ตอนที่พาเขากลับมาบ้านใหม่ๆ เขายังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยได้ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะเริ่มปรับตัวได้บ้างแล้ว ซึ่งก็ทำให้เขารู้สึกโล่งใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดูเหมือนว่าโกฮุนจะชอบดินสอสีชุดใหม่ที่เพิ่งซื้อให้มาก จนแทบไม่ยอมปล่อยจากมือ แม้กระทั่งตอนนอนก็ยังวางไว้ข้างหัว ทำให้โกซูยอลอดยิ้มออกมาไม่ได้
‘เจ้าเด็กน้อยคนนี้...’
ตอนที่ได้รับข่าวว่า ลูกชายกับลูกสะใภ้เสียชีวิต เขารู้สึกราวกับโลกทั้งใบพังทลายลง
ถึงแม้จะเคยมีเรื่องขัดแย้งและห่างเหินกันไป แต่ความรักของคนเป็นพ่อที่มีต่อลูกนั้นย่อมไม่เสื่อมคลาย
พอได้รับข่าวอุบัติเหตุ โกซูยอลรู้สึกเหมือนสูญเสียทุกอย่าง
เขาไม่สามารถคิดอะไรได้เลย
กระทั่งได้ยินข่าวว่า หลานชายยังไม่เสียชีวิต ความคิดเดียวในหัวของเขาคือ ‘ต้องช่วยชีวิตให้ได้’
แม้เวลาจะผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ที่โกฮุนยังนอนอยู่ในโรงพยาบาล และแม้ว่าแพทย์จะบอกว่าสมองของหลานไม่ตอบสนองอีกต่อไปแล้ว เขาก็ยังไม่ยอมแพ้
วันแล้ววันเล่า
มันเป็นเหมือนขุมนรกโดยแท้
ชื่อเสียงและทรัพย์สินที่สั่งสมมาทั้งชีวิตกลับไร้ความหมาย
มันเป็นเพียงภาพลวงตาที่ไม่สามารถรักษาชีวิตหลานชายเอาไว้ได้
ไม่มีเหตุผลใดจะมีชีวิตอยู่ต่อ
ดังนั้น เมื่อปาฏิหาริย์มาเยือนเขา เขาจึงรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณมันอย่างสุดหัวใจ
โกซูยอลเดินเข้าไปหาโกฮุน
โกฮุนชอบวาดรูปมาก วันหนึ่งๆ วาดได้หลายภาพ
นอกจากตอนกินข้าวและนอน เขาก็วาดภาพอย่างบ้าคลั่ง ราวกับกำลังปลดปล่อยสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมา
“ฮุนวาดรูปอยู่เหรอ?”
ท่าทางตั้งใจทำปากจู๋เวลาวาดรูปนั้นน่ารักจนอดใจไม่ไหว
เขาก้มหน้าเข้าไปดูอย่างอยากรู้อยากเห็นว่าวันนี้วาดอะไรอีก
อีกแล้ว พิซซ่าอีกแล้ว
“ชอบพิซซ่าขนาดนั้นเลยเหรอ?”
เมื่อพูดเป็นภาษาเกาหลี โกฮุนก็เงยหน้าขึ้นมามองด้วยสีหน้างงๆ
“ถามว่าชอบพิซซ่าขนาดนั้นเลยเหรอ”
พอพูดเป็นภาษาฝรั่งเศส เด็กก็พยักหน้าแล้วหันกลับไปวาดภาพต่อ
ดูเหมือนว่าเขาเพิ่งเคยกินพิซซ่าแบบเกาหลีเป็นครั้งแรก
โกฮุนพูดเป็นภาษาฝรั่งเศสเกี่ยวกับพิซซ่าอย่างออกรส
‘เนื้อเยอะขนาดนี้ใส่ได้จริงเหรอครับ? แล้วชีสนี่ทำมายังไงถึงหอม เค็มๆ หน่อย แล้วก็ยืดๆ เหนียวๆ แบบนี้? มันฝรั่งก็นุ่มมาก ปลูกยังไงกันนะ?’
