ฮวาหูยังคงไม่ค่อยเข้าใจนัก จึงเอ่ยว่า "มีบทบำเพ็ญปราณวานรเซียนก็จริง แต่ไม่มีอาจารย์ พวกเราก็เรียนไม่เป็นอยู่ดี"
ซูหยุนพลิกอ่านบทบำเพ็ญปราณวานรเซียนพลางเดินไปข้างหน้าพลาง ในหัวอดนึกถึงสิ่งที่ตนพบเจอในอีกโลกหนึ่งหลังประตูสวรรค์ไม่ได้ ในอกจึงเกิดความห้าวหาญขึ้นมาขุมหนึ่ง "เช่นนั้นข้าจะเป็นอาจารย์คนนี้เอง ข้าจะสอนบทบำเพ็ญปราณวานรเซียนให้พวกเจ้า"
จิ้งจอกน้อยหลายตัวมีสีหน้ากังวล
อาจารย์ ไม่ใช่ว่าใครก็เป็นได้
หากทำความเข้าใจเคล็ดวิชาผิดพลาด ไม่เพียงแต่ตนเองจะฝึกผิด ทว่ายังจะถ่ายทอดผิดๆ ให้แก่ศิษย์ ทิ้งภัยร้ายแรงไว้ไม่น้อย!
ทว่าพวกฮวาหูก็เข้าใจความหมายของซูหยุน เทือกเขาตระกูลหยวนย่อมต้องพบศพของหยวนอู่ในไม่ช้า และจะต้องตามล่ามาอย่างแน่นอน
รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ตอนนี้ทำความเข้าใจเคล็ดวิชาของเทือกเขาตระกูลหยวนไว้ เตรียมพร้อมไว้ย่อมไร้กังวล!
ถนนเบื้องหน้ามีหิมะทับถม ทำให้เดินลำบากมาก ซูหยุนแต่งกายมิดชิด ย่ำหิมะเดินจ้ำอ้าวไปพร้อมกับพวกฮวาหู เดินไปได้ไม่กี่ลี้ก็เหนื่อยจนหอบแฮ่ก
หิมะนี้ท่วมสูงถึงเอว เวลาเดินแทบจะมองไม่เห็นฮวาหู ชิงชิวเย่ว์ และคนอื่นๆ เลย
อีกทั้งบนท้องฟ้ากลับมีหิมะตกลงมาอีกครั้ง
เมื่อครู่ท้องฟ้ายังแจ่มใสอยู่เลย ตอนนี้กลับมีหิมะโปรยปราย ที่แย่ไปกว่านั้นคือท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มลงเรื่อยๆ
"หิมะตกแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตามทัน"
ซูหยุนถอนหายใจด้วยความโล่งอก หยิบเชือกเทพเซียนออกมาโยนขึ้นไปในอากาศ เด็กน้อยทั้งสี่กลางกองหิมะพากันกระโดดขึ้นจับเชือก และถูกพาขึ้นไปบนท้องฟ้า
ซูหยุนก็จับเชือกแล้วลอยขึ้นไปกลางอากาศเช่นกัน
เชือกเทพเซียนเป็นของวิเศษที่ยอดเยี่ยมมาก แต่วิธีใช้ของวิเศษชิ้นนี้ต่างหากคือจุดสำคัญ เขาคิดออกเพียงวิธีเดียวคือการโยนเชือกขึ้นไปในอากาศ
เชือกเส้นนี้สามารถพาพวกเขาก้าวข้ามระยะทางหนึ่งช่วงเชือกได้ — เมื่อเชือกลอยขึ้นไปบนที่สูง มันจะทอดตัวแผ่ออกไปเบื้องหน้า
เวลาที่เชือกหดสั้นลง มันก็เป็นแค่เชือกผูกคอตายเส้นหนึ่ง ความยาวไม่เกินเจ็ดฉื่อ พอจะนำไปแขวนบนต้นไม้แล้วผูกปมแขวนคอคนได้ แต่เมื่อยืดยาวออกกลับยาวถึงเจ็ดร้อยจั้ง ดังนั้นระยะทางหนึ่งช่วงเชือกก็คือระยะเจ็ดร้อยจั้ง
ซูหยุนและพวกเหยียบอยู่บนเชือก เดินไปข้างหน้าเป็นระยะทางเจ็ดร้อยจั้ง จากนั้นจึงจับปลายเชือกแล้วรูดตัวไถลลงมา
บนที่สูงหนาวยิ่งกว่า พวกเขาถูกแช่แข็งจนแทบจะจับเชือกไม่อยู่ ชิงชิวเย่ว์เกือบจะตกลงมา โชคดีที่ซูหยุนคว้าตัวนางไว้ได้ทัน
เมื่อทุกคนลงถึงพื้น ซูหยุนก็กล่าวเสียงขรึม "หิมะตกหนักขาวโพลน แถมยังตกลงมาไม่หยุด ท้องฟ้าก็มืดทึบ ปีศาจวานรแห่งเทือกเขาตระกูลหยวนไม่มีทางหารอยเท้าของพวกเราพบเด็ดขาด!"
