ซูหยุนและเด็กน้อยเผ่าปีศาจทั้งสี่เดินมาถึงใต้ต้นหลิวคดใต้ต้นหลิวมีเพียงหลุมศพเดียวดายที่ถูกหิมะกลบฝัง ไม่มีกระท่อมหญ้า และไม่มีท่านลุงเฉินซูหยุนเงยหน้าขึ้น หลังพายุหิมะผ่านพ้น ท้องฟ้าก็โปร่งใสราวกับถูกชะล้าง เป็นสีฟ้าครามล้ำลึก บนนั้นไม่มีตลาดที่ผู้คนพลุกพล่านอย่างที่ท่านลุงเฉินเคยบอกไว้เขาหันไปมองในลานหิมะ มองไปยัง "บ้าน" หลังเล็กๆ ของตัวเอง ที่นั่นไม่มีบ้าน มีเพียงเนินฝังศพเล็กๆ กลางกองหิมะเนินฝังศพถูกเปิดออก เผยให้เห็นโลงศพขนาดเล็ก นั่นคือ "บ้าน" หลังเล็กในความทรงจำวัยเด็กของซูหยุนตอนนั้นเขาตาบอด ทั้งยังติดอยู่ในบ้านที่แคบแสนแคบ ได้แต่ดิ้นรน ทุบประตู ตะโกนร้องด้วยความสิ้นหวังเด็กชายวัยเจ็ดขวบสัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังและไร้ที่พึ่งอย่างแท้จริงในขณะที่เขากำลังหวาดกลัว เขาก็ได้ยินเสียงกุกกัก "ประตูบ้าน" ของเขาถูกเปิดออก ท่านลุงเฉินจูงมือเขา ดึงเขาออกมาจาก "บ้านหลังเล็ก"บัดนี้เมื่อซูหยุนหวนนึกถึงอดีต ในใจก็มีอารมณ์ความรู้สึกนับหมื่นพันที่ไม่รู้จะเผยออกมาอย่างไร ท้ายที่สุดเขาจึงก้มกราบหลุมศพร้างของท่านลุงเฉินกลางลานหิมะ ก่อนจะลุกขึ้นและเดินหน้าต่อไปเขาหันกลับไปมองเมืองประตูสวรรค์อีกครั้ง มองเห็นประตูสวรรค์ตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยวแต่ไกลในความเลือนราง เด็กหนุ่มผู้จากบ้านเกิดราวกับได้ยินน้ำเสียงอันอ้างว้างเศร้าสร้อยอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวซั่วฟางเฒ่าอย่างท่านลุงชวี และเสียงกลองเชียงที่ฟังดูเรียบง่ายทว่าเต็มไปด้วยความกร้านโลกอีกครั้ง"มาถึงบัดนี้ เรื่องราวทางโลกยากจะเอื้อนเอ่ย!"ตึง! ตึง! ตึง!"ระหว่างฟ้าดินไร้ซึ่งวีรบุรุษ!""ไม่เห็นผู้กล้าแม้สักคน!"ตึง! ตึง! ตึง!……คณะของซูหยุนเดินผ่านห้วยอสรพิษ มาถึงหมู่บ้านเหลืองสุสานร้างขนาดใหญ่มีรูพรุนไปทั่ว พวกเพียงพอนยืนอยู่หน้าปากถ้ำของตน มองดูรอบทิศทางเพื่อระวังศัตรูบุกรุก บางตัวก็วิ่งไปมุดเข้ามุดออกในกองหิมะ เล่นซนกันอย่างสนุกสนาน ยังมีอีกหลายตัวที่อ้อมไปหลังต้นไม้ แปลงกายเป็นชายหนุ่มเดินออกมา พวกมันกำลังฝึกฝนวิชาอาคมอยู่นั่นเอง"เจ้าพวกตัวแสบแห่งหมู่บ้านเหลือง!"