คำพูดของโกฮุนเป็นภาษาฝรั่งเศสแบบเก่า โกซูยอลฟังแล้วเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เพราะเด็กใช้คำศัพท์แบบโบราณมากกว่าคำทั่วไป
แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง โกซูยอลเลยเดาว่าหลานชายของเขาน่าจะเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่มีแต่ผู้สูงอายุ
ปัญหามันอยู่ตรงที่เด็กแทบจะไม่รู้ภาษาเกาหลีเลยต่างหาก
‘อย่างน้อยก็ควรจะสอนภาษาเกาหลีไว้บ้างสิ’
บางครั้งเวลาพูดกัน โกซูยอลก็สงสัยว่าเด็กคนนี้อายุสิบขวบจริงไหม แต่พอพูดภาษาเกาหลีก็กลับกลายเป็นเด็กธรรมดา
อย่างที่ควรจะเป็นในวัยกำลังอยากรู้อยากเห็น โกฮุนช่างถามจนบางทีก็ตอบไม่ถูก
ตั้งแต่ที่ได้เจอกันอีกครั้งหลังจากตอนยังแบเบาะ แล้วเข้าโรงพยาบาล โกฮุนก็เป็นเด็กที่ทั้งแปลกประหลาดและก็น่าเอ็นดูในเวลาเดียวกัน
แต่เมื่อพูดถึงเรื่องวาดภาพแล้ว มันกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
‘โอ้โห’
โกซูยอลหยิบรูปภาพที่หลานชายวาดขึ้นมาดู
แม้จะยังไม่สามารถวาดได้อย่างเหมือนจริง แต่ความรู้สึกในการใช้สีของเขานั้นยอดเยี่ยมมาก
เขาไม่ได้วาดภาพโดยใช้เส้นขอบแยกวัตถุ แต่ใช้การไล่เฉดสีเพื่อแสดงขอบเขตแทน และยังกล้าตัดทอนส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปอย่างเด็ดขาด
ภาพ <พิซซ่า> ที่เสร็จสมบูรณ์นั้นถ่ายทอดความรู้สึกประหลาดใจของโกฮุนออกมาได้อย่างสมบูรณ์
ราวกับว่าเป็นภาพแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ที่เริ่มขึ้นในฝรั่งเศสช่วงศตวรรษที่ 19
ไม่ใช่การวาดสิ่งที่ตาเห็นตามตรง แต่เป็นการแสดงความรู้สึกที่ได้รับจากสิ่งนั้นแทน
โกซูยอลไม่คิดว่าเด็กน้อยคนนี้จะตั้งใจวาดออกมาในลักษณะนั้น
เขาคิดว่าเด็กคงแค่วาดตามสไตล์ที่เคยเห็นจากที่ไหนสักแห่ง
แต่แค่เพียงภาพวาดที่เต็มไปด้วยรายละเอียดแบบนี้ ก็เป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงพรสวรรค์และการศึกษาที่ได้รับ
‘เลี้ยงดูมายังไงกันแน่’
โกซูยอลนึกสงสัยว่าลูกชายกับลูกสะใภ้เลี้ยงโกฮุนมายังไง ถึงได้วาดรูปได้ขนาดนี้
“ฮุนอา”
โกฮุนเงยหน้าขึ้น
“เคยวาดภาพหุ่นนิ่งบ้างไหม?”
“ฮุ้นนิงคืออะไรเหรอครับ?”
โกซูยอลถอนใจ แล้วก็ยอมแพ้ที่จะพูดภาษาเกาหลีกับหลานไปชั่วคราว
“ตรงนี้เธอเว้นไว้ใช่ไหม? ลองวาดให้ละเอียดกว่านี้ดูไหม?”
“ไม่สนุกครับ”
“ไม่สนุกเหรอ?”