พวกเขาฝ่าพายุหิมะเดินหน้าต่อไป หูปู้ผิงรำคาญที่กลายร่างเป็นคนแล้วเดินช้าเกินไป จึงถอดเสื้อผ้าเก็บใส่ห่อสัมภาระ แล้วกลายร่างกลับเป็นจิ้งจอกอีกครั้ง
ทว่าปีศาจจิ้งจอกน้อยตัวนี้มุดอยู่ในกองหิมะได้เพียงครู่เดียว ก็กลายร่างกลับเป็นเด็กน้อยเผ่าปีศาจ แล้วสวมเสื้อผ้าอย่างเงียบๆ
หลีเสี่ยวฝานกระซิบถาม หูปู้ผิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า "หนาว แข็งไปทั้งก้น แข็งไปทั้งหู"
ฮวาหูพูดหยอกล้อ "นี่แหละที่เรียกว่าจากลำบากไปสบายนั้นง่าย จากสบายไปลำบากนั้นยาก เมื่อก่อนฤดูหนาวเสื้อผ้าสักชิ้นก็ไม่ใส่ ตอนนี้ใส่แล้วก็ถอดออกยากเสียแล้ว"
เดินต่อไปเช่นนี้อีกหกเจ็ดลี้ ท้องฟ้าก็ยิ่งมืดครึ้มลง ซูหยุนรูปร่างสูง จึงมองไปรอบๆ และท่ามกลางพายุหิมะอันมืดมิด เขาก็มองเห็นกรอบประตูด้านบนบานหนึ่งที่ถูกหิมะทับจนดูเตี้ยต่ำ
หิมะปกคลุมศาลเจ้า มองจากที่ไกลๆ เห็นเพียงหลังคาสีขาวโพลนกลมกลืนไปกับสีของสภาพแวดล้อมโดยรอบ กรอบประตูด้านบนไม่มีหิมะเกาะ จึงยังพอมองออกอย่างเลือนราง
พวกเขาฝ่าพายุหิมะเดินไปยังศาลเจ้าแห่งนั้น เมื่อมาถึงตรงหน้า ซูหยุนก็เงยหน้าขึ้นมอง ตัวอักษรบนป้ายชื่อมีหิมะเกาะอยู่จนยากจะแยกแยะ
เขาอ้าปากเป่าลมออกไป หิมะบนป้ายชื่อก็ปลิวว่อน เผยให้เห็นตัวอักษรสามตัว "ศาลเหวินเซิ่ง"
ซูหยุนถอนหายใจอย่างโล่งอก "ศาลเหวินเซิ่งประดิษฐานปราชญ์แห่งสำนักหรู ปราชญ์สำนักหรูมีพฤติกรรมและการวางตัวที่เที่ยงธรรม มาขอพักแรมที่นี่ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร"
เขายื่นมือออกไปเคาะประตู ผ่านไปพักใหญ่ก็ไม่มีใครตอบรับ จึงผลักประตูเดินเข้าไป
