ภาพสวนนอกบ้านที่วาดด้วยพู่กันหมึกจีน ทำให้เขาอดประหลาดใจไม่ได้ว่า เด็กคนนี้คือคนเดียวกับที่เมื่อสัปดาห์ก่อนยังเอาน้ำหมึกเข้าปากอยู่เลยงั้นหรือ ผลงานช่างยอดเยี่ยมเกินเด็กอายุเท่านี้จริง ๆ
‘เด็กคนนี้รู้จักเรียนรู้’
โกซูยอลไม่ได้ภูมิใจที่ความสามารถในการแสดงออกของหลานชายมากเท่ากับภูมิใจในกระบวนการเรียนรู้การวาดภาพของเขา
ไม่เหมือนเด็กทั่วไปเลย
วันแรก เด็กชายตั้งใจทำความเข้าใจกับคุณสมบัติของน้ำหมึกอย่างใจเย็น ทั้งวันเขานั่งบดหมึกเอง ปรับระดับความเข้มของหมึกไปเรื่อย ๆ
วันที่สอง เขาเริ่มฝึกวาดเส้นด้วยพู่กัน เขาใช้กระดาษฮันจิจนเต็มห้องทำงาน พอได้ดูผลงานทีละแผ่น โกซูยอลก็รู้ได้ทันทีว่า โกฮุนกำลังฝึกการใช้พู่กันอย่างจริงจัง
มันไม่ใช่การทำซ้ำอย่างไร้จุดหมาย
เขาวาดเส้นทั้งวันเพื่อเรียนรู้ว่า ต้องออกแรงมากแค่ไหนถึงจะได้เส้นตามที่ต้องการ
ความกระหายใฝ่รู้แบบนั้น ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
วันที่สาม เด็กชายเริ่มทดลองขยำกระดาษ
แม้แต่กระดาษฮันจิก็มีหลายแบบ โกฮุนอยากได้สัมผัสที่เหมาะกับงาน จึงทดลองขยำกระดาษผิวเรียบเพื่อตรวจดูว่ามันดูดซับน้ำหมึกดีหรือไม่ และยังทดลองซ้อนกระดาษบาง ๆ หลายชั้นอีกด้วย
เขาศึกษาและสังเกตคุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ด้วยตัวเอง โกซูยอลรู้ได้ทันทีว่า เด็กคนนี้ไม่ธรรมดา
มันไม่ใช่แค่พรสวรรค์
เพราะเขารู้กระบวนการในการสร้างงานศิลปะ จึงยิ่งตื่นเต้นว่าหลานคนนี้จะเติบโตไปได้ไกลแค่ไหน และจะสร้างสรรค์งานศิลปะแบบใดในอนาคต
เมื่อคิดเช่นนั้น รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว
ก๊อก ก๊อก
ขณะนั้นเองก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“อาจารย์คะ หนู มีแรค่ะ”
“อ้าว อาจารย์จาง เชิญเข้ามาเลย”
โกซูยอลกล่าวต้อนรับแขกด้วยน้ำเสียงยินดี
จางมีแร ศาสตราจารย์ใหม่ที่เพิ่งมาร่วมภาควิชาจิตรกรรม คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยเกาหลีเมื่อปีที่แล้ว เปิดประตูเข้ามา
“ฮิ~”
เธอยิ้มเขิน ๆ
เมื่อโกซูยอลมองด้วยความแปลกใจ จางมีแรปิดประตูแล้วพูดพลางทำปากเบะ
“ทำไมล่ะ?”
“อาจารย์พูดสุภาพกับหนู มันแปลกมากเลยค่ะ เรียกแบบเดิมเถอะนะคะ”
“ไม่ได้หรอก เธอไม่ใช่นักเรียนฉันแล้วนี่นา”
“ทำไมจะไม่ใช่ล่ะคะ สำหรับหนู อาจารย์ก็คืออาจารย์ตลอดไปนะคะ”
โกซูยอลยิ้มปลื้ม
จางมีแร ผู้ที่จบจากคณะเดียวกันที่มหาวิทยาลัยเกาหลี และต่อปริญญาโทด้านจิตรกรรมที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระ ประเทศอังกฤษ เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งที่เขาเอ็นดูเป็นพิเศษ
เธอได้รับการยอมรับในแวดวงวิชาการถึงขนาดได้รับตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะจิตรกรรมตอนอายุแค่ 31 ปี
“แล้ววันนี้จะมาแกล้งอะไรอาจารย์อีกล่ะ?”