หลานชายผู้เป็นแก้วตาดวงใจตอบมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“การวาดสิ่งที่มีอยู่จริงตามแบบมันมีความหมายอะไรล่ะครับ”
‘โอ้โห ไอ้หนูเอ๊ย…’
โกซูยอลยิ้มออกมา
เขารู้สึกชื่นชมที่แม้จะยังเด็ก แต่หลานชายกลับมีมาตรฐานและความคิดของตัวเองอย่างชัดเจน
แต่ถ้าอยากเติบโตเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ก็จำเป็นต้องมีความสามารถในการสังเกตและถ่ายทอดสิ่งที่มองเห็นได้อย่างแม่นยำด้วย
โกซูยอลหวังว่าในกระบวนการที่โกฮุนกำลังสร้างสไตล์ของตัวเอง จะได้ลองทำงานศิลปะในรูปแบบที่หลากหลายเข้าไว้
“การวาดให้เหมือนเป๊ะๆ ก็สนุกนะเออ”
แต่หลานกลับไม่สนใจ เขาหันกลับไปตั้งใจวาดรูปของตัวเองต่อ
โกซูยอลนึกอยู่ว่าจะทำยังไงถึงจะดึงความสนใจของหลานได้ แล้วก็นึกถึงตอนที่ลูกชายเขายังเด็กขึ้นมา
...
พิซซ่าที่อร่อยที่สุดต้องยกให้ "พิซซ่าหน้ามันฝรั่ง"
น่าเสียดายที่กินแค่ชิ้นเดียวก็อิ่ม เพราะร่างกายยังเด็ก
มันฝรั่งที่นี่ไม่เหมือนแบบที่ผมเคยรู้จัก
มันไม่แข็งกระด้างหรือฝืดคอเลย
แค่เอาเข้าปาก มันก็ละลายอย่างนุ่มนวล กลายเป็นเนื้ออันชุ่มชื้นที่ห่อหุ้มลิ้นเอาไว้
เมล็ดข้าวโพดหวานๆ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วๆ ก็ช่างเจ้าเล่ห์นัก
ไม่แปลกที่ลิ้นจะสับสนจนแทบตั้งตัวไม่ทัน
มายองเนสยิ่งเป็นปัญหาใหญ่
มันไม่ใช่มายองเนสที่ผมรู้จัก แล้วใครกันที่คิดจะเอามันมาราดบนพิซซ่า?
มายองเนสที่อบจนสุกพอดี ผสมเข้ากับชีสแล้วก็เต้นรำมินูเอ็ตกันอยู่ในปาก
ไม่มีรสชาติไหนที่สูงส่งไปกว่านี้อีกแล้ว
แล้วผมจะวาดรสชาติแบบนี้ลงบนกระดาษได้ยังไงนะ
คิดแล้วก็ลองวาด คิดอีกวาดอีก แต่ก็ยังไม่เคยได้ผลงานที่น่าพอใจเลย
บางทีอาจเป็นเพราะผมยังไม่ชินกับเครื่องมืออย่างดินสอสี
ถ้าใช้สีน้ำมันได้ก็คงจะดีไม่น้อย
แต่การได้เรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ อย่างดินสอสีก็สนุกเหมือนกัน เพราะมันสามารถวาดเส้นที่คมกริบได้ ทำให้งานละเอียดมากขึ้น
มันต้องมีบางอย่างที่แสดงออกได้เฉพาะด้วยเครื่องมือนี้เท่านั้น
‘สนุกจัง’
ไม่มีเสียงแว่วในหัวอีก
ไม่มีอาการเกร็งของกล้ามเนื้ออีก
แค่ได้จดจ่ออยู่กับการวาดภาพแบบนี้ ผมก็มีความสุขแล้ว
ไม่รู้เวลาผ่านไปเท่าไหร่
เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมานิดๆ
พอดีกับเสียงเตือนที่เคยดังทุกครั้งเวลาพิซซ่ามาส่ง
คุณปู่เดินออกมาแล้วกดปุ่มอะไรบางอย่างที่หน้าตาเหมือนกระดุม
“พิซซ่ามาเหรอครับ?”
“ใช่ เดี๋ยวปู่ไปรับเอง ไปล้างมือนะ”
“ครับ!”
ผมไปที่ห้องน้ำเพื่อล้างมือ
การล้างมือให้สะอาดมันก็ดีอยู่หรอก แต่ดูจากที่คุณปู่ย้ำเรื่องนี้ทุกครั้งก่อนกินพิซซ่า มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นพิธีกรรมก่อนกินอาหารชั้นสูงเลยแฮะ
ผมล้างน้ำแล้วเดินออกมา
พิซซ่ายังมาไม่ถึง
ประตูห้องที่คุณปู่อยู่เปิดแง้มอยู่ ผมสงสัยว่าข้างในทำอะไรกัน ก็เลยแอบสอดหน้าไปดู
มีพิซซ่าอยู่ข้างใน!
