เจ้าของยอดเขาธุลีโอสถมีนามเต๋าว่าอวิ๋นเฉินจื่อ เป็นเซียนสวรรค์ที่มีพลังฝีมืออยู่ในอันดับกลางๆ ของสำนักหมื่นเมฆา รูปลักษณ์ภายนอกดูใจดีมีเมตตา ผมขาวเคราขาว ร่างกายสูงใหญ่กำยำ มีชื่อเสียงด้านความเมตตากรุณาในสำนักหมื่นเมฆา
ยอดเขาธุลีโอสถเป็นแหล่งผลิตโอสถรายใหญ่ของสำนักหมื่นเมฆา โอสถที่ผลิตได้ไม่เพียงแต่ใช้บริโภคภายในสำนักเท่านั้น แต่ยังถูกสำนักหมื่นเมฆานำไปขายในตลาดของผู้บำเพ็ญเพียร เพื่อหารายได้เป็นหินวิญญาณและสมบัติเข้าสำนัก
ดังนั้น เมื่อจัดอันดับภาพรวมแล้ว ยอดเขาธุลีโอสถจึงติดหนึ่งในห้าอันดับแรกของยอดเขาทั้งสามสิบหกแห่งในสำนักอย่างมั่นคง
ปกติแล้วอวิ๋นเฉินจื่อชอบหลอมโอสถ ไม่ค่อยเก็บตัวบำเพ็ญเพียร ดังนั้นเมื่อผู้ดูแลศิษย์นอกของตำหนักธุรการมาถึงยอดเขาธุลีโอสถ แล้วแจ้งว่าศิษย์ของยอดเขาธุลีโอสถทะเลาะวิวาทกับศิษย์ยอดเขาอื่นอย่างรุนแรง อวิ๋นเฉินจื่อจึงได้รับรายงานอย่างรวดเร็ว
เนื่องด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์บางประการ กฎของสำนักหมื่นเมฆาจึงเข้มงวดมาก บรรยากาศภายในสำนักจึงสงบสุข ไม่ค่อยมีเรื่องศิษย์ทะเลาะวิวาทกันเอง
เดิมทีอวิ๋นเฉินจื่อรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพียงแค่ลงโทษตามกฎสำนักก็พอ ยอดเขาธุลีโอสถของพวกเขาก็ไม่ใช่ฝ่ายที่ไม่ใช้เหตุผล
แต่เมื่อเจินเซียนผู้ดูแลยอดเขาธุลีโอสถกระซิบข้างหูของอวิ๋นเฉินจื่อสองสามประโยค อวิ๋นเฉินจื่อก็พลันลังเลใจขึ้นมา
“ผู้ที่ก่อเรื่องกับศิษย์ยอดเขาธุลีโอสถของเรา คือบุตรชายของพ่อค้าผู้นั้นหรือ?”
“เป็นเช่นนั้นขอรับ ท่านเจ้าของยอดเขา เรื่องนี้เราต้องจัดการอย่างระมัดระวัง”
อวิ๋นเฉินจื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มองเปลวอัคคีแท้จริงที่ลุกโชนอยู่ในเตาหลอมม่วงทองตรงหน้า แล้วกล่าวช้าๆ ว่า “หลี่ต้าจื้อเป็นศิษย์ของปรมาจารย์ จะล่วงเกินไม่ได้”
เซียนที่อยู่รอบๆ กล่าวขึ้นว่า
“แต่ท่านเจ้าของยอดเขา ปรมาจารย์ไม่ได้มีศิษย์เพียงคนเดียว ท่านกับพ่อค้าผู้นั้นก็ถือเป็นรุ่นเดียวกัน หากยอมอ่อนข้อให้พวกเขาโดยไม่มีเหตุผล เกรงว่าจะถูกเซียนจากยอดเขาอื่นหัวเราะเยาะเอาได้”
“ยอดเขาธุลีโอสถของเราสร้างคุณูปการให้สำนักมากมายเพียงใด!”
“เขามาจากครอบครัวพ่อค้าที่เป็นปุถุชน ย่อมต้องคิดเล็กคิดน้อยเป็นธรรมดา”
“ใช่แล้ว อย่างไรพวกเราก็ไม่อาจทำให้ชื่อเสียงของยอดเขาธุลีโอสถต้องด่างพร้อยได้!”
