“ใช่แล้ว”
“ชาวดัตช์ใช่ไหม?”
“รู้ดีนี่นะ”
ดูเหมือนว่าตระกูลแวนโก๊ะของเราจะมีจิตรกรผู้ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่เกิดขึ้นมาจริง ๆ
หรือจะเป็นลูกชายของธีโอกันนะ
ชื่อวินเซนต์ก็ธรรมดาทั่วไปจนไม่รู้ว่าเป็นใครแน่ แต่ถ้าเป็นหลานวินเซนต์ล่ะก็ คงจะดีไม่น้อย
ถึงขั้นมีการสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะขึ้นมา ก็เท่ากับว่าได้สานต่อความฝันที่ผมกับธีโอยังทำไม่สำเร็จ
น่าภูมิใจจริง ๆ
“เขาวาดภาพแบบไหนเหรอ?”
“อืม...อย่างเช่นดอกทานตะวัน ทุ่งข้าวสาลี พวกภาพเหมือนก็เยอะเลย อ้อ ใช่เลย ถ้าพูดถึงภาพเหมือนตัวเองก็ต้องแวนโก๊ะแหละ”
แน่นอนว่าเป็นลูกชายของธีโอแน่ ๆ
ดอกทานตะวัน ทุ่งข้าวสาลี ภาพเหมือนตัวเอง นั่นเป็นหัวข้อหลักที่ผมใช้บ่อย
ถึงจะไม่แน่ใจ แต่ก็คงเป็นเพราะธีโอเล่าเรื่องของผมไว้มาก เขาก็คงวาดภาพเหล่านั้นเพื่อระลึกถึงผม
น่าขอบคุณจริง ๆ
อยากรู้เหมือนกันว่าเขาวาดภาพแบบไหนเพื่อผม ผู้เป็นลุงที่ไม่ได้เรื่องแบบนี้
”อยากดูไหมล่ะ?”
ผมพยักหน้าและลุกขึ้น พอถูกบอกให้ล้างมือก่อนก็รีบทำตามทันที
จากนั้นเราก็ขึ้นไปยังชั้นสองซึ่งผมไม่เคยขึ้นไปมาก่อน ภาพวาดอันตระการตาแขวนอยู่ตามผนังเต็มไปหมด
มีบางภาพที่ดูแล้วเหมือนเป็นผลงานของพาโบล ปิกัสโซ และก็มีภาพของอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ผมเคารพนับถือ
คือผลงานของ ฌ็อง-ฟร็องซัว มีแล
“……”
มันแปลก ๆ
“ทำไมเหรอ?”
“นี่เป็นภาพปลอมนะครับ?”
ดูผ่าน ๆ อาจไม่รู้สึก แต่ลายเส้นอันละเอียดอ่อนของมีแลไม่ใช่แบบนี้
“ฮ่า ๆ ๆ ตาดีจริง ๆ ใช่แล้ว ส่วนใหญ่ที่นี่เป็นภาพปลอม พิมพ์แล้วทาสีทับอีกที ของจริงน่ะแพงมาก”
ถ้าเป็นภาพของพาโบล ปิกัสโซหรือฌ็อง-ฟร็องซัว มีแล ก็คงจะมีมูลค่าสูงมากแน่นอน
แค่คิดว่าภาพของอาจารย์มีแลที่เคยถูกดูถูกในช่วงมีชีวิต กลับกลายมาเป็นที่รักและซื้อขายกันในราคาสูงอย่างทุกวันนี้ก็น่ายินดีนัก
“นี่ไง อยู่ตรงนี้”
คุณปู่ชี้ไปที่ภาพหนึ่งในกรอบหรูหรา
“……”
ทั้งองค์ประกอบและการใช้สีนั้นเหมือนภาพของผมไม่มีผิด ลายพู่กันและเฉดสีต่างไปนิดหน่อย ดูท่าจะเป็นภาพที่มีคนพยายามเลียนแบบ
คุณปู่บอกว่านี่เป็นภาพของวินเซนต์ แวนโก๊ะ แปลว่าหลานของผมเป็นคนวาด
ไม่น่าเชื่อเลยว่าเขาจะวาดเลียนแบบภาพของผมขนาดนี้
“เคยเห็นภาพนี้มาก่อนเหรอ? ดูไม่ค่อยตื่นเต้นเลยนะ”
“ครับ”
“อืม แต่มันงดงามใช่ไหมล่ะ? เหลืองสดตัดกับฟ้ายามค่ำคืน แล้วก็สีเขียวระหว่างนั้น แวนโก๊ะชอบจัดวางสีแบบนี้อยู่เสมอ”
ชักจะรู้สึกแปลก ๆ แล้ว
ถึงจะรู้สึกยินดีที่หลานระลึกถึงและให้เกียรติผม แต่มันก็รู้สึกแปลกที่ศิลปินคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จจากการวาดภาพเลียนแบบของคนอื่นทั้งดุ้นแบบนี้
ไม่น่าเป็นไปได้เลย
“สำหรับเขา ชีวิตคือการต่อสู้ล่ะ เขาต้องดิ้นรนในโลกที่ไม่มีใครยอมรับ สุดท้ายก็ล้มป่วย แต่ยังคงทิ้งผลงานอันงดงามไว้ แบบนี้ไม่เก่งเหรอ?”