“……”
แค่ชั่วพริบตาเดียว ผมเข้าใจผิด คิดว่าเป็นพิซซ่าจริงๆ
มันคือ “ภาพวาด”
ถ้ามันไม่ได้ยังวาดไม่เสร็จ และหากไม่ได้มองใกล้ๆ ก็ไม่มีทางรู้เลยว่านี่ไม่ใช่ของจริง
สิ่งที่อยู่บนผ้าใบราวกับจะทะลุออกมาสู่โลกจริง
มันน่าทึ่งมาก
ต้องผ่านการฝึกฝนแบบไหนกัน ถึงจะวาดได้ขนาดนี้
แน่นอน ผมรู้จักคนไม่กี่คนที่วาดภาพได้สมจริงแบบนี้
อย่างกุสตาฟว์ กูร์แบ หรือปรมาจารย์ยิ่งใหญ่อย่าง ฌ็อง-ฟร็องซัว มีแล ก็เคยทำได้
แต่ว่า...
แต่ว่าภาพพิซซ่าที่ยังไม่เสร็จภาพนี้ แม้จะเป็นเพียงการวาดแบบเหมือนจริงด้านเดียว ก็ยังเหนือกว่าพวกเขาเหล่านั้นเสียอีก
ถ้าหากวาดเสร็จสมบูรณ์ล่ะก็ ใครๆ ก็คงเชื่อว่านี่คือ “ภาพถ่าย”
“ฮุนอา มากินข้าวเถอะ”
เสียงของคุณปู่ดังขึ้นมา ตอนที่ผมยังยืนตะลึงกับภาพตรงหน้า
แม้กลิ่นพิซซ่าหน้ามันฝรั่งจะโชยมา แต่ก็ไม่สำคัญเท่าการได้มองภาพนี้
“เด็กคนนี้อยู่ไหนกันนะ? ฮุนอา! ฮุนอา!”
แม้จะประทับใจกับการที่ใช้จุดเล็กๆ แค่หนึ่งจุดในการสร้างแสงสะท้อน
แต่สิ่งที่ทำให้พูดไม่ออกที่สุดคือการใช้ “สี” ของคุณปู่
นี่มันไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์แล้ว
“นี่แน่ะ! เรียกแล้วไม่ตอบเลยเหรอ?”
ผมหันหน้าไป
“นี่ คุณปู่ปู่วาดเองเหรอครับ?”
“คุณปู่ปู่?”
พอผมถามว่าเป็นคนวาดรูปนี้เองหรือเปล่า เขากลับถามกลับในสิ่งที่แปลกกว่าเดิม
“ครับ ก็คุณปู่นั่นแหละ”
“ฮ่าๆๆ! ไอ้หนูเอ๊ย จะ ‘ปู่’ ก็ปู่ จะ ‘คุณปู่’ ก็คุณปู่สิ แล้ว ‘คุณปู่ปู่’ มันคืออะไรหืม?”
ผมไม่เข้าใจความหมาย
“มันก็เหมือนกันนั่นแหละ ปู่ Grand-père”
‘คุณปู่’ กับ ‘ปู่ (grand-père)’ เป็นคำเดียวกันเหรอ?
ช็อกเลย
“งั้น เธอเข้าใจว่าเป็นอะไรล่ะ?”
“ผมนึกว่าชื่อคุณปู่คือ ‘ปู่’ ซะอีก”
“ฮ่าฮ่าฮ่า! เด็กคนนี้คิดอะไรแปลกๆ จริง”
“ก็คุณปู่เองก็ใช้คำนั้นตอนพูดฝรั่งเศสนี่ครับ มันก็เลยสับสนสิ”
ผมรู้สึกอายหน่อยๆ
คุณปู่ยิ้มกริ่มอย่างเจ้าเล่ห์
“เอาเถอะๆ ใช่แล้ว ปู่วาดเอง สวยไหมล่ะ?”
