หลังจากกินมื้อเที่ยงที่ต่างคนต่างมีความคิดของตัวเองเสร็จ แม่ยายเถาตู้รั่วฮุ่ยก็ไปกล่อมหลานชายนอน พี่สะใภ้จ้าวลี่ล้างจานอยู่ในห้องครัว ส่วนเถาอวี้โม่ก็มุดตัวเข้าไปอ่านหนังสือในห้องอีกครั้ง
เถาอวี้ซูจูงมือหลินเฉาหยางไปเดินเล่นในสวนหล่างรุ่น และถือโอกาสเล่าเรื่องราวในบ้านให้เขาฟัง
อพาร์ตเมนต์สำหรับพนักงานที่ม.เยียนจิงสร้างขึ้นบนฝั่งตะวันออกของสวนหล่างรุ่นนี้แตกต่างจากแฟลตทางเดินรวมที่พบเห็นได้ทั่วไปในยุคนี้ มันไม่ต่างจากอาคารที่พักอาศัยในยุคหลังมากนัก เพียงแต่มีรูปแบบห้องที่แตกต่างกัน ทว่าในด้านการจัดสรรห้องพักก็ยังคงเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของยุคสมัยนี้
แต่ละยูนิตของอพาร์ตเมนต์จะประกอบด้วยสี่ห้องนอน หนึ่งห้องครัวรวม และห้องน้ำรวม มีพื้นที่ใช้สอยรวมประมาณห้าสิบตารางเมตร
อย่างรองศาสตราจารย์บางคนต่อให้ได้รับจัดสรรบ้าน ก็ต้องให้คนทั้งครอบครัวเบียดเสียดกันอยู่ในห้องขนาดสิบกว่าตารางเมตร และต้องใช้ห้องครัวกับห้องน้ำร่วมกับครอบครัวอื่น แต่ครอบครัวเถากลับได้อยู่ยูนิตนี้แบบส่วนตัว ทั้งหมดนี้ล้วนต้องพึ่งพาบารมีของพ่อตาเถาที่เป็นถึงศาสตราจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ของม.เยียนจิง
แต่ถึงอย่างนั้น สภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวเถาก็ไม่ได้ดูดีนัก
บ้านมีสี่ห้อง พ่อตาเถาและแม่ยายเถานอนหนึ่งห้อง พี่ชายคนโตเถาอวี้เฉิงพาลูกชายคนโตเถาซีเหวินนอนหนึ่งห้อง พี่สะใภ้จ้าวลี่พาลูกชายคนเล็กเถาซีอู่นอนหนึ่งห้อง ส่วนสองพี่น้องเถาอวี้ซูและเถาอวี้โม่นอนด้วยกันหนึ่งห้อง
ตอนนี้หลินเฉาหยางมาแล้ว เถาอวี้โม่ย่อมไม่สามารถเบียดอยู่ในห้องเดียวกับพี่สาวได้อีกต่อไป จึงทำได้เพียงย้ายไปอยู่ห้องของพี่สะใภ้จ้าวลี่
เดิมทียังไงก็เป็นห้องพักคู่ จู่ๆ ก็กลายเป็นห้องพักสามคน แถมยังมีเด็กน้อยที่เอะอะก็ร้องไห้งอแงในตอนกลางคืนอีก เถาอวี้โม่จะดีใจก็แปลกแล้ว
แน่นอนว่าหากพูดตามความเป็นจริง สภาพเช่นนี้ในยุคปัจจุบันถือว่าดีมากแล้ว มีคนตั้งเท่าไหร่ที่ครอบครัวห้าหกคนต้องเบียดเสียดกันอยู่ในหอพักขนาดสิบกว่าตารางเมตร
"มิน่าล่ะ ยัยเด็กนั่นถึงได้มองผมขวางๆ!"
เมื่อฟังเถาอวี้ซูพูดจบ หลินเฉาหยางถึงได้เข้าใจสาเหตุที่น้องเมียมองเขาไม่สบอารมณ์
เขาถามอีกว่า "แล้วแม่คุณล่ะ? ท่านดูมีอคติกับผมไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ"
"แม่น่ะเหรอ ก็เป็นคุณหนูบ้านนายทุนไง ไม่เคยเห็นหัวชาวนาอยู่แล้ว" เถาอวี้ซูพูดอย่างไม่พอใจ
"คุณเคยบอกว่าพ่อคุณก็มาจากชนบทไม่ใช่เหรอ?"
"บ้านพ่อฉันเป็นเจ้าที่ดินรายย่อย ช่วงก่อนปลดแอกฐานะก็ถือว่าไม่เลวเลย อีกอย่าง นั่นมันตอนที่แม่ยังสาว พอมาถึงรุ่นฉัน แม่ก็กลายเป็นคนประเภทเดียวกับตาของฉันไปแล้ว"
หลินเฉาหยางฟังแล้วก็เข้าใจ ผู้กล้าฆ่ามังกรสุดท้ายก็กลายเป็นมังกรเสียเอง
"ถ้าผมมีความรู้เหมือนพ่อคุณ ผมว่าท่าทีของท่านน่าจะดีขึ้นไม่น้อย"
เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ เถาอวี้ซูที่มีสีหน้าขุ่นเคืองก็เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย "คุณนี่ฉลาดจริงๆ แม่ฉันเป็นคนรักหน้าตามาก อย่าว่าแต่มีความรู้มากเท่าพ่อเลย แค่คุณมีงานทำดีๆ เป็นชิ้นเป็นอัน รับรองว่าแม่จะมองคุณเปลี่ยนไปแน่นอน"
หลินเฉาหยางอดไม่ได้ที่จะหยอกล้อ "เขาว่ากันว่าลูกสาวมักเข้าข้างคนนอก คุณพูดถึงแม่ตัวเองแบบนี้ ไม่กลัวท่านโกรธเหรอ?"
"โกรธก็โกรธไปสิ! แม่ก็เป็นคนรักหน้าตาแบบนี้แหละ ถ้าแม่มีความถ่อมตัวและเรียบง่ายสักครึ่งหนึ่งของพ่อ ก็คงไม่ต้องลำบากขนาดนี้หรอก หลายปีมานี้ได้รับบทเรียนมาบ้าง ภายนอกอาจจะดูเรียบง่ายขึ้น แต่ข้างในไม่ได้เปลี่ยนไปเลย"
น้ำเสียงของเถาอวี้ซูแฝงไปด้วยความรู้สึกโกรธที่แม่ไม่ยอมปรับปรุงตัว เมื่อเล่าเรื่องในบ้านจบ เธอก็กำชับอีกว่า "คุณเพิ่งมา แม่มองคุณไม่ค่อยสบอารมณ์ ย่อมต้องหาทางข่มขวัญคุณแน่ คุณต้องทนรับแรงกดดันให้ได้นะ ฉันกับพ่อจะคอยสนับสนุนคุณเอง"
หลินเฉาหยางหัวเราะออกมา เมื่อดูตอนนี้แล้ว หากไม่นับเด็กสองคน ครอบครัวเถามีหกคน ตัวเขามีเถาอวี้ซูกับพ่อตาเถาสนับสนุน พี่สะใภ้จ้าวลี่ก็ยังถือว่าใจดี ความเป็นศัตรูจากแม่ยายเถาและเถาอวี้โม่จึงดูไม่สลักสำคัญเท่าไหร่
แต่เขายังตกหล่นไปอีกหนึ่งคน "แล้วพี่ชายคนโตของคุณล่ะ?"
"พี่ใหญ่ของฉันเหรอ?" เถาอวี้ซูมีสีหน้าแปลกๆ แล้วถามว่า "คุณรู้จักคำว่าบัณฑิตใช่ไหม?"
"รู้สิ"
"ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง!"
เอาล่ะสิ เมื่อก่อนไม่เคยรู้สึกเลย ยัยเด็กนี่ปากร้ายกับคนในครอบครัวตัวเองขนาดนี้เชียวหรือ?
สวนหล่างรุ่นและสวนหยวนหมิงหยวนมีเพียงกำแพงกั้น ทิศตะวันออกติดถนนเฉิงฝู่ ทิศตะวันตกติดสวนหมิงเฮ่อ ทิศใต้มีสวนจิ้งชุนคั่นกลางมองเห็นทะเลสาบเว่ยหมิง พื้นที่หลักเป็นเกาะรูปสี่เหลี่ยม ล้อมรอบด้วยลำธารและทะเลสาบ บนเกาะมีบ้านเรือน ระเบียงทางเดิน และศาลาน้อยใหญ่กว่า 300 หลัง นับว่ามีขนาดใหญ่โตอลังการ
ในช่วงกลางฤดูร้อน ศาลาและหอคอยถูกซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางพืชพรรณและทิวทัศน์อันเขียวชอุ่ม มีทะเลสาบหล่างรุ่นล้อมรอบ ใบบัวในทะเลสาบแผ่กว้างราวกับร่ม ปลาแหวกว่ายหยอกล้อกัน ทำให้ผิวน้ำเกิดเป็นระลอกคลื่น
ทั้งสองคนเดินเล่นพลางพูดคุยกัน เผลอแป๊บเดียวก็เดินเล่นไปกว่าครึ่งค่อนบ่ายแล้ว
เถาอวี้ซูมองดูดวงอาทิตย์ "อ๊ะ! เหมือนจะเย็นแล้ว พวกเรากลับบ้านไปจัดห้องกันก่อนดีกว่า"
เถาอวี้ซูและหลินเฉาหยางพูดคุยกันพลางเดินกลับบ้าน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียกจากด้านหลัง
"อวี้ซู! อวี้ซู!"
ทั้งสองคนหันขวับไปมอง ก็เห็นชายวัยกลางคนท่าทางสุภาพเรียบร้อยกำลังวิ่งหน้าตั้งมาทางนี้อย่างกระตือรือร้น ระหว่างที่วิ่งก็มีรอยยิ้มเต็มใบหน้าพร้อมกับโบกมือให้ กลับดูมีความสง่างามและสดใสราวกับเด็กหนุ่ม
ทั้งสองคนหยุดเดินเพื่อรอ แต่กลับเห็นชายวัยกลางคนที่มีบุคลิกขัดแย้งในตัวเองคนนั้นสะดุดล้มหน้าคะมำ จากนั้นก็พยายามทรงตัวอย่างยากลำบาก แล้วเดินเข้ามาใกล้พวกเขาทั้งสองคน
หลินเฉาหยางและเถาอวี้ซูสบตากัน
หลินเฉาหยาง: นี่คือพี่เมียใช่ไหม?
เถาอวี้ซู: ตัวจริงเสียงจริง
"นี่คือเฉาหยางใช่ไหม?"
ยังไม่ทันที่เถาอวี้ซูจะแนะนำตัว พี่ชายคนโตเถาอวี้เฉิงก็เป็นฝ่ายทักทายหลินเฉาหยางก่อน มาถึงครอบครัวตระกูลเถาได้หลายชั่วโมงแล้ว ท่าทีของพี่เมียนับว่ากระตือรือร้นที่สุด หลินเฉาหยางจึงมีความรู้สึกที่ดีต่อพี่เมียมาก
หลังจากพูดคุยกันสองสามประโยค เถาอวี้ซูก็ถามขึ้นว่า "ทำไมพี่ถึงกลับมาเร็วนักล่ะ?"
"ก็เธอโทรศัพท์มาจากสถานีรถไฟบอกว่าจะกลับมาวันนี้ไม่ใช่เหรอ? ที่ภาควิชาของฉันไม่มีธุระอะไร ก็เลยเลิกงานแล้วน่ะสิ"
การพูดถึงการเลิกงานก่อนเวลาและโดดงานได้อย่างคล่องแคล่ว พี่เมียที่ดูจะทีเล่นทีจริงอยู่บ้างนั้นดูไม่เข้ากับยุคเจ็ดศูนย์ที่แสนจะจริงจังและเคร่งเครียดเอาเสียเลย แต่ในสายตาของหลินเฉาหยางกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ทำเอาเขาอดคิดถึงบรรดารุ่นพี่ในบริษัทที่ชอบอู้งานก่อนที่เขาจะทะลุมิติมาไม่ได้
ชาติก่อนเขาสู้ชีวิตมาสิบปีถึงเพิ่งจะตาสว่าง และคิดอยากจะนอนราบเป็นปลาเค็ม พอตอนนี้ได้มาเห็นพี่เมีย เพียงแค่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายก็ทำให้เขารู้สึกถูกชะตาเหมือนเจอคนประเภทเดียวกันแล้ว
"ดูสิ ฉันซื้อปลามาตัวนึงด้วยนะ!" เถาอวี้เฉิงยกปลาในมือขึ้นมาอวด
เถาอวี้ซูไม่รับมุก ซ้ำยังถามกลับว่า "พี่ยังมีเงินอีกเหรอ?"
เถาอวี้เฉิงแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนทันที "ปลาน่ะ ปลาแค่ตัวเดียว จะราคาเท่าไหร่กันเชียว?"
หลินเฉาหยางดูออกว่า ภรรยาของเขาเป็นพวกปืนใหญ่จิ๋วประจำบ้าน เวลาเถียงแม่หรือพี่ชายก็ไม่เคยอ่อนข้อให้ คาดว่าถ้าน้องสาวอย่างเถาอวี้โม่กล้ามาโวยวายต่อหน้าเธอ ก็คงไม่รอดเหมือนกัน
"พ่อกลับมาหรือยัง?"
เถาอวี้เฉิงถูกน้องสาวบ่นจนเสียหน้า จึงอดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนเรื่อง
"ไม่รู้สิ เมื่อกี้เราสองคนออกไปเดินเล่นกันมา ก็น่าจะใกล้เลิกงานแล้วล่ะมั้ง"
ทั้งสามคนเดินคุยกันจนมาถึงหน้าประตูยูนิตของอาคารหมายเลข 12
เมื่อเข้าบ้านไป ก็เห็นว่าในบ้านมีคนเพิ่มมาอีกหนึ่งคน
พ่อตาเถาอายุห้าสิบกว่าปีแล้ว ด้วยความยากลำบากในอดีต ทำให้รูปลักษณ์ภายนอกของเขาดูแก่กว่าอายุจริงไปมาก ดูราวกับคนอายุหกสิบ หน้าผากของเขากว้าง สันจมูกโด่งเป็นสัน ดูทั้งน่าเกรงขามและเป็นมิตรในเวลาเดียวกัน
ตอนที่เถาอวี้ซูเดินเข้าประตูมายังคงควงแขนหลินเฉาหยางอยู่ เมื่อเขาเห็นหลินเฉาหยาง แววตาก็เป็นประกาย เขาหยุดคุยกับเถาอวี้โม่ แล้วเดินตรงมาหาหลินเฉาหยาง
"เฉาหยาง!"
มือใหญ่ที่อบอุ่นคู่หนึ่งยื่นมาทางหลินเฉาหยาง







