ถึงจะใช้เวลาทั้งวันไปกับการชมแค่โซนศิลปะโบราณที่เดียวจนไม่ได้ไปที่อื่น แต่แค่ได้ศึกษาศิลปะเกาหลีก็รู้สึกมีความสุขแล้ว
ก่อนหน้านี้ผมเคยรู้จักศิลปะตะวันออกผ่านอุกิโยะเอะซึ่งเคยเป็นที่นิยมในปารีส ถึงประเทศจะใกล้กันแต่สไตล์ศิลปะของเกาหลีกับญี่ปุ่นก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ญี่ปุ่นนิยมใช้สีสดฉูดฉาด ในขณะที่เกาหลีใช้สีอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่า
แน่นอนว่าเกาหลีก็มีจิตรกรรมแบบ “จินแชฮวา” ที่ดูหรูหรา แต่ภาพแนวหมึกจีนที่มีจำนวนมากกว่านั้น มักถ่ายทอดความสงบลึกซึ้งผ่านการแสดงออกที่เรียบง่ายเป็นธรรมชาติ
โดยเฉพาะศิลปินที่คุณปู่แนะนำอย่าง “คิมฮงโด” และ “ชินยุนบก” ทำให้ผมประทับใจมาก เพราะพวกเขาไม่ได้วาดแค่ทิวทัศน์ธรรมชาติ แต่ยังถ่ายทอดชีวิตประจำวันของผู้คนในยุคนั้นด้วย
การที่ศิลปินผู้วาดภาพชีวิตประจำวันได้รับการยอมรับว่าเป็นจิตรกรอันดับหนึ่งของประเทศ แสดงให้เห็นว่าเกาหลีในอดีตมีความเปิดกว้างมากทีเดียว
“ซึรึมสินะ”
ขณะที่ผมกำลังดูหนังสือรวมภาพวาดเกาหลีแบบดั้งเดิม คุณปู่ก็เดินเข้ามาพูดขึ้น
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นชื่อภาพ
“นึกว่าเธอจะไม่สนใจภาพแบบนี้เสียอีกนะ”
จริงอยู่ ภาพนี้อาจไม่ใช่ภาพที่ดูแล้วตื่นตาตื่นใจ
แต่ในแง่ของความรู้สึกที่เข้าถึงได้ มันกลับเป็นงานศิลป์ที่ทั้งน่าสนใจและมีความหมายลึกซึ้ง
แค่คิดว่าผมสามารถสื่อสารกับผู้คนเมื่อ 300 ปีก่อนได้ก็วิเศษมากแล้ว
“สนุกดีครับ ดูสีหน้าของแต่ละคนสิครับ ทุกคนดูสนุกกันหมดเลย แล้วสองคนตรงกลางนี่เขาทำอะไรกันครับ?”
ดูเหมือนพวกเขาจะยื้อยุดกันอยู่
“นั่นแหละคือซึรึม เป็นกีฬาต่อสู้แบบหนึ่งที่พยายามล้มอีกฝ่ายให้ได้”
เหมือนกับมวยปล้ำเลย
“แล้วคนนั้นที่ดูเหมือนแจกอะไรอยู่ล่ะครับ?”
“ก็ไม่แน่ใจว่าแจกหรือเปล่า แต่คงขายย็อตอยู่น่ะ”
“ย็อตเหรอครับ?”
“ใช่ เป็นขนมหวานแข็งๆ ที่หวานมาก”
“อร่อยมั้ยครับ?”
“ย็อตฟักทองอร่อยนะ แต่ต้องกินดีๆ เพราะฟันอาจจะหักได้”
มันจะอร่อยขนาดไหนกันนะ ถึงกับเสี่ยงฟันหักเพื่อจะได้กิน
ขณะที่ผมจ้องมองภาพอยู่นั้น คุณปู่ก็ถามขึ้นมา
“สนุกขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ครับ ดูสิครับ คนพวกนี้เหมือนกำลังพนันกันว่าใครจะชนะเลย”
แค่เข้าใจความหมายในภาพนี้ ก็รู้สึกเหมือนได้เข้าใจทั้งจิตรกรอย่างคิมฮงโดและผู้คนในยุคนั้น
เพราะภาพวาดก็เหมือนจดหมายที่ส่งด้วยหัวใจ
ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน
แม้จะเป็นอดีตกาลแสนไกล ก็ยังรู้สึกถึงจิตใจที่สื่อถึงกันได้
คิดถึงความสนุกสนานของคนในภาพที่ดูการแข่งขันกีฬา และลองจินตนาการถึงชีวิตประจำวันของพวกเขา มันก็ทำให้ผมรู้สึกสนุกไปด้วย
เพราะผมเองก็เคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน
“น่าแปลกดีนะครับ ที่แค่ภาพแบบนี้ก็ทำให้เป็นจิตรกรอันดับหนึ่งของประเทศได้”
“แปลกเหรอ?”