“……ครับ”
การวาดภาพตามสิ่งที่เห็น
ถึงแม้คุณปู่จะฝึกวาดภาพลายเส้นมาตลอดชีวิตจนถึงใกล้ตาย แต่ก็ไม่เคยคิดจะเก็บมันไว้เป็นผลงานเลย
เพราะตั้งแต่กล้องถ่ายรูปถูกประดิษฐ์ขึ้นมา เขาก็คิดว่า “การวาดให้เหมือนจริง” มันหมดความหมายไปแล้ว
สิ่งสำคัญไม่ใช่รูปร่างภายนอก แต่คือ “แก่นแท้” และการถ่ายทอดสิ่งนั้นต่างหากที่ควรมาก่อน
ถึงแม้ตอนนี้ความคิดนั้นยังไม่เปลี่ยน
แต่วิธีการวาดที่เปี่ยมไปด้วยทักษะดั่งเทพเจ้านี้ ก็สามารถเรียกได้ว่า “เป็นศิลปะในตัวมันเอง”
แค่การที่ชายวัยกลางคนซึ่งดูอายุเกิน 50 แล้ว ยังสามารถโฟกัสอย่างแน่วแน่และสร้างสรรค์งานได้อย่างประณีตแบบนี้ ก็น่าทึ่งแล้ว
“ฮุนของเรายังเด็กอยู่ คงยังวาดไม่ได้แบบคุณปู่หรอก”
ขณะที่ผมกำลังรู้สึกทึ่งอยู่ คุณปู่ก็พูดอะไรที่เหมือนกำลังท้าทายศักดิ์ศรี
“ฮุนก็วาดภาพด้วยดินสอสีไปนะ ส่วนปู่จะวาดแบบนี้เอง”
ผมเป็นศิลปินมาสิบปี
ไม่เคยรู้สึกเจ็บใจเท่านี้มาก่อนเลย
“ผมก็วาดได้นะครับ!”
“จริงเหรอ? ปู่ว่าไม่ไหวมั้ง~?”
ถึงแม้ตอนนี้ผมจะอยู่ในร่างเด็กก็ตาม
แต่น้ำเสียงยืดยานแบบนั้น ราวกับกำลังพูดกับเด็ก มันช่างดูแคลนมาก โดยเฉพาะเมื่อพ่วงกับคำพูดว่า “วาดไม่ได้หรอก”
“ผมทำได้ครับ!”
“จ้าๆ ปู่เชื่อในตัวฮุนนะ เอ้า มากินข้าวกันก่อน”
ถ้าตั้งใจฝึกฝนเพื่อวาดให้สมจริงล่ะก็ อาจจะทำได้ระดับหนึ่ง
แต่ว่าตอนนี้…
ผมเองก็ยังไม่มีฝีมือถึงขนาดนั้นเลยด้วยซ้ำ…
...
โกซูยอลมองดูหลานชายที่กำลังเดือดดาลอย่างสนุกสนาน
มันคือความสุขอันยิ่งใหญ่ที่เขาได้รับในวัย 64 ปี
แม้ตอนแรกหลังโกฮุนฟื้นขึ้นมา พฤติกรรมของเขาจะน่าเป็นห่วงไม่น้อย แต่ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เด็กคนนี้ดูเหมือนกลายเป็นอีกคนไปเลย
สมาธิที่แสดงออกมานั้นน่าเหลือเชื่อ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการวาดรูป
เรียกได้ว่าเกือบจะเป็นความหมกมุ่นมากกว่าคำว่าตั้งใจ
ทั้งโกซูยอลเองและลูกชายของเขาโกแฮซอง ต่างก็เป็นคนที่มีความภาคภูมิใจสูงมาก
ยิ่งกับเรื่องศิลปะแล้ว ความดื้อรั้นเป็นเลิศ ถ้ารู้สึกว่ายังขาดตรงไหนก็จะทนไม่ได้
จนกว่าจะทำได้ตามใจ ต้องขุดค้นลงไปให้ลึกที่สุด
โกซูยอลนึกถึงตอนที่เลี้ยงดูลูกชายว่า แทนที่จะสั่งให้ทำอะไรตรงๆ วิธีที่ได้ผลกว่าคือ “การยั่วให้เกิดแรงผลักดัน”
ดังนั้นกับโกฮุน เขาก็เลือกใช้วิธีเดียวกัน