หลานวินเซนต์ก็ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเหมือนกันเหรอ?
“มีคนพูดว่าเขาบ้าเพราะไปตัดหูตัวเอง บางคนก็บอกว่าเป็นเรื่องจริง บางคนก็ไม่เชื่อ แต่นั่นไม่สำคัญหรอก แต่ที่แน่ ๆ คือไม่มีใครกล้าตำหนิภาพของเขา”
ว่าแล้วเชียวว่ามีอะไรผิดปกติ
“ตัดหูเหรอครับ?”
“ใช่ มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น ถึงจะยังถกเถียงกันอยู่ว่าเป็นความจริงไหม แต่สุดท้ายมันก็ไม่สำคัญนักหรอก”
เรื่องของปอล โกแก็งสินะ
ไม่น่าเชื่อเลยว่าหลานวินเซนต์จะต้องเผชิญชะตาแบบเดียวกับผม
“คนที่วาดภาพนี้ เกิดปี 1853 ใช่ไหมครับ?”
“อืม น่าจะราว ๆ นั้นแหละ”
“แล้วเสียชีวิตในปี 1890 ใช่ไหมครับ?”
“เดี๋ยวนะ ขอดูก่อน”
คุณปู่หยิบของที่เรียกว่าสมาร์ทโฟนออกมา แล้วเริ่มค้นหาบางอย่าง
“โอ้ ใช่เลย เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 1853 และเสียชีวิตวันที่ 29 กรกฎาคม 1890 เธอจำเรื่องพวกนี้ได้ยังไงเนี่ย?”
ก็เรื่องของผมนี่ครับ จะไม่รู้ได้ยังไง
“มีพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ ด้วยเหรอครับ?”
“ทำไม อยากไปเหรอ?”
“พิพิธภัณฑ์ที่ระลึกวินเซนต์ แวนโก๊ะ ที่เสียชีวิตในปี 1890 งั้นเหรอครับ?”
“ก็บอกว่าใช่น่ะสิ”
“ทำไมล่ะครับ?”
ผมไม่เข้าใจเลย
ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงมีการสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อผมขึ้นมาได้
ชีวิตผมขายได้แค่ภาพกับของเล็ก ๆ น้อย ๆ เอง จะมีใครมาสร้างพิพิธภัณฑ์ให้ระลึกถึงได้ยังไงกัน
ถ้าไม่ใช่ว่าหลังจากผมตายแล้ว ธีโอโกยเงินได้มหาศาลแล้วเอาไปสร้างให้ ก็คงไม่มีทางเป็นไปได้
“ทำไมเหรอ ศิลปินอย่างแวนโก๊ะจะไม่มีพิพิธภัณฑ์ของตัวเองได้ยังไงกันล่ะ?”
“ศิลปินอย่างแวนโก๊ะ?”