“อาจารย์ก็พูดเกินไป หนูเคยแกล้งตอนไหนกันเล่า~”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”
จางมีแรไม่เคยลืมงานศพของรุ่นพี่ที่เธอสนิทอย่างโกแฮซองและอีซูจิน
แม้เธอเองจะเสียใจมากเช่นกัน แต่สิ่งที่ทำให้เธอเป็นห่วงที่สุดคืออาจารย์ของเธอที่ดูเสียใจและอ่อนแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เธอไม่กล้าแม้แต่จะพูดปลอบใจด้วยซ้ำ แต่เมื่อได้ยินว่าอาจารย์กลับมาทำงานแล้ว เธอก็รีบมาหาที่ห้องพักอาจารย์ทันที
และเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของโกซูยอลอีกครั้งในรอบสองเดือน เธอก็รู้สึกโล่งใจ
“แค่จะมาทักทายน่ะค่ะ……”
ขณะกำลังพูดอ้อมแอ้มแล้วกำลังจะนั่งลง จางมีแรก็เหลือบไปเห็นภาพวาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
เป็นภาพวาดด้วยหมึกจีนที่แสดงภาพสวนที่สงบเงียบ
การใช้แสง เงา และการสะท้อนของแสงนั้นช่างลงตัว เหมือนจะรวมเอาอารมณ์ของศิลปะตะวันออกและตะวันตกไว้ด้วยกัน
เหมือนภาพสีน้ำมันที่วาดด้วยหมึกจีน
ลายพู่กันที่ดูเรียบง่ายแต่สื่ออารมณ์ได้อย่างน่าทึ่ง
ใครกันที่วาดภาพนี้
ศิลปินระดับไหนถึงได้ลองทำอะไรแบบนี้
“อาจารย์คะ ภาพนี้ของใครเหรอคะ?”
“ฮุนวาดให้ฉันเป็นของขวัญน่ะ”
“ฮุน? ลูกชายของรุ่นพี่ซูจินเหรอคะ?”
จางมีแรทวนคำอย่างตกใจ พอเห็นโกซูยอลพยักหน้ายิ้ม ๆ เธอก็ถึงกับตะลึงจนพูดไม่ออก
“สิบขวบไม่ใช่เหรอคะ?”
“ไม่เลวใช่ไหมล่ะ?”
“ไม่เลวอะไรกันล่ะคะ แบบนี้มัน... มัน...”