อวิ๋นเฉินจื่อลูบเคราครุ่นคิด เปลวโอสถที่พวยพุ่งออกมาจากปากเตาพัดเส้นผมสีเงินสว่างของเขาปลิวไสวสองสามเส้น
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้” อวิ๋นเฉินจื่อกล่าว “เรานักพรตจะไปรออยู่ด้านนอกตำหนักธุรการด้วยตนเอง พวกเจ้าสองสามคนเข้าไปรอหลี่ต้าจื้ออยู่ข้างใน หากอีกฝ่ายทำท่าทีข่มขู่คุกคาม อาศัยอำนาจของปรมาจารย์มารังแกยอดเขาธุลีโอสถของเรา เรานักพรตจะปรากฏตัวออกมา เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ศิษย์ของยอดเขาธุลีโอสถ”
เหล่าเซียนก้มหน้ารับคำสั่ง
ด้วยเหตุนี้ ในทางลับจึงมีเจ้าของยอดเขาหนึ่งคน ในทางแจ้งมีเซียนสวรรค์หนึ่งคนและเจินเซียนอีกหลายคน มุ่งหน้าไปยังตำหนักธุรการบนยอดเขาประธานพร้อมกัน
ในขณะเดียวกัน
ภายในตำหนักธุรการมีผู้บำเพ็ญเพียรของสำนักหมื่นเมฆามารวมตัวกันแล้วกว่าร้อยคน
หลี่ผิงอันและศิษย์ขอบเขตรวบรวมจิตที่บาดเจ็บสาหัสต่างก็ลุกขึ้นยืนแล้ว แม้ว่าเสื้อผ้าอาภรณ์บนร่างกายจะขาดรุ่งริ่ง แต่ก็ไม่มีบาดแผลใดๆ หลงเหลืออยู่แล้ว
—โอสถที่ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งให้พวกเขาทั้งสองกินเข้าไปนั้นเป็นโอสถเซียนที่สามารถรักษาร่างกายของเซียนได้ ไม่เพียงแต่รักษาอาการบาดเจ็บให้หายดี แต่ยังสะสมพลังโอสถอันบริสุทธิ์ไว้ในร่างกายของพวกเขาจำนวนมาก ซึ่งพวกเขาสามารถค่อยๆ ดูดซับเป็นพลังหยวนได้
เรื่องนี้ทำให้หลี่ผิงอันอุทานในใจว่าได้กำไรแล้ว
หลี่ผิงอันเหลือบมองศิษย์คนนั้นที่ก้มหน้ายืนอยู่ด้านหลังผู้ดูแลศิษย์นอกสังกัดยอดเขาธุลีโอสถสองสามคน ในใจรู้สึกซับซ้อนเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้เขาจงใจวางแผนทำร้ายหลอดลมของศิษย์คนนี้ ก็เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามพูดไม่ได้ ส่วนตัวเขาเองก็จงใจทำให้เส้นชีพจรของตนเองบาดเจ็บ ก็เพื่อแสร้งทำเป็นน่าสงสารใช้แผนเนื้อหนา
แต่น่าเสียดาย…
หลี่ผิงอันมองไปยังผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้กลางตำหนัก กำลังสูบไปป์ของเขาเสียงดังปุบปับ
ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ใช้โอสถเซียนเพียงสองเม็ด ก็ทำลายแผนการเล็กๆ น้อยๆ ของเขาจนหมดสิ้น
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ค่อนข้างจะเกินความคาดหมายของหลี่ผิงอันไปบ้าง
การต่อสู้ของศิษย์ตัวเล็กๆ ในขอบเขตหลอมลมปราณและรวบรวมจิตสามคน กลับกลายเป็นการต่อสู้เพื่อรักษาหน้าของยอดเขาธุลีโอสถและศิษย์ของปรมาจารย์ ทั้งยังดึงดูดเซียนกว่าร้อยคนมามุงดู...นี่มันช่าง...
แขนเสื้อของหลี่ผิงอันถูกดึงเบาๆ
“ศิ-ศิษย์พี่?”
“หืม?” หลี่ผิงอันก้มหน้าลงมอง ก็เห็นใบหน้าเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความประหม่าของมู่หนิงหนิง
มู่หนิงหนิงกระซิบถาม “หลังจากนี้จะไม่เป็นอะไรจริงๆ หรือ? ข้าเห็นเซียนมากมายลงมายืนอยู่หน้าประตู สีหน้าของพวกเขาดูไม่ค่อยดีเลย แถมยังมีหลายคนจ้องมาทางเราด้วย”
หลี่ผิงอันถอนหายใจ “กลับกลายเป็นว่าทำให้เจ้าต้องเดือดร้อนไปด้วย”
มู่หนิงหนิงไม่เข้าใจ “ทำไมถึงพูดเช่นนั้น? ศิษย์พี่มีศัตรูในสำนักหรือ?”
