กาเวนไม่ได้ให้ขบวนเดินทางเร็วขึั้นนัก เพราะเขาเดาได้ว่าพวกพนักงานต้อนรับคงต้องรีบเร่งเตรียมการเพื่อให้คฤหาสน์ที่ถนนคราวน์หมายเลขสี่พร้อมต้อนรับเจ้านาย และเขาไม่คิดจะทำให้พวกพนักงานที่ทำตามคำสั่งต้องลำบากใจเกินไปนัก แต่ถึงแม้เขาจะพาขบวนเดินทอดน่องอ้อมถนนไปครึ่งรอบแล้ว ตอนที่มาถึงถนนคราวน์หมายเลขสี่ก็ยังเห็นคนสวมชุดบริกรวิ่งเข้าวิ่งออกกันเหงื่อตกอยู่ดี
แต่ถึงอย่างไร งานเตรียมการของพวกเขาก็ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงผอม ท่าทางเหมือนพ่อบ้าน สวมวิกผมสีขาวและผูกหูกระต่ายสีดำเดินออกมาต้อนรับจากในคฤหาสน์ และโค้งคำนับที่หน้าม้าของกาเวน "ใต้เท้า คฤหาสน์ของท่านเตรียมพร้อมแล้วขอรับ กระผมคือเจมส์ เบรน ผู้รับผิดชอบดูแลทรัพย์สินแห่งนี้ในปัจจุบัน ระหว่างที่ท่านพำนักอยู่ในเมืองหลวง กระผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้รับใช้ท่านในฐานะพ่อบ้านขอรับ"
"เบรน... ข้าคุ้นๆ นามสกุลนี้นะ" กาเวนครุ่นคิด (ค้นหาความทรงจำ) แล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม "อา ใช่แล้ว โฮลี่ เบรน เด็กรับใช้ข้างกายชาร์ลส์ในตอนนั้น นามสกุลเบรนนี้ชาร์ลส์ก็เป็นคนตั้งให้เขานี่นา"
ชายวัยกลางคนที่เรียกตัวเองว่าเจมส์ เบรนมีท่าทีประหลาดใจเล็กน้อย ใครก็ตามที่มีโอกาสได้พูดคุยกับคนโบราณ (แถมคนโบราณคนนี้ยังรู้จักบรรพบุรุษของตัวเองอีก) ก็คงจะรู้สึกอัศจรรย์ใจแบบเดียวกัน "ชะ... ใช่ขอรับ โฮลี่ เบรนคือบรรพบุรุษของกระผมเอง ตระกูลของเราเป็นผู้รับใช้ราชวงศ์มาทุกยุคทุกสมัย ทรัพย์สินส่วนพระองค์ของราชวงศ์ในเมืองหลวงก็ล้วนให้สมาชิกตระกูลเบรนเป็นผู้ดูแลแทนขอรับ..."
กาเวนหัวเราะหึๆ "ใช่สิ บ้านของข้าหลังนี้กลายเป็นทรัพย์สินของราชวงศ์ไปแล้วนี่นา"
เจมส์ เบรนถึงกับเหงื่อตกทันที ระดับความน่าอึดอัดของหัวข้อสนทนานี้ถือว่าที่สุดในเมืองหลวงของวันนี้เลยทีเดียว เปรียบเทียบก็เหมือนกับการจับคุณมัดติดกับเก้าอี้ แล้วอ่านบทความเศร้าเคล้าน้ำตาวัยรุ่นที่คุณเขียนไว้ในโซเชียลมีเดียตอนอายุสิบสี่ให้ฟังต่อหน้า...
แต่กาเวนก็แค่ล้ออีกฝ่ายเล่นเท่านั้น เขาข้ามหัวข้อนี้ไปอย่างรวดเร็ว "บอกให้ทุกคนไม่ต้องวุ่นวายขนาดนี้หรอก ข้าพักอยู่ไม่นาน"
เจมส์ เบรนยืดตัวตรง "กระผมได้รับคำสั่งมา จะต้องรับใช้ท่านอย่างสุดความสามารถ การเตรียมคฤหาสน์ให้พร้อมสรรพคือความรับผิดชอบของเราขอรับ"
"อย่างเช่นการเคลียร์พวกขายตั๋วหน้าประตูกับพวกที่ทำตัวเป็นไกด์ข้างในออกไปก่อนน่ะเหรอ?"