เด็กที่มีพรสวรรค์ด้านศิลปะตั้งแต่เล็กมีอยู่ไม่น้อย
จางมีแรเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
แต่ความสามารถของเด็กเล็กมักจะจำกัดอยู่ที่ “การวาดสิ่งของให้เหมือนจริงแค่ไหน” เท่านั้น
เป็นไปไม่ได้เลยที่ภาพวาดของเด็กจะเต็มไปด้วยปรัชญาชัดเจนหรือแนวคิดที่ผ่านการครุ่นคิดลึกซึ้ง
แต่ภาพหมึกจีนของโกฮุนกลับแตกต่างออกไป
ไม่เพียงแค่การไล่เฉดสีและการใช้พู่กันเพื่อถ่ายทอดภาพวิวอย่างละเอียดเท่านั้น
แต่มันยังแฝงไว้ด้วยเสน่ห์ของจิตรกรรมแบบตะวันออกอย่างแท้จริง
ในภาพมีเพียงต้นสนสองต้นทางด้านซ้าย สนามหญ้า และกำแพงหิน
ไม่มีวัตถุอื่นใดอีก
แต่ด้วยการถ่ายทอดแสงและเงาอย่างสมบูรณ์แบบ
พื้นที่ว่างเปล่าในภาพจึงเปล่งประกายราวกับต้องแสง
เผยให้เห็นภาพสวนในยามเช้าที่เจิดจ้า
ไม่ใช่ฝีมือในระดับของเด็กอายุสิบขวบ
แม้จะบอกว่าเป็นผลงานของนักศึกษาสาขาจิตรกรรมตะวันออกที่มหาวิทยาลัยเกาหลีก็ยังน่าเหลือเชื่อ
โดยไม่ทันรู้ตัว จางมีแรก็หลงเข้าไปในโลกของภาพวาดของโกฮุน
จนลืมแม้แต่จะสงสัยว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นไปได้จริงหรือไม่
โกซูยอลมองเธอด้วยรอยยิ้มพลางเริ่มชงกาแฟ
กาต้มน้ำเริ่มเดือด
จนกระทั่งเธอดื่มกาแฟไปครึ่งแก้วแล้ว จางมีแรถึงจะได้สติกลับมา
“อาจารย์คะ”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
“เดือนหน้าจะมีนิทรรศการศิลปินหน้าใหม่ที่พิพิธภัณฑ์โซลค่ะ
หนูได้รับการติดต่อให้เสนอรายชื่อศิลปิน อยากให้ส่งภาพนี้ไปค่ะ ไม่สิ ต้องส่งค่ะ!”
จางมีแรมั่นใจว่าผลงานที่อบอุ่นและเป็นเอกลักษณ์แบบนี้จะต้องถูกใจผู้คนแน่นอน
เธอเชื่อว่างานแบบนี้ควรถูกเผยแพร่ออกไป
“ไม่ได้หรอก”
“……คะ?”
แต่โกซูยอลกลับตอบอย่างหนักแน่น
“ฉันจะเก็บไว้ตรงนี้แหละ ฮุนให้เป็นของขวัญ ฉันยอมให้ไม่ได้หรอก”
จางมีแรเบิกตากว้าง
“ไม่ได้นะคะ! นี่มันสุดยอดเลยนะคะ! ถ้าได้แสดง ผู้คนต้องรู้จักฮุนแน่ ๆ!”
“อืม…”
โกซูยอลครางเบา ๆ อย่างลังเล
“แต่ภาพนี้ไม่ได้จริง ๆ หรอก ฮุนวาดรูปทุกวัน วันละหลายภาพ ลองมาคัดกันดูไหม เย็นนี้สะดวกไหม?”
เหมือนถูกฟาดเข้าที่ท้ายทอย
“วันละหลายภาพแบบนั้นน่ะเหรอคะ?”
“ไม่รู้ว่าเป็นยังไงเหมือนกัน วาดรูปทั้งวัน เหมือนผีที่ตายเพราะวาดรูปไม่จบตามหลอกหลอนอยู่เลย ฮ่าฮ่าฮ่า!”
จางมีแรมองอาจารย์ที่ยังเล่นมุกฝืดเหมือนเดิมแล้วก็โล่งใจในระดับหนึ่ง
แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็เริ่มสงสัยว่าเด็กชายที่เธอรู้จักเพียงแค่ว่าเป็นลูกของโกแฮซองและอีซูจินคนนั้น จริง ๆ แล้วเป็นเด็กแบบไหนกันแน่
ถ้าเขาวาดภาพหมึกจีนได้ระดับนี้ แสดงว่าไม่ใช่แค่มีพรสวรรค์
แต่ต้องเริ่มฝึกฝนมาตั้งแต่อายุน้อยมาก ๆ
การถ่ายทอดแสง และความประณีตน่าจะได้รับอิทธิพลจากทั้งปู่และพ่อแม่
“ค่ะ หนูจะไปถึงบ้านอาจารย์ก่อนหกโมงนะคะ”
“ได้เลย ฮะฮะ จะมากับฉันก็ได้นะ”
“ด้วยความยินดีเลยค่ะ”
จางมีแรกำลังจะออกจากห้อง แต่แล้วโกซูยอลก็เรียกเธอไว้
“อาจารย์จาง”
“คะ?”