ฮวาหูป้องปากตะโกนบอกพวกเพียงพอนในหมู่บ้านเหลือง "พวกเราจะเข้าเมืองแล้ว! ไม่ปราบพวกเจ้าแล้ว! รอถึงช่วงเทศกาล ปู่ฮวาคนนี้กลับมาจากเมืองเมื่อไหร่ค่อยมาปราบพวกเจ้าใหม่! ไม่ต้องคิดถึงพวกเราล่ะ—"ซู่—บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยก้อนมูลแห้งๆ ที่ปลิวว่อน พุ่งแหวกอากาศเข้ามาหาพวกเขา ฮวาหูหัวเราะร่วน ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไปพร้อมกับซูหยุนและคนอื่นๆหลังจากครึกครื้นกันไปพักหนึ่ง พวกเขาก็กลับมาที่หมู่บ้านเนินจิ้งจอก รอยยิ้มบนใบหน้าของฮวาหูค่อยๆ จางหายไป เขาเดินมาที่หน้าหลุมศพของชาวหมู่บ้านเนินจิ้งจอกและก้มลงกราบไหว้ซูหยุนมาที่หน้าหลุมศพของอาจารย์จิ้งจอกป่า เซ่นไหว้ครูผู้ชี้แนะคนนี้ด้วยความเคารพอย่างสูงสุดท่านลุงเฉิน ท่านลุงชวี ท่านป้าหลัว และคนอื่นๆ ล้วนมีบุญคุณต่อเขามาก ท่านลุงเฉินมีพระคุณช่วยชีวิต ท่านลุงชวีและท่านป้าหลัวมีพระคุณเลี้ยงดู ส่วนอาจารย์จิ้งจอกป่ามีบุญคุณในการสั่งสอนและเปิดสติปัญญาให้แก่ซูหยุน!หากไม่ได้รับการชี้แนะสติปัญญา ไม่เปิดความรู้แจ้งให้ เขาก็คงเป็นเพียงเด็กป่าเถื่อนในภูเขา จะต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉานเล่า?อาจารย์จิ้งจอกป่าเปรียบเสมือนผู้เปิดดวงตาแห่งจิตใจให้แก่เขา ทำให้เขารู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ทำให้เขาเรียนรู้วิธีการเป็นคนพวกเขาออกจากหมู่บ้านเนินจิ้งจอก เดินผ่านโรงเรียนหลวงประจำตำบล ซูหยุนและเด็กน้อยเผ่าปีศาจทั้งสี่เข้าไปปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดฝุ่นละออง พวกเขานั่งลงบนที่นั่งของตนเอง ราวกับยังได้ยินเสียงของอาจารย์จิ้งจอกป่า ราวกับยังมองเห็นเงาของเพื่อนร่วมชั้นสะพานตาชั่งซูหยุนยกมือขึ้น พลังปราณโลหิตกลายสภาพเป็นมังกรเจียวพุ่งออกไป กรงเล็บมังกรตะปบเข้าที่หัวสะพานที่กระดกขึ้น แล้วดึงสะพานแห่งนี้ลงมาพวกเขาก้าวขึ้นไปบนสะพานตาชั่ง เดินมุ่งหน้าไปยังฝั่งตรงข้าม บนท้องฟ้ามีฝูงนกเผาเซียวบินมา พลางร้องบอกว่า "เด็กน้อยตระกูลซูจะไปแล้วหรือ? ในเมืองอันตรายมากนะ!"ซูหยุนเงยหน้าขึ้น โบกมือให้กับชาวหมู่บ้านหลินอี้นกเผาเซียวตัวหนึ่งร่อนลงมา เกาะอยู่ตรงหัวสะพานเบื้องหน้าพวกเขา ใบหน้ากลมๆ ดูจริงจังมาก มันกางปีกออกทำท่าทางประกอบ "บ้านนอกของเราคือป่าไม้ ส่วนในเมืองก็คือป่าเหล็ก อันตรายสุดๆ! คนในเมืองกินคนไม่คายกระดูกหรอกนะ!"ฝูงนกเผาเซียวบนท้องฟ้าบินห่างออกไปแล้ว เสียงร้องกุ๊กๆ ดังแว่วมา กำลังเพรียกหามันนกเผาเซียวที่หัวสะพานกระพือปีกบินจากไปเสียงดังมาจากกลางอากาศ "อยู่เป็นปีศาจที่นี่ไม่ดีหรือ? พวกเราเป็นปีศาจในสายตาเจ้า แต่เจ้าก็เป็นปีศาจในสายตาพวกเราเหมือนกันนะ! ทำไมถึงต้องเข้าเมืองด้วย?"ซูหยุนยิ้มพลางตอบ "ไม่อยากใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างเลื่อนลอยน่ะสิ ถึงต้องเข้าเมือง""ในเมืองอันตรายกว่าเทียนซื่อหยวนเป็นร้อยเท่า! กุ๊กๆ ระวังตัวด้วย กุ๊กๆ!"