กลางดึก หลี่ผิงอันลอยกลับถ้ำพำนักของตนเองในสภาพอ่อนแรงไปทั้งตัว
การเข้าสังคมของสำนักเซียนเนี่ย เหนื่อยกว่าการประลองบนลานเป็นร้อยเท่า...
เนื่องจากถ้ำพำนักถูกปกคลุมด้วยม่านพลังเซียนของอาจารย์ ในที่สุดหลี่ผิงอันก็สามารถพักหายใจได้ชั่วครู่ ไม่ต้องถูกสัมผัสเซียนเหล่านั้นจับจ้องอีกต่อไป
ดังนั้นเขาจึงถอดชุดคลุมยาวและรองเท้าบูตออก นำเสื้อผ้าที่ถอดเก็บใส่ของวิเศษมิติที่ชื่อว่า 'ตะกร้าซักผ้า' เหลือเพียงเสื้อกล้ามและกางเกงขายาวตัวใน แล้วล้มตัวลงนอนบนเก้าอี้โยกประจำตัว
เสียงน้ำในสระบัวดังกังวานใส ผีเสื้อสองตัวที่ไม่รู้ว่าถูกปล่อยเข้ามาตั้งแต่เมื่อใดกำลังดูดหยดน้ำบนใบบัว
หลี่ผิงอันเหม่อลอย ฟื้นฟูพลังจิตที่ถูกเผาผลาญไปอย่างมหาศาลเพราะ 'เคล็ดระเบิดวิญญาณ' อย่างช้าๆ ทั้งร่างง่วงงุน ซ้ำยังมีอาการปวดหัวข้างเดียวเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้เขาฝืนทนอยู่จริงๆ
การใช้วิชาระเบิดวิญญาณสเกลใหญ่ขนาดนั้นในวันนี้ จำเป็นต้องควบคุมของวิเศษหลายร้อยชิ้นให้จัดเรียงตามค่ายกลแล้วระเบิดตัวเองพร้อมกัน สำหรับเขาในตอนนี้ถือว่าฝืนกำลังไปหน่อย พลังใจจึงสูญเสียไปอย่างหนัก
ความเหนื่อยล้าเช่นนี้ไม่ใช่เพราะพลังเวทว่างเปล่า หรือพละกำลังไม่เพียงพอ แต่เป็นเพราะจิตวิญญาณไร้เรี่ยวแรง
เขาคิดในใจว่า "เฮ้อ ท้ายที่สุดแล้วระดับการบำเพ็ญเพียรก็ยังต่ำเกินไป"
หลี่ผิงอันถอนหายใจ พลันนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตนเองได้กราบอาจารย์แล้ว ทั้งยังมีพ่อคอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆ เช่นนี้ถือว่ามีพร้อมทั้งจังหวะเวลา ชัยภูมิ และความสามัคคี ไม่จำเป็นต้องบ่นอะไรอีก
แค่พยายามให้หนักขึ้นเป็นสองเท่าก็พอ
ตอนนี้พ่อรีบรุดไปยังตำหนักหมื่นเมฆาบนยอดเขาประธาน เพื่ออยู่เป็นเพื่อนเจ้าสำนักต้อนรับแขกเหรื่อจากภายนอกต่อ
ปัจจุบันสถานะอย่างเป็นทางการของหลี่ผิงอันเป็นเพียงศิษย์สายในธรรมดาคนหนึ่ง ไม่สะดวกที่จะเข้าร่วมงานเช่นนี้โดยตรง
ระหว่างทางขี่เมฆมาส่งหลี่ผิงอัน พ่อจับแขนเขาไว้แล้วถ่ายทอดเสียงบอกความประโยคสองประโยค
สำหรับเรื่องนี้ หลี่ผิงอันรู้สึกโล่งใจทีเดียว
พ่อบอกว่า "วันนี้ไม่ใช่ว่าหวังจ่ายื้อจงใจจะหาเรื่องลูกหรอก เขาเป็นแค่ศิษย์ เบื้องหลังจริงๆ คือปรมาจารย์อาของเขา ผู้อาวุโสปี้เฒ่านั่นเป็นคนจัดการ
"ในเมื่อลูกไม่ได้รับบาดเจ็บ รอให้การประลองใหญ่ครั้งนี้จบลง ค่อยหาวิธีทำความรู้จักกับเขาไว้ ศัตรูควรผูกมิตรไม่ควรสร้างความแค้น เบื้องหลังศิษย์คนนี้ก็คือยอดเขาแห่งหนึ่ง หากผิดใจกันจนตึงเครียดเกินไปจะไม่เป็นผลดีต่อความสามัคคีในสำนักและความก้าวหน้าของพวกเรา
"พวกเราหลังจากนี้ จะเสียหน้าไม่ได้ แต่ก็ต้องหาวิธีไว้หน้าพวกเขาบ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาจนตรอกแล้วแว้งกัด... พ่อจัดการเองก็พอ"
ในที่สุด! พ่อบังเกิดเกล้าของตน ก็เริ่มเผชิญหน้ากับเรื่อง 'ผู้สืบทอดเจ้าสำนัก' อย่างจริงจังเสียที!