“ย่อมไม่มี” หลี่ผิงอันหัวเราะอย่างจนใจ “ข้าบำเพ็ญเพียรอยู่ที่สำนักเมฆาคล้อยเพียงไม่กี่เดือน จะไปสร้างศัตรูกับใครได้? เรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อน เดี๋ยวข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังทีหลัง”
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน ผู้ดูแลระดับสูงนามว่าหวังซินฮุย ก็พาเซียนจากยอดเขาธุลีโอสถสองสามคนที่มีผมขาวแซมเทา สวมชุดยาวสีครามเข้มเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เซียนสองสามคนนี้ต่างก็ปลดปล่อยกลิ่นอายของตนเองออกมาเล็กน้อย ราวกับพยัคฆ์ร้ายหลายตัวที่กำลังเข้าใกล้ลูกแกะตัวน้อยๆ ในขอบเขตหลอมลมปราณสองตัว
“แค่ก! สหายผิงอัน...น้อย”
ใบหน้าสี่เหลี่ยมของหวังซินฮุยผู้เป็นผู้ดูแลเผยความกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
บุตรชายของศิษย์ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก ลำดับอาวุโสที่แท้จริงสูงกว่าเขาเจ็ดแปดขั้น จะให้เรียกอย่างไรดี? ก็ได้แต่ใช้คำว่าสหายน้อยเพื่อกลบเกลื่อนไปก่อน
หวังซินฮุยผู้เป็นผู้ดูแลยิ้มแล้วพูดว่า “หลายท่านนี้คือเซียนจากยอดเขาธุลีโอสถ มาเพื่อสอบถามว่าก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น พวกเจ้าไม่ต้องกลัว พูดไปตามความจริงก็พอ สหายร่วมสำนักจากยอดเขาธุลีโอสถทุกท่านล้วนเป็นผู้มีเหตุผล”
หลี่ผิงอันกล่าว “พวกเราสองคนเป็นเพียงศิษย์ตัวเล็กๆ จากสำนักเมฆาคล้อย ไม่กล้าพูดจาเลอะเทอะต่อหน้าท่านเซียนทุกท่าน”
ชายชราที่อยู่ตรงกลางพูดด้วยน้ำเสียงแฝงความประชดประชัน
“สหายผิงอันไม่จำเป็นต้องถ่อมตัวเช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะฐานะพิเศษของเจ้า พวกเราก็คงไม่มาพร้อมกันเช่นนี้ ไม่ทราบว่าสหายน้อยต้องการจะจัดการกับศิษย์ของยอดเขาธุลีโอสถเราอย่างไร? ศิษย์ขอบเขตรวบรวมจิตเพียงคนเดียวของยอดเขาธุลีโอสถเรา คงจะไม่อยู่ในสายตาของสหายน้อยกระมัง?”
เซียนหลายคนทำหน้าเคร่งขรึมพร้อมกัน ปลดปล่อยบารมีเซียนออกมาเล็กน้อย
หลี่ผิงอันถอนหายใจในใจ
นี่คือผลกระทบด้านลบเล็กน้อยที่เกิดจากการที่บิดาของเขาไปเป็นศิษย์ของปรมาจารย์
แปดส่วนเป็นเพราะมีบิดาอยู่ เรื่องนี้ฝ่ายยอดเขาธุลีโอสถจึงกลัวเสียหน้า ดังนั้นจึงเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน
อย่างไรก็ตาม หลี่ผิงอันไม่ได้คิดจะตอบโต้กลับไป
วันนี้เขาไม่จำเป็นต้องแสดงอะไรมากไปกว่านี้แล้ว การปล่อยเวทีให้บิดาของเขาจัดการน่าจะปลอดภัยกว่า
การที่บิดาจะสามารถยืนหยัดในสำนักได้หรือไม่นั้นสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของพวกเขาสองพ่อลูก
ส่วนเรื่องที่ว่าบิดาจะสามารถรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ได้หรือไม่...หลี่ผิงอันกลับไม่กังวลแม้แต่น้อย
เพราะหลายสิ่งหลายอย่างเขาก็เรียนรู้มาจากบิดาของเขานั่นเอง
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลี่ผิงอันจึงประสานมือคารวะ ทำท่าทีเหมือนหนุ่มน้อยเลือดร้อน ไม่ยอมเอ่ยปากพูดอีกต่อไป
แต่ทันใดนั้นมู่หนิงหนิงที่อยู่ข้างๆ ก็กล่าวขึ้นว่า “หลายท่านคงจะเป็นเซียนของสำนักหมื่นเมฆา และเป็นผู้อาวุโสจากยอดเขาธุลีโอสถ เหตุใดจึงต้องเอ่ยวาจาเย้ยหยันพวกเราศิษย์ตัวเล็กๆ สองคนด้วยเล่า?”