หัวสะพานทอดลงถึงฝั่งตรงข้าม ซูหยุนพาเด็กน้อยเผ่าปีศาจทั้งสี่เดินลงไป ในวันหิมะตกหนัก เมืองตลาดร้างก็ดูเงียบเหงาลงไปมาก ฮวาหูพาพวกเขามาเยี่ยมเยียนที่บ้านของผู้เฒ่าโก่ว สองสามีภรรยาผู้เฒ่าโก่วมีเส้นขนหงอกขาวไปทั้งตัว ดูชราภาพลงบ้างแล้ว"เข้าเมืองแต่เช้าตรู่ขนาดนี้เลยหรือ?"ยายโก่วตักน้ำแกงร้อนๆ ให้พวกเขาคนละชาม พลางขมวดคิ้วถาม "เหตุใดไม่รอให้พ้นช่วงปีใหม่ไปก่อนแล้วค่อยเข้าเมือง? ถ้าเข้าเมืองตอนนี้ ไม่มีคนเดินทางไปด้วย มันอันตรายมากนะ"ฮวาหูตอบ "ท่านป้า ตาของเสี่ยวหยุนมองเห็นแล้ว เขาถูกไล่ออกจากเมืองประตูสวรรค์ เทียนซื่อหยวนก็ไม่มีที่ไหนให้น่าอาลัยอาวรณ์อีก พวกเราเลยตั้งใจจะเข้าเมืองไปหาเลี้ยงชีพ แล้วค่อยตามหาศัตรูเพื่อแก้แค้นขอรับ"ยายโก่วทำท่าจะพูดต่อ แต่ผู้เฒ่าโก่วยกมือขึ้นตวาด "ปีศาจตัวผู้โตแล้วก็ต้องออกไปเผชิญโลกกว้าง สร้างเนื้อสร้างตัว เจ้าเป็นปีศาจตัวเมียจะไปรู้อะไร? ไป เติมพริกไทยในชามแกงข้าให้เยอะๆ หน่อย!"ยายโก่วเดินปึงปังจากไปอย่างฉุนเฉียวผู้เฒ่าโก่วมองซูหยุนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยว่า "เจ้าเป็นคน พวกเราเป็นปีศาจ เมื่อไปถึงถิ่นของพวกมนุษย์ เจ้าต้องคอยดูแลพวกเสี่ยวฮวาให้ดีล่ะ"ซูหยุนพยักหน้ารับอย่างจริงจัง ประคองชามซดน้ำแกงด้วยท่าทีเก้อเขินเล็กน้อยผู้เฒ่าโก่วกล่าวต่อ "ฝั่งตะวันออกของเมืองตลาดร้างนั้นปลอดภัยดี แต่ฝั่งตะวันตกของเมืองตลาดร้างนั้นพูดยาก ออกจากเมืองตลาดร้างมุ่งหน้าไปทางตะวันตกสามสิบห้าลี้คือสถานีม้าเร็วเทียนซื่อหยวน ต้องนั่งมังกรจูหลงจากสถานีเข้าเมือง แต่หิมะตกหนักปิดกั้นเส้นทาง หิมะทับถมเดินทางลำบาก คาดว่าพวกเจ้าคงต้องค้างคืนกลางทาง กว่าจะถึงสถานีก็คงเป็นวันที่สอง ระหว่างทาง..."หางตาของผู้เฒ่าโก่วกระตุก น้ำเสียงแหบพร่า "ทางตะวันตกของเมืองตลาดร้างคือดินแดนไร้ระเบียบ พวกเจ้าต้องระวังตัวให้ดี! เมื่อตกกลางคืน ห้ามค้างอ้างแรมข้างนอกเด็ดขาด ต้องอารามของปราชญ์เก่าให้เจอ และพักผ่อนในอารามของปราชญ์เก่าเท่านั้น!"ในแววตาของเขาฉายแววหวาดกลัว เป็นความหวาดกลัวที่ยากจะปิดบัง "ยังมีอีกเรื่อง กองไฟในอารามห้ามดับเด็ดขาด! จำไว้ให้ดี ห้ามให้มันดับเด็ดขาด! หากตอนกลางคืนได้ยินเสียงคนเรียกพวกเจ้าอยู่ข้างนอกก็อย่าออกไป ห้ามออกไปเด็ดขาด!"ใบหน้าของเขาดูน่าสะพรึงกลัว แทบจะใช้คำรามข่มขู่ใส่ซูหยุนและฮวาหูด้วยเสียงต่ำซูหยุน ฮวาหู และคนอื่นๆ รีบพยักหน้ารับผู้เฒ่าโก่วมีสีหน้ากลับเป็นปกติ ประคองชามซดน้ำแกงพลางบอก "อากาศหนาว รีบกินตอนร้อนๆ กินให้เหงื่อออกแล้วค่อยออกเดินทาง ยายเฒ่า เอาพริกไทยมาหรือยัง? ไปปิ้งแป้งลั่วโหมวมาแช่น้ำแกงกินสักสองสามแผ่นด้วย ปิ้งมาเยอะๆ หน่อย ให้ไอ้พวกลูกกระต่ายนี่เอาไว้เป็นเสบียงกลางทาง! ในแป้งลั่วโหมวก็ใส่ไข่ดาวลงไปสักสองสามฟองด้วยล่ะ!"