“ใช่สิ วินเซนต์ แวนโก๊ะ เป็นจิตรกรที่คนทั้งโลกรักมากที่สุดไม่ใช่หรือไง”
ผมไม่เข้าใจเลยว่าคุณปู่กำลังพูดอะไรอยู่
ตอนแรกผมนึกว่านี่คือความจริง แต่ตอนนี้เริ่มสงสัยอีกครั้งแล้วว่านี่คือโลกหลังความตายรึเปล่า
ไม่ใช่สวรรค์ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร เพราะโลกนี้มันสมบูรณ์แบบเกินไป
อาหารหรู เครื่องมือวาดภาพใหม่เอี่ยม ครอบครัวอบอุ่น ร่างกายแข็งแรง แล้วยังจะบอกอีกว่าผม วินเซนต์ แวนโก๊ะ คือจิตรกรที่คนรักมากที่สุดในโลกอีก
มันเกินไปหน่อยแล้ว
“ดูท่าไม่อยากจะเชื่อเลยนะ”
“ครับ วินเซนต์แทบขายภาพไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“ฮ่า ๆ นั่นสิ เรื่องนั้นจริงแท้แน่นอน เขาไม่ได้รับการยอมรับเลยตอนที่ยังมีชีวิตอยู่”
ถึงจะปวดใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือความจริง
“อืม จะอธิบายยังไงดีนะ เอาแบบนี้แล้วกัน เธอรู้จักภาพที่ชื่อ ‘ภาพเหมือนของด็อกเตอร์กาเชต์’ ไหม?”
ผมเคยวาดภาพให้คุณหมอกาเชต์ หมอประจำตัวของผม
วาดด้วยความรู้สึกขอบคุณ สะท้อนภาพลักษณ์ที่ชาญฉลาดของเขา ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเศร้า แล้วมอบให้เขาเป็นของขวัญ
“ภาพนั้นถูกขายไปในปี 1999 ด้วยราคาสูงถึง 44 ล้านดอลลาร์เลยนะ เข้าใจความหมายขึ้นมาบ้างรึยัง?”
“ดอลลาร์คืออะไรครับ?”
“อ่า ต้องพูดเป็นยูโรสินะ?”
ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ
ดูเหมือนจะเป็นชื่อของสกุลเงินหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะดอลลาร์หรือยูโร ผมก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ถ้าเป็นฟรังก์ล่ะครับ เท่าไหร่?”
“ฟรังก์? ฟรังก์ทำไมเหรอ?”
ผมไม่ตอบ คุณปู่ก็หัวเราะออกมาเบา ๆ
“ถามอะไรยาก ๆ ให้คุณปู่ลำบากใจอีกแล้ว ฮึ่ม… ไม่รู้จะมีใครคิดเลขพวกนี้ไว้รึเปล่า เดี๋ยวลองหาดูละกัน”
คุณปู่ค้นอะไรบางอย่างด้วยสมาร์ทโฟนอีกครั้ง
เจ้าเครื่องเล็ก ๆ นี่ ดูเหมือนจะเก็บความรู้ของโลกทั้งใบไว้เลย
“โอ้ ได้แล้วล่ะ ตอนนี้ 44 ล้านดอลลาร์ เท่ากับ 37.31 ล้านยูโร ใช้ภาษาฝรั่งเศสมานานแล้ว จะพูดตัวเลขทีหนึ่งลำบากจัง แต่เธอฟังภาษาเกาหลีรู้เรื่องใช่ไหม?”
“ครับ แล้วเป็นเงินฟรังก์เท่าไหร่เหรอครับ?”
“เอาล่ะ ฟังนะ ตอนที่ฝรั่งเศสเปลี่ยนเงินสกุลเป็นยูโร เขาใช้อัตรา 6.5 ฟรังก์ ต่อ 1 ยูโร เพราะงั้น 37.31 ล้านยูโร ก็ประมาณ 242.41 ล้านฟรังก์นั่นแหละ”
“……”
“อ้าปากค้างแล้วนะ เจ้าหนู”
มันเป็นจำนวนเงินที่ไม่น่าเชื่อเลย
“อ้อ เปล่านี่”
ก็ว่าแล้วเชียว
คุณปู่เปลี่ยนคำพูดทันที
“จริงสิ ค่าเงินฟรังก์เคยมีการเปลี่ยนหน่วยด้วยนะ เขาเปลี่ยนจากฟรังก์เก่า 100 ฟรังก์ ให้เป็นฟรังก์ใหม่ 1 ฟรังก์ ตอนปี 1960 เพราะงั้น ถ้าคิดตามมาตรฐานปี 1960 ราคานั้นก็น่าจะราว ๆ 24,241 ล้านฟรังก์”
ผมเคยจดไว้ทั้งหมดว่าทุกครั้งที่ผมได้เงินมาเพราะตั้งใจว่าจะใช้คืนธีโอให้ได้
สิบปีที่ธีโอส่งเงินมาให้ผม รวมแล้วประมาณ 17,000 ฟรังก์
แม้จะอยู่ในห้องเล็ก ๆ และใช้ชีวิตอย่างประหยัด แต่เงินจำนวนนั้นก็เพียงพอให้ผมซื้อผ้าใบและสีได้
บางครั้งยังจ้างนายแบบหรือนางแบบได้ด้วยซ้ำ
แต่นี่ ภาพเดียวกลับขายได้ถึง 24,241 ล้านฟรังก์
ในปี 1871 ที่ฝรั่งเศสแพ้สงครามให้บิสมาร์ก ค่าปฏิกรรมสงครามที่ต้องจ่ายยังแค่ 5,000 ล้านฟรังก์เอง
ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ
“แต่ปู่ว่าตัวเลขที่เราคิดเมื่อกี้มันก็มีช่องโหว่นะ”
“จริงเหรอครับ?”
