ฉีเซี่ยพยายามออกแรงหมุนโต๊ะไปพลาง เอ่ยไปพลาง "ตำแหน่งของ 'หนิงเซี่ย' กับ 'ซานตง' ลากต่อกันเป็นเส้นแนวนอนได้"
"'มองโกเลียใน' 'ซื่อชวน' และ 'อวิ๋นหนาน' ลากต่อกันเป็นเส้นลากซ้ายได้"
"ส่วนสี่จุดอย่าง 'กว่างซี' 'กว่างตง' 'ส่านซี' และ 'เจียงซู' สามารถลากต่อกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมได้ ซึ่งนี่ก็คือตัวอักษรคำว่า 'ขวา' พอดิบพอดี"
"ไม่ว่าสุดท้ายแล้วบ้านเกิดของหานอีม่อจะอยู่ที่ไหน ขอแค่เป็นมณฑลกว่างซีหรือมณฑลไต้หวันแห่งใดแห่งหนึ่ง ก็จะประกอบกันเป็นอักษร 'ปาก' ได้อยู่ดี ดังนั้นคำตอบจึงถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว"
ทุกคนเร่งมือหมุนโต๊ะให้เร็วขึ้น พร้อมกับเผยแววตาประหลาดใจออกมา
กระบวนความคิดของฉีเซี่ยนั้นกระโดดข้ามขั้นเกินไป แต่กลับไขปริศนาได้ถึงสองครั้งติดกัน เรื่องนี้อดไม่ได้ที่จะทำให้ทุกคนเริ่มนึกสงสัย
ฉีเซี่ยเองก็เข้าใจจุดนี้ดี จึงเอ่ยกับทุกคนว่า "พวกคุณอย่าเพิ่งเข้าใจผิด ถ้าเกมต่อไปคือการทิ้งพวกคุณเพื่อให้ตัวเองรอด ผมก็พร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดต่อไปโดยไม่ลังเลเหมือนกัน"
เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนั้น ทุกคนก็ทำได้เพียงเงียบไป และกัดฟันออกแรงหมุนโต๊ะต่อไป
คนทั้งเก้านั่งล้อมวงอยู่รอบโต๊ะ พลางผลักมันไปทางขวาอย่างต่อเนื่อง
"กี่รอบแล้ว" เฉียวเจียจิ้นถามขึ้น
"ยี่สิบหกรอบ" หลินฉินตอบ
"แบบนี้เธอก็นับได้ด้วยเหรอ" เฉียวเจียจิ้นกะพริบตา "โต๊ะนี่มองมุมไหนก็หน้าตาเหมือนกันหมดเลยนะ"
"ฉันมองคราบเลือดบนโต๊ะแล้วนับเอาน่ะ" หลินฉินกล่าวอย่างจริงจัง "การนับจำนวนสำคัญต่ออาชีพนักจิตวิทยาให้คำปรึกษาอย่างพวกเรามากนะ"
ฉีเซี่ยขมวดคิ้ว "ยังไม่ถึงสามสิบรอบ ต้องเร่งมือหน่อยแล้ว"
ทุกคนจึงเงียบเสียงลงและเร่งมือให้เร็วยิ่งขึ้น
ทว่ายิ่งหมุนไปมากเท่าไหร่ โต๊ะตัวนี้ก็ยิ่งเคลื่อนที่ยากขึ้นเท่านั้น ราวกับว่าโซ่เฟืองที่อยู่ด้านในถูกขันจนตึงเปรี๊ยะ
"เชี่ยเอ๊ย เกิดอะไรขึ้นเนี่ย" เฉียวเจียจิ้นกัดฟันพูด "มันจะหนักเกินไปแล้วนะ"
"สู้ๆ... ไม่แน่ว่ามันอาจจะเชื่อมกับประตูจริงๆ ก็ได้!" เถียนเถียนพูดพลางแยกเขี้ยวด้วยความเหนื่อยล้า
คำพูดของเธอทำให้ทุกคนมองเห็นแสงสว่างท่ามกลางความสิ้นหวัง
ประตู
ในเมื่อห้องนี้สามารถเสกรูขึ้นมากลางอากาศได้ แล้วทำไมจะเสกประตูขึ้นมาบ้างไม่ได้ล่ะ
แขนของทุกคนเริ่มปวดเมื่อย แต่ก็ยังคงหมุนโต๊ะต่อไปทีละรอบๆ
"ทุกคนอย่าเพิ่งยอมแพ้นะ! เหลืออีกแค่ห้ารอบสุดท้ายแล้ว!" หลินฉินตะโกนเสียงดัง
ตอนนี้ทุกคนต่างกัดฟันออกแรงอย่างสุดความสามารถ ไม่มีใครกล้าผ่อนแรงเลยแม้แต่น้อย
กึก... กึก...