"...หา?"
คุยกับคนต่างโลกนี่ลำบากชะมัด ยิงมุกอะไรไปก็ไม่เก็ต
กาเวนโบกมืออย่างหมดอารมณ์เล็กน้อย เขาตวัดตัวลงจากม้า ส่งสายบังเหียนให้ผู้ติดตามที่รออยู่ด้านข้าง ก่อนจะนำเหลนสาวรุ่นที่ N+1 ของตัวเองรวมถึงคนกลุ่มใหญ่ก้าวเข้าไปในคฤหาสน์เก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึงเจ็ดร้อยปีแห่งนี้
เป็นไปตามที่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังคนก่อนหน้านี้บอกจริงๆ คฤหาสน์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีความหมายลึกซึ้งบนถนนคราวน์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ถูกเก็บรักษาไว้ แต่ยังได้รับการซ่อมแซมอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาสภาพเดิมไว้ เวลาเจ็ดร้อยปี ต่อให้มีของที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์อย่างเวทมนตร์อยู่ ของหลายอย่างก็ควรจะผุพังไปตั้งนานแล้ว ดังนั้นกาเวนจึงแทบจะมั่นใจได้เลยว่าของที่นี่อย่างน้อยครึ่งหนึ่งไม่ใช่ของแท้ดั้งเดิมในสมัยนั้นอีกต่อไป เป็นเพียงการรักษาสภาพให้ดูคล้ายคลึงเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว เขาไม่ใช่กาเวนเซซิลตัวจริงเสียหน่อย
เดินผ่านสวนและลานหน้าบ้านที่ไม่ใหญ่นัก ผ่านระเบียงทางเดินสั้นๆ ถัดไปก็คือห้องโถงใหญ่ ในฐานะคฤหาสน์ของแกรนด์ดยุกผู้ก่อตั้งประเทศ ขนาดของถนนคราวน์หมายเลขสี่ดูซอมซ่อไปหน่อยจริงๆ โดยพื้นฐานแล้วตระกูลใดก็ตามที่มีปัญญาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองหลวงได้ ล้วนมีกำลังพอที่จะสร้างบ้านในเมืองให้ใหญ่กว่าที่นี่สักเท่าตัว ดังนั้นพอแอมเบอร์เดินเข้ามาก็บ่นอุบอิบขึ้นมาทันที "แค่นี้เองเหรอ? แย่กว่าที่ข้าคิดไว้ตั้งเยอะ..."
"นี่มันสร้างขึ้นเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนนะ" กาเวนปรายตามองฮาล์ฟเอลฟ์ "ปราสาทซิลเวอร์ในตอนนั้นก็ใหญ่กว่าที่นี่แค่นิดเดียวเอง"
"ข้าว่ามันก็ดีออกนะ..." รีเบคก้าพูดเสียงเบา "ปราสาทที่ข้าอยู่ นอกจากฐานรากจะใหญ่แล้ว ด้านอื่นๆ ดูเหมือนจะสู้ที่นี่ไม่ได้เลย..."
แอมเบอร์กลอกตาใส่ "แหงล่ะ ก็พวกเจ้าเล่นผลาญสมบัติประจำตระกูลกันจนจะหมดแล้วนี่"
"ห้ามปาลูกไฟที่นี่นะ" กาเวนใช้มือดึงหัวของรีเบคก้าและแอมเบอร์เอาไว้ "เจ้าก็ทำตัวดีๆ หน่อย อย่าถือว่าตัวเองมีฝีมือหลบหนีเป็นเลิศแล้วจะทำอะไรตามใจชอบ เกิดวันไหนไปเจอปรมาจารย์แห่งเงามืดเข้าจริงๆ เจ้าอาจจะตายคาที่เอาก็ได้"
หลังจากให้อัศวินไบรอนและเหล่าทหารไปพักผ่อนตามการนำทางของผู้ติดตามแล้ว เขาก็จัดแจงให้เบ็ตตี้ไปช่วยเตรียมอาหารค่ำที่ห้องครัว (ในที่สุดกระทะของแม่หนูน้อยก็จะได้ใช้งานเสียที) จากนั้นกาเวนก็เดินวนไปวนมาในห้องโถงใหญ่
"ถูกเก็บรักษาไว้ทั้งหมดจริงๆ ด้วยแฮะ..."