“อืม เพราะมันไม่ได้คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินเลย”
ผมไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร
“ก็ถ้าราคาสินค้าขึ้น ค่าเงินมันก็มีมูลค่าน้อยลงยังไงล่ะ”
ผมยิ่งทำหน้างงมากขึ้น คุณปู่เลยหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ใช่ ๆ สำหรับตอนนี้มันยังยากไปสำหรับเธอ เข้าใจแค่นี้ก่อนก็พอแล้วนะ ฮุนอา ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตบางทีก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด เวลาศึกษาต้องดูจากหลายแหล่งเข้าไว้นะ”
ผมยังงง ๆ อยู่
“ทำไมล่ะ?”
“ก็ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าเงินมันเยอะขนาดไหนน่ะสิครับ”
“ฮ่า ๆ ก็นั่นสิ ถึงอยากอธิบายด้วยฟรังก์ให้เธอเข้าใจง่ายไงล่ะ”
ถึงจะเป็นหน่วยเงินที่ผมพอเข้าใจ แต่มูลค่าที่ว่านั้นมันเกินจินตนาการของผมไปแล้ว
“ถ้าจะให้เข้าใจง่ายขึ้นนะ สมมุติว่าพิซซ่ามันฝรั่งที่เธอชอบ ราคาประมาณ 28,000 วอน งั้นภาพ ‘ภาพเหมือนของด็อกเตอร์กาเชต์’ นั้นก็สามารถซื้อพิซซ่าได้ประมาณ 1,869,200 ถาดเลยล่ะ แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าจะให้แม่นกว่านี้ ต้องคำนวณจากราคาพิซซ่าในปี 1999 ตอนที่ภาพนั้นถูกขาย”
อาจเพราะเป็นศาสตราจารย์ คุณปู่จึงใส่ใจแม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยแบบนี้
แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ภาพของผม
แค่ภาพ ๆ เดียวสามารถซื้อพิซซ่ามันฝรั่ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราและอิ่มหนำ ได้ถึง 1,860,000 ถาด!
ถึงจะไม่น่าเชื่อ แต่ดูจากสีหน้าและน้ำเสียงของคุณปู่แล้ว เขาไม่ได้ล้อเล่นแน่นอน
“……ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะครับ?”
ผมไม่เข้าใจเลยจริง ๆ
“ฮ่า ๆ เด็กคนนี้นี่นะ ใช่แล้วล่ะ ในวัยนี้การสงสัยอะไรเยอะ ๆ เป็นเรื่องธรรมดา เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ก็พอ เดี๋ยวลงไปกินข้าวกันก่อนนะ”
อุตส่าห์โลภไปแล้วแท้ๆ
ถึงจะรู้สึกผิดกับเด็กที่ตายไปแล้วและรู้สึกละอายต่อคุณปู่
แต่ถ้าเด็กคนนั้นจากไปแล้วจริง ๆ และถ้าผมไม่มีทางคืนชีวิตให้เขาได้
ก็คิดว่าคงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องใช้โอกาสนี้ให้คุ้มค่า
ผมจึงตัดสินใจยอมรับชีวิตใหม่และลองเริ่มวาดภาพอีกครั้ง
แต่โลกใบใหม่นี้เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้เลย
...