ลานของศาลเหวินเซิ่งมีขนาดไม่ใหญ่นัก นอกจากวิหารหลักแล้วก็มีเรือนปีกตะวันออกและตะวันตก เรือนปีกตะวันออกเป็นที่สำหรับให้ผู้ดูแลศาลเจ้าเก็บฟืนและทำอาหาร ส่วนเรือนปีกตะวันตกเป็นที่สำหรับให้แขกผู้มาเยือนได้พักผ่อนหลับนอน
ซูหยุนพาพวกฮวาหูไปที่วิหารหลักก่อน เห็นเพียงว่าที่นี่ประดิษฐานปราชญ์แห่งสำนักหรูในท่าค้อมตัว มือหนึ่งถือหนังสือ มือหนึ่งชี้ไปที่ตัวอักษรในหนังสือ ไม่รู้ว่ากำลังขอคำชี้แนะจากผู้อื่น หรือกำลังอธิบายตัวอักษรในหนังสือให้ผู้อื่นฟังกันแน่
ซูหยุนหาธูปพบที่ใต้แท่นบูชา จึงจุดไฟแล้วปักลงในกระถางธูป ทุกคนกราบไหว้ปราชญ์สำนักหรูท่านนี้ แล้วจึงถอยออกจากวิหาร
เขาและฮวาหูไปที่เรือนปีกตะวันออกเพื่อหอบฟืนแห้งมาจำนวนหนึ่ง ชิงชิวเย่ว์ หูปู้ผิง และคนอื่นๆ จัดการทำความสะอาดห้องในเรือนปีกตะวันตก ที่นี่ไม่มีเครื่องนอน จึงทำได้เพียงจัดของและปัดกวาดฝุ่นเท่านั้น
ซูหยุนก่อกองไฟเล็กๆ ขึ้นมา จุดไฟ จากนั้นก็ทำโครงยึดง่ายๆ เหนือกองไฟ แล้วนำหม้อใบเล็กไปวางไว้ด้านบน
ฮวาหูอุ้มก้อนหิมะขนาดใหญ่มาวางลงในหม้อ ก้อนหิมะค่อยๆ ละลาย
ซูหยุนหยิบแผ่นแป้งลั่วหมัวออกมาจากห่อสัมภาระ นำไปย่างข้างกองไฟ ย่างจนมีกลิ่นหอมของแป้งและไข่ไก่โชยออกมา แล้วจึงแบ่งให้ทุกคน
ทุกคนกินรวดเดียวจนหมด น้ำก็เดือดพอดี พวกเขาจึงดื่มน้ำกันคนละนิด หูปู้ผิงเปิดประตูออกไปดูสภาพอากาศข้างนอก ก็เห็นว่าท้องฟ้ามืดค่ำแล้ว ทว่าพายุหิมะกลับค่อยๆ หยุดลง
ท้องฟ้าหลังหิมะตกกลับไม่มืดมิด ตรงกันข้ามกลับสามารถมองเห็นที่ไกลๆ ได้อย่างเลือนราง
"ปิดประตู ปิดประตู!"
ทุกคนเร่งเร้าอยู่ด้านหลัง "หนาวจะตายอยู่แล้ว! อย่าปล่อยให้ลมเย็นพัดเข้ามาสิ!"
หูปู้ผิงยืนอยู่หน้าประตู หันหน้ากลับมาพูดว่า "ข้างนอกคึกคักมากเลย!"