“เธอหมายความว่า ภาพของฮุนดีถึงขนาดอยากให้จัดแสดงในนิทรรศการเลยใช่ไหม?”
“ค่ะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า จริงเหรอ?”
“แน่นอนค่ะ อาจารย์ก็รู้นี่นา ไม่มีแม้แต่รุ่นน้องของหนูคนไหนวาดภาพแบบนี้ได้เลยนะคะ”
“จริงเหรอ แล้วมันดีตรงไหนบ้างล่ะ?”
ดูออกเลยว่าแกล้งถามเพื่ออวดหลานชาย
“ขนาดอาจารย์ผู้เคร่งขรึมกลายเป็นคุณปู่ขี้อวดได้ขนาดนี้ หลานคงน่ารักน่าดูเลยสินะคะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
ขณะกำลังวาดรูปอยู่ในห้องนั่งเล่น ก็ได้กลิ่นธูปลอยมา
พอหันไปมอง ก็เห็นผู้หญิงวัยสาวคนหนึ่งยืนอยู่
เธอมีดวงตากลมโต ริมฝีปากแดงราวกับทาลิปสติกไว้
ตั้งแต่อยู่ที่นี่มา ยังไม่เคยมีผู้หญิงวัยสาวมาหาเลย
ทั้งที่ไม่มีใครเปิดประตูให้ แต่กลับเข้ามาได้ แสดงว่าน่าจะสนิทกับคุณปู่
เธอมองผมด้วยสายตาเวทนา
สายตานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกอันลึกล้ำ ไม่รู้ว่าเป็นความคิดถึง หรือความสงสารกันแน่
‘อา…’
ที่ผ่านมาไม่มีใครบอกอะไรเลย รู้สึกแปลกอยู่เหมือนกัน คงจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น
ไม่อย่างนั้น คงไม่มีเหตุผลให้มองผมด้วยแววตาเศร้าแบบนั้น
“แม่เหรอครับ?”
ผู้หญิงคนนั้นเบิกตากว้าง
จากสีหน้าแล้ว ดูท่าจะใช่จริง ๆ
เพราะทั้งคุณปู่และคนที่โรงพยาบาลต่างก็คิดว่าผมความจำเสื่อม
ผมจึงต้องคาดเดาเอาเองและแสดงออกตามนั้น
“สวัสดีครับ”
“หือ? อะ เอ่อ สวัสดีจ้ะ”
ผมลุกขึ้นและทักทายเธอด้วยภาษาเกาหลี
เธอซึ่งเป็นแม่ของโกฮุนถึงกับทำหน้าตาตื่นแล้วตอบกลับอย่างลนลาน
“ฮุน! ปู่มาแล้ว!”
จังหวะนั้นพอดีกับที่คุณปู่กลับเข้ามา
ผมเดินออกไปรับที่หน้าประตู ท่านก็โผเข้ากอดทันที
ถึงจะรู้สึกเขิน ๆ แต่พอเป็นแบบนี้ทุกครั้ง ผมก็คงต้องยอมแพ้
“คุณแม่ก็มาแล้วนะครับ”
“คุณแม่?”
ผมหันไปมองหญิงสาวคนนั้น เธอมีสีหน้าตกใจ
“เอ่อ...”
“ฮุน แม่ที่ไหนกันล่ะ นี่เป็นคนที่ทำงานกับคุณปู่ต่างหาก”
“อ๋อ…”
ผมเดาเอาว่าเธอเป็นแม่ จากความสนิทจนเข้าบ้านมาได้โดยไม่ต้องให้ใครเปิดประตู และจากแววตาที่ใช้มองผม
แต่ก็เดาผิดจนได้
“ขอโทษครับ ผมเข้าใจผิดไปเอง”
ผมก้มศีรษะขอโทษ หญิงสาวคนนั้นยกมือขึ้นปิดปาก เหมือนจะร้องไห้ออกมา
เธอถามคุณปู่ว่า
“เขาจำอะไรไม่ได้เลยเหรอคะ?”