“ครับ เพราะภาพแนวชีวิตประจำวันเคยถูกมองว่าเป็นภาพระดับล่างไม่ใช่เหรอครับ?”
ภาพวาดแนวชีวิตประจำวัน
ภาพวาดแนวนี้เคยถูกตราหน้าว่าเป็นงานศิลป์นอกประเภทโดยราชบัณฑิตสถานศิลปะแห่งฝรั่งเศส (Académie royale de peinture et de sculpture) และถูกหลีกเลี่ยงมายาวนาน
คุณปู่มองผมอย่างประหลาดใจ
“ทำไมล่ะ?”
“เรื่องแบบนี้มันไม่ใช่อะไรที่เด็กจะรู้ได้ง่ายๆ พ่อบอกมารึเปล่า?”
“พ้อ เหรอครับ?”
“พ่อ”
สำเนียงท้องถิ่นของคุณปู่ทำให้การเรียนภาษาเกาหลียิ่งยากขึ้นไปอีก
แต่ผมไม่มีทางอธิบายอย่างอื่นได้ จึงได้แต่พยักหน้า
“แล้วรู้มั้ยว่าทำไมเขาถึงแบ่งระดับภาพวาดแบบนั้น?”
ถ้าบอกว่ารู้ เดี๋ยวคุณปู่จะสงสัยอีก เลยส่ายหน้า
คุณปู่จึงยิ้มบางๆ แล้วเริ่มเล่าให้ฟัง
“สถาบันศิลปะหลวงฝรั่งเศสถูกก่อตั้งโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 น่ะ ฝันอยากมีอำนาจเบ็ดเสร็จ และพยายามควบคุมทุกอย่างในประเทศให้อยู่ภายใต้อาณัติ แม้แต่ศิลปะก็ไม่เว้น”
นั่นเป็นคำพูดที่ถูกต้องจริงๆ
“พระองค์อยากสร้างศิลปินที่วาดภาพยกย่องสรรเสริญราชา”
หมูโสโครกที่เต็มไปด้วยความโลภ ใฝ่ฝันจะเป็นพระเจ้าผู้ปกครองเหนือฝรั่งเศส
จึงบีบบังคับให้งานศิลปะทั้งหมดเป็นไปเพื่อสรรเสริญตัวเองเท่านั้น
“ก็เลยให้ศิลปินวาดวีรบุรุษในตำนานผู้ภักดีต่อพระราชาและประเทศ ผ่านเรื่องราวของพวกเขา ก็เพื่อบอกให้คนภักดีต่อพระองค์และฝรั่งเศสไง”
“น่าขยะแขยงครับ”
“ใช่แล้ว น่าขย... แค่ก! พูดคำไม่ดีไม่ได้นะ”
“……”
“แต่ก็ไม่ใช่คำที่ผิดหรอกนะ”
ผมหัวเราะเบาๆ เพราะไม่รู้จะพูดอะไรดี แล้วคุณปู่ก็หัวเราะเสียงดังตาม
“เอาล่ะ ยังไงก็ตาม ระบบของสถาบันศิลปะหลวงฝรั่งเศสนั้นยังมีอิทธิพลมาจนถึงตอนนี้ เพราะมันเคยครอบงำวงการศิลปะ และประเทศอย่างสเปนกับอังกฤษก็ลอกเลียนแบบตามหมด กลายเป็นรากลึกที่ฝังอยู่ทุกที่ มันน่าเสียดายจริงๆ”
ศิลปินรุ่นก่อนหน้าผมเคยลุกขึ้นมาต่อต้านแนวทางพวกนั้น
แม้จะถูกดูถูกและเย้ยหยัน แต่พวกเขาก็ยืนหยัดต่อสู้ และแรงกล้านั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผม, โลแทร็ก, โกแก็ง และศิลปินอีกมากมาย
แต่ถึงอย่างนั้น ระบบแบบนั้นก็ยังไม่หายไปเสียทีเดียว
อย่างที่คุณปู่ว่า น่าเสียดายจริงๆ
“แล้วตอนนี้เป็นยังไงครับ?”