ทุกคนประหลาดใจ ซูหยุนเดินไปข้างหน้า มองผ่านแนวกำแพงที่ผุพังออกไปนอกศาลเจ้า ก็เห็นว่าภายนอกศาลเจ้าสว่างไสวและคึกคักอย่างที่ว่าจริงๆ
ห่างจากศาลเจ้าออกไปราวร้อยก้าว มีคฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งอยู่ กินพื้นที่ประมาณสิบกว่าหมู่ ไฟสว่างไสว มีเสียงดนตรีและเสียงหยอกล้อดังมาจากข้างใน คล้ายกับว่ามีคนกำลังจัดงานเลี้ยงยามค่ำคืน ดื่มสุราหาความสำราญอยู่ภายใน
ห่างออกไปไม่ไกลก็มีคฤหาสน์หรูหราดุจพระราชวัง ยิ่งมีเสียงร้องรำทำเพลงและเสียงหัวเราะดังครื้นเครง มองเห็นผู้คนเดินขวักไขว่ รถและม้าสัญจรไปมาอย่างเนืองแน่นอย่างเลือนราง
และในที่ไกลออกไป ท่ามกลางทุ่งหิมะและภูเขาที่รกร้างไร้ผู้คนในตอนกลางวัน บัดนี้กลับมีพระราชวังและคฤหาสน์หลังใหญ่ผุดขึ้นมาจากพื้นดินทีละหลัง แสงไฟเจิดจรัส คึกคักเป็นพิเศษ
ยังมีบุคคลจำพวกสาวใช้และคุณชาย อาศัยความมืดในยามค่ำคืนออกมาชมหิมะ เล่นหิมะ ทั้งยังมีเด็กซนเล่นปาหิมะกันในลานหิมะ ทำให้พวกจิ้งจอกข้างกายซูหยุนเริ่มกระสับกระส่าย หมายจะวิ่งออกไปร่าเริงในกองหิมะบ้าง
ทว่าในตอนกลางวัน กลับมองไม่เห็นทิวทัศน์เช่นนี้ มองไม่เห็นบ้านเรือนเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย พอตกกลางคืน กลับไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน ดูแปลกประหลาดพิกลนัก
"คือสุสานขนาดใหญ่เหล่านั้นที่เห็นเมื่อตอนกลางวัน"
ซูหยุนมองสำรวจไปรอบๆ แล้วคาดเดาว่า "ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเพราะพอตกกลางคืน พวกจิตวิญญาณก็พากันออกมาวิ่งเล่น"
ในตอนนั้นเอง นอกศาลเจ้าก็มีเสียงเคาะประตูดัง ก๊อกๆ ได้ยินเสียงคนถามจากข้างนอกว่า "ท่านเหวินเซิ่งกง ท่านเหวินเซิ่งกง! อยู่บ้านหรือไม่?"
"มีธุระอันใด?" มีเสียงคนดังมาจากเรือนปีกตะวันออก
ขนของเด็กน้อยเผ่าปีศาจทั้งสี่ที่อยู่ข้างกายซูหยุนลุกซู่ ฮวาหูพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ในเรือนปีกตะวันออกเห็นอยู่ชัดๆ ว่าไม่มีคน..."
แว่วเสียงเปิดประตูดังขึ้น ได้ยินเสียงคนสนทนากันอยู่นอกศาลเจ้าว่า "ข้ามาจากตงหลิง นายท่านของข้าบอกว่าทิวทัศน์หิมะงดงามเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง จึงขอเชิญท่านเหวินเซิ่งกงเสด็จไปเยือน นายท่านได้เตรียมสุราชั้นเลิศและอาหารเลิศรสไว้พร้อมแล้ว รอคอยท่านมาเป็นเกียรติ รบกวนช่วยแจ้งด้วย"
"รอประเดี๋ยว ข้าจะไปเรียนให้ทราบ"
เสียงฝีเท้าดังขึ้น ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เดินผ่านหน้าเรือนปีกตะวันตกไป ทว่าพวกซูหยุนกลับไม่เห็นเงาคน ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ มุ่งหน้าไปยังวิหารหลัก
มีเสียงเปิดประตูดังมาจากวิหารหลัก ด้านในคล้ายกับมีคนกระซิบกระซาบกัน
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง ค่อยๆ ใกล้เข้ามา แล้วมุ่งหน้าไปยังหน้าประตูศาลเจ้า
"ท่านเซิ่งกงบอกว่า บ้านของข้ามีแขกมาเยือนและพักอยู่ที่เรือนปีกตะวันตก หากเจ้าบ้านออกจากบ้านไปร่วมงานเลี้ยงก็จะเป็นการละเลยแขก ผิดธรรมเนียมมารยาท ดังนั้นจึงจำต้องปฏิเสธ ขอให้นายท่านตงหลิงโปรดอภัยด้วย"
"น่าเสียดายยิ่งนัก ครั้งนี้นายท่านยังได้เชิญท่านเซิ่งกงท่านอื่นมาอีกหลายท่านด้วย"
"มีท่านเซิ่งกงท่านใดบ้างหรือ?"