เซียนจากยอดเขาธุลีโอสถหลายคนนั้น รวมทั้งเหล่าเซียนขี้เล่นที่มามุงดูอยู่รอบๆ ต่างก็หันไปมองมู่หนิงหนิงเป็นตาเดียวกัน
หลี่ผิงอันกระซิบ “ศิษย์น้องมู่ เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดมาก เรื่องนี้อาจจะมีความเข้าใจผิดกัน...”
“เข้าใจผิด?”
มู่หนิงหนิงแค่นเสียง ดวงตาคู่สวยดั่งดอกท้อจ้องเขม็งไปยังเซียนของยอดเขาธุลีโอสถ แล้วพูดเสียงต่ำว่า
“เมื่อครู่นี้ข้าได้ยินหมดแล้ว มีเซียนบอกว่ายอดเขาธุลีโอสถปกป้องคนของตัวเองมาก แต่ข้าไม่คิดเลยว่าท่านผู้อาวุโสเซียนที่เก่งกาจเหล่านี้จะมากดดันพวกเราศิษย์ตัวเล็กๆ ในขอบเขตหลอมลมปราณสองคนโดยตรง”
“เดิมข้าคิดว่าสำนักเซียนนอกโลกเป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรอันสงบ เหตุใดยังมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย การกระทำเยี่ยงผู้มีอิทธิพลมากมายเช่นนี้?”
ในดวงตาของนางมีน้ำตาคลอเล็กน้อย แต่นางก็สูดจมูก กลั้นไม่ให้ร้องไห้ออกมา แล้วจ้องมองเซียนหลายคนนั้นต่อไป
ชายชราสองสามคนของยอดเขาธุลีโอสถก็งงไปเหมือนกัน
เด็กสาวคนนี้โผล่มาจากไหนกัน?
หลี่ผิงอันมองไปที่นอกประตูตำหนักอย่างใจเย็น ไม่ได้ห้ามปรามมู่หนิงหนิงอีกต่อไป
ความน้อยเนื้อต่ำใจของมู่หนิงหนิงในตอนนี้ ดูไม่เหมือนการแสดงเลยจริงๆ
แล้วก็ได้ยินมู่หนิงหนิงกล่าวต่อไปว่า
“เรื่องในวันนี้ ข้ากล้าเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ไม่ใช่ศิษย์พี่ผิงอันกับข้าที่ต้องการทำร้ายคนหรือสัตว์เดรัจฉาน สัตว์อสูรของยอดเขาธุลีโอสถตัวนั้นตั้งใจจะทำร้ายข้า ข้าก็แค่ทำให้มันบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น จากนั้นศิษย์ของยอดเขาธุลีโอสถคนนั้นก็มาถึง ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ลงมือกับพวกเรา เขายังปล่อยกระบี่เล็กๆ ออกมามากมาย จะทำร้ายพวกเราจนบาดเจ็บสาหัสแล้วพาตัวกลับไปบนเขา! “หากไม่ใช่เพราะศิษย์พี่ผิงอันสู้สุดชีวิต ตอนนี้พวกเราสองคนคงจะยืนไม่ไหวแล้วด้วยซ้ำ! “เหตุใดพอท่านเซียนทั้งหลายมาถึง มาถึงก็พูดจาเช่นนี้ กล่าวหาว่าเป็นความผิดของพวกเราสองคนทันที? “ก่อนที่ข้าจะมาแสวงหาหนทางเซียน ท่านแม่กำชับข้านักหนาว่า การบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนไม่ได้บำเพ็ญเพียงเพื่อให้มีพลังเวทสูงส่ง ไม่ได้บำเพ็ญเพียงเพื่อให้มีนิสัยเย็นชา การบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนก็เพื่อที่จะได้มีพลังเวทที่ยิ่งใหญ่ขึ้นแล้วช่วยเหลือมวลมนุษย์”
“วันนี้ข้าอดที่จะถามไม่ได้ว่า เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?”
