ช่วงเพิ่งปิดเทอมฤดูหนาว นักศึกษาม.เยียนจิงจำนวนมากพากันกลับบ้านกันหมด แต่ก็ยังมีนักศึกษาบางส่วนอย่างพวกหลิวเจิ้นอวิ๋นที่ทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียน หรือไม่ก็พวกที่อยากประหยัดเงินเลยไม่กลับบ้าน ซึ่งก็มีจำนวนไม่น้อยเลย
นักศึกษาที่อยู่มหาลัยต่อเหล่านี้ บวกกับการมาเยือนของบุคลากรและคณาจารย์ม.เยียนจิง ทำให้ห้องสมุดในช่วงที่ผ่านมายังพอมีความคึกคักอยู่บ้าง
ทว่าหลังจากผ่านเทศกาลเสี่ยวเหนียนไป ห้องสมุดก็เงียบเหงาลงอย่างแท้จริง แทบจะใช้คำว่าเงียบสงัดราวกับป่าช้ามาบรรยายได้เลย ส่งผลให้พนักงานบางส่วนในห้องสมุดว่างจนรู้สึกเบื่อหน่าย
แม้แต่เพื่อนร่วมงานที่ประจำอยู่ในคลังหนังสือยังมีเวลาเดินลงมาเดินเล่นชั้นล่าง ตอนเที่ยงยังมีคนเป็นโต้โผชวนกันศึกษา 'เอกสารหมายเลข 54' ด้วยซ้ำ
แตกต่างจากกลุ่มคนวัยกลางคน พวกคนหนุ่มสาวในห้องสมุดจะค่อนไปทางรักศิลปะและวรรณกรรม กลุ่มบรรณารักษ์หนุ่มสาวที่มีตู้หรงเป็นแกนนำ พอมีเวลาก็จะมารวมตัวกันอ่านบทกวีและอ่านหนังสือ
ทุกครั้งที่ถึงเวลานี้ หลินเฉาหยางมักจะปล่อยให้ทุกคนไปรวมกลุ่มกัน ส่วนตัวเองก็อยู่เฝ้าเคาน์เตอร์ด้านหน้าเพื่อคอยรับรองผู้อ่านที่มาประปราย
เช้าวันที่ยี่สิบเจ็ดเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ ตู้หรงกับพวกได้ไปขออนุญาตผู้อำนวยการเซี่ยเต้าหยวน เพื่อจัดงานอ่านบทกวีต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่โถงรับแสงอาทิตย์ คนในห้องสมุดต่างพากันแห่ไปร่วมวงคึกคัก
หูเหวินฉงกับหลินเฉาหยางนั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ยืมหนังสือแบบปิด เธอเอ่ยถามขึ้นว่า "เฉาหยาง ทำไมเธอไม่ไปร่วมวงกับเขาหน่อยล่ะ"
"ของแบบบทกวีมันต้องการอารมณ์โรแมนติกกับอุดมคตินิยมมากเกินไปครับ ผมมันพวกเน้นลัทธิปฏิบัตินิยม"
"จุดนี้เราสองคนเหมือนกันเลยนะ ฉันก็อ่านบทกวีไม่เข้าหัวเหมือนกัน ฉันเห็นปกติเธอชอบขีดๆ เขียนๆ ไม่ได้กำลังเขียนบทกวีอยู่หรอกเหรอ"
ปกติหลินเฉาหยางมักจะจับปากกาเขียนอะไรอยู่เสมอในห้องสมุด เขามักจะเข้ากะคู่กับหูเหวินฉง แต่พี่สาวคนโตท่านนี้รู้กาลเทศะดีมาก ไม่เคยแอบดูเรื่องส่วนตัวของเขาเลย ที่ถามก็เพราะตอนนี้เริ่มสนิทกันมากขึ้น ประกอบกับวันนี้ว่างจนเบื่อสุดๆ ถึงได้ถามออกมา
"เขียนนิยายครับ"
"ฉันเห็นเธอสนิทกับพวกนักศึกษาภาควิชาวรรณกรรม นึกว่าเธอกำลังเขียนบทกวีซะอีก
