เขตบ้านพักพนักงานโรงงานซินหมิน
สวีซินคุน เลขาธิการพรรคประจำโรงงานวัยห้าสิบกว่าปีนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นที่บ้าน สวมแว่นสายตายาว ถือหนังสืออ่านอย่างยากลำบาก บางครั้งก็ใช้ดินสอสีแดงน้ำเงินขีดวงกลมและเส้นต่างๆ ลงบนหนังสือ เห็นได้ชัดว่ากำลังอ่านอย่างตั้งใจมาก
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก... ก๊อก ก๊อก ก๊อก"
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น สวีซินคุนวางหนังสือลง ถอดแว่นตาถือไว้ในมือ ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูที่หน้าบ้าน นอกประตูมีคนยืนอยู่สองคน คนหนึ่งวัยกลางคน อีกคนเป็นชายหนุ่ม ชายวัยกลางคนผู้นั้นเป็นคนที่สวีซินคุนรู้จักดี เขาคืออวี๋ฉุนอัน รองหัวหน้าแผนกผลิตของโรงงาน ส่วนชายหนุ่มมีใบหน้าที่สวีซินคุนรู้สึกแปลกตา แต่เพราะมีการติดต่อกันไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาจึงพอเดาตัวตนของคนผู้นี้ได้
"เสี่ยวอวี๋มาแล้ว! ท่านนี้คือหัวหน้าเฝิงจากหลินจ้งใช่ไหม ยินดีต้อนรับครับ เชิญเข้ามาเลย" สวีซินคุนกล่าวกับทั้งสองคน
ความคิดที่จะมาเยือนสวีซินคุนผุดขึ้นมาตั้งแต่ตอนที่เฝิงเซี่ยวเฉินได้ฟังอวี๋ฉุนอัน เหอกุ้ยหัว และคนอื่นๆ แนะนำเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ที่โอนย้ายมาจากกองทัพผู้นี้ ทว่าการมาเยือนอย่างเป็นทางการกลับถูกเลื่อนออกไปถึงเจ็ดแปดวัน
ในช่วงเวลานี้ เฝิงเซี่ยวเฉินยังคงเดินเตร็ดเตร่ไปมาในโรงงานตามปกติ บางครั้งก็ช่วยอวี๋ฉุนอันทำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเล็กๆ น้อยๆ จนกลายเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตากับคนงานจำนวนไม่น้อย
เผิงไห่หยางและเซี่ยเฉิงเฉิงพร้อมด้วยคนอื่นๆ ได้ปรึกษาหารือด้านเทคโนโลยีกันเป็นเวลาสองวันจนบรรลุข้อตกลงบางประการ การผลิตวาล์วไฮดรอลิกฉบับปรับปรุงจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ หลังจากเผิงไห่หยางยืนยันข้อกำหนดขั้นตอนทางเทคโนโลยีบางประการแล้ว เขาก็เดินทางออกจากถังฟู่เพื่อกลับไปยังเมืองหลินเป่ย เขาเป็นรองหัวหน้าแผนกเทคโนโลยีของหลินจ้ง มีเรื่องราวมากมายก่ายกองในโรงงานที่รอให้เขาไปจัดการ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะมาเสียเวลาทั้งวันอยู่ที่โรงงานซินหมินเพื่อคอยจับตาดูขั้นตอนการผลิตวาล์วไฮดรอลิกตัวใหม่
เฝิงเซี่ยวเฉินหาข้ออ้างรั้งอยู่ต่อ เนื่องจากเดิมทีเขาก็ไม่ใช่คนของหลินจ้งและไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบงานที่เป็นรูปธรรมอะไร เผิงไห่หยางจึงไม่ได้ดึงตัวเขากลับไปด้วย ในมุมมองของทางโรงงานซินหมิน เฝิงเซี่ยวเฉินอาจเป็นคนที่หลินจ้งส่งมาเพื่อควบคุมดูแลการผลิตวาล์วไฮดรอลิกโดยเฉพาะ การรั้งอยู่ที่นี่ก็เพื่อรับประกันว่าคุณภาพของวาล์วไฮดรอลิกตัวใหม่จะไม่มีปัญหาอีก ระดับของหลินจ้งสูงกว่าโรงงานซินหมิน อีกทั้งยังถือดาบอาญาสิทธิ์จากกระทรวงเครื่องจักรกลและกระทรวงอื่นรวมสามกระทรวง ทางโรงงานซินหมินย่อมไม่อาจไล่เฝิงเซี่ยวเฉินไปได้ ทำได้เพียงปล่อยให้เขาอยู่ในโรงงาน อยากทำอะไรก็ทำ