แล้วก็ดูเอาเถอะ เป็นหลานของโกซูยอลและเป็นลูกของโกแฮซองโดยแท้ ยั่วนิดเดียวก็เดือดพุ่ง
แม้แต่พิซซ่าหน้ามันฝรั่งที่โปรดปรานนัก ก็ยังไม่แตะสักคำ เอาแต่นั่งจ้องภาพวาดอย่างตั้งใจ
‘เด็กคนนี้... ต้องได้เป็นศิลปินแน่นอน’
ทั้งเขาเองและลูกชาย ต่างก็เช่นเดียวกัน
ไม่มีทางมีชีวิตอยู่ได้ ถ้าไม่ได้วาดภาพ
ตอนนี้โกซูยอลกำลังจะเกษียณจากตำแหน่งคณบดีในปีนี้แล้ว
เขาเริ่มครุ่นคิดว่าจะทำอะไรให้หลานคนนี้ได้บ้าง
อยากพาไปเปิดหูเปิดตาให้มากที่สุด
อยากให้ได้ลองสัมผัสประสบการณ์ต่างๆ
และอยากสร้างสภาพแวดล้อมที่จะทำให้โกฮุนได้เบ่งบานอย่างเต็มศักยภาพ
ซึ่งตัวเขาเองก็มีความสามารถพอที่จะทำให้เป็นจริง
และโกฮุนเอง ก็มีแววชัดเจนว่าจะไปได้ไกล
ไม่ใช่แค่ฝีมือในการวาดที่ยอดเยี่ยม แต่ความทะเยอทะยานอย่างไม่รู้จบในการสร้างงานศิลปะต่างหาก ที่เป็นพรสวรรค์ที่แท้จริง
‘…หรือว่าควรให้ไปอยู่ยุโรปดีนะ’
โกฮุนยังพูดเกาหลีได้ไม่คล่อง เขาเลยกังวลว่าเด็กจะปรับตัวกับโรงเรียนที่นี่ได้หรือไม่
ถ้าอย่างนั้น ไหนๆ ก็พูดภาษาฝรั่งเศสได้คล่องอยู่แล้ว ให้ไปเรียนที่นั่นเลยก็น่าจะดีเหมือนกัน
‘เอาไว้รอให้ร่างกายแข็งแรงกว่านี้ก่อนแล้วค่อยคิดก็ได้ พาเที่ยวเปิดโลกก่อนไปเรียนก็จะได้รู้ว่าเขาจะปรับตัวได้หรือเปล่า’
“ฮุนอา”
เวลาที่หลานชายจดจ่อกับอะไรสักอย่าง เขาไม่ค่อยตอบตอนเรียกครั้งแรก
“ฮุนอา”
คราวนี้โกฮุนหันมา
“พรุ่งนี้ไปดูภาพวาดกับปู่ไหม?”
“พิพิธภัณฑ์ศิลปะเหรอครับ?”
“ใช่แล้ว”
เด็กรีบพยักหน้าทันที
“ดีเลย ถ้าอย่างนั้น ถ้าทำแบบฝึกหัดเขียนตามคำบอกได้ 80 คะแนน ปู่จะพาไป”
พอมีเงื่อนไขติดมา โกฮุนก็นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถาม
“เป็นภาษาเกาหลีเหรอครับ?”
“ใช่ ปู่จะเตรียมบทเรียนไว้ให้เอง”
“……ตกลงครับ”
“ต้องเชื่อฟังปู่นะ กินข้าวให้ดี แล้วถ้าสุขภาพแข็งแรงขึ้น ปู่จะพาไปยุโรปด้วย”
ดวงตาของโกฮุนเบิกกว้าง
“ลูฟวร์ด้วยเหรอครับ?”
“แน่นอน ไม่ใช่แค่ลูฟวร์นะ นครรัฐวาติกัน หอศิลป์แห่งชาติ พิพิธภัณฑ์ออร์แซ ปู่จะพาไปหมดเลย ไหนจะพิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ หรือแวนโก๊ะที่เธอชอบอีก”
เด็กที่กำลังฟังอย่างตื่นตาตื่นใจอยู่ดีๆ ก็หยุดนิ่งไปกะทันหัน
“แวนโก๊ะ?”
“ใช่แล้ว วินเซนต์ แวนโก๊ะนั่นแหละ”
โกฮุนขมวดคิ้วแน่นแล้วเอียงคอ