เมื่อการหมุนรอบสุดท้ายสิ้นสุดลง โต๊ะก็ถูกล็อกเข้ากับอะไรบางอย่างอย่างชัดเจน
ในที่สุดทุกคนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ความปวดร้าวที่แขนเริ่มแผ่ซ่านขึ้นมา
ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงสามนาทีก่อนจะถึงเวลาบ่ายโมงสิบห้านาที
"แล้วประตูอยู่ไหนล่ะวะ!" เฉียวเจียจิ้นตะโกนถามด้วยความร้อนรน
กำแพงรอบด้านไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ภายในรูมืดสนิทยังคงมองเห็นประกายแสงเย็นเยียบจากฉมวกเหล็ก
"เชี่ยเอ๊ย! ไม่มีประตูว่ะ!" น้ำเสียงของเฉียวเจียจิ้นแฝงไปด้วยความสิ้นหวัง
"ผิดแล้ว! พวกเราทายผิด!" เซียวหร่านกรีดร้อง "ต้องหมุนไปทางซ้ายใช่ไหมล่ะ! พวกเราไม่น่าไปเชื่อไอ้จอมลวงโลกนั่นเลย! พวกเราต้องตายอยู่ที่นี่กันหมดแน่!!"
ฉีเซี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย...
ผิดงั้นเหรอ
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้ตั้งตัว นาฬิกาตั้งโต๊ะตรงกลางก็เกิดความผิดปกติขึ้น
มันสั่นสะเทือนเล็กน้อย ก่อนจะยิงลำแสงเลเซอร์แปดสายออกมา
ลำแสงทั้งแปดพุ่งออกจากนาฬิกา ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปจนถึงขอบโต๊ะแล้วหยุดลง
ท่ามกลางความงุนงงของทุกคน นาฬิกาตั้งโต๊ะได้ตัดแบ่งโต๊ะออกเป็นรูปพัดเก้าชิ้นที่มีขนาดเท่ากันเป๊ะราวกับกำลังตัดพิซซ่า
โครม!
สิ้นเสียงกึกก้อง โต๊ะก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ตอนนี้นาฬิกาตั้งโต๊ะตรงกลางตั้งอยู่บนตอไม้เล็กๆ เพียงตอเดียวเท่านั้น
เวลาจวนตัวเกินไป ทุกคนต่างลนลานทำอะไรไม่ถูก
"นี่มันอะไรกันเนี่ย" หานอีม่อร้องเสียงหลง "ทำไมโต๊ะถึงพังไปแล้วล่ะ"
ในวินาทีนั้น สารวัตรหลี่ก็สังเกตเห็นว่าด้านหลังของแผ่นโต๊ะรูปพัดแต่ละชิ้นมีที่จับติดอยู่ ประสบการณ์จากการทำงานมาหลายปีทำให้เขาเข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที
"มันคือโล่!"
