ชุยเซี่ยนเรียกบ่าวรับใช้คนหนึ่งมาแล้วเอ่ยว่า "เจ้าออกไปทางประตูหลัง หลบเลี่ยงคุณชายเผยเจียนไว้ แล้วไปเชิญนายท่านผู้เฒ่าตระกูลเผยมา"
รอจนบ่าวรับใช้ออกไปแล้ว ชุยเซี่ยนก็ถอนหายใจออกมา
พูดตามตรง คำพูดของเผยเจียนเมื่อครู่นี้ เขาเก็บเอามาคิดแล้ว
พี่ใหญ่ดูเหมือนเป็นลูกผู้ดีเสเพลไม่เอาไหน แต่แท้จริงแล้วกลับมีจิตใจที่ค่อนข้างอ่อนไหว มิน่าเล่าช่วงที่ผ่านมานี้ ถึงได้รู้สึกตะหงิดๆ ว่าเขามีบางอย่างผิดปกติไป
ทว่านี่คือการสอบเคอจวี่ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
เรื่องช่วยติวหนังสือให้พี่ใหญ่คงต้องพักไว้ก่อน
ชุยเซี่ยนไม่อาจร่วมทำเรื่องเหลวไหลไปกับเขาได้ อย่างน้อยเรื่องนี้ก็ต้องแจ้งให้นายท่านผู้เฒ่าตระกูลเผยทราบล่วงหน้าเสียก่อน
นายท่านผู้เฒ่าเผยอุตส่าห์เหนื่อยยากพร่ำสอนหลานชาย ทั้งยังทุ่มเทแรงกายแรงใจจัดการเรื่องสอบเคอจวี่ให้หลานชายคนเล็ก แต่สุดท้ายชุยเซี่ยนกลับเป็นคนไปสอบแทน
เรื่องแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน?
หากจัดการได้ไม่ดี สองตระกูลอาจต้องกลายเป็นศัตรูกัน
ไม่นานนัก เผยฉงชิงก็รีบรุดมาด้วยความสงสัย "เซี่ยนเกอ นี่มันเรื่องอันใดกัน?"
ชุยเซี่ยนค้อมกายขออภัยอีกฝ่าย ก่อนจะเล่าเรื่องราวเหลวไหลที่เผยเจียนก่อขึ้นให้ฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน
เผยฉงชิงหน้ามืดทะมึน เกือบจะล้มพับไป ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ "ไอ้เด็กทรพี! ไอ้เด็กทรพีเอ๊ย!"
ชุยเซี่ยนเอ่ยขึ้นอย่างรู้จังหวะ "ใช่ไหมขอรับ ข้าเองก็คิดว่าพี่ใหญ่ทำเกินไปจริงๆ! ท่านปู่เผย ท่านพากลับไปแล้วโบยสักยกดีหรือไม่ขอรับ พอท่านโบยเสร็จ อารมณ์เย็นลง พี่ใหญ่ก็คงรู้ตัวว่าผิดแล้วแน่นอน"
แท้จริงแล้วนี่คือการแอบขอความเมตตาแทนเผยเจียนกลายๆ
เผยฉงชิงข่มโทสะ เอ่ยกับชุยเซี่ยนว่า "เซี่ยนเกอ ปู่เองก็ต้องขอโทษเจ้าด้วย เผยเจียนเจ้านี่ มักจะทำตัวกำเริบเสิบสานมาแต่ไหนแต่ไร ข้าย้ำกับเขาหลายต่อหลายครั้ง ว่าเรื่องสอบเคอจวี่เป็นเรื่องใหญ่ ห้ามทำเล่นเด็ดขาด เขาก็ยังกล้าทำเรื่องเหลวไหลถึงเพียงนี้!"
"หากไม่ใช้โอกาสจากเรื่องนี้ สั่งสอนให้เขาหลาบจำเสียบ้าง วันหน้าเขาอาจจะไปก่อเรื่องราวใหญ่โตถึงขั้นคอขาดบาดตายก็เป็นได้!"
ชุยเซี่ยนพยักหน้า กล่าวอย่างจริงจัง "ถูกต้องแล้วขอรับ ท่านปู่ ท่านตีเขาให้ตายไปเลยดีหรือไม่!"