ในที่สุดพ่อก็ไม่หลีกหนีความคาดหวังที่มีต่อตำแหน่งเจ้าสำนักคนต่อไปอีกแล้ว! แบบนี้สิถึงจะถูก!
เหล่าหลี่ลุกขึ้นมาเอาการเอางานแต่เนิ่นๆ เสี่ยวหลี่อย่างเขาก็จะได้อู้พักผ่อนและแสวงหาเต๋าได้อย่างสงบสุข
อันที่จริงหลายต่อหลายครั้ง คนเราเพียงแค่อยู่ในตำแหน่งนี้ มีสถานะนี้ ก็จะถูกคนอื่นมองว่าเป็นภัยคุกคาม ต่อให้คนคนนี้จะไม่ได้ทำอะไรเลยก็ตาม
ด้วยความเอ็นดูจากปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักอย่างบรรพชนคงหมิง พ่อจึงกลายเป็นผู้ก่อกวน 'การสืบทอดอำนาจ' ของสำนักหมื่นเมฆาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และย่อมกลายเป็นหนามยอกอกของกลุ่มอำนาจบางกลุ่มไปโดยปริยาย
แม้ผู้ฝึกปราณเผ่ามนุษย์ส่วนใหญ่จะเบื่อหน่ายต่ออำนาจ แต่ก็มักจะมีพวกที่คุ้นชินกับการอยู่เหนือผู้อื่น จนจิตวิถีเต๋าเกิดความเบี่ยงเบน หลงใหลในสิ่งที่เรียกว่าอำนาจเบ็ดเสร็จ...
สันดานมนุษย์ก็แค่นั้นเอง
หลี่ผิงอันครุ่นคิดเรื่องเหล่านี้อย่างเงียบๆ
สาเหตุที่วันนี้เขาจงใจงัดเอา 'เคล็ดระเบิดวิญญาณ' ออกมาใช้ สละของวิเศษไปชุดหนึ่งเพื่อเอาชนะหวังจ่ายื้อซึ่งๆ หน้า จุดประสงค์หลักก็เพื่อสร้างความน่าเกรงขาม
ตอนนี้ระดับการบำเพ็ญเพียรของสองพ่อลูกยังค่อนข้างต่ำ ยิ่งไม่อาจยอมให้ใครมาหยามเกียรติได้ง่ายๆ
นอกจากนี้ หลี่ผิงอันยังมีจุดประสงค์รองอีกอย่างหนึ่ง
เขาอยากใช้เคล็ดระเบิดวิญญาณดึงดูดความสนใจจากในสำนัก จากนั้นก็ถือโอกาสนำชุดของวิเศษที่สองพ่อลูกประดิษฐ์ขึ้นมามอบให้สำนัก เพื่อเสริมสร้างฐานะของพ่อในสำนักให้มั่นคง
ว่ากันตามตรง วิธีการใช้พลังยันต์ของหวังจ่ายื้อคนนั้นก็ไม่เลวเลยทีเดียว สามารถนำมาศึกษาเรียนรู้ได้
สภาพจิตใจของหลี่ผิงอันเพิ่งจะฟื้นฟูขึ้นมาเล็กน้อย ที่ปลายนิ้วก็ปรากฏยันต์ขึ้นมาสองสามแผ่น เขาทบทวนทักษะการต่อสู้ของหวังจ่ายื้ออย่างละเอียด
"อะแฮ่ม"
นี่คือเสียงเตือนจากอาจารย์ระดับเทียนเซียน
หลี่ผิงอันรีบลุกขึ้น มองไปยังอาจารย์ที่กำลังเดินทอดน่องเข้ามา ก้มศีรษะทำความเคารพ "ท่านอาจารย์ ศิษย์รบกวนการบำเพ็ญเพียรของท่านหรือเปล่าขอรับ?"