เขาหยิบแผ่นโต๊ะรูปพัดขึ้นมาบังไว้ตรงหน้าตัวเอง
"เราใช้โล่นี่กันฉมวกได้!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็พากันยกแผ่นโต๊ะของตัวเองขึ้นมาบ้าง
ทว่าเพียงไม่กี่วินาที พวกเขาก็พบปัญหา
"แล้วเราจะกันมันยังไงล่ะ!" ทนายความจางเฉินเจ๋อเผยให้เห็นความตื่นตระหนกที่หาดูได้ยาก "ถ้ามีฉมวกพุ่งมาจากทั้งสี่ทิศ เราก็กันได้แค่ทิศเดียวสิ"
"ต้องร่วมมือกัน" ฉีเซี่ยดึงสติกลับมาแล้วเอ่ยขึ้น "เราต้องล้อมเป็นวงกลม แล้วคอยระวังหลังให้กันและกัน"
เมื่อได้ฟัง ทุกคนก็รีบจัดรูปขบวนและเฝ้ารออย่างเงียบงัน
เวลานี้ทุกคนเงียบกริบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของกันและกัน
คนแปลกหน้าเก้าคนกลับกลายมาเป็นเพื่อนร่วมทีมที่ขาดใครไปไม่ได้แม้แต่คนเดียว
จังหวะนั้นฉีเซี่ยเผลอหันไปมองนักเขียนหานอีม่อ ก็พบว่าใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆ ร่างกายสั่นเทาไปทั้งตัว ดูตึงเครียดเป็นพิเศษ
ขณะเดียวกัน เสียงระฆังก็ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ นอกห้องอีกครั้ง
"คุณไม่เป็นไรใช่ไหม" ฉีเซี่ยถาม
"มะ... ไม่เป็นไร..." หานอีม่อส่ายหน้า
"นี่! หมอจ้าว คุณกลับหัวแผ่นโต๊ะของคุณสิ!" จู่ๆ จางเฉินเจ๋อก็พูดขึ้น
"ทำไมล่ะ" หมอจ้าวมองแผ่นโต๊ะในมือของตัวเอง ด้านแหลมอยู่ข้างล่าง ส่วนด้านกว้างอยู่ข้างบน
"ทำแบบนี้มันจะบังขาฉันไม่ได้น่ะสิ!" จางเฉินเจ๋อพูดอย่างร้อนรน "เดี๋ยวฉันก็โดนยิงหรอก!"
"ถ้ากลับหัวฉันก็บังหัวตัวเองไม่ได้น่ะสิ!" หมอจ้าวไม่ยอมแพ้ "หัวกับขา อะไรสำคัญกว่ากันล่ะ"
บางคนที่ได้ยินการโต้เถียงของทั้งสองรู้สึกว่าคำพูดของหมอจ้าวมีเหตุผล จึงพากันหมุนแผ่นโต๊ะรูปพัดกลับด้านตาม
ด้านแหลมอยู่ล่าง ด้านกว้างอยู่บน
การทำเช่นนี้ทำให้เกิดสถานการณ์ที่แปลกประหลาด
นั่นก็คือฉมวกที่พุ่งมาจากทุกทิศทุกทางจะถูกสกัดไว้ได้แค่ท่อนบน ส่วนขาของทุกคนจะต้องได้รับบาดเจ็บ
"ทำแบบนี้จะดีจริงๆ เหรอ" เซียวหร่านชะงักไปครู่หนึ่ง "ต่อให้พวกเราซ่อนขาไว้หลังส่วนแหลมเพื่อกันด้านหน้าได้ แล้วฉมวกที่พุ่งมาจากข้างหลังล่ะจะทำยังไง แล้วฉมวกที่พุ่งลงมาจากข้างบนอีกล่ะ"
"เดี๋ยวฉันกันข้างบนให้เอง!" สารวัตรหลี่ยกแผ่นโต๊ะของตัวเองขึ้น "ขยับเข้ามาใกล้ๆ หน่อย ฉันจะปกป้องพวกคุณเอง"
หลินฉินครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดว่า "คนที่เหลือจัดวางสลับบนล่างกันเถอะ พวกเราแต่ละคนจะได้สับหว่างกันพอดี!"
"ใช่! มีเหตุผล!" เฉียวเจียจิ้นเห็นพ้อง
"ไม่ถูก" ฉีเซี่ยเอ่ยขัดคนทั้งสอง "ถ้าแผ่นโต๊ะของทุกคนตั้งฉากกับฉมวก มันก็ง่ายที่จะโดนแทงทะลุ..."