ชายชราหลายคนมีสีหน้ากระอักกระอ่วน กำลังจะอ้าปากพูด
ใบหน้าเล็กๆ ของมู่หนิงหนิงเต็มไปด้วยความจริงจัง แล้วถามอีกครั้ง “เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?”
ชายชราคนหนึ่งกล่าวเสียงเข้ม “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า ไม่ต้องพูดมาก ยอดเขาธุลีโอสถเราจะมีของขอขมาส่งไปให้เจ้าเอง”
“ศิษย์ของพวกท่าน ข้ากับศิษย์พี่ผิงอันก็ช่วยกันสู้ เหตุใดจึงไม่เกี่ยวกับข้า?”
มู่หนิงหนิงมีแนวโน้มจะเดินหน้าเข้าไปทะเลาะ ทันใดนั้นก็มีเสียงจอแจดังขึ้นที่ประตู
เสียงตะโกนดังลั่นพลันดังขึ้น “ผิงอัน! เจ้าเป็นอะไรไปหาผิงอัน!”
นักพรตวัยกลางคนร่างท้วมเล็กน้อย สวมชุดคลุมสีขาวหลวมๆ ขี่เมฆมา พุงยื่นออกมาข้างหน้า พุ่งเข้ามาในตำหนักธุรการ
“พ่อ ข้าอยู่นี่!” หลี่ผิงอันเรียกขึ้นหนึ่งเสียง จากนั้นก็ดึงแขนเรียวของมู่หนิงหนิง แล้วขยิบตาให้นางเบาๆ
มู่หนิงหนิงค่อนข้างไม่เข้าใจ
หลี่ผิงอันมองบิดาของเขาที่กำลังเดินเข้ามาอย่างช้าๆ แล้วกระซิบว่า “นี่คือบิดาของข้า”
“บิดา?” มู่หนิงหนิงกะพริบตา “แบบที่เป็นพ่อลูกกันจริงๆ หรือ?”
ในใจของหลี่ผิงอันรู้สึกมั่นคงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด แล้วบ่นพึมพำเสียงเบา “จากข้อเท็จจริงแล้ว ข้าก็น่าจะเป็นลูกแท้ๆ ของเขานั่นแหละ เอาล่ะ อย่าพูดแล้ว”
มู่หนิงหนิงขยับเข้าไปใกล้หลี่ผิงอัน แล้วถามเสียงเบา “แต่ว่าศิษย์พี่ เซียนของยอดเขาธุลีโอสถมีตั้งมากมาย ถ้าเกิดสู้กันขึ้นมาจะทำอย่างไร ท่านลุงดูไม่เหมือนเซียนเลย จะสู้ไหวหรือ?”
“มีเรื่องหนึ่งที่ศิษย์น้องต้องเข้าใจ”
“อะไรหรือ?”
“ระดับพลังบำเพ็ญของพวกเราต่ำเกินไป ต่อให้ใช้การส่งกระแสจิต ในหูของเหล่าท่านเซียนก็ยังได้ยินชัดเจนอยู่ดี”
หลี่ผิงอันพูดอย่างจนใจ “รีบหยุดพูดเถอะ เซียนหลายคนจะหัวเราะออกมาอยู่แล้ว”
มู่หนิงหนิงหันมองไปรอบๆ ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู
ที่มุมห้องมีเซียนหญิงสองสามคนอดไม่ได้ที่จะยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆ ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ในตำหนักก็เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย
มู่หนิงหนิงอับอายเป็นอย่างมาก ใบหน้างามปรากฏรอยแดงสองแห่ง แต่แล้วก็ยืดอกเชิดหน้า เม้มปากเบาๆ แสดงท่าทีไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย
ในขณะนี้ หลี่ต้าจื้อได้เดินมาถึงหน้าหลี่ผิงอันแล้ว ขมวดคิ้วมองหลี่ผิงอันขึ้นๆ ลงๆ อยู่สองสามครั้ง
เหล่าเซียนของยอดเขาธุลีโอสถต่างก็กลั้นหายใจ
พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะทะเลาะกันใหญ่โตแล้ว
เกียรติยศของยอดเขาธุลีโอสถ หน้าตาของท่านเจ้าของยอดเขา วันนี้จะยอมให้เสียไปไม่ได้เด็ดขาด!