พวกซูหยุนกินข้าวอิ่มหนำที่บ้านของผู้เฒ่าโก่ว กินจนร่างกายอบอุ่นไปทั้งตัว จากนั้นจึงก้าวออกจากบ้านหูปู้ผิงเอ่ยชม "ท่านลุงโก่วใจเด็ดจริงๆ สั่งสอนจนท่านป้าไม่กล้าปริปากพูดแม้แต่ครึ่งคำ ช่างเป็นแบบอย่างของลูกผู้ชายอย่างพวกเราเสียจริง!"สิ้นเสียงของเขา ก็ได้ยินเสียงกระทะเหล็กกระแทกหน้าผากดังมาจากด้านหลัง ตามด้วยเสียงยายโก่วกดเสียงต่ำพูดอย่างดุดันว่า "ได้ใจนักใช่ไหม ได้ใจนักใช่ไหม? ปีศาจตัวเมียเข้าเมืองไม่ได้ใช่ไหม? ออกไปเผชิญโลกไม่ได้ใช่ไหม? สร้างเนื้อสร้างตัวไม่ได้ใช่ไหม? น้ำแกงที่ข้าทำ เจ้ากินแล้วไม่อร่อยหรือไง? ยังจะมาทำเป็นใจเด็ดต่อหน้าข้าอีก..."จากนั้นก็เป็นเสียงหัวกระแทกกับบานประตู สลับกับเสียงร้องขอความเมตตาของผู้เฒ่าโก่ว "พวกเด็กๆ ยังไปไม่ไกลเลย รอให้ไปไกลๆ ก่อนค่อยตี..."หูปู้ผิงเงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว ก้มหน้าไม่กล้าพูดจา เดินตามพวกซูหยุนออกไปนอกเมืองลานหิมะกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ภายนอกเมืองตลาดร้างคือภูเขาลูกใหญ่ที่ทอดตัวยาวต่อเนื่องกัน สีสันของหิมะงดงามยิ่งนัก ทว่าเมื่อเดินอยู่ในดงหิมะนานๆ ก็ดูจืดชืดไปบ้างหิมะหนามากและยังไม่ละลาย ถนนหนทางถูกกลบมิด หากไม่ระวังก็อาจร่วงตกลงไปในหลุมหิมะได้โชคดีที่พวกเขามีทักษะที่ไม่ธรรมดา พลังปราณที่บำเพ็ญเพียรมาก็ล้ำลึก จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีอันตราย เพียงแต่การเดินบนทางหิมะนั้นกินแรงมาก ความเร็วในการเดินทางจึงไม่เร็วนัก"ด้วยความเร็วระดับนี้ ตอนฟ้ามืดก็คงไปไม่ถึงสถานีม้าเร็วเทียนซื่อหยวนจริงๆ นั่นแหละ"ซูหยุนเงยหน้ามองไปไกลๆ สองข้างทางหิมะเป็นคูน้ำ พอจะแยกแยะเส้นทางได้ แต่ถ้าเผลอตกลงไปในคูน้ำ เสื้อผ้าก็คงเปียกชุ่มจนหนาวสั่นงันงกเป็นแน่เดินทางเช่นนี้ไปได้หกเจ็ดลี้ ดวงอาทิตย์ก็คล้อยไปอยู่กลางท้องฟ้าฝั่งตะวันตก แม้จะมองเห็นดวงอาทิตย์ แต่แสงแดดนั้นกลับดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบ สัมผัสไม่ได้ถึงความอบอุ่นแม้แต่น้อยเบื้องหน้าคือเนินเขา บริเวณเนินเขามีบ้านอิฐสีแดงเตี้ยๆ สร้างเรียงรายอยู่ราวสามสี่สิบหลังคาเรือนฮวาหูกระโดดขึ้น อยากจะมองให้ชัดๆ แต่ติดที่ตัวเตี้ยไปหน่อย ซูหยุนจึงอุ้มเขาขึ้นมาวางบนไหล่ ฮวาหูถึงได้มองเห็นอย่างชัดเจนหิมะที่ทับถมอยู่บนบ้านสีแดงบนเนินเขาถูกคนกวาดออกไปจนหมด และหิมะบนถนนหลวงก็ถูกคนเก็บกวาดจนเกลี้ยง เผยให้เห็นสะพานยาวห้าหกจั้งที่กว้างพอให้รถม้าหนึ่งคันแล่นผ่านได้ ทอดข้ามแม่น้ำสายเล็กๆ"ท่านลุงโก่วบอกว่าทางตะวันตกของเมืองมีแต่ชาวบ้านป่าเถื่อน ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเขาพูดให้ร้ายคนอื่นกันนะ?"