“อืม… อย่างเช่น พวกเด็กที่เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะ ยังต้องวาดหุ่นปั้นแบบปูนกันอยู่เลยใช่ไหมล่ะ นั่นก็มาจากแนวทางการสอนของสถาบันศิลปะหลวงนั่นแหละ ทั้งที่จริงๆ แล้วถ้าแค่อยากฝึกการวาดอย่างแม่นยำ ก็ไม่จำเป็นต้องวาดสิ่งที่ดูสมบูรณ์แบบขนาดนั้นหรอก”
คุณปู่พูดถูกอีกแล้ว
ที่ให้วาดหุ่นปูนในชื่อของการฝึกฝนการวาด ก็เพื่อให้วาดภาพบุคคลที่ยิ่งใหญ่และภักดีซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยแอบแฝงแนวคิดเรื่องความจงรักภักดีต่อชาติและกษัตริย์
ในสมัยนั้น พวกเขายังต้องเลียนแบบลายเส้นของปูแซ็งกับรูเบนส์ด้วยซ้ำ จนทำให้ศิลปินจากสถาบันพวกนั้นไม่ต่างจากช่างฝีมือธรรมดาเลย
ถึงตอนนี้อะไรหลายอย่างจะเปลี่ยนไป แต่แนวทางการสอนพวกนั้นก็ยังไม่หายไปหมด มันทำให้รู้สึกขมขื่นไม่น้อย
“เรื่องพวกนี้จะไม่ยากเกินไปสำหรับเรารึเปล่านะ?”
“ผมเข้าใจครับ ที่ปู่พูดก็คือ ‘สถาบันนั้นเป็นต้นตอของปัญหา’ ใช่ไหมล่ะครับ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า! รู้จักคำนี้ด้วยเหรอ? ใช่เลย มันคือปัญหาเลยล่ะ! แต่เฮ้ เจ้าเด็กนี่ ปู่เป็นอาจารย์นะ จะพูดแบบนั้นได้เหรอ?”
“แต่ปู่ไม่ได้สอนแบบนั้นซะหน่อย”
ดูจากวิธีที่คุณปู่ปฏิบัติกับผมก็รู้แล้ว
ท่านเป็นทั้งศิลปินที่ยอดเยี่ยม นักวิชาการ และครูที่ดี และท่านก็เปิดโอกาสให้ผมได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองเสมอ ไม่มีทางที่ท่านจะสอนแบบเดียวกับสถาบันศิลปะหลวงนั่นหรอก
“ใช่ รู้จักปู่ดีนี่นะ”
คุณปู่ยีหัวผมจนยุ่งเหยิงไปหมด
ผมหันกลับไปดูหนังสือรวมภาพศิลปะเกาหลีอีกครั้ง
พอดูภาพของคิมฮงโดกับชินยุนบกไปเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้สึกอยากลองใช้หมึกแบบที่ใช้ในภาพพวกนี้ดูบ้าง
“ภาพพวกนี้ใช้หมึกวาดใช่ไหมครับ?”
“ใช่ อยากลองดูเหรอ?”
“มีด้วยเหรอครับ?”
“ถ้าหาดีๆ ก็น่าจะมีแหละ ฮึบ…”
ผมเดินตามคุณปู่ไปที่ห้องทำงาน
ภาพพิซซ่าที่คุณปู่กำลังวาดดูคืบหน้ากว่าเมื่อวานอีกแล้ว
เห็นทีไรก็อดทึ่งไม่ได้เลย
ผมยังฝึกวาดด้วยสีไม้อยู่เลย วาดให้ละเอียดก็ยากพออยู่แล้ว กว่าจะไปถึงระดับนั้นคงต้องใช้เวลาอีกมาก
“เจอแล้ว”
คุณปู่เปิดลิ้นชักมุมห้อง แล้วหยิบก้อนหินสีดำสองก้อนออกมา
ก้อนหนึ่งแบน อีกก้อนยาว
ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร เลยได้แต่มองเฉยๆ แล้วคุณปู่ก็ยื่นมาให้ผมจับดู
หนักเหมือนกันแฮะ
“ก้อนแบนๆ เรียกว่า ‘แท่นฝนหมึก’ ส่วนอีกก้อนเรียกว่า ‘หมึก’ ไง ใส่น้ำลงไปในแท่นฝนหมึก แล้วเอาหมึกนี่ฝนลงไปใช้”
เป็นวิธีที่ต้องบดสีผสมกับน้ำ ใช้แบบดั้งเดิมมากๆ
แม้แต่ผมเองตอนก่อนหน้านี้ก็แค่ซื้อสีน้ำจากร้าน ไม่เคยลองอะไรแบบนี้เลย ก็เลยยิ่งรู้สึกตื่นเต้นว่าถ้าได้ลองใช้แล้วจะวาดออกมาได้ยังไง
“นี่ แปรงพู่กัน”
พู่กันก็ต่างจากของที่ผมเคยใช้มาก
ในเนเธอร์แลนด์หรือฝรั่งเศส ขนพู่กันจะสั้นและแข็ง แต่ของที่นี่ขนยาวแล้วก็นุ่มมาก
ถ้าออกแรงมาก เส้นก็จะหนา แต่ถ้าคุมแรงไม่ดีล่ะก็ อาจทำภาพพังหมดเลยก็ได้
“ไม่มีพู่กันแบบเล็กๆ เหรอครับ?”