เฝิงเซี่ยวเฉินสวมบทบาทข้าราชการหน้าใหม่ที่มีความทะเยอทะยานแต่ไร้ความสามารถต่อหน้าเฮ่อหย่งซิน เถาอวี่ และคนอื่นๆ ได้อย่างสำเร็จลุล่วง เขาดูเหมือนคนที่ไม่รู้อะไรเลย แต่กลับรู้ซึ้งถึงวิถีแห่งการเป็นข้าราชการ ชอบแสร้งทำเป็นเข้าถึงง่ายและสู้งานหนัก ทว่าบางครั้งก็เผยธาตุแท้ออกมา เช่น การขอร้องอย่างอ้อมค้อมให้เพิ่มเมนูเนื้อสัตว์ในอาหารที่จัดเตรียมไว้ให้เขามากขึ้นอีกหน่อย เขายอมรับการจัดการท่องเที่ยวของโรงงานซินหมินด้วยท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ ไปเที่ยวที่ภูเขาม้าขาวซึ่งมีชื่อเสียงเล็กน้อยในละแวกนั้น แต่ส่วนใหญ่แล้ว เขามักจะชอบขลุกอยู่ในโรงงานมากกว่า ประเดี๋ยวก็ลูบคลำเครื่องจักร ประเดี๋ยวก็ไปเยี่ยมชมการหล่อทราย ดูสนุกสนานเพลิดเพลินยิ่งนัก
"ก็แค่โรงงานไม่กี่แห่ง มีอะไรให้น่าดูนักหนา" เถาอวี่บ่นพึมพำกับไต้เซิ่งหัวเช่นนี้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
"เขาทำไปก็เพื่อจะได้มีข้อมูลไปเขียนรายงานตอนกลับไปนั่นแหละ" ไต้เซิ่งหัวกล่าว "ขลุกอยู่ในโรงงานทุกวัน ควบคุมขั้นตอนการผลิตวาล์วไฮดรอลิกด้วยตัวเอง ร่วมแรงร่วมใจทำงานกับคนงาน นี่มันข้อมูลชั้นดีขนาดไหนกันล่ะ พ่อหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ความคิดความอ่านลึกล้ำนัก"
เถาอวี่สงสัย "ก็แปลกนะ เจ้านั่นอย่างอวี๋ฉุนอันไม่ค่อยลงรอยกับใครแท้ๆ ทำไมถึงเข้ากับไอ้หนุ่มนี่ได้ดีขนาดนี้"
ไต้เซิ่งหัวกล่าว "นี่แหละคือความเก๋าเกมของเขา นายไม่เห็นหรือไงว่าเขาก็นับพี่นับน้องกับพวกเหอกุ้ยหัวด้วย ฉันจะบอกอะไรให้นะ ผู้นำเบื้องบนน่ะชอบข้าราชการหนุ่มสาวที่ติดดินแบบนี้แหละ คอยดูเถอะ ถึงตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกของเขาจะได้มาเพราะมาประจำการในองค์กรธุรกิจ แต่พอกลับกระทรวงถ่านหินไปแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะได้ตำแหน่งนี้ติดตัวกลับไปด้วยก็ได้"
"ไม่ธรรมดา ไม่ธรรมดาจริงๆ" เถาอวี่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
"เรื่องการผลิตคงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม อย่าให้เขาจับผิดอะไรได้ล่ะ เดี๋ยวจะกลับมาเหยียบย่ำพวกเราได้อีก" ไต้เซิ่งหัวเตือน
เถาอวี่กล่าว "ไม่มีปัญหาอะไรเลย โรงงานเราทำชิ้นส่วนไฮดรอลิกมาไม่ใช่แค่ปีสองปี อีกอย่าง ก็แค่วาล์วไฮดรอลิกสองตัวของพวกเขา ผมสั่งการไปแล้วว่าทุกขั้นตอนต้องคัดเอาคนงานที่เก่งที่สุดไปทำ ดูซิว่าเขาจะหาข้อบกพร่องอะไรเจออีก"
"อืมๆ งั้นก็ดีแล้ว พ่อหนุ่มคนนี้ยังไงก็ต้องเอาใจไว้หน่อย วันข้างหน้าไม่แน่ว่าเขาอาจจะได้เลื่อนขั้นไปอยู่ตำแหน่งไหน พวกเราอย่าไปล่วงเกินเขาเชียว"