หลี่ต้าจื้อพลันเอ่ยปากขึ้น แต่คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของเขา ทำให้เหล่าเซียนของสำนักหมื่นเมฆาต่างก็งุนงงราวกับอยู่ในม่านหมอก
“ยู โอเคไม่โอเค?”
หลี่ผิงอันงงไปชั่วครู่ จากนั้นก็เข้าใจได้ในทันที
‘ภาษาอังกฤษ’ แบบนี้ ถือเป็นการสื่อสารเข้ารหัสที่พวกเขาสองพ่อลูกสามารถใช้ต่อหน้าเหล่าเซียนได้
“ไอมโอเค”
“โอเคก็โอเค”
หลี่ต้าจื้อถามด้วยภาษาถิ่นบ้านเกิดของพวกเขาอีกประโยคหนึ่ง “แล้วเจ้าจะเอาหน้าตาหรือจะเอาเนื้อหา?”
หลี่ผิงอันตอบโดยไม่ลังเล “เนื้อหา”
“เจ้าเด็กเหลือขอนี่!”
หลี่ต้าจื้อเท้าสะเอวเบิกตาโต ราวกับเตียวหุย ณ สะพานเตียงปันเกี้ยว เสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งยอดเขาประธาน
“เจ้าบอกว่าจะแสวงหาหนทางเซียน นี่น่ะรึการแสวงหาหนทางเซียนของเจ้า! เพิ่งเข้ามาในสำนักได้นานเท่าไหร่กัน เจ้าก็ไปหาเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนอื่น! ยังไปสู้กับเขาอีก!
“วันนี้ถ้าข้าไม่สั่งสอนเจ้าสักหน่อย เจ้าคงไม่รู้แล้วว่าตัวเองแซ่อะไร!”
หลี่ต้าจื้อดึงเข็มขัดหยกที่เอวออกมา อัดพลังเวทเข้าไปทันที แล้วกำลังจะฟาดไปที่ก้นของหลี่ผิงอัน
หลี่ผิงอันรีบถอยหลัง ไม่ลืมที่จะดึงมู่หนิงหนิงให้ถอยไปด้วยกัน
ส่วนผู้ดูแลที่เป็นเซียนหลายคนที่อยู่ข้างๆ ก็กรูกันเข้ามาล้อมหลี่ต้าจื้อไว้ ปากก็ร้องห้ามอย่างร้อนรน
“ตีไม่ได้! ตีไม่ได้ขอรับปรมาจารย์อาต้าจื้อ!”
“เด็กยังเล็ก! อ๊ะ ไม่ใช่! เด็กคนนี้เพิ่งจะอยู่แค่ขอบเขตหลอมลมปราณ! ถ้าตีจนบาดเจ็บจะทำลายรากฐานเต๋าได้นะขอรับ!”
“เรื่องนี้ไม่โทษพวกเขา! ไม่โทษพวกเขา! พวกเขาแค่ป้องกันตัวเท่านั้นขอรับ!”
“โอ๊ย!”
หลังจากยื้อยุดกันอยู่พักหนึ่ง หลี่ต้าจื้อก็ผลักทุกคนออกไป สีหน้าโกรธเกรี้ยวยังไม่ลดลง กระทืบเท้าอย่างหัวเสีย แล้วจ้องมองลูกชายของตัวเองอย่างแรง
หลี่ผิงอันก้มหน้าก้มตา ทำเป็นหูทวนลม
เขาคุ้นเคยกับลูกไม้ของพ่อตัวเองดีอยู่แล้ว ต่อไปพ่อจะทำอะไร เขาสามารถจินตนาการบทพูดทั้งหมดของพ่อในหัวได้เลย
ไม่มีอะไรมาก แค่ก้นมันชินแล้วเท่านั้นเอง
“เฮ้อ!”