"แถวนี้จะมีท่านเซิ่งกงท่านใดได้อีก? ก็หนีไม่พ้นพิณ หมากรุก ตำรา และภาพวาดเท่านั้นแหละ"
"ขอข้าไปเรียนให้ทราบอีกครั้งเถิด"
ผ่านไปไม่นาน ที่หน้าประตูศาลเจ้าก็มีเสียงคนดังขึ้นอีกครั้ง "รบกวนพี่ชายช่วยแจ้งแก่นายท่านตงหลิงด้วยว่า ท่านเซิ่งกงจะไปถึงในไม่ช้า คงต้องขอให้แขกที่เรือนปีกตะวันตกช่วยทนลำบากเอาหน่อยแล้ว"
"ตราบใดที่ไฟยังไม่ดับ จะมีใครกล้ามาก่อกวนในศาลเหวินเซิ่งได้เชียวหรือ?"
"นั่นก็จริง"
ภายในเรือนปีกตะวันตก ซูหยุนและปีศาจจิ้งจอกน้อยทั้งสี่ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
เวลานั้นเอง ประตูใหญ่ของวิหารหลักก็เปิดออก ซูหยุนรีบปิดประตูห้องเรือนปีกตะวันตก ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้านั้นเดินมาถึงหน้าประตูเรือนปีกตะวันตก แล้วหยุดชะงัก หนึ่งคนสี่จิ้งจอกในห้องหัวใจเต้นรัว เฝ้าอยู่ข้างกองไฟไม่กล้าขยับเขยื้อน
มีเสียงทุ้มต่ำและอ่อนโยนดังมาจากนอกประตู "แขกมาขอพักพิง เดิมทีเจ้าบ้านไม่ควรปลีกตัวไปร่วมงานเลี้ยง ทว่าสหายสนิทต่างนัดหมายกันมา จึงไม่อาจไม่ไป ขอแขกผู้มาเยือนอย่าได้ดับกองไฟในยามค่ำคืน ตราบใดที่เปลวไฟยังอยู่ ข้าก็สามารถแยกแยะทิศทางของศาลเจ้าในยามค่ำคืนได้ และสามารถกลับมาถึงได้ในพริบตา"
เสียงฝีเท้าดังขึ้น มีเสียงเปิดประตูดังมาจากทางประตูศาลเจ้า ตามด้วยเสียงปิดประตู
ข้างกองไฟ หนึ่งคนสี่จิ้งจอกเบิกตาโพลงจ้องมองกัน นิ่งอึ้งไปพักใหญ่โดยไม่พูดอะไร
ซูหยุนกล่าว "ระหว่างทางข้าศึกษาบทบำเพ็ญปราณวานรเซียน ใกล้จะศึกษาจนทะลุปรุโปร่งแล้ว พวกเจ้าไปนอนก่อนเถอะ ข้าจะดูต่ออีกหน่อย รอจนถึงช่วงดึก ใครตื่นแล้วค่อยมาสลับกับข้า"
ชิงชิวเย่ว์ หลีเสี่ยวฝาน และหูปู้ผิงต่างกลายร่างเป็นจิ้งจอก นอนหลับอยู่ข้างกองไฟ ฮวาหูคอยดูแลพวกเขา ผ่านไปครู่หนึ่ง ปีศาจจิ้งจอกน้อยทั้งสามก็หลับสนิท ฮวาหูก็ค่อยๆ จมเข้าสู่ห้วงนิทราเช่นกัน
กองไฟส่งเสียงเปรี๊ยะเป็นบางครั้ง พร้อมกับสะเก็ดไฟที่แตกกระเด็นออกมา
ซูหยุนอาศัยแสงไฟอ่านบทบำเพ็ญปราณวานรเซียนจนจบไปหนึ่งรอบ ในใจเกิดความรู้สึกบางอย่าง จึงโคจรปราณแท้ ควบคุมปราณโลหิตให้เข้าสู่ดวงตาทั้งสองข้างของตนอย่างระมัดระวัง
นับตั้งแต่เขาฝึกฝนการเปลี่ยนผ่านเตาหลอมทะลวงถึงขั้นที่หก ปราณโลหิตก็ขับไล่กระบี่เซียนและรอยประทับของเมืองประตูสวรรค์ที่อุดตันรูม่านตาออกไป ทว่าไม่ว่าจะเป็นกระบี่เซียนหรือเมืองประตูสวรรค์ก็ไม่เคยหายไปไหน กลับยังคงปรากฏอยู่ในคลองจักษุของเขา!