"เข้าใจๆ คุณวางใจได้เลย"
ไม่ใช่แค่ไต้เซิ่งหัว เถาอวี่ และคนอื่นๆ ที่ไม่เข้าใจเจตนาของเฝิงเซี่ยวเฉิน แม้แต่อวี๋ฉุนอันเองก็ไม่รู้ว่าเฝิงเซี่ยวเฉินใช้เวลามากมายมาศึกษาขั้นตอนการผลิตของโรงงานซินหมินไปเพื่ออะไร เฝิงเซี่ยวเฉินเคยคุยกับเขาเรื่องเทคโนโลยีการผลิตอยู่หลายครั้ง และมีวิสัยทัศน์ที่ลึกซึ้งไม่น้อยที่ทำให้อวี๋ฉุนอันผู้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องจักรกลรุ่นเก่ารู้สึกเปิดหูเปิดตา แต่ถึงอย่างไรเฝิงเซี่ยวเฉินก็เป็นคนของหลินจ้ง ไม่ใช่คนของโรงงานซินหมิน ต่อให้พูดมากแค่ไหน มันจะมีความหมายอะไรกับโรงงานซินหมินล่ะ หรือจะพูดอีกอย่างคือ มันจะมีความหมายอะไรกับตัวเฝิงเซี่ยวเฉินเอง
มีเพียงเฝิงเซี่ยวเฉินเท่านั้นที่รู้ดีว่า การที่เหลิ่งปิ่งกั๋วจัดแจงให้เขามาที่โรงงานซินหมิน ไม่ได้เป็นเพียงเพื่อให้นำวาล์วไฮดรอลิกที่ได้มาตรฐานกลับไปไม่กี่ตัว แต่ยังมีความหมายแฝงที่ลึกซึ้งกว่านั้น ผู้อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจส่งเขามาที่โรงงานซินหมินคือเมิ่งฝานเจ๋อ และสิ่งที่เมิ่งฝานเจ๋ออยากเห็นก็คือ เฝิงเซี่ยวเฉินจะสามารถนำทฤษฎีที่ตัวเองเคยพูดไว้มาผสมผสานกับการปฏิบัติจริงได้หรือไม่ หรือพูดให้ตรงกว่านั้นก็คือ เฝิงเซี่ยวเฉินมีวิธีที่จะยกระดับการผลิตชิ้นส่วนไฮดรอลิกของโรงงานซินหมินขึ้นไปอีกขั้นหรือไม่ ต้องรู้ไว้ด้วยว่า เขาเคยคุยโวโอ้อวดต่อหน้าเมิ่งฝานเจ๋อเอาไว้ว่าควรจะเริ่มจากการผลิตชิ้นส่วนพื้นฐานเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการผลิตอุปกรณ์อย่างรอบด้าน
ใครๆ ก็พูดจาใหญ่โตได้ แต่เมื่อลงลึกถึงระดับโรงงานผลิตชิ้นส่วน จะทำอย่างไรถึงจะบรรลุเป้าหมายอย่างที่เฝิงเซี่ยวเฉินพูดได้ นี่ต่างหากที่จะเป็นตัวพิสูจน์ฝีมือที่แท้จริง
เมิ่งฝานเจ๋อส่งเฝิงเซี่ยวเฉินมายังโรงงานซินหมินด้วยความคิดเช่นนี้ หากเฝิงเซี่ยวเฉินไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ เขาก็จะกลายเป็นเพียงจ้าวคว่อผู้เก่งแต่ตำราในสายตาของเมิ่งฝานเจ๋อ อย่างน้อยก็ต้องถูกเมิ่งฝานเจ๋อกดดันให้ไปฝึกฝนขัดเกลาตัวเองให้ดีเสียก่อน
การจะพลิกสถานการณ์ มันพูดง่ายแต่ทำยากนะ ตัวเขาเองไม่ใช่ทั้งผู้นำของโรงงานซินหมิน และไม่ได้เป็นตัวแทนของผู้บังคับบัญชาของโรงงานซินหมิน แล้วจะทำอย่างไรถึงจะทำลายสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ได้
สวีซินคุนที่อวี๋ฉุนอัน เหอกุ้ยหัว และคนอื่นๆ เล่าให้เขาฟัง กลายเป็นช่องโหว่ที่เฝิงเซี่ยวเฉินหมายตาเอาไว้ ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ด้านหนึ่งเขาก็ศึกษาข้อมูลการผลิตและศักยภาพทางเทคโนโลยีของโรงงานซินหมิน ส่วนอีกด้านหนึ่งก็ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของบุคลากรในโรงงานซินหมิน ภาพลักษณ์ของสวีซินคุนจึงค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในหัวของเขา
วันนี้เขาจงใจเดินทางมาเพื่อติดต่อกับสวีซินคุนอย่างเป็นทางการโดยเฉพาะ หนทางในการพลิกสถานการณ์ของโรงงานซินหมินอาจจะตัดสินกันที่การพูดคุยในคืนนี้ ก่อนจะมาถึง เขาได้ขอให้อวี๋ฉุนอันไปแจ้งให้สวีซินคุนทราบล่วงหน้าแล้ว และได้รับการอนุญาตจากสวีซินคุน สวีซินคุนฝากอวี๋ฉุนอันมาบอกว่า เฝิงเซี่ยวเฉินสามารถมาหาได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องเกรงใจ
"เลขาฯ สวี ผมอยากมาเยี่ยมคุณตั้งนานแล้ว แต่ก็ปลีกตัวมาไม่ได้สักที เสียมารยาทจริงๆ ครับ"
หลังจากนั่งลงบนโซฟาไม้ในห้องนั่งเล่นแล้ว เฝิงเซี่ยวเฉินก็พูดทักทายตามมารยาทด้วยรอยยิ้ม
"หัวหน้าเฝิงเกรงใจเกินไปแล้ว คุณอุตส่าห์เดินทางมาไกลในฐานะแขก อีกทั้งยังเป็นลูกค้าของโรงงานซินหมินของเรา ตามหลักแล้วผมต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายไปเยี่ยมคุณ เพียงแต่ช่วงที่ผ่านมาผมสุขภาพไม่ค่อยดีเลยต้องพักฟื้นอยู่ที่บ้าน งานเลี้ยงต้อนรับที่ผอ.เฮ่อจัดให้พวกคุณ ผมก็เลยไม่ได้ไปร่วมด้วย ต้องขออภัยจริงๆ ครับ" สวีซินคุนหัวเราะร่วน พูดจาปั้นน้ำเป็นตัวในเรื่องที่ทุกคนต่างก็รู้อยู่แก่ใจ
ทั้งสองคนทักทายปราศรัยกันอีกเล็กน้อย สวีซินคุนก็ถามถึงภารกิจของเฝิงเซี่ยวเฉิน เขากล่าวว่า "หัวหน้าเฝิง ผมได้ยินมาว่าที่พวกคุณมาในครั้งนี้ ก็เพราะหวังว่าโรงงานของเราจะสามารถจัดหาวาล์วไฮดรอลิกที่มีคุณภาพเชื่อถือได้มากกว่าเดิม ทางแผนกเทคโนโลยีและแผนกผลิตน่าจะจัดการเรื่องนี้ไปแล้ว ความคืบหน้าเป็นอย่างไรบ้างครับ"
"ราบรื่นดีมากครับ" เฝิงเซี่ยวเฉินกล่าว "ผอ.ไต้ลงมาคุมเรื่องนี้ด้วยตัวเอง หัวหน้าแผนกเถาและหัวหน้าแผนกเซี่ยก็ลงไปที่โรงงานหลายครั้งเพื่อชี้แนะการผลิต ยังมีหัวหน้าแผนกอวี๋ที่คอยตามติดไม่ห่าง มีตำหนิเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องสั่งให้เอากลับไปทำใหม่ ผมเชื่อว่าวาล์วไฮดรอลิกในครั้งนี้จะต้องเป็นที่น่าพอใจอย่างแน่นอนครับ"
"งั้นก็ดีครับ" สวีซินคุนกล่าว เขาหันไปหาอวี๋ฉุนอันแล้วถามว่า "เสี่ยวอวี๋ ตอนนี้การผลิตดำเนินไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว พวกเราจะจัดส่งสินค้าได้เมื่อไหร่"
อวี๋ฉุนอันตอบ "ใกล้แล้วครับ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการประกอบแล้ว ผมให้อาจารย์เหอและคนอื่นๆ ตรวจสอบสภาพการฝังตัวของเม็ดทรายในรูวาล์วอย่างละเอียด เด็ดขาดที่จะไม่ให้มีข้อบกพร่องแบบเดิมหลงเหลืออยู่อีก งานส่วนนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน เลยต้องใช้เวลามากหน่อยครับ"
"ต้องยึดมั่นในหลักการที่ว่าคุณภาพมาเป็นอันดับหนึ่ง ต้องรับประกันให้ได้ว่าโครงการรถขุดขนาด 12 ลูกบาศก์เมตรจะไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ นี่เป็นโครงการสำคัญที่ทั้งสามกระทรวงมอบหมายมา จะยอมให้มีข้อบกพร่องด้านคุณภาพไม่ได้เด็ดขาด"