หลี่ต้าจื้อเผยสีหน้าเศร้าสร้อย แต่แล้วก็รีบเก็บสีหน้าเช่นนั้นกลับไป หันหลังเดินอย่างรวดเร็วไปยังเซียนหลายคนของยอดเขาธุลีโอสถ ยื่นมือเข้าไปล้วงหาของในแขนเสื้อกว้างไปมา สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นร้อนรน
เหล่าเซียนของยอดเขาธุลีโอสถราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ! ตามธรรมเนียมของโลกผู้บำเพ็ญเพียร พวกเขาเริ่มคิดแล้วว่าจะตอบโต้ด่ากลับอย่างไรดี เจ้าของยอดเขาอวิ๋นเฉินจื่อที่ซ่อนตัวอยู่นอกตำหนัก ก็เตรียมพร้อมที่จะปรากฏตัวแล้วเช่นกัน
สิ่งที่อวิ๋นเฉินจื่อคิดย่อมลึกซึ้งกว่าเซียนคนอื่นๆ เซียนสวรรค์เฒ่าผู้นี้เริ่มพิจารณาแล้วว่า การหักหน้าบรรพชนคงหมิงจะส่งผล...ลัพธ์...เช่นใด
“โอ๊ย! โอ๊ยๆ! นี่จะทำอย่างไรดี!”
หลี่ต้าจื้อหยิบกองหินวิญญาณและสมบัติล้ำค่าออกมาจากแขนเสื้อ ส่องประกายระยิบระยับอยู่ในอ้อมแขน
“นี่ข้าไม่รู้จะพูดอย่างไรดีจริงๆ! เป็นความผิดของข้า! ความผิดของข้าเอง! ลูกข้าคนนี้มันนิสัยดื้อรั้น อารมณ์ร้อน ข้าก็ไม่ได้สั่งสอนเขาให้ดี! ทำไมถึงไปมีเรื่องกับศิษย์ของยอดเขาเราได้ล่ะนี่...
“ขอทุกท่านโปรดใจกว้างอย่าถือสาเขาเลย! ข้าขอขมาทุกท่าน ณ ที่นี้!”
ทั้งตำหนักเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก
เห็นได้ชัดว่าเหล่าเซียนของยอดเขาธุลีโอสถถึงกับผงะไป
หลี่ต้าจื้อรีบพุ่งเข้าไปหาเหล่าเซียนของยอดเขาธุลีโอสถ แล้วพูดอย่างตื่นเต้นต่อไปว่า
“นี่จริงๆ นะ!
“ของพวกนี้เอาไปบำรุงเด็กคนนั้น! “ข้ากลับไปจะสั่งสอนผิงอันให้ดีๆ พาผิงอันไปขอขมาที่ยอดเขาธุลีโอสถ! ท่านนี้คือศิษย์ที่ถูกผิงอันทำร้ายใช่หรือไม่? ข้าขอดูหน่อยสิ โอ๊ย เจ้าเด็กเลวนี่ทำไมลงมือหนักขนาดนี้! นี่มันจริงๆ เลย ข้ามีโอสถรักษาบาดแผลที่ท่านอาจารย์ให้มา...นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากข้า ทุกท่านอย่าได้ปฏิเสธ! รีบให้เด็กกินสักเม็ดเร็วเข้า!”
เหล่าเซียนของยอดเขาธุลีโอสถอ้าปากค้างเล็กน้อย เจินเซียนชราที่อยู่ตรงกลางยังไม่ทันได้สติ ก็ต้องอุ้มกองหินวิญญาณและสมบัติล้ำค่าไว้อย่างงุนงง
นอกตำหนัก อวิ๋นเฉินจื่อขมวดคิ้วแน่น
ศิษย์ของปรมาจารย์ผู้นี้...มาไม้ไหนกัน? เจ้าของยอดเขาผู้นี้ตอบสนองได้รวดเร็วมาก รีบส่งกระแสจิตไปยังเซียนของยอดเขาธุลีโอสถสองสามคนนั้นทันที
ใบหน้าชราที่เคร่งขรึมของเซียนยอดเขาธุลีโอสถสองสามคนนั้นพลันคลายลงราวกับน้ำแข็งละลาย ท่าทางแข็งทื่อแต่ก็รีบประสานมือคารวะซ้ำๆ
ชั่วขณะหนึ่ง ในตำหนักเต็มไปด้วยเสียงถ่อมตัวของหลี่ต้าจื้อและเหล่าเซียนของยอดเขาธุลีโอสถ
“เอ่ ท่าน ศิษย์ของยอดเขาธุลีโอสถเราผิดก่อนเอง ไม่โทษสหายผิงอันหรอก”
“นี่มันจริงๆ เลย ปรมาจารย์อาต้าจื้อไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ ไม่ต้องเลยจริงๆ ยอดเขาธุลีโอสถเราสั่งสอนศิษย์ไม่ดีเอง กลับไปต้องลงโทษอย่างหนัก!”