“มีสิ มีทั้ง ขนสั้น, ขนกลาง, ขนยาว แล้วก็ยังมีแบบขนยาวที่ใหญ่กว่านี้อีกนะ”
แน่นอน ศิลปะพัฒนาได้ขนาดนี้ จะให้ใช้พู่กันขนาดเดียวคงเป็นไปไม่ได้
“นอกจากนี้ก็ยังมีพู่กันลงสี หรือที่เรียกว่า ‘แปรงละเอียด’ ที่เหมือนพู่กันฝรั่ง ขนสั้น แข็ง เล็กๆ น่ะ… แต่ปู่ไม่มีพู่กันพวกนั้นเลย”
ผมพูดแบบเดาๆ ไปก่อน
ดูเหมือนว่าถ้าเป็นภาพระบายสี ก็คงใช้พู่กันที่เหมาะกับการลงสีโดยเฉพาะ ส่วนภาพหมึกจีนจะใช้พู่กันขนยาว นุ่ม และหนา ซึ่งก็น่าจะต้องฝึกฝนเยอะพอสมควร
“เดี๋ยวปู่จะสาธิตให้ดูดีๆ ล่ะ”
“ครับ!”
คุณปู่เติมน้ำลงในแท่นฝนหมึก แล้วเริ่มฝนหมึกลงไป
เอาด้านเรียบของแท่งหมึกถูวนไปในทิศทางเดียวช้าๆ น้ำก็เริ่มกลายเป็นสีดำ
การที่ได้มาใช้วิธีโบราณแบบนี้ในยุคปัจจุบันที่ผ่านมากว่า 130 ปี มันรู้สึกแปลกใหม่และน่าประทับใจมาก
“แปลกดีไหม?”
“ครับ แล้วตอนวาดภาพระบายสี ก็เตรียมแบบนี้เหมือนกันเหรอครับ?”
“ใช่ ต้องบดผงสีให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำถึงจะใช้ได้”
แน่นอนว่าเรื่องความเข้มข้นของสีสำคัญมาก เพราะพอใส่น้ำเยอะก็จะระบายทับได้ยาก
แล้วความหนืดล่ะ?
ผมสงสัย เลยใช้นิ้วแตะหมึกแล้วเอาเข้าปาก
ไม่ค่อยรู้สึกถึงความหนืดเลย
กำลังคิดอยู่ว่าถ้าฝนต่ออีกหน่อย หรือใส่น้ำน้อยลง จะเป็นยังไงดี…
จู่ๆ คุณปู่ก็ลืมตาโตเหมือนลูกตาจะหลุดออกมา
“ไอ้หนู! นั่นแกจะกินทำไมเนี่ย!”
“ก็แค่อยากรู้ว่ามันรู้สึกยังไงน่ะครับ”
การจะรู้จักลักษณะของสี ไม่มีอะไรแม่นไปกว่าการสัมผัสด้วยลิ้นหรอก
เพราะลิ้นรับความรู้สึกได้ละเอียดมาก
“รีบคายออกมา!”
“ครับ! อึก!”
คุณปู่โผเข้ามากอดผมจากด้านหลังแล้วบีบท้องแรงมาก การช่วยชีวิตจริงๆ ยังไม่รุนแรงขนาดนี้เลย
“หยุดคิด! คายออกมา! อ้วกออกมาเลย!”