เผยฉงชิงได้ยินดังนั้น แม้ในใจจะเต็มไปด้วยไฟโทสะ แต่ก็ยังอดหัวเราะออกมาไม่ได้ "เฮ้อ เซี่ยนเกอ การที่เผยเจียนมีพี่น้องที่ดีเช่นเจ้า นับเป็นวาสนาของมันแล้ว"
"ที่เขาเป็นแบบนี้ ข้าทั้งโกรธทั้งปวดใจจริงๆ วันหน้า เจ้าก็ช่วยเกลี้ยกล่อมเขาให้มากหน่อย ให้เขาตั้งใจเรียนกับเจ้า ถือเสียว่าปู่หน้าหนา ขอร้องเจ้าก็แล้วกัน"
ชุยเซี่ยนเงยหน้าขึ้น เอ่ยอย่างจริงจัง "เมื่อก่อนเซี่ยนตกอยู่ในความยากจนข้นแค้น ล้วนได้พี่ใหญ่คอยช่วยเหลือ จึงสามารถหลุดพ้นจากปลักโคลนในชนบทมาได้ ท่านปู่ไม่ต้องเกรงใจหรอกขอรับ ถึงท่านไม่เอ่ยปาก ข้าก็ไม่มีทางทอดทิ้งพี่ใหญ่แน่นอน"
"การมีพี่ใหญ่เป็นพี่น้อง ก็ถือเป็นวาสนาของเซี่ยนเช่นกัน เขาเพียงแค่ดื้อรั้นไปชั่วขณะ ยังคิดไม่ตก ข้าจะช่วยให้เขาก้าวผ่านอุปสรรคนี้ไปให้ได้ขอรับ"
เผยฉงชิงรู้สึกปลาบปลื้มและตื้นตันใจยิ่งนัก
ชายชรากล่าวอย่างจริงจังเช่นกัน "มีคำพูดของเจ้าประโยคนี้ ข้าก็วางใจแล้ว ข้ารู้ว่าในวันข้างหน้าเจ้าจะต้องได้ดิบได้ดีเจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน การที่เจ้ายอมดึงเจียนเกอไปด้วย ถือเป็นบุญพาวาสนาส่งของเขา แต่ในฐานะผู้อาวุโส ข้าไม่อาจปล่อยให้เจ้าต้องมาเดือดร้อนเพราะเจ้าเด็กเสเพลคนนี้ได้"
"เขาอายุสิบสองปีแล้ว สมควรจะรู้ได้แล้วว่าสิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้ เมื่อทำลงไปแล้ว ก็ต้องรับผลที่ตามมาให้ได้ หวังว่าหลังจากผ่านเรื่องนี้ไป เขาจะเติบโตขึ้นเสียที"
"ข้าจะสั่งสอนเขาให้ดี ถึงตอนนั้นเมื่อเขาติดตามเจ้า ข้าจะได้เบาใจลงบ้าง"
ดูท่าแล้ว พี่ใหญ่คงหนีไม่พ้นต้องถูกสั่งสอนสักยกเป็นแน่
ไม่ทันรอให้ชุยเซี่ยนเอ่ยขอร้อง
นายท่านผู้เฒ่าเผยก็แค่นเสียงเย็นชาอีกครา "เซี่ยนเกอ ในเมื่อเจ้าเด็กเสเพลนั่นอยากให้เจ้าไปสอบนัก เจ้าก็ทำตามความปรารถนาของเขา ไปสอบ 'แทนเขา' ก็แล้วกัน"
"ถือเสียว่าไปสร้างความคุ้นเคยกับสนามสอบล่วงหน้า เพื่อเตรียมตัวสำหรับเส้นทางขุนนางในวันข้างหน้าก็แล้วกัน ทว่า เจ้าต้องรับปากปู่มาเรื่องหนึ่ง"
ชุยเซี่ยนเอ่ย "ท่านปู่โปรดกล่าว"
เผยฉงชิงกัดฟันพูด "หลังจากเจ้าสอบเสร็จ ให้หาที่หลบซ่อนตัวสักสองสามวัน ข้าจะไปบอกเจ้าเด็กนั่น ว่าเรื่องที่เขาแอบไปลงชื่อสมัครสอบแทนเจ้าถูกคนร้องเรียน และที่ว่าการอำเภอก็จับตัวเจ้าไปแล้ว"
ให้ตายเถอะ นี่มันไม่ออกจะโหดเหี้ยมเกินไปหน่อยหรือ?