หลังจากเดินวนไปสองรอบ กาเวนก็ทอดถอนใจออกมาเบาๆ ความทรงจำในหัวของเขาพรั่งพรูออกมาอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับทุกสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า แม้ว่าของหลายชิ้นจะไม่ใช่ของดั้งเดิมในสมัยนั้นอีกต่อไป แต่ความคุ้นเคยที่มาจากความทรงจำก็ยังทำให้เขาอดทอดถอนใจไม่ได้
รีเบคก้าเดินวนไปวนมาตามหลังกาเวนเช่นกัน เธอมองดูข้าวของเครื่องใช้ที่ประดับอยู่ในโถงใหญ่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความรู้สึกที่ซับซ้อน ผู้บุกเบิกรุ่นแรกในสมัยนั้นต่างก็มีลูกหลาน ปัจจุบันทายาทเหล่านั้นหลายคนก็อาศัยอยู่บนถนนคราวน์แห่งนี้ แต่เธอ ผู้เป็นทายาทของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหมู่ผู้บุกเบิก และเป็นผู้นำตระกูลเซซิลคนปัจจุบัน กลับเพิ่งได้รู้ว่าบ้านที่ท่านบรรพบุรุษเคยอาศัยอยู่ในสมัยนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไรก็วันนี้เอง
ของหลายอย่างที่นี่เธอเคยเห็นแค่การบรรยายในบันทึกของตระกูลเท่านั้น อย่างเช่นขวานศึกโบราณด้ามหนึ่งที่แขวนอยู่บนผนังห้องโถงใหญ่
"นี่คือของที่ข้าชนะพนันตอนประลองดาบกับชาร์ลส์ในสมัยนั้น ความจริงแล้วมันไม่ได้เป็นอาวุธวิเศษอะไรหรอก ก็แค่ขวานศึกของคนแคระเท่านั้นเอง" กาเวนชี้ไปที่ขวานบนผนัง พลางค้นหาความทรงจำและพูดลอยๆ "ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกมะขามข้อเดียวเหล่านั้นเติบโตมายังไง แต่ละคนสูงแค่เอวข้าแท้ๆ แต่กลับมีพละกำลังมหาศาล ขวานใหญ่ขนาดนี้ให้ทหารมนุษย์ใช้ยังดูหนักอึ้ง แต่พวกเขากลับแกว่งขวานมือละข้างได้พลิ้วอย่างกับสายลม"
ทว่ารีเบคก้ากลับสะดุดใจกับชื่อที่กาเวนพูดถึง "ชาร์ลส์... หรือว่าจะเป็นปฐมกษัตริย์ชาร์ลส์ผู้ก่อตั้งประเทศ?"
"ชาร์ลส์ มอร์น เจ้านั่นที่ทุกวันนี้ถูกเรียกว่าชาร์ลส์ที่ 1 ไง จะเป็นใครไปได้อีกล่ะ?" กาเวนยิ้ม "ชาร์ลส์ที่ข้าพูดถึงก็มีแค่เขานั่นแหละ"
ถึงแม้จะแค่สวมรอยเป็นกาเวนเซซิล แต่ความรู้สึกที่ได้โม้ในมุมมองบุรุษที่หนึ่งแบบนี้มันโคตรสะใจเลย.jpg
แต่ที่กาเวนแสดงออกไปแบบนั้นก็ไม่ได้หวังแค่จะโม้ในมุมมองบุรุษที่หนึ่งเท่านั้น ทว่าเขาจำเป็นต้องทำความคุ้นเคยกับการสวมบทบาทเป็นตัวตนในปัจจุบันของตัวเองในหลายๆ สถานการณ์จริงๆ เพราะในช่วงเวลาอีกยาวไกลที่พอจะคาดเดาได้ ตัวตนของกาเวนเซซิลผู้นี้จะต้องมีประโยชน์อย่างมหาศาลอย่างแน่นอน
แอมเบอร์ไม่ได้สนใจเรื่องประวัติศาสตร์ตระกูลหรือความลับของอาณาจักรเลยสักนิด หลังจากเดินวนรอบห้องโถงไปหนึ่งรอบและชั่งน้ำหนักดูว่าถ้าตัวเองขโมยของที่นี่จะโดนกาเวนอัดเละขนาดไหน แม่สาวฮาล์ฟเอลฟ์ผู้เปี่ยมไปด้วยสปิริตแห่งวิชาชีพแต่รักตัวกลัวตายมากกว่าก็ไปนั่งลงบนโซฟา แกว่งขาไปมาพลางมองซ้ายมองขวา "ว่าแต่ ที่เจ้าดึงดันจะมาที่นี่ให้ได้ ก็เพราะตั้งใจจะมาเก็บกวาดแพ็กของที่นี่กลับไปใช่ไหมล่ะ? ก็ลูกหลานของเจ้าเล่นผลาญสมบัติตระกูลไปตั้งเยอะแล้วนี่ โอกาสที่จะหาข้ออ้างมาขนของแบบวันนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ นะ..."