"เปล่า"
ชิงซู่เอนตัวนอนลงบนเก้าอี้โยกด้านข้างอย่างเป็นธรรมชาติ หลับตาทั้งสองข้าง ฝ่ามือประสานกันไว้ที่หน้าท้อง สายลมแผ่วเบาพัดผ่าน ชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอมน้ำแข็งที่หลวมและนุ่มนวลบนร่างของนางปลิวไสวเล็กน้อย
นางชี้ไปที่เก้าอี้โยกข้างๆ "นอนสิ"
"อา ขอรับ"
หลี่ผิงอันจัดระเบียบเสื้อผ้า เลื่อนเก้าอี้โยกของตัวเองถอยหลังไปครึ่งจั้ง แล้วล้มตัวลงนอนอย่างว่าง่าย
"ท่านอาจารย์" เขาค่อนข้างรู้สึกผิด จึงเอ่ยปากขึ้นก่อน "ที่ศิษย์ไม่ได้บอกเรื่องเคล็ดอักขระระเบิดก่อนหน้านี้ ศิษย์ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังนะขอรับ รูปแบบการต่อสู้เช่นนี้เดิมทีควรใช้เพื่อสู้แลกชีวิต ศิษย์ไม่ได้ตั้งใจจะใช้ในการประลองใหญ่ของสำนักเลย..."
"ไม่เป็นไร"
ชิงซู่กล่าวเสียงเบา "ข้าเองก็มีวิชาลับมากมายที่ไม่ได้บอกอาจารย์ของข้าเหมือนกัน"
"ศิษย์ก็มีแค่วิชาลับในการต่อสู้นี้ แล้วก็เคล็ดวิชาหลอมโอสถหลอมอาวุธอีกสองสามวิชา รวมถึงวิชาอาคมจิปาถะอีกนิดหน่อย..."
หลี่ผิงอันยิ่งพูดยิ่งรู้สึกผิด จึงทำได้เพียงกล่าวว่า
"ศิษย์ชอบขบคิดพิจารณาเรื่องพวกนี้ ก่อนหน้านี้ท่านพ่อช่วยศิษย์ยืมตำราเซียนจากตำหนักคัมภีร์เต๋ามามากมาย ดังนั้นศิษย์จึงเรียนรู้อะไรมาปะปนกันไปหมด
"หากท่านอาจารย์อยากทราบ ศิษย์จะสาธิตให้ท่านอาจารย์ดูทีละอย่างเดี๋ยวนี้เลยขอรับ"
"ไม่ต้องหรอก"
น้ำเสียงของชิงซู่ดูเหมือนจะผิดหวังเล็กน้อย
"ข้าทำเป็นแค่เก็บตัวบำเพ็ญเพียรกับต่อสู้ สอนเรื่องพวกนี้ให้เจ้าไม่ได้หรอก"
"ท่านอาจารย์ ท่านอย่าพูดเช่นนั้นสิขอรับ สิ่งที่ศิษย์งมเข็มเรียนรู้พวกนี้ ท้ายที่สุดก็เป็นแค่วิชานอกรีต!"