ชุยเซี่ยนเดาะลิ้น "ต้องทำถึงขั้นนี้เลยหรือขอรับ?"
เผยฉงชิงพยักหน้า "เพื่อจะได้ให้เขาหลาบจำอย่างไรเล่า! เซี่ยนเกอ เจ้าไม่ต้องคิดมาก ไปตั้งใจสอบให้สบายใจเถิด ปู่ไปล่ะ"
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไป
ทว่าเผยฉงชิงในยามนี้ ไม่ได้คิดถึงเลยสักนิดว่าชุยเซี่ยนจะสอบติดหรือไม่
เด็กที่เพิ่งเริ่มเรียนหนังสือได้เพียงปีเดียว ต่อให้มีพรสวรรค์ฉลาดหลักแหลม สามารถแต่งกวีได้คล่องแคล่วดั่งใจนึก ทว่าการเขียนเรียงความแปดส่วน หรือเขียนบทความแสดงทรรศนะทางการเมืองนั้น แตกต่างจากการแต่งกวีอย่างสิ้นเชิง
เห็นได้ชัดว่า งานนี้อย่างไรก็สอบไม่ติดแน่
เมื่อได้รับคำอนุญาตจากเผยฉงชิงแล้ว ชุยเซี่ยนจึงค่อยเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจัง ว่าตนควรจะเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ครั้งนี้ดีหรือไม่
แต่ถึงอย่างไร เขาก็ยังต้องแจ้งให้อาจารย์ทราบก่อนอยู่ดี
ทว่า เมื่อเร่งรุดไปถึงตรอกจ้งจิ่งแล้ว กลับพบว่าอาจารย์พาปู่หลัวออกไปข้างนอกเสียแล้ว
เช่นนั้น การสอบถงเซิงครั้งนี้ จะไปสอบดีหรือไม่?
ชุยเซี่ยนหันหลังเดินกลับ พลางครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง
บนท้องถนนมีผู้คนสัญจรไปมาขวักไขว่
เขาเดินปะปนไปกับผู้คน มองดูวิถีชีวิตชาวบ้านที่คึกคักเต็มท้องถนน ในใจก็ค่อยๆ มีคำตอบ
ชุยเซี่ยนยอมรับว่า ตนเองอยากไป
การก้มหน้าก้มตาตรากตรำอ่านหนังสืออยู่ในเรือนของอาจารย์ จนแทบจะกลายเป็น 'หนอนหนังสือ' อยู่รอมร่อ ทำไปเพื่อสิ่งใดกันเล่า?
ก็เพื่อที่จะสอบเคอจวี่ คว้าชื่อเสียงเกียรติยศมาครองมิใช่หรือ?
เขาเชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์ ไม่จงใจทำตัวโดดเด่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะต้องจงใจหลบเลี่ยงความโดดเด่นนั้นเช่นกัน
อ่านตำราปราชญ์เมธีอย่างกว้างขวาง บ่มเพาะพลังแห่งความชอบธรรมไว้ในอก นำพาสภาวะแห่งความมุ่งมั่นทะยานไปเบื้องหน้า จึงจะสามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดได้อย่างสง่างาม
เมื่อคิดตกในเรื่องเหล่านี้
เด็กหนุ่มตัวน้อยที่เดินอยู่ท่ามกลางวิถีชีวิตชาวบ้านบนถนน แผ่นหลังก็ยิ่งเหยียดตรง แววตายิ่งกระจ่างใส ฝีเท้าก็ยิ่งหนักแน่นมั่นคง
ความสับสนมึนงงและอ้างว้างที่วนเวียนอยู่รอบกายเขาจากการตรากตรำอ่านหนังสืออย่างหนักมาเกือบครึ่งปี มลายหายไปจนสิ้น
ตำราและความรู้จำนวนมหาศาลเหล่านั้น ไม่เพียงแต่ไม่ได้กักขังเขาเอาไว้
ตรงกันข้าม กลับหล่อหลอมฝักกระบี่อันไร้เทียมทานขึ้นมาให้แก่เขา
และตัวชุยเซี่ยนเอง ก็คือกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่ส่องประกายเจิดจ้าและคมกริบที่สุดเล่มนั้น
วันนี้กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ถูกชักออกจากฝัก ใช้สนามสอบเป็นสนามรบ
หมายมั่นจะคว้าตำแหน่งอันดับหนึ่งมาครองให้จงได้!