กาเวนถึงกับอ้าปากค้าง "เจ้าไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหนเนี่ย?"
แอมเบอร์ทำหน้าภูมิใจ "ไม่ต้องเขินไปหรอกน่า เป็นแนวคิดที่ออกจะปกติสุดๆ ถ้าเจ้ากลัวว่าของจะเยอะเกินไปจนแอบขนออกไปยากล่ะก็ โยนมาให้ข้าจัดการได้เลย ข้าจะช่วยเจ้าขนของออกไป รับรองว่าไม่มีใครจับได้แน่นอน ด้วยฝีมือของข้า ขอแค่เวลาเท่ากับออกไปจ่ายตลาดสักสามรอบ ข้าก็แทบจะขนของที่นี่ออกไปได้หมดเกลี้ยงแล้วล่ะ..."
โจรที่มาปรึกษาหารือกับเจ้าของเดิมอย่างหน้าตาเฉยว่าจะขโมยของออกไปยังไงนี่ ถือเป็นสายพันธุ์ที่หาได้ยากจริงๆ ตอนนี้คุณหนูแอมเบอร์ไม่ได้เป็นแค่ความอัปยศของเผ่าเอลฟ์เท่านั้น แต่เธอกลายเป็นความอัปยศของวงการโจรไปแล้วด้วยซ้ำ...
จากความอัปยศของเผ่าพันธุ์ วิวัฒนาการมาเป็นความอัปยศของสายอาชีพ รู้สึกเหมือนปลดล็อกความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ยังไงยังงั้น
"พอเถอะ ถ้าข้าอยากจะเอาอะไรกลับไปจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งเจ้าหรอก" กาเวนโบกมือ ขัดจังหวะความคิดที่เพ้อเจ้อของแอมเบอร์ "ต่อให้ฟรานซิสที่ 2 จะเลอะเลือนแค่ไหน ก็คงไม่มาคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องพรรค์นี้หรอก"
แอมเบอร์กะพริบตา "เอาเถอะ ก็จริงนะ ข้าดูแล้วของส่วนใหญ่ในบ้านนี้ก็ไม่มีราคาจริงๆ นั่นแหละ แทบจะเป็นของทำเลียนแบบทั้งนั้น มีแค่ขวานเล่มนั้นกับแจกันตรงหน้าประตูที่เป็นของแท้... อ้อ แจกันก็ของปลอมเหมือนกัน"
แม่เจ้าโว้ย แม่สาวคนนี้ใช้เวลาแค่แป๊บเดียวก็ประเมินราคาของทั้งหมดในที่นี่ได้ครบทุกชิ้นแล้วงั้นรึ?!
เจ้ามีความสามารถขนาดนี้ ช่วยแบ่งพลังงานสักนิดมาควบคุมปากเสียๆ ของตัวเอง แล้วก็ถือโอกาสฝึกความกล้าสักหน่อยจะได้ไหม?