นอกจากภาษาแม่แล้ว
ผมสามารถใช้ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน ละติน และอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว แต่มีเพียงภาษาเกาหลีเท่านั้นที่ไม่เป็นไปอย่างใจเลย
บางทีภาษาเกาหลีอาจเป็นภาษาที่ยากที่สุดในโลก รองจากภาษาละติน
ตอนแรกผมหลงเชื่อเพราะเห็นว่าการจำพยัญชนะและสระนั้นง่าย ตัวอักษรก็ดูน่ารักน่าเอ็นดู
แต่ก็ถูกหลอกเข้าอย่างจัง
ถึงอย่างนั้นก็ตาม เพราะเงื่อนไขที่ว่าจะต้องได้คะแนนการเขียนตามคำบอกเกิน 80 คะแนนถึงจะได้ไปพิพิธภัณฑ์ ผมจึงต้องทำให้ได้
“ฮุนของเราตั้งใจเรียนดีไหม?”
ผมสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงคุณปู่ พอเงยหน้าขึ้นดู เวลาก็ล่วงเลยมาถึงเวลาที่นัดไว้แล้ว
“เอาล่ะ ปู่จะให้ออกข้อสอบสิบข้อ เขียนตามให้ดีล่ะ”
“ขออีกนิดเดียวนะครับ ขอเวลาอีกหน่อย…”
“ไม่ได้!”
สมกับเป็นศาสตราจารย์จริง ๆ พอจะสอนอะไรก็เข้มงวดมาก
เพราะเป็นสิ่งที่เราสัญญากันไว้ ผมจึงจำใจนั่งหลังตรง ตั้งใจฟัง
“คำแรก โกฮุน”
ชื่อของเด็กคนนี้ และตอนนี้ก็กลายเป็นชื่อของผมด้วย
“คำที่สอง โกซูยอล”
ชื่อของคุณปู่
“คำที่สาม โกแฮซอง, อีซูจิน”
“ทำไมมีสองคำล่ะครับ?”
“อะไรนะ! ก็พ่อกับแม่จะให้แยกกันได้ยังไงล่ะ”
ถึงจะรู้ว่าเขาพูดถูก ก็ยังอดรู้สึกแปลกใจปนเสียเปรียบไม่ได้
ว่าแต่ พ่อแม่ของเด็กคนนี้หายไปไหนกันนะ?
ดูเหมือนคุณปู่จะตั้งใจเลี่ยงไม่พูดเรื่องนี้ ผมก็เลยไม่ได้เซ้าซี้ให้มากนัก แต่ก็อดสงสัยไม่ได้
อาจจะมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่สามารถบอกเด็กได้ก็ได้
“คำที่สี่ ที่อยู่ของพวกเรา 45 อีแทวอนโร, ยงซานกู, โซล”
ยาวเกินไปแล้ว
“คำที่ห้า ผมอายุสิบขวบ”
นึกว่าเด็กกว่านี้อีก เพิ่งรู้ว่าอายุสิบขวบ
“คำที่หก ผมรักคุณปู่ที่สุดในโลก”
ผมหันไปมองคุณปู่ ท่านก็รีบกระแอมไอเบา ๆ แล้วเบนสายตาหนี
“มัวทำอะไรอยู่ ไม่เขียนล่ะ?”
“……”
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะได้ไปพิพิธภัณฑ์นั่นแหละ
“คำที่เจ็ด ผมรักคุณปู่”
“อะไรกันเนี่ย!”
“อะไรล่ะ! ก็ปู่กำลังออกข้อสอบการเขียนตามคำบอกไง! รีบเขียนสิ!”
ไม่คิดเลยว่าการเอาใจคุณปู่ที่รักหลานสุดหัวใจจะเหนื่อยขนาดนี้
ทั้งหมดก็เพราะผมดันอยากรู้ว่าศิลปินยุคนี้เขาวาดอะไรกันบ้าง
ใช่แล้ว
ถ้าเพื่อเป้าหมายนี้ ความลำบากแค่นี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก!
“ฮ่าฮ่าฮ่า เก่งมากเลยนะ!”
คุณปู่ประทับตราให้ผมด้วยความพอใจ
ช่างอัปยศยิ่งนัก
“เอาล่ะ ไปเตรียมตัวออกไปข้างนอกกันเถอะ”
เมื่อเห็นคุณปู่ยิ้มอย่างพึงพอใจหลังจากดูใบคำตอบ ผมก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้เลยจริง ๆ