบิดาแห่งแว่นแคว้นถูกข่มเหงรังแก ช่างน่ารังเกียจนัก”
“โชคยังดีที่สวรรค์ยังเมตตาเจิ้น ประทานลางมงคลลงมา ทั้งยังมีอัจฉริยะที่หนุ่มแน่นและเฉลียวฉลาดอย่างเจี่ยเซ่า ที่มีใจคิดจะแบ่งเบาความกังวลของบิดาแห่งแว่นแคว้นแต่เพียงผู้เดียว”
“เจิ้นไม่ได้โง่เขลา จะภักดีหรือคิดคด เจิ้นมองปราดเดียวก็รู้!”