เจ็บจนแทบหายใจไม่ออก ทำซ้ำอยู่หลายรอบจนผมเริ่มคลื่นไส้
“อึ๊กก… แค่กก…”
ผมคายหมึกสีดำลงพื้นแล้ว ในที่สุดคุณปู่ก็หยุด
ผมมึนไปหมด
“แบบนี้มันเรื่องใหญ่เลยนะ! ห้ามหยิบอะไรมากินมั่วซั่วเด็ดขาด! นี่ถึงกับกินหมึกเลยเหรอ เพราะไม่มีอะไรกินงั้นเหรอ?”
นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย
คุณปู่รีบพาผมไปล้างหน้าล้างตัวในห้องน้ำ
หลังจากจัดการเรียบร้อย ท่านก็ยังคงพูดย้ำไม่หยุด
“ของแบบนั้นกินไม่ได้นะ เข้าใจไหม? สัญญากับปู่ก่อน”
“ทำไมถึงกินไม่ได้ล่ะครับ?”
สมัยที่ผมยังเป็นวินเซนต์ แวนโก๊ะ การชิมสีมันเป็นเรื่องปกติ
เวลาจะดูว่าภาพวาดพร้อมใช้มั้ย ผมก็จะใช้มือลูบ หรือไม่ก็เอาลิ้นแตะดูความหนืด หรือดูว่าสีแยกตัวจากน้ำมันรึยัง
ถ้าแปรงยังมีสีเหลือติดอยู่เล็กน้อย ผมก็เอาเข้าปากดูดออกเลยก็มี เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผม แล้วทำไมถึงห้ามกันนักหนา
“เพราะมันอันตรายไง! บ๊ายบายสุขภาพเลย! เข้าใจมั้ย!”
“……”
หลังจากเรียบเรียงความคิด ผมก็ถามต่อ
“แต่สุดท้ายพวกสีพวกหมึกก็ได้จากธรรมชาติไม่ใช่เหรอครับ? น้ำมันที่ใส่ในสีน้ำมันก็สกัดจากของกินนะ”
คุณปู่มองผมอย่างเหลือเชื่อ
“เคยได้ยินคำว่า ‘หมอผีทำให้คนตาย’ ไหม? เหมือนแกเป๊ะเลย ฮุนอา ฟังนะ ไอ้หมึกนี่น่ะ ทำมาจากเขม่าควันที่ได้จากการเผาหญ้าแล้วเอามาผสมกับกาวให้จับตัวเป็นแท่งเข้าใจไหม”
ผมยังไม่เข้าใจว่ามันอันตรายตรงไหน
“แล้วยิ่งทุกวันนี้ เขาก็ทำจากหินอีกนะ แกคิดว่าถ้าคนกินหินได้แล้วไม่เป็นอะไร จะมีใครอดตายเหรอ?”
ก็จริงแฮะ กินหินคงไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่
“แล้วยิ่งสีน้ำมันยิ่งแย่! เจ้าแวนโก๊ะที่แกชอบนักหนาก็ตายเพราะกินสีเข้าไปนั่นแหละ!”
“……ว่าไงนะครับ?”
ผมตกใจสุดขีดกับสิ่งที่ได้ยิน
“ตะ…ตายเหรอครับ?”
“แม้สีจะดูสวยก็เถอะ แต่รู้มั้ยว่ามีของอันตรายแค่ไหนผสมอยู่ข้างใน รู้จักสารตะกั่วไหม?”
ไม่รู้จักครับ
ผมส่ายหัวเบาๆ แล้วคุณปู่ก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด
“อย่าคิดแม้แต่จะกินของแบบนั้นนะ เจ้าพวกแร่ธาตุน่ะ มีสารที่เรียกว่า ‘ตะกั่ว’ อยู่ ซึ่งมันอันตรายต่อร่างกายมากๆ เลยรู้มั้ย”
“มันทำให้เป็นอะไรเหรอครับ?”
“อย่างแรกเลย เหงือกจะปวดมาก ปวดจนกินพิซซ่าที่แกชอบยังไม่ได้เลยนะ”
“……”
จริงครับ
ช่วงหลังๆ ผมเคยปวดเหงือกจนกินอะไรแทบไม่ได้
ขนมปังสมัยนั้นก็แข็งและเหนียวมาก ต้องต้มกับน้ำให้นิ่มก่อนถึงจะฝืนกินได้บ้าง
“แค่นั้นยังไม่พอ ท้องก็ปวด เป็นโลหิตจางอีก รู้จักมั้ย? โลหิตจางคืออยู่ดีๆ ก็หน้ามืด มองไม่เห็น แล้วก็วูบล้มไปเลยไง”
แม้มันจะฟังดูน่าตกใจ แต่นั่นแหละคืออาการที่ผมเคยเจอมาแล้วทั้งหมด
“แค่กินสีนิดเดียวถึงกับเป็นขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
“แน่นอนสิ! ศิลปินในยุคนั้นหลายคนตายเพราะเป็นพิษจากตะกั่วกันทั้งนั้น ทั้งเบโธเฟน ทั้งแวนโก๊ะก็เถอะ”
ศิลปินระดับตำนาน ที่มีทั้งพรสวรรค์และนิสัยขึ้นชื่อว่าร้ายสุดๆ ยังตายเพราะพิษตะกั่วงั้นเหรอ
“เบโธเฟนก็เคยกินสีเหรอครับ?”
“เขาจะกินไปทำไมล่ะ!”
ก็จริง…
“แต่สมัยนั้นสารให้ความหวานที่ใส่ในไวน์มีตะกั่วปนอยู่ พอคนดื่มเยอะก็รับตะกั่วเข้าร่างกายไปเรื่อยๆ เบโธเฟนกับแวนโก๊ะก็ติดไวน์กันทั้งคู่ไง เพราะงั้น… ห้ามดื่มเหล้าเด็ดขาด เข้าใจมั้ย?”
ที่ผ่านมา…
ผมมัวแต่เศร้าใจ โกรธ หรือแม้แต่เคยเผลอเงยหน้าขึ้นโทษพระเจ้าที่ส่งชะตากรรมโหดร้ายมาให้
แต่ความจริงคือ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะ ‘ความไม่รู้’ ของตัวผมเอง
ไม่น่าเชื่อเลย
“ตะกั่วนอกจากทำให้ปวดเหงือก ปวดท้อง แล้วมีอะไรอีกมั้ยครับ?”
“มีสิ! ถ้าเป็นหนักๆ เข้า มันจะไปทำลายเส้นประสาท ทำให้ร่างกายรวนไปหมด บางคนกล้ามเนื้ออ่อนแรง บางคนกลายเป็นบ้าเลยก็มีนะ”
“……”
สิ่งที่พรากศิลปะไปจากผมกลับกลายเป็นเจ้าตะกั่วนี่เอง
ไม่มีใครบังคับด้วยซ้ำ แต่ผมกลับกินมันเข้าไปเอง
ผมตายเพราะความไม่รู้
เพราะโง่เขลา
ผมช่างโง่เขลาขนาดไหนกันนะ…
เจ็บใจเหลือเกิน
“เฮ้ยๆ ฮุนอา ทำไมร้องไห้ล่ะ อะไรเจ็บเหรอ? หรือว่าปู่ดุแรงไป? หืม?”
ผมส่ายหัว
“ปู่พูดเพราะเป็นห่วงนะ เข้าใจไหม ปู่รักฮุนมากนะ อย่าร้องเลยนะลูก ตกใจหมดเลย”
ผมไม่ได้ร้องเพราะคุณปู่เลย แต่พอหลบมือที่ยื่นมาจะเช็ดน้ำตาแล้วเช็ดเอง คุณปู่ก็ยิ่งเข้าใจผิด
“เจ้าเด็กนี่ ปู่น่ะรักฮุนจะตายไป ดุหน่อยถึงกับร้องไห้เชียวเหรอ”
ถ้าไม่ใช่เพราะคุณปู่ ผมก็คงยังไม่รู้ว่าอะไรทำให้ร่างกายตัวเองพัง แล้วอาจจะเผลอทำเรื่องโง่ๆ แบบเดิมซ้ำอีกก็ได้
ผมต้องเรียนรู้
ผมไม่อยากจบชีวิตแบบเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเสียใจอีกแล้ว
โลกใบนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่ผมยังไม่รู้มากมาย
ไม่ว่าจะเป็นสีเทียน, ดินสอสี, หมึก, หรือสีอีกนับไม่ถ้วน
และในโลกกว้างที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้ ยังมีอีกตั้งหลายอย่างที่ผมอยากทำ
ครั้งนี้
ผมจะไม่มีวันปล่อยให้ตัวเองต้องเสียใจอีกเป็นอันขาด