“ปรมาจารย์อาต้าจื้อ! เด็กๆ ทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติ อย่าให้ต้องเสียความสามัคคีกันเลย แต่กฎของสำนักก็ต้องเป็นกฎ ที่ต้องลงโทษก็ต้องลงโทษ ไม่ว่าสำนักจะตัดสินอย่างไร พวกเราก็จะน้อมรับ!”
“ใช่แล้ว! สหายผิงอันอยู่ในขอบเขตหลอมลมปราณกลับสามารถสู้กับขอบเขตรวบรวมจิตได้ ช่างเป็นมังกรในหมู่มนุษย์โดยแท้!”
หลี่ต้าจื้อฉวยโอกาสพูดต่อ “ไม่ๆๆ วิชาสามขาแมวของเขา เป็นเพราะพี่ชายคนนี้ยอมให้เขาต่างหาก! ข้าเข้าใจดี! ระดับพลังต่างกันเกินไป! ขอทุกท่านโปรดให้โอกาสพวกเราสองพ่อลูกได้แก้ไขความผิดด้วย ข้าจะหาที่จัดงานเลี้ยง เพื่อขอขมาทุกท่านอย่างเป็นทางการ!”
เหล่าเซียนของยอดเขาธุลีโอสถรีบกล่าวทันที
“ยังต้องไปหาที่อื่นอีกหรือ? ทำไมไม่ไปที่ยอดเขาธุลีโอสถของเราเลยล่ะ?”
“ไป! อาจารย์อาต้าจื้อ! เรื่องเล็กน้อยตรงนี้ให้ตำหนักธุรการจัดการไปเถอะ พวกเราไปดื่มกันสักสองสามจอกที่ยอดเขาธุลีโอสถกันดีกว่า!”
“โอ๊ย อย่างนี้จะดีหรือ!”
“ท่านเจ้าของยอดเขาของเราก็อยากจะพบท่านปรมาจารย์อาต้าจื้อสักครั้ง ขอปรมาจารย์อาต้าจื้อโปรดให้เกียรติเสด็จไปด้วย”
“หึ! เจ้าศิษย์โง่เง่าไม่ได้เรื่องของข้า! ดูแลสัตว์อสูรตัวเล็กๆ ที่จะเอาไปทำยาไม่ดี ยังคิดจะจับศิษย์ตัวเล็กๆ ที่น่าสงสารสองคนไปไถ่โทษอีก เดี๋ยวกลับไปได้เจอดีแน่! ปรมาจารย์อาต้าจื้อ! สัตว์อสูรเล็กๆ ที่ข้าเลี้ยงไว้นี่ แค่ป้อนสมุนไพรสองสามอย่างแล้วย่างไฟอ่อนๆ ก็อร่อยไม่เบาเลยนะขอรับ”
“ไม่ได้ๆ ทุกท่านโปรดเมตตาพี่ชายคนนี้ด้วย คนหนุ่มคนสาวใครบ้างจะไม่เคยทำผิด? เห็นแก่หน้าข้า อย่าได้ลงโทษ อย่าได้ลงโทษเลย!”
“พูดง่าย! เจ้ามัวเหม่ออะไรอยู่! ยังไม่รีบโค้งคำนับขอขมาปรมาจารย์อาต้าจื้อของเจ้าอีก! เดี๋ยวกลับไปได้เจอดีแน่!”
ทั้งสองฝ่ายผลัดกันพูดไปมา ไม่ทันไรหลี่ต้าจื้อก็ถูกเหล่าเซียนของยอดเขาธุลีโอสถห้อมล้อม พากันขี่เมฆไปยังยอดเขาธุลีโอสถจากนอกประตูตำหนัก
เหล่าเซียนในตำหนักมองดูก้อนเมฆสีขาวที่ลอยห่างออกไป ได้ยินเสียงหัวเราะครื้นเครงที่ลอยมาไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่ต่างก็งงงัน
นี่? จบแล้วเหรอ?
หลี่ผิงอันยังคงเงยหน้ามองฟ้า ส่วนมู่หนิงหนิงอดไม่ได้ที่จะค่อยๆ เอียงคอ
“ศิ...พี่?”
“เดี๋ยวก็ชิน”
ผู้อาวุโสเหยียนเซิ่งเคาะไปป์ในมือ ลืมตามองหลี่ผิงอัน มุมปากเผยรอยยิ้มที่เป็นมิตร แล้วลุกขึ้นเดินเข้ามา