หลังจากกลับถึงบ้าน ชุยเซี่ยนก็ผ่อนจังหวะให้ช้าลง จัดเก็บกล่องหนังสือ ตรวจนับพู่กัน หมึก กระดาษให้เรียบร้อย
วันรุ่งขึ้น เขาให้บ่าวรับใช้ช่วยเตรียมกล่องข้าวไว้ให้หนึ่งเถา แล้วเอ่ยกับท่านผู้เฒ่าชุยและเฉินซื่อว่า "ท่านย่า ท่านแม่ พรุ่งนี้ลูกมีธุระ ต้องตื่นแต่เช้า อาจจะอยู่ข้างนอกทั้งวัน คงจะกลับมาดึกสักหน่อยขอรับ"
ท่านผู้เฒ่าชุยที่กำลังยุ่งอยู่กับการเรียนคิดเลข โบกมือปัด "ได้ เจ้าไปเถิด"
ชุยเซี่ยนคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงถามขึ้น "ท่านไม่คิดจะถามอันใดหน่อยหรือขอรับ?"
ท่านผู้เฒ่าชุยตอบ "ไม่ล่ะ"
เฉินซื่อที่กำลังหยอกล้อลูกสาวอยู่ด้านข้าง เอ่ยสมทบ "ระวังตัวด้วยล่ะ หากไม่กลับมาก็ไม่เป็นไร แต่ให้คนมาบอกกล่าวสักคำก็พอ"
ชุยเซี่ยน "..."
เอาเถอะ
ความจริงเขาอยากจะบอกว่า อย่างไรเสียข้าก็กำลังจะไปสอบเคอจวี่นะ พวกท่านช่วยให้ความสำคัญกันหน่อยสิ!
เด็กยังเล็ก หากมีผู้ปกครองไปเป็นเพื่อนตอนสอบ ไม่แน่ว่าอาจจะทำได้ดีกว่าเดิมก็ได้มิใช่หรือ?
แต่เมื่อลองคิดดูอีกที ตนเองก็มีชีวิตมาถึงสองชาติ ล้วนผ่านการสอบน้อยใหญ่มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ไปเองก็ไปเองสิ
ด้วยเหตุนี้ ชุยเซี่ยนจึงกลับห้องไปนอนแต่หัวค่ำ
วันรุ่งขึ้นก่อนฟ้าสาง ในขณะที่ทุกคนในบ้านยังคงหลับสนิท ชุยเซี่ยนก็หิ้วกล่องข้าวและกล่องหนังสือ ออกจากบ้านไปอย่างเงียบๆ
ภายในตรอกฝูหนิว
เผยเจียนตั้งใจหิ้วกล่องข้าวและกล่องหนังสือมารอคอยด้วยความกระวนกระวายใจ
เมื่อเห็นชุยเซี่ยนโผล่มา เขาก็เอ่ยด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ "น้องเซี่ยน! ข้านึกว่าเจ้าจะไม่ไปเสียแล้ว!"
ชุยเซี่ยนถาม "กินมื้อเช้ามาหรือยัง?"
เมื่อเห็นเผยเจียนส่ายหน้า เขาก็เปิดกล่องข้าว แบ่งขนมให้อีกฝ่ายสองสามชิ้น แล้วเอ่ยว่า "ข้าจะไปสอบเคอจวี่ ส่วนเจ้าก็ไปเรียนที่สำนักศึกษาของตระกูลเถิด พี่ใหญ่ ครั้งนี้เจ้าทำตัวไม่รู้ความเกินไปแล้ว พ้นวันนี้ไป ท่านปู่กับท่านย่าของเจ้า ต้องจัดการเจ้าแน่"
เผยเจียนฝืนยิ้มออกมา "อย่างมากก็แค่โดนตีสักยก ข้าชินเสียแล้วล่ะ งั้นเจ้ารีบไปเถอะ ไปคว้าตำแหน่งอันดับหนึ่งของอำเภอมาแทนพี่ใหญ่ให้ได้ล่ะ!"