"ครับๆ คำสั่งของเลขาฯ สวี พวกเราจะนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัดแน่นอนครับ" อวี๋ฉุนอันพยักหน้ารัวๆ ราวกับไก่จิกข้าว
สวีซินคุนพูดคำเหล่านี้ออกมาก็ถือเป็นหน้าที่ของเขา ในฐานะเลขาธิการพรรคประจำโรงงาน เขาคือผู้นำอันดับหนึ่งของโรงงานซินหมินในนาม หากไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้เรื่องเทคโนโลยีและมีรากฐานที่ไม่มั่นคงพอ จนถูกผู้อำนวยการโรงงานคนเก่าอย่างเฮ่อหย่งซินลิดรอนอำนาจไป เขาก็ควรจะเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในทางปฏิบัติของกิจกรรมการผลิตและการดำเนินธุรกิจทั้งหมดของโรงงานด้วยซ้ำ
ในประเทศของเรา การแบ่งหน้าที่ระหว่างผู้อำนวยการโรงงานและเลขาธิการพรรคเคยผ่านจุดเปลี่ยนมาบ้างแล้ว ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่หนึ่ง การบริหารจัดการองค์กรธุรกิจของจีนส่วนใหญ่เรียนรู้มาจากประสบการณ์ของอดีตสหภาพโซเวียต โดยใช้สิ่งที่เรียกว่า "ระบบผู้นำเดี่ยว" ซึ่งก็คือผู้อำนวยการโรงงานจะเป็นผู้นำที่มีอำนาจเต็มของโรงงาน ต่อมาเมื่อพิจารณาถึงความจำเป็นในการบูรณาการทั้งประเทศ จึงเริ่มค่อยๆ นำ "ระบบผู้อำนวยการโรงงานรับผิดชอบภายใต้การนำของคณะกรรมการพรรค" มาใช้ โดยหลักการคือคณะกรรมการพรรคจะเป็นผู้กำหนดนโยบายหลักขององค์กรธุรกิจ แล้วให้ผู้อำนวยการโรงงานเป็นผู้รับผิดชอบในการนำไปปฏิบัติจริง
หลังจากนั้น เนื่องจากผลกระทบจากการเคลื่อนไหวทางการเมือง สถานะของกิจกรรมการผลิตในโรงงานจึงค่อยๆ ลดลง งานทางการเมืองกลายเป็นภารกิจหลัก ระบบผู้อำนวยการโรงงานรับผิดชอบภายใต้การนำของคณะกรรมการพรรคจึงเหลือเพียงชื่อ กลายเป็นสถานการณ์ที่เลขาธิการพรรคกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ในยุคนั้น การตัดสินใจด้านการผลิตที่ผู้อำนวยการโรงงานสั่งการลงมา อาจถูกเลขาธิการสาขาพรรคประจำโรงงานย่อยยับยั้งได้ และการจะโยกย้ายคนงานสักคนก็ยังต้องได้รับความเห็นชอบจากสาขาพรรค ผู้อำนวยการโรงงานแทบจะสูญเสียอำนาจในการควบคุมการผลิตไปจนหมดสิ้น
ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เป็นช่วงที่องค์กรธุรกิจต่างๆ ทยอยฟื้นฟูระบบผู้อำนวยการโรงงานรับผิดชอบ แต่เลขาธิการพรรคก็ยังมีอำนาจมากอยู่ดี ในบางองค์กรธุรกิจถึงขั้นยังคงรักษารูปแบบที่เลขาธิการพรรคกุมอำนาจทั้งงานทางการเมืองและงานทางเศรษฐกิจเอาไว้ นั่นหมายความว่า หากพิจารณาจากระบบในปัจจุบัน สวีซินคุนคือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในโรงงานซินหมิน เพียงแต่ในความเป็นจริงเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ก็เท่านั้น
โครงสร้างอำนาจที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะเอาไปป่าวประกาศให้คนนอกรับรู้ได้ ดังนั้นอย่างน้อยต่อหน้าเฝิงเซี่ยวเฉิน สวีซินคุนก็ยังต้องแสร้งทำตัวเป็นผู้นำอันดับหนึ่ง สั่งการเรื่องสำคัญแก่อวี๋ฉุนอัน