ฮวาหูกระโดดลงจากไหล่ซูหยุน หัวเราะพลางว่า "สงสัยท่านลุงโก่วคงเคยเสียเปรียบที่นี่กระมัง"ซูหยุนอมยิ้ม "ปีศาจที่ทำให้ท่านลุงโก่วเสียเปรียบได้ เราคงต้องระวังตัวให้ดีแล้วล่ะ"ฮวาหูรู้สึกหนาวเยือกในใจพวกเขาเดินไปข้างหน้า เห็นหัวสะพานและท้ายสะพานล้วนมีมนุษย์วานรกอดดาบแนบอกนั่งอยู่ มนุษย์วานรเหล่านั้นร่างกายกำยำล่ำสัน แม้จะเป็นฤดูหนาวที่หิมะตกหนัก ก็ยังสวมเพียงเสื้อกั๊กตัวเดียวซูหยุนพิจารณาดูอยู่ไกลๆ เห็นว่าแผ่นหลังของมนุษย์วานรกว้างกว่ามนุษย์มาก มองทะลุเสื้อกั๊กเข้าไปเห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ จำนวนกล้ามเนื้อก็มีมากกว่ามนุษย์เสียอีก"หากมนุษย์มีกล้ามเนื้อมากมายขนาดนี้ ก็ถือว่ามีพรสวรรค์เหนือธรรมดาแล้ว แต่เผ่าวานรที่เป็นปีศาจวานรกลับมีพรสวรรค์เช่นนี้มาตั้งแต่เกิด!"ซูหยุนทอดถอนใจ พรสวรรค์เช่นนี้ อิจฉาไปก็เปล่าประโยชน์พวกเขาเดินไปข้างหน้าอีกสองสามก้าว ก็เห็นป้ายหินตั้งอยู่ริมถนน บนป้ายเขียนตัวอักษรว่า เทือกเขาตระกูลหยวนซูหยุนเหลือบมองบ้านสีแดงบนภูเขา เลิกคิ้วขึ้น "ดูเหมือนบนภูเขาจะมีแต่ปีศาจวานรนะ พรสวรรค์ดีขนาดนี้...""จะข้ามสะพานรึ?"ปีศาจวานรที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เอนตรงหัวสะพานปรายตามองพวกเขา แขนที่ห้อยตกลงมาถูกยกขึ้น "คนละสองเหรียญอู่จู"หูปู้ผิงถามอย่างมีน้ำโห "ทำไมต้องให้เงินเจ้าด้วย?"ปีศาจวานรตัวนั้นลุกขึ้นยืนโซเซ บิดขี้เกียจ ปรายตามองเขา แล้วพูดอย่างเกียจคร้าน "ถนนของเทือกเขาตระกูลหยวน หมู่บ้านเราเป็นคนปู สะพาน หมู่บ้านเราก็เป็นคนสร้าง หิมะ เราก็เป็นคนกวาด เก็บเงินคงไม่เกินไปหรอกมั้ง?"หูปู้ผิงยังอยากจะเถียงต่อ แต่ซูหยุนยิ้มแล้วบอกว่า "ไม่เกินไปหรอก" พูดจบก็หยิบถุงเงินออกมา นับเหรียญอู่จูสิบเหรียญปีศาจวานรรับเงินไป แล้วก็เอนหลังลงนอนอีกครั้งพวกซูหยุนขึ้นสะพาน เมื่อมาถึงฝั่งตรงข้าม ฝั่งตรงข้ามก็มีปีศาจวานรนอนอยู่ตัวหนึ่ง มันพูดด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน "ค่าลงสะพานคนละสองเหรียญอู่จู"หูปู้ผิงโกรธจัด "เมื่อกี้ก็จ่ายไปแล้ว ทำไมยังต้องจ่ายอีก?"ปีศาจวานรตัวนั้นลุกขึ้นนั่ง หัวเราะหึๆ "เมื่อกี้ที่จ่ายไปคือค่าขึ้นสะพาน ตอนนี้ที่ต้องจ่ายคือค่าลงสะพาน"————