จะว่าไปก็น่าอัศจรรย์นัก
ในตอนนี้ คนที่เชื่อมั่นว่าชุยเซี่ยนจะสอบติดอย่างแน่นอน ดูเหมือนจะมีเพียงเผยเจียนคนเดียวเท่านั้น
ชุยเซี่ยนยิ้มให้เขา ก่อนจะขานรับ "ตกลง"
พูดจบก็รีบมุ่งหน้าไปยังทิศทางของที่ว่าการอำเภออย่างเร่งรีบ
เผยเจียนมองแผ่นหลังที่เดินลับไปของเขา แล้วฉีกยิ้มกว้างอย่างโง่งม
ที่ว่าการอำเภอ
ยามนี้ท้องฟ้ายังไม่สว่างดีนัก ผู้เข้าสอบจำนวนมากต่างพากันชะเง้อคอรอคอยอยู่หน้าอำเภอ สีหน้าของแต่ละคนมีทั้งกระวนกระวายใจ เคร่งเครียด และหวาดหวั่น
ในบรรดาผู้เข้าสอบกลุ่มนี้ มีทั้งเด็กหนุ่ม ชายหนุ่ม ชายวัยกลางคน หรือแม้กระทั่งชายชราผมขาวโพลนอีกหลายคน
ทว่า... ชุยเซี่ยนก็ยังคงเป็นคนที่สะดุดตาที่สุดอยู่ดี
เพราะเขายังเด็กเกินไปจริงๆ อีกทั้งยังมีชื่อเสียงโด่งดังเกินไป
แม้จะหายหน้าหายตาไปนานถึงครึ่งปี ทว่าหลายคนก็ยังคงจดจำเขาได้ตั้งแต่แรกเห็น
"เด็กน้อยอัจฉริยะ! เขามาเข้าร่วมการสอบถงเซิงจริงๆ หรือนี่?"
"ไม่ออกจะรีบร้อนเกินไปหน่อยหรือ"
"อาจจะแค่มาสอบพอเป็นพิธี เพื่อทำความคุ้นเคยกับสนามสอบล่วงหน้ากระมัง"
"จิ๊ เช่นนั้นก็หมายความว่า การสอบครั้งนี้ พวกเราสามารถเอาชนะเด็กน้อยอัจฉริยะได้แล้วงั้นสิ?"
"ถึงแม้คำพูดนี้จะฟังดูไร้ยางอายไปสักหน่อย แต่พอลองคิดดูแล้วก็จริงนะ ชาตินี้ของพวกเรา เกรงว่าคงจะมีโอกาสดีๆ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วล่ะ วันหน้าเวลาออกไปคุยโว ก็สามารถพูดได้เต็มปากว่าในการสอบถงเซิงรอบนั้น เด็กน้อยอัจฉริยะก็เป็นเพียงผู้แพ้ใต้มือข้า ฮ่าๆ"
"ถูกต้อง อีกไม่กี่ปีให้หลัง ใครจะกล้าพูดว่าตัวเองเก่งกว่าเด็กน้อยอัจฉริยะกันล่ะ แต่ในตอนนี้... หึๆ"
หลังจากที่ชุยเซี่ยนปรากฏตัว บรรยากาศอันตึงเครียดบริเวณหน้าอำเภอก็ผ่อนคลายลงในทันที
หลายคนลอบจ้องมองเขาด้วยเจตนาที่ไม่สู้ดีนัก สีหน้าแฝงเร้นไปด้วยความนัย
เวลาผ่านไปครึ่งปี รัศมีที่เปล่งประกายในตัวชุยเซี่ยนก็หม่นหมองลงเล็กน้อย
พวกเขารู้สึกว่าตนเองกลับมาเก่งกาจได้อีกครั้ง