หากไม่สังเกตดูให้ดี ก็ไม่อาจมองเห็นความผิดปกติในดวงตาของเขาได้ ทว่าในสายตาของซูหยุน สิ่งที่เขามองเห็น นอกจากโลกที่อยู่รอบตัวแล้ว ยังมีกระบี่เซียนที่กำลังโบยบิน ทะเลเหนืออันกว้างใหญ่ไพศาล และเมืองประตูสวรรค์ที่ไม่เคยถูกทำลายแห่งนั้น!
แน่นอนว่า ยังมีซุ้มประตูเฉาเทียนเชวี่ยอันสูงตระหง่านค้ำฟ้าทั้งแปดแห่งนั้นด้วย!
"อีกโลกหนึ่ง ข้ามาแล้ว!"
ซูหยุนกระตุ้นปราณโลหิต ปราณโลหิตพุ่งทะลักเข้าหาซุ้มประตูเฉาเทียนเชวี่ยทั้งแปดบานนั้น
ครั้งก่อนเขามองไม่เห็นรูปลักษณ์ของซุ้มประตูเฉาเทียนเชวี่ยได้ชัดเจนนัก และมองไม่เห็นด้วยว่าซุ้มประตูเฉาเทียนเชวี่ยเปิดประตูสวรรค์ได้อย่างไร ครั้งนี้ ในที่สุดเขาก็มองเห็นได้อย่างชัดเจน
เห็นเพียงว่าบนซุ้มประตูเฉาเทียนเชวี่ยมีภาพสลักนูนต่ำของสัตว์เทพและสัตว์ประหลาดอยู่ทีละตัว เมื่อปราณโลหิตของเขามาถึงตรงหน้า ก็ถูกภาพสลักบนซุ้มประตูเฉาเทียนเชวี่ยดูดซับเข้าไป และภาพสลักเหล่านั้นกลับค่อยๆ กลายเป็นเลือดเนื้อขึ้นมาทีละน้อย!
ซูหยุนยังไม่ทันได้ดูให้ละเอียด ซุ้มประตูเฉาเทียนเชวี่ยทั้งแปดบานก็ถูกกระตุ้นการทำงานแล้ว!
สัตว์ประหลาดและสัตว์เทพนานาชนิดบนซุ้มประตูเฉาเทียนเชวี่ยคืนชีพ พวกมันพากันเหาะินขึ้นไปในอากาศ แล้วร่อนลงบนประตูสวรรค์แห่งเมืองประตูสวรรค์!
ประตูสวรรค์เกิดความแปรปรวน แสงสว่างไหลรินออกมาจากบานประตูแต่ละบาน แล้วไปรวมตัวกันที่บานประตูตรงกลาง
วิง!
ซูหยุนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนอันน่าประหลาดที่ส่งมา เบื้องหน้ากลายเป็นสีขาวโพลน รอจนกระทั่งการมองเห็นของเขาค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา เขาก็พบว่าตนเองได้มาถึงอีกโลกหนึ่งซึ่งอยู่หลังประตูสวรรค์อีกครั้ง!
ไกลออกไป ภูเขาเซียนกว้างใหญ่ไพศาล แท่นเซียนลอยอยู่เหนือหมู่เมฆ สะพานหินทอดยาวคดเคี้ยวราวกับมังกรที่เลื้อยผ่านไปตามมวลเมฆ