เขียนนิยายก็ดีเหมือนกันนะ แต่จะเอาแต่เขียนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องส่งต้นฉบับไปเยอะๆ ด้วย ต่อให้ถูกตีกลับ อย่างน้อยก็ยังมีโอกาสได้พูดคุยกับบรรณาธิการ จะได้รู้ว่าตัวเองเขียนไม่ดีตรงไหน"
หูเหวินฉงไม่รู้ว่านิยายของหลินเฉาหยางได้รับการตีพิมพ์ไปแล้ว ที่เธอพูดแบบนี้ก็เพราะความหวังดี
คุยไปคุยมา หูเหวินฉงก็พูดขึ้นว่า "เธอนี่เกิดผิดจังหวะจริงๆ ถ้าเข้ามาเร็วกว่านี้สักสองสามปี คงไม่ต้องแบกคำว่า '(สถานะ)ชั่วคราว' เอาไว้หรอก"
คำพูดนี้หลินเฉาหยางเคยได้ยินเพื่อนร่วมงานคนอื่นพูดถึงมาก่อนเหมือนกัน เมื่อปีก่อนๆ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเยียนจิงกำหนดวุฒิการศึกษาของพนักงานบรรณารักษ์ไว้แค่ระดับมัธยมต้นเท่านั้น สาเหตุหลักคือตอนนั้นหาคนจบมหาวิทยาลัยได้ยากจริงๆ
เขายิ้มแล้วตอบว่า "ไม่เป็นไรครับ ไว้มีโอกาสวันหลังค่อยว่ากัน"
หลินเฉาหยางรู้ดีว่า ในปี 1979 ที่กำลังจะมาถึง เนื่องจากภาวะขาดแคลนบุคลากรอย่างหนักตลอดสิบปีของยุคปฏิวัติวัฒนธรรม บวกกับอัตราการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ต่ำมาก ทำให้มีเยาวชนในวัยเรียนจำนวนมากไม่สามารถเข้ารับการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้ รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐจึงเริ่มรณรงค์ให้หน่วยงานที่มีศักยภาพจัดการศึกษาด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยอาชีวะ มหาวิทยาลัยภาคค่ำ มหาวิทยาลัยวารสาร มหาวิทยาลัยทางไกล และมหาวิทยาลัยวิทยุโทรทัศน์ เพื่อยกระดับความรู้ของเยาวชน การจัดการศึกษาด้วยตนเองทั้งห้าประเภทนี้ ในยุคนั้นถูกเรียกขานกันติดปากว่า 'ห้าสถาบัน'
เรื่องการเข้าสอบเกาเข่าเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย แล้วต้องเสียเวลาไปอีกสี่ปี หลินเฉาหยางไม่มีทางทำเด็ดขาด เขาไม่ได้อยากเป็นข้าราชการสักหน่อย จะทำประวัติให้สวยหรูไปทำไม
แค่เรียนมหาวิทยาลัยภาคค่ำอะไรทำนองนั้นก็ดีอยู่แล้ว เรียนแบบชิลๆ สักสองปีก็ได้ใบปริญญามาง่ายๆ ไม่ใช่ว่าเข้าทำงานในห้องสมุดได้เหมือนกันหรอกหรือ
อีกอย่าง เขาไม่ได้จำเป็นต้องเข้าทำงานในห้องสมุดด้วยซ้ำ ที่ทำไปก็แค่เพื่อจะได้มีงานการที่มั่นคงให้ภรรยากับครอบครัวพ่อตาเถาสบายใจก็เท่านั้น ด้วยพรสวรรค์ระดับเขา ยังต้องกังวลเรื่องพวกนี้อีกหรือไง