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครยอมคุยด้วย แอมเบอร์ก็แกว่งขาไปมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มหาหัวข้อสนทนาใหม่ "ว่าแต่ ที่เจ้าดึงดันลากข้ามาด้วยเนี่ย จะให้ทำอะไรเหรอ? ข้าก็ไม่ใช่อัศวินของตระกูลเจ้า ไม่ใช่ทหารด้วย ข้าก็แค่หัวขโมยที่บังเอิญผ่านมา จะช่วยอะไรเจ้าได้ล่ะ?"
"ข้อแรก เจ้าขุดหลุมศพข้า ถึงเจ้าจะบอกว่าเข้าไปหลบภัย แต่ถ้าตามกฎหมายของอาณาจักร นี่ก็ยังเป็นความผิดถึงขั้นแขวนคออยู่ดี ในฐานะผู้เสียหาย ข้าได้ยกโทษให้เจ้าแล้ว เจ้าไม่คิดว่าตัวเองมีหน้าที่และความจำเป็นที่จะต้องช่วยทำอะไรให้ข้าบ้างเลยรึไง?" กาเวนมองแอมเบอร์ "ข้อสอง ข้าถูกใจความสามารถของเจ้าจริงๆ ไม่ได้หมายถึงฝีมือขโมยของหรอกนะ แต่เป็นพรสวรรค์ในฐานะผู้เร้นกายของเจ้าต่างหาก ที่นี่คือเมืองหลวง ไม่รู้ว่ามีคนตั้งกี่คนที่กำลังจับตามองสถานที่แห่งนี้ด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป จับตามองพวกเราทุกคน ส่วนไบรอนก็เป็นแค่อัศวินที่ถนัดแต่การเข้าปะทะตรงๆ รีเบคก้าก็ใช้เป็นแค่เวทลูกไฟ ตอนนี้ข้ายังฟื้นฟูพลังได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นข้าจึงต้องการเจ้า ปรมาจารย์แห่งเงามืดผู้มีทักษะเป็นเลิศจริงๆ คำตอบนี้เจ้าพอใจไหม คุณหนูแอมเบอร์?"
น้ำเสียงในประโยคหลังของกาเวนจริงจังขึ้นมา และแอมเบอร์ก็ได้รับอิทธิพลจากน้ำเสียงที่จริงจังนี้ สีหน้าของเธอจึงดูเหม่อลอยไปชั่วขณะ
เธอคิดไม่ถึงจริงๆ ว่ากาเวนจะพูดกับตัวเองอย่างจริงจังขนาดนี้ ในฐานะหัวขโมยต๊อกต๋อย โจรที่มีค่าความสัมพันธ์ติดลบหนึ่งกับขุนนางทุกคนมาตั้งแต่เกิด ให้ตายเธอก็คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะถูกขุนนางไหว้วานอย่างจริงจังเช่นนี้
แถมอีกฝ่ายยังเป็นแกรนด์ดยุกเซซิลในตำนานคนนั้นอีก
กลับไปนี่เอาไปโม้ได้ตั้งครึ่งปีเลยนะเนี่ย!
"เจ้า... เจ้าพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว ข้าช่วยก็ช่วยแหละ" แม่สาวฮาล์ฟเอลฟ์หันหน้าหนีอย่างไม่เป็นธรรมชาตินัก "แต่เจ้าช่วยชมข้าอีกหลายๆ รอบหน่อยสิ ตรงท่อนปรมาจารย์แห่งเงามืดผู้มีทักษะเป็นเลิศน่ะ ถ้าเจ้าพูดอีกสักสองรอบ ข้าจะไม่คิดเงินเจ้าเลย..."
กาเวนหันไปมองรีเบคก้า "เจ้าสามารถควบคุมเวทลูกไฟให้พุ่งอัดหน้าพอดีแต่ไม่ถึงตายได้ไหม?"
แอมเบอร์: "?!"
แต่แอมเบอร์ก็ไม่ได้รับสิทธิพิเศษในการโดนลูกไฟอัดหน้า เพราะคุณพ่อบ้านแห่งตระกูลเบรนปรากฏตัวขึ้นเสียก่อน
"ใต้เท้า มีแขกมาขอรับ" เจมส์ค้อมตัวลงเล็กน้อยอย่างถูกธรรมเนียม "เจ้าชายเอ็ดมอนด์มาขอเข้าพบขอรับ"