“บางอย่างก็จำได้ บางอย่างก็ไม่ได้ ปู่เลยยังไม่กล้าพูดอะไรออกไป แต่ดูท่าจะคิดถึงพ่อแม่แน่เลย”
“โอ้ย...”
ถึงจะฟังภาษาเกาหลีได้ไม่หมด แต่ดูจากสีหน้าแววตา ก็พอจะเข้าใจว่า
พ่อแม่ของเด็กคนนี้ คงจะไม่อยู่แล้ว
‘เสียชีวิตไปแล้วสินะ’
ถ้าเป็นแบบนั้น ทุกอย่างก็สมเหตุสมผล
ไม่อย่างนั้น พ่อแม่จะไม่มาหาลูกที่กำลังป่วยหนักได้ยังไงกัน
ที่ผ่านมา ผมมัวแต่จมอยู่กับการวาดภาพจนไม่ได้คิดให้ลึก
“ไม่เป็นไรครับ”
ผมจับมือคุณปู่ไว้ ขณะที่ท่านกำลังลำบากใจ ไม่รู้จะพูดอะไรดี
“พ่อแม่เสียไปแล้วใช่ไหมครับ?”
“ฮุน…”
สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้ ก็คือมีชีวิตอยู่ให้ดีที่สุด แทนเด็กคนนี้ที่จากไปแล้ว
มันอาจจะเป็นความเห็นแก่ตัวของผม
แต่อย่างน้อย ผมอยากใช้ชีวิตนี้ทำหน้าที่ "หลานชาย" ให้ดีที่สุด
เพื่อชดใช้บางอย่างให้กับ ‘โกฮุน’
“ถึงจะจำอะไรไม่ได้ชัด แต่ก็รู้สึกแปลก ๆ อยู่ครับ”
“โอ้ โอ้ ฮุนเอ๊ย...”
“ไม่เป็นไรครับ ก็ยังมีคุณปู่ไงครับ”
น้ำตาของคุณปู่ไหลราวกับหยดเทียนไม่มีหยุด
“ทำไมเด็กดีแบบนี้ต้องเจอเรื่องแบบนี้ด้วยนะ…”
ถึงเวลาที่ผมต้องตั้งหลักให้ดีแล้ว
ในเมื่อต้องใช้ชีวิตเป็นเด็กคนนี้ ผมก็ควรจะมอบความจริงใจให้กับคุณปู่คนนี้ด้วย
แต่ถึงจะไม่คิดแบบนั้นก็ตาม
คนที่สูญเสียทั้งลูกและหลานไป ผมไม่อยากให้เขาเศร้าอีก
ทั้งจากความสงสาร ทั้งจากความผูกพันที่สะสมมาตลอดสองเดือนที่อยู่ด้วยกัน
เพราะคุณปู่คนนี้คือคนที่มอบความรักให้กับผม
ทั้งที่ผมไม่เคยได้รับความเข้าใจแม้แต่จากชาวบ้าน ญาติ พี่น้อง หรือแม้แต่พ่อแม่ของตัวเอง
“อย่าร้องเลยครับ ยังมีผมนะครับ”
“ฮุนอา…”
คุณปู่กอดผมแน่นอีกครั้ง ผมก็ตอบกอดท่านกลับด้วยความยากลำบาก
กอดกันอยู่อย่างนั้นพักหนึ่ง
จนเริ่มหายใจไม่ออก
ผมดิ้นเล็กน้อย คุณปู่จึงคลายอ้อมแขนแล้วเช็ดน้ำตาออก
“แล้วผู้หญิงคนนี้คือใครเหรอครับ?”
ผมถามพร้อมมองไปยังหญิงสาวคนนั้น
ซึ่งยังคงน้ำตาคลอเบ้าพร้อมยกมือปิดปาก
เธอก้มหน้าลง สูดหายใจลึก แล้วลดตัวลงมานั่งยอง ๆ
เงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม
ด้วยระดับสายตาที่เสมอกัน ผมจึงไม่ต้องเงยหน้าให้เมื่อยคอ
แต่น้ำตาของเธอ… เป็นสีดำ