"ไอ้หนุ่ม แล้วนายว่าต้องทำยังไงล่ะ" เฉียวเจียจิ้นถาม
สายตาของฉีเซี่ยหยุดอยู่ที่หน้ากากหนังแกะบนพื้น
'ทำไมหน่อไม้ผลิถึงไม่กลัวสายฝนสาดซัด'
คำใบ้ประโยคสุดท้ายทำให้ฉีเซี่ยฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"เดี๋ยวก่อนๆ... ขอเวลาผมคิดหน่อย" ฉีเซี่ยขมวดคิ้ว
ทุกคนกลั้นหายใจ มองดูเวลาที่ผ่านไปทีละนาที ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งนาทีก่อนที่ฉมวกจะถูกยิงออกมา
"ช่างหัวเขาก่อนเถอะ!" หมอจ้าวตวาดเสียงเย็น "ทำตามที่หลินฉินบอก วางสลับกันไปเลย!"
"ไอ้เวร หุบปากไปเลยนะ!" เฉียวเจียจิ้นตะโกนลั่น "ฉันเชื่อที่ไอ้จอมลวงโลกนั่นพูด"
"แก!" หมอจ้าวกัดฟัน กลืนคำพูดลงคอไป
"คิดออกแล้ว!" จู่ๆ ฉีเซี่ยก็เบิกตากว้าง "ทุกคนเอาด้านแหลมชี้ขึ้นข้างบน!"
แม้ทุกคนจะแอบสงสัย แต่สมองของคนส่วนใหญ่ขาวโพลนไปหมดแล้ว จึงได้แต่ทำตามไปก่อน
หมอจ้าวครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะกลับหัวเอาด้านแหลมชี้ขึ้นเช่นกัน
"ทุกคนก้มตัวลง!" ฉีเซี่ยสั่งการต่อ "เลื่อนด้านแหลมเอนไปข้างหลัง แล้วเอามาพิงกันไว้ สารวัตรหลี่ คุณไม่ต้องกันข้างบนแล้ว มาทำแบบพวกเรานี่!"
ภายใต้การสั่งการของฉีเซี่ย ทุกคนค่อยๆ นำแผ่นโต๊ะรูปพัดมาเรียงต่อกันจนกลายเป็นรูปทรงกรวย
ไม่มีใครคาดคิดว่าแผ่นรูปพัดทั้งหมดจะประกบกันได้แนบสนิท ปิดช่องโหว่จากทุกสารทิศรวมถึงด้านบนจนหมดเกลี้ยง
เมื่อมองจากที่ไกลๆ ทรงกรวยนี้ดูคล้ายกับหน่อไม้ผลิที่กำลังเฝ้ารอพายุฝนห่าใหญ่
ท่ามกลางพื้นที่อันมืดมิด หัวใจของทุกคนเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น มีเพียงเสียงลมหายใจที่ดังก้องไปมา
"จะมาแล้ว..."
ฉีเซี่ยคำนวณเวลาในใจ ก่อนจะเอ่ยเตือนเสียงเบา
วินาทีต่อมา ทุกคนก็ได้ยินเพียงเสียงลมแหวกอากาศดังกึกก้อง บางสิ่งที่มองไม่เห็นกระแทกเข้ากับแผ่นโต๊ะในมือของฉีเซี่ยอย่างจัง
ตามมาด้วยเสียงจากทุกทิศทุกทางที่โหมกระหน่ำราวกับพายุฝนฟ้าคะนอง
แรงปะทะของฉมวกนั้นมหาศาลอย่างไม่น่าเชื่อ ทุกคนรู้สึกปวดร้าวที่แขนจากการสั่นสะเทือน จนแทบจะจับแผ่นโต๊ะไว้ไม่อยู่
โชคดีที่ตอนนี้แผ่นโต๊ะของทุกคนค้ำยันกันอยู่ จึงเกิดความสมดุลอันน่าทึ่ง
"กรี๊ด!"
จู่ๆ แผ่นโต๊ะตรงหน้าของเซียวหร่านก็ถูกฉมวกเล่มหนึ่งแทงทะลุ ทำให้เธอหวีดร้องออกมา
ฉีเซี่ยหันขวับไปมอง ก็พบว่าฉมวกเล่มนั้นหยุดชะงักห่างจากดวงตาของเซียวหร่านเพียงสองสามเซนติเมตรเท่านั้น
โชคดีที่แผ่นโต๊ะแข็งพอ ไม่อย่างนั้นตอนนี้เซียวหร่านคงตายไปแล้ว