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคุยกัน ก็มีนักศึกษาสองคนมาคืนหนังสือ หนึ่งในนั้นคือหลิวเจิ้นอวิ๋น นักศึกษาภาควิชาภาษาจีนรุ่น 78 ส่วนอีกคนเป็นนักศึกษาหญิง
หลังจากทักทายกัน หลินเฉาหยางถึงได้รู้ว่านักศึกษาหญิงคนนั้นคือจางมั่นหลิง จากภาควิชาภาษาจีนรุ่น 78 ซึ่งอยู่ทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียนในช่วงปิดเทอมฤดูหนาวที่มหาวิทยาลัยเหมือนกับหลิวเจิ้นอวิ๋น
"ปิดเทอมฤดูหนาวนี้ยังจะกลับบ้านไหม" หลินเฉาหยางถาม
"กลับครับ วันนี้ก็จะกลับแล้ว รถไฟรอบหกโมงเย็น"
"ซื้อตั๋วหรือยัง"
"ซื้อแล้วครับ"
คืนหนังสือเสร็จ พอเหลือบดูเวลาเห็นว่าใกล้จะเที่ยงแล้ว หลินเฉาหยางก็พูดขึ้นว่า "ช่วงนี้โรงอาหารปิดหมดแล้ว เดี๋ยวผมเลี้ยงข้าวพวกคุณเอง ถือซะว่าเป็นการเลี้ยงส่งก็แล้วกัน"
เมื่อมาถึงภัตตาคารฉางเจิงนอกมหาวิทยาลัย หลิวเจิ้นอวิ๋นกับจางมั่นหลิงกลับยืนกรานว่าจะขอหารค่าอาหารกันเองให้ได้
ภัตตาคารฉางเจิงเป็นสถานที่ที่เหล่านักศึกษามักจะมาหาของอร่อยกินกัน ปกติเวลามาก็มักจะหารกันจ่าย เพราะยุคนี้ทุกคนก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร
หลินเฉาหยางทัดทานพวกเขาสองคนไม่ไหว จึงต้องยอมตกลง
ตอนกินข้าว สายตาของจางมั่นหลิงมักจะวนเวียนอยู่บนตัวหลินเฉาหยางอย่างไม่ตั้งใจ หลินเฉาหยางไม่เข้าใจสาเหตุ จึงยิ้มถามว่า "นักศึกษาจางมั่นหลิง ทำไมคุณถึงมองผมแบบนั้นล่ะครับ"
"มะ...ไม่มีอะไรค่ะ" จางมั่นหลิงถูกจับได้ว่าแอบมอง ก็ดูมีท่าทีร้อนตัวเล็กน้อย
หลิวเจิ้นอวิ๋นพูดขึ้นว่า "เธอแค่สงสัยน่ะครับ"
"สงสัยอะไรเหรอ"
"ก็สงสัยคุณที่เป็นนักเขียนเรื่อง 'คนเลี้ยงม้า' ไงครับ!"
ขนาดหลิวเจิ้นอวิ๋นกับจางมั่นหลิงยังรู้ฐานะของเขาแล้ว คาดว่าในภาควิชาภาษาจีนก็คงจะลือกันไปทั่วแล้ว หลินเฉาหยางรู้สึกว่าการที่เขาสารภาพความจริงกับเถาอวี้ซูไปนั้นถูกต้องที่สุดแล้ว
"ภาควิชาพวกคุณลือกันไปทั่วแล้วเหรอ"
หลิวเจิ้นอวิ๋นส่ายหน้า "ก็ไม่น่าจะขนาดนั้นนะครับ มีแค่พวกเพื่อนๆ ในชมรมวรรณกรรมของเราที่รู้กันเยอะหน่อย ตอนนั้นเย่าจงยังอุตส่าห์กลับมากำชับ บอกว่าคุณไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้ เลยให้ทุกคนเก็บเป็นความลับ ไม่งั้นทุกคนก็คงอยากมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคุณมากกว่านี้แล้วล่ะครับ"
หลินเฉาหยางอยากจะกระชากคอจางเย่าจงมาถามจริงๆ ว่า มึงเก็บความลับประสาอะไรวะ!
เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ล่วงเลยมาถึงวันที่สามสิบเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ เสียงประทัดที่ดังประปรายแต่เช้าตรู่ปลุกผู้คนให้ตื่นขึ้น
ปีใหม่แล้ว พวกเด็กซนยอมทุ่มเงินซื้อประทัดปา ประทัดจิ๋ว และดอกไม้ไฟมาจุดก่อกวนชาวบ้าน
ตื่นเช้ามากินข้าวเสร็จ คนในครอบครัวก็เริ่มเตรียมนี้เยี่ยฟ่าน พ่อตาเถามีงานสำคัญอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือการเขียนฉุนเหลียน
เถาอวี้โม่เสนอตัวมาฝนหมึกให้ พ่อตาเถาสั่งว่า "ฝนเสร็จแล้วผสมน้ำนิดหน่อย เอาไปให้แม่แกอุ่นซะ"
หมึกที่ใช้เขียนฉุนเหลียนต้องสุก ตัวอักษรที่เขียนออกมาถึงจะมีความเงางาม
สามแพะก่อเกิดสิริมงคล ร้อยปักษาเพรียกหาวสันต์
ฉุนเหลียนคู่หนึ่งถูกตวัดพู่กันเขียนจนเสร็จ พ่อตาเถามองผลงานของตัวเองอย่างพึงพอใจ
"ลายมือของพ่อนี่ ลายเส้นหนักแน่นทรงพลัง พลิ้วไหวลื่นไหล เห็นถึงฝีมือจริงๆ ครับ"
หลินเฉาหยางที่มือยังเปื้อนแป้ง เลิกห่อเกี๊ยวแล้วตั้งใจเดินมาประจบประแจงโดยเฉพาะ
พอได้ยินดังนั้น เถาอวี้โม่ก็ส่งสายตาดูแคลนเล็กน้อย แล้วหันไปพูดกับพ่อว่า "พ่อคะ ลายมือของพ่อมีความสมดุลและหนักแน่น เลียนแบบความเฉียบขาดของศิลาจารึกยุคราชวงศ์เว่ย การลากเส้นคมคายงดงาม โครงสร้างหนักแน่นทรงพลัง หนูว่าได้แก่นแท้ของหลิวกงเฉวียนมาถึงเจ็ดส่วนเลยนะคะ"
ซี้ด~
ประมาทไป น้องเมียคนนี้ประจบได้มีระดับกว่าผมเยอะเลย
หลินเฉาหยางกลับไปร่วมวงห่อเกี๊ยวต่อ วิถีแห่งพู่กันจีนไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัดจริงๆ
ใกล้จะเที่ยง เถาซีเหวินที่ออกไปเล่นข้างนอกก็กุมมือร้องไห้กลับมาบ้าน ปลายนิ้วยังมีรอยเขม่าดำติดอยู่ พอถามถึงได้รู้ว่าไปแข่งกับคนอื่นว่าใครจะถือประทัดที่จุดแล้วไว้ในมือได้นานกว่ากัน
ประทัดที่พวกเขาเล่น นอกจากประทัดจิ๋วสำหรับเด็กแล้ว ยังมีประทัดลูกเดี่ยวๆ ที่แกะออกมาจากประทัดสายยาว พวกเด็กๆ จุดชนวนแล้วก็ไม่ยอมปล่อยมือ แข่งกันว่าใครจะโยนทิ้งเป็นคนสุดท้าย
เด็กยุคหลังไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้แน่ แต่เด็กยุคนี้มันห้าวเป้งจริงๆ
เพื่อจะได้โอ้อวดบารมีในหมู่เด็กๆ พวกเขาไม่กลัวโดนระเบิดใส่เลยจริงๆ
โชคดีที่ประทัดลูกเดี่ยวๆ ที่แกะออกมาพวกนี้อานุภาพไม่รุนแรงนัก เจ็บแป๊บเดียวก็หาย
เถาซีเหวินโดนระเบิดใส่ก็ร้องไห้กลับบ้าน เรื่องโอ้อวดบารมีคงเป็นไปไม่ได้แล้ว แค่ไม่โดนหัวเราะเยาะก็ดีแค่ไหนแล้ว
ประมาณหกโมงเย็น ในที่สุดครอบครัวเถาก็ได้กินนี้เยี่ยฟ่านอันอุดมสมบูรณ์
ลูกชิ้นสี่สหาย ไก่ฟ้าตุ๋นเห็ดเจินหมอ กุ้งอบน้ำมัน หมูสามชั้นน้ำแดง ซอสถั่ว ปอเปี๊ยะ ผักกาดขาวเต้าหู้...
พ่อตาเถายกแก้วเหล้าขึ้น "ใกล้จะปี 79 แล้ว ปีที่แล้วอวี้เฉิงย้ายกลับมาเยียนจิง ปีนี้อวี้ซูสอบติดมหาวิทยาลัยและออกเรือน ปีหน้าก็ถึงตาอวี้โม่สอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ครอบครัวเรามีการเปลี่ยนแปลงทุกปี ครอบครัวเล็กเป็นอย่างไร ครอบครัวใหญ่ก็เป็นอย่างนั้น การประชุมเต็มคณะครั้งที่สามเพิ่งจบลง ประเทศชาติกำลังรอการฟื้นฟู..."
พูดถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาก็ดูตื่นเต้นเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อนเอ่ยเสียงดังว่า "เมฆหมอกมืดมิดพลันมลายสิ้น แสงตะวันสาดส่องประกายสว่างไสว"
"อนาคตที่สดใสอยู่แค่เอื้อมแล้ว ทุกคนดื่มหมดจอกนี้เลย!"
ทุกคนได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ของพ่อตาเถา ในใจก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาเล็กน้อย จึงพร้อมใจกันยกแก้วขึ้น
กินนี้เยี่ยฟ่านเสร็จ ก็เป็นเวลาทุ่มครึ่งแล้ว
เถาอวี้โม่เป็นคนจัดการเปิดทีวี เมื่อไม่กี่วันก่อนช่วงปีใหม่ สถานีโทรทัศน์กลางแห่งชาติได้ประกาศไว้ว่าคืนนี้จะมีการออกอากาศ 'งานกาล่าฉลองตรุษจีน'
ภาพจำแรกของคนในชาติยุคหลังเกี่ยวกับงานกาล่าฉลองตรุษจีนทางโทรทัศน์ ล้วนเป็นงานกาล่าฉลองตรุษจีนของสถานีโทรทัศน์กลางแห่งชาติในปี 1983 แต่ความจริงแล้วตั้งแต่ปี 1956 เป็นต้นมาก็มีการจัดงานกาล่าฉลองตรุษจีนทุกปี จะมีเว้นว่างไปก็แค่ช่วงยุคปฏิวัติวัฒนธรรมเท่านั้น
เพียงแต่ติดตรงที่ในยุคก่อนๆ จำนวนคนที่มีทีวียังมีน้อย และการสื่อสารยังไม่พัฒนา ชาวบ้านที่สามารถเพลิดเพลินกับความสุขแบบนี้ได้จึงมีไม่มากนัก งานกาล่าฉลองตรุษจีนในปีนี้ใช้ชื่อว่า 'งานกาล่าศิลปะและวัฒนธรรมต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ' การจัดวางรายการและรูปแบบเริ่มมีเค้าโครงของงานกาล่าปี 83 ให้เห็นลางๆ แล้ว
รายการออกอากาศไปได้ครึ่งทาง ในทีวีก็มีเสียงดนตรีจากบัลเลต์เรื่อง 'สวอนเลค' ดังขึ้น นักแสดงชายหญิงบนเวทีก็เปลี่ยนมาใส่ชุดรัดรูป แต่การแสดงกลับเป็นการเต้นระบำสู้วัวกระทิงของสเปน
"ว้าย! ทำไมพวกนักแสดงไม่ใส่เสื้อผ้าล่ะเนี่ย!"
เถาอวี้โม่ร้องโวยวายเสียงหลง จ้าวลี่รีบเอามือปิดตาลูกชายทั้งสองคนทันที แม้แต่พ่อตาเถาก็ยังขมวดคิ้ว
หลินเฉาหยางมองดูนักแสดงบนหน้าจออย่างละเอียด แล้วพูดว่า "น่าจะใส่ชุดบัลเลต์นะครับ ทีวีเป็นขาวดำ เลยมองเสื้อผ้าของพวกเขาไม่ค่อยชัดเท่าไหร่"
พอได้ยินคำพูดของหลินเฉาหยาง ทุกคนก็เพ่งมองดูดีๆ ถึงพบว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ
"ผู้กำกับคนนี้คิดไม่รอบคอบเลย สงสัยต้องโดนสั่งให้เขียนใบสำนึกผิดแน่ๆ!" พี่เมียเถาอวี้เฉิงพูดหยอกล้อ
"เหล้าเลิศรสส่งกลิ่นหอมกรุ่น เสียงเพลงล่องลอย
สหายเอ๋ย ขอเชิญท่านดื่มสักจอก
ขอเชิญท่านดื่มสักจอก
..."
พร้อมกับเสียงเพลง 'เพลงอวยพร' ที่ขับร้องโดยนักร้องหลี่กวางซี ปี 1978 ก็ได้ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด







