ท่านผู้เฒ่าชุยถูกบุตรชายสองคนหามกลับบ้าน
เพราะโกรธจนเลือดขึ้นหน้าและเสียใจเกินไป นางจึงร้องไห้จนหมดสติไปหน้าป้ายประกาศผลสอบของศาลาว่าการอำเภอ
ตลอดทางกลับบ้าน สองคำที่นางได้ยินบ่อยที่สุดคือ ยอมรับชะตากรรม
หลังจากกลับถึงบ้าน
ชาวบ้านในหมู่บ้านมาเยี่ยมนาง ก็ล้วนแต่เกลี้ยกล่อมให้นาง ‘ยอมรับชะตากรรม’
พวกเราล้วนเป็นคนโคลนติดขาที่เกิดมาในท้องไร่ท้องนา มีชะตาให้ต้องรับใช้ผืนดินมาแต่กำเนิด
เหตุใดต้องดิ้นรนให้ลำบากเพื่อร่ำเรียนหนังสือด้วยเล่า?
ท่านผู้เฒ่าชุยทำหน้าเฉยชา ปล่อยให้คนอื่นพร่ำพูดไป แต่นางกลับไม่เอ่ยคำใดออกมาแม้แต่คำเดียว
รอจนคนนอกกลับไปหมดแล้ว
ท่านผู้เฒ่าเรียกคนในครอบครัวทั้งหมดมา แล้วกล่าวอย่างสงบว่า “ตระกูลชุยเมื่อก่อนไม่ใช่คนโคลนติดขา ต่อไปในภายหน้าก็จะเป็นคนโคลนติดขาไม่ได้เด็ดขาด”
ไม่รอให้คนอื่นได้เอ่ยปาก
ท่านผู้เฒ่าชี้ไปด้านนอก น้ำตาขุ่นข้นไหลรินจากดวงตา “ข้ารู้ว่าหลายปีมานี้พวกเจ้าไม่พอใจข้า ไม่อยากเรียนหนังสือแล้ว อยากทำไร่ไถนาใช้ชีวิตอย่างสงบสุข”
“แต่พวกเจ้าออกไปดูข้างนอกสิ ผืนนาที่ปลูกพืชพันธุ์ได้นั่นแหละ คือกับดักและกรงขังที่กัดกินคนได้ร้ายกาจที่สุด เมื่อก้าวเท้าลงไปแล้ว ชั่วลูกชั่วหลานก็จะออกมาไม่ได้อีกเลย!”
น้ำเสียงของนางแหลมเสียดแทง
ชุยเซี่ยนฟังอย่างตะลึงงัน รู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่ง
หญิงชราชาวบ้านป่าเถื่อนในยุคโบราณที่ยังไม่เคยได้เรียนหนังสือ
จะต้องผ่านความทุกข์ยากมามากเพียงใด ผ่านการเฆี่ยนตีของกาลเวลามามากเท่าใด ถึงจะพูดคำพูดเช่นนี้ออกมาได้
ผู้คนมักกล่าวว่า ภูเขานับแสนลูกแห่งยูนนาน กุ้ยโจว และเสฉวน คือคุกฝันร้ายที่กักขังชีวิตคนไว้นับไม่ถ้วน
แต่สำหรับผืนนาที่ราบเรียบกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาในเหอหนาน สำหรับชาวบ้านที่ยากจนข้นแค้นแล้ว—
ก็เป็น ‘ภูเขานับแสนลูก’ ในอีกรูปแบบหนึ่งมิใช่หรือ?
“บัดนี้ใครๆ ก็หัวเราะเยาะว่าข้าท่านผู้เฒ่าชุยเสียสติ เป็นคนโคลนติดขาที่เพ้อฝันอยากจะสอบได้ตำแหน่งสูง แต่เพียงยี่สิบปีสั้นๆ พวกเขาก็ลืมไปแล้วว่าตระกูลชุยในอดีตเคยมีท่านจวี่เหรินหนึ่งคน มีคุณชายซิ่วไฉหนึ่งคน”
“พวกเขาอาศัยอะไรมาพูดว่าตระกูลชุยเป็นคนโคลนติดขา! หน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลชุย เคยแขวนป้ายตระกูลจวี่เหรินไว้ด้วยซ้ำ!”
“โป๋ซาน จ้งหยวน หลายปีมานี้แม่คิดเท่าไรก็คิดไม่ตก! ปู่ของพวกเจ้าคือท่านจวี่เหรินที่เหล่าบัณฑิตทั่วทั้งเมืองหนานหยางให้ความเคารพ พ่อของพวกเจ้าก็สอบได้ซิ่วไฉตั้งแต่อายุยังน้อย”
“แต่เหตุใดพอมาถึงรุ่นพวกเจ้าสองคน กลับสอบตกทุกครั้งเล่า!”
ท่านผู้เฒ่าชุยร้องไห้พลางถาม
สองพี่น้องฉุยโป๋ซานและฉุยจ้งหยวนราวกับมีก้างติดคอ
พวกเขาก็พยายามอ่านหนังสืออย่างหนักแล้วจริงๆ แต่…ก็คืออ่านแล้วไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเลย
มีเพียงชุยเซี่ยนที่รู้แก่ใจ
ท่านลุงใหญ่และบิดาของเขามีพรสวรรค์ธรรมดาอยู่แล้ว ได้แต่อ่านหนังสือแบบท่องจำ รู้เพียงผิวเผิน แต่ไม่รู้ถึงแก่นแท้
ประกอบกับไม่มีอาจารย์คอยชี้แนะสั่งสอนและไขข้อข้องใจให้ จะสอบติดได้อย่างไร?
คนจนยากที่จะได้ดี ก็ด้วยเหตุผลนี้เอง
ท่านผู้เฒ่าชุยมองบุตรชายทั้งสองด้วยแววตาผิดหวัง
ครู่ใหญ่ต่อมาจึงเอ่ยทบทวนความหลังด้วยเสียงสั่นเครือ “แน่นอน ก็ไม่ใช่ความผิดของพวกเจ้าทั้งหมด แม่รู้ว่าหลายปีมานี้พวกเจ้าก็ทุกข์ใจเช่นกัน ปีนั้นปู่ของพวกเจ้าเดินทางไปรับตำแหน่งนายอำเภอที่เจียงเจ้อ แต่กลับเจอโจรสลัดญี่ปุ่นก่อความวุ่นวาย เพื่อปกป้องเมืองและคุ้มครองชาวบ้าน ปู่ย่าของพวกเจ้าจึงสละชีวิต”
“ตอนนั้นพวกเจ้ายังเล็ก พ่อของพวกเจ้า…พ่อของพวกเจ้าเดินทางไกลไปไว้ทุกข์ที่เจ้อเจียง พอกลับมาก็สภาพจิตใจย่ำแย่”
“ต่อมาเมื่อพ้นช่วงไว้ทุกข์ พ่อของพวกเจ้าไม่สนร่างกายที่อ่อนแอ ดึงดันจะไปเข้าร่วมการสอบเซียงซื่อที่ไคเฟิง แล้ว…แล้วก็ทำร่างกายพังทลายลง”
“หลังการสอบเซียงซื่อเริ่มขึ้น ประตูสนามสอบก้งย่วนก็จะปิดลงไม่เปิดออก แม้ว่าในสนามสอบจะเกิดเพลิงไหม้ มีผู้เข้าสอบเสียชีวิตกะทันหัน ก็ไม่มีเหตุผลที่จะเปิดประตูเด็ดขาด แต่การสอบเก้าวันหกคืนนั้น มันสามารถบั่นทอนคนให้ตายได้จริงๆ!”
“ตอนนั้น พ่อของเจ้ารู้ตัวว่าร่างกายใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว จึงอ้อนวอนขอกรรมการคุมสอบให้โยนเขาข้ามกำแพงออกมาจากสนามสอบ”
“เนื่องจากปู่ของพวกเจ้าเสียชีวิตในการรบต่อต้านโจรสลางญี่ปุ่น หัวหน้าผู้คุมสอบในปีนั้นจึงเมตตาเป็นพิเศษ ยินยอมตามคำขอของพ่อพวกเจ้า”
“ข้าทราบข่าวรีบรุดไป แม้แต่จะร้องไห้ก็ยังไม่ทัน พ่อของพวกเจ้าที่นอนอยู่หน้าสนามสอบทำหน้าตาบิดเบี้ยว กุมมือข้าไว้แน่น แล้วพูด…พูดว่า…”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ท่านผู้เฒ่าชุยก็สะอื้นจนพูดไม่ออก
ฉุยโป๋ซานร้องไห้พลางกล่าวว่า “ท่านแม่ อย่าพูดเลย อย่าพูดอีกเลย!”
“พ่อของพวกเจ้าบอกว่า ต่อให้ต้องทุ่มเททรัพย์สินจนหมดบ้าน ก็ต้องส่งเสียให้โป๋ซานกับจ้งหยวนเรียนจนได้ดี มิเช่นนั้นเขาจะตายตาไม่หลับ! ผู้ชายใจดำคนนั้น ก็ใจเด็ดจริงๆ ลืมตาค้างแล้วก็จากไป”
“คำพูดของเขา ยังคงดังก้องอยู่ในหัวข้าจนถึงทุกวันนี้ ตลอดหลายปีมานี้ไม่เคยหยุดพักเลยสักวินาทีเดียว”
ท่านผู้เฒ่าชุยไม่สนใจบุตรชาย กล่าวต่อด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้ากลายเป็นแม่ม่ายตั้งแต่อายุยังน้อย ก็นับว่าเศร้าโศกมากแล้ว แต่เจ้าอาสองที่ดีของพวกเจ้า กลับไปติดหนี้สินก้อนโตข้างนอก แล้วมาร้องแรกแหกกระเชอจะขอแยกบ้าน พวกเจ้าสองคนยังเล็ก ข้าเป็นแม่ม่าย ทำได้เพียงปล่อยให้เขารังแก”
“ต่อหน้าผู้อาวุโสในตระกูล ข้าใช้หนี้แทนเขา แล้วก็กัดฟันยอมแยกบ้าน ขายคฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูลชุย ขายภาพเขียนและเครื่องเรือน ขายที่นาดีๆ หลายร้อยหมู่ เจ็ดส่วนให้เขาไป พวกเราเหลือไว้สามส่วน”
“หลายปีหลังจากนั้น พวกเราก็ย้ายกลับมาอยู่ที่หมู่บ้านเหอซี เพื่อส่งเสียให้พวกเจ้าสองคนเรียนหนังสือ แถมยังต้องแต่งภรรยาให้ ของในบ้านที่ขายได้ ที่ขายไม่ได้ แม่ก็ขายไปหมดแล้ว”
“เถ้าแก่โรงรับจำนำทุกร้านในเมืองต่างก็รู้จักข้า และต่างก็หัวเราะเยาะข้า”
“กระทั่งในเมืองหนานหยาง ก็ยังเอาเรื่องท่านผู้เฒ่าชุยผู้เสียสติมาเป็นหัวข้อสนทนา”
ท่านผู้เฒ่าชุยยิ้มอย่างขมขื่นแล้วถามว่า “โป๋ซาน จ้งหยวน พวกเจ้าสองคนบอกมาสิ ว่าแม่ควรจะทำอย่างไร แล้วจะทำอย่างไรได้อีก? หากพวกเจ้าไม่เรียนแล้ว ต่อไปแม่ลงไปปรโลก จะเอาหน้าไปพบพ่อของพวกเจ้า พบปู่ย่าของพวกเจ้าได้อย่างไร?”
เมื่อได้ฟังท่านย่าเล่าเรื่องราวในอดีต ชุยเซี่ยนก็คิดว่า ที่แท้ตระกูลชุยก็เคยรุ่งเรืองมาก่อนจริงๆ
น่าเสียดายที่จุดจบช่างน่าเศร้าสลด
สองพี่น้องฉุยโป๋ซานและฉุยจ้งหยวนคุกเข่าลงพร้อมกัน
ฉุยจ้งหยวนร้องไห้พลางกล่าว “ท่านแม่ พวกเราจะเรียน จะเรียนต่อ! ข้ากับพี่ใหญ่จะต้องสอบติดให้ได้แน่นอน!”
สะใภ้ทั้งสองหลั่งน้ำตาเงียบๆ
สองพี่น้องชุยอวี้และฉุยเสวียนก็ร้องไห้ตามไปด้วย
เรื่องราวโชคร้ายต่างๆ ในอดีต ทำให้บ้านหลังนี้ถูกความทุกข์ยากกัดกร่อนจนเต็มไปด้วยบาดแผล มีแต่ร่องรอยความเจ็บปวดอยู่ทั่วทุกแห่ง
ชุยเซี่ยนรู้สึกอึดอัดในใจ
เขาคิดว่า สิบกว่าวันผ่านไปแล้ว ทางฝั่งพี่ฟู่กุ้ยก็ยังไม่มีข่าวคราว
หรือว่า เขาจะลองเสนอเรื่องไปเรียนหนังสือที่ในเมืองกับทางบ้านก่อนดี
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป บ้านหลังนี้คงจบสิ้นเป็นแน่
แต่ไม่รอให้ชุยเซี่ยนได้เอ่ยปาก
เขาได้ยินท่านย่าพูดว่า “เรียน ต้องเรียนหนังสืออย่างแน่นอน โป๋ซาน จ้งหยวน พวกเจ้าสองคนต้องเรียนต่อ แม่คิดว่า อวี้เกอปีนี้อายุเก้าขวบแล้ว หากยังไม่เริ่มเรียนก็จะช้าไป ให้ส่งไปเรียนหนังสือด้วยกันเลย”
คำพูดนี้ดังขึ้น ทั่วทั้งห้องก็เงียบกริบ
ชุยเซี่ยนเองก็ตะลึงไปเช่นกัน
ที่แท้ ที่ท่านผู้เฒ่าชุยพูดมามากมาย ปูทางมาเสียยืดยาว ก็เพื่อจะให้ อวี้เกอ ได้เรียนหนังสือ
ชุยอวี้เหลือบมองชุยเซี่ยนที่อยู่ข้างๆ อย่างรวดเร็ว กำลังจะปฏิเสธ
ท่านป้าใหญ่หลินซื่อมีปฏิกิริยาไวกว่าใครเพื่อน ร้องไห้สวนขึ้นมาก่อน “ท่านแม่ ที่บ้านเป็นเช่นนี้แล้ว ส่งเสียไม่ไหวจริงๆ เจ้าค่ะ!”
เฉินซื่อก็กล่าวเสริม “พี่สะใภ้ใหญ่พูดถูกเจ้าค่ะ ตอนนี้กับข้าวที่บ้านไม่เคยเห็นเนื้อสัตว์มาตลอดปี หากต้องส่งเสียเพิ่มอีกคน พวกเราทั้งบ้านจะอยู่กันได้อย่างไร?”
ฉุยจ้งหยวนกำลังจะเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม
ฉุยโป๋ซานยื่นมือกดไหล่น้องชายไว้ เป็นครั้งแรกที่เขาปฏิเสธมารดาอย่างยากเย็น “ท่านแม่ เรายังต้องใช้ชีวิตต่อไปนะขอรับ หากท่านแม่ยังดึงดันจะให้ อวี้เกอ เริ่มเรียน เช่นนั้นข้าไม่เรียน—”
ท่านผู้เฒ่าชุยเปลี่ยนจากความเศร้าโศกเมื่อครู่ ขัดจังหวะบุตรชายคนโตด้วยเสียงกร้าว “ไม่ได้! เจ้าต้องเรียน น้องรองต้องเรียน อวี้เกอก็ต้องเรียน! ข้าหญิงชราคนนี้ยอมอดข้าววันละมื้อ ก็ต้องส่งเสีย อวี้เกอ ให้ได้!”
คำพูดนี้ทำเอาคนทั้งบ้านสิ้นหวังในใจ
และพ่อบ้านชราของจวนเผย ก็มาเยือนในตอนนี้นี่เอง
“ขอเรียนถาม ใช่บ้านตระกูลชุยหรือไม่ขอรับ? ข้าน้อยเป็นพ่อบ้านของจวนเผย ครั้งนี้ที่มาเยือนอย่างกะทันหัน เป็นเพราะได้รับมอบหมายจากนายท่าน ให้มาเชิญคุณชายน้อยชุยเซี่ยนแห่งบ้านท่าน ไปเป็นสหายเรียนของคุณชายน้อยของบ้านข้าน้อยขอรับ”
พ่อบ้านชรายืนอยู่หน้าประตูใหญ่ น้ำเสียงจริงใจ เอ่ยแจ้งจุดประสงค์อย่างสุภาพนอบน้อม
เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด
พ่อบ้านยังอธิบายเป็นพิเศษว่า “ความหมายของนายท่านพวกเราก็คือ คุณชายน้อยชุยเซี่ยนมาเป็นสหายเรียนในนาม แต่ความจริงคือมาเป็นเพื่อนเล่นของคุณชายน้อยของพวกเราขอรับ”
สหายเรียน?
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนอื่นๆ ในตระกูลชุยยังคงงุนงง
ชุยอวี้กลับตื่นตระหนกก่อนใคร
เขานึกย้อนไปถึงเมื่อหลายวันก่อนที่ท่านย่าถามเขาว่าอยากเรียนหนังสือหรือไม่ แล้วเขาถามกลับไปว่าแล้วเซี่ยนเกอเล่าจะทำอย่างไร
ท่านย่าเงียบไป
หรือว่า…
เงินที่บ้านไม่พอ เพื่อให้เขาได้เรียนหนังสือ ท่านย่าจึงขายเซี่ยนเกอไปเป็นสหายเรียนให้คุณชายจวนเผยเพื่อแลกกับเงิน?
ตอนนี้พ่อบ้านจวนเผยจึงมารับตัวเซี่ยนเกอไป!
ชุยอวี้ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้
เขาร้องไห้โฮออกมา มองไปทางท่านย่าพลางร้องคร่ำครวญเสียงดัง “ท่านย่า ท่านขายเซี่ยนเกอไปแล้วหรือ? ข้าไม่ยอม! ถ้าจะขาย ก็ขายข้าไปเถอะ ให้น้องชายไปเรียนหนังสือ!”
ฉุยจ้งหยวนและเฉินซื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างมาก รีบดึงบุตรชายมาหลบอยู่ข้างหลัง
ท่านแม่ขายเซี่ยนเกอไปแล้ว?!
คนอื่นๆ ในตระกูลชุยก็มีสีหน้าตกตะลึงไม่ต่างกัน