หลี่ผิงอันรีบกล่าว "สิ่งที่ท่านอาจารย์สอนข้าได้คือวิธีการบำเพ็ญเพียร และวิธีการเอาชีวิตรอดในฟ้าดินแห่งนี้ สิ่งเหล่านี้หาเรียนจากตำราไม่ได้หรอกขอรับ"
ชิงซู่หันขวับมามอง พบว่าหลี่ผิงอันอยู่ด้านหลัง มือเรียวขาวผ่องของนางตวัดเบาๆ เก้าอี้ไม้ใต้ร่างก็ลอยไปอยู่ในตำแหน่งที่เสมอกับหลี่ผิงอัน
ชิงซู่สำรวจหลี่ผิงอันตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับว่าวันนี้เพิ่งจะรู้จักลูกศิษย์ของตัวเอง
จิตวิถีเต๋าของหลี่ผิงอันรู้สึกขนลุกซู่ เขามักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าดวงตาที่ใสกระจ่างและมีชีวิตชีวาคู่นี้ของท่านอาจารย์ กำลังมองทะลุเห็นกระดูกทุกชิ้นในร่างกายของเขา
ชิงซู่ถามขึ้นกะทันหัน "พวกนางบอกว่าพรสวรรค์ในการรู้แจ้งของเจ้าร้ายกาจมาก เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?"
"จริงๆ แล้วข้า... ก็งั้นๆ แหละขอรับ"
หลี่ผิงอันยิ้มเจื่อน
"ท่านให้ศิษย์โอ้อวดตัวเอง ศิษย์ก็หน้าบางอยู่บ้างเหมือนกัน
"เรื่องพรสวรรค์ในการรู้แจ้งเป็นสิ่งที่พูดได้ไม่เต็มปาก ไม่แน่ว่าเมื่อไหร่เจอคอขวดเล็กๆ ก็อาจจะติดแหง็กอยู่ตรงนั้นเลยก็ได้
"สำหรับการบำเพ็ญเพียรแล้ว วาสนาและรากฐานพรสวรรค์ยังคงสำคัญกว่า"
"ถ้าอย่างนั้น ศิษย์เอ๋ย เจ้าลองดูนี่สิ"
ชิงซู่หยิบป้ายหยกชิ้นหนึ่งออกมา ยกมือผลักมันใส่มือของหลี่ผิงอัน
หลี่ผิงอันมองดูสองสามครั้ง ภายในมีตัวอักษรเล็กๆ สวยงามเป็นบรรทัดๆ หากสังเกตให้ดี จะเห็นว่าเป็นคัมภีร์และบทเต๋าที่ถูกคัดลอกลงมาในช่วงเวลาต่างๆ
"ท่านอาจารย์ นี่คืออะไรหรือขอรับ?"
"คัมภีร์ที่ข้าตีไม่แตกก่อนจะบรรลุเป็นเซียนน่ะ"
ดวงตากลมโตของชิงซู่เป็นประกายวิบวับ ดูเหมือนนางจะสนใจเรื่องนี้มาก จึงสั่งว่า
"เจ้าลองดูสิ ข้าอยากเห็นพรสวรรค์ในการรู้แจ้งของเจ้า"
เขาคิดในใจว่า "สมุดรวมโจทย์ที่ทำผิดของอาจารย์งั้นเหรอ?"
หลี่ผิงอันพึมพำ "ท่านอาจารย์ ที่แท้ก่อนหน้านี้ที่ท่านรับศิษย์เป็นลูกศิษย์ ก็แค่เพื่อตอบแทนบุญคุณของศิษย์ล้วนๆ เลยสินะขอรับ"
"ไม่งั้นล่ะ?"
"ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรขอรับ" หลี่ผิงอันยิ้มขื่น "การที่ได้กราบท่านอาจารย์เป็นอาจารย์ เป็นบุญพาวาสนาส่งที่ศิษย์สั่งสมมาหลายชาติภพจริงๆ"
ชิงซู่กะพริบตา "จริงหรือ?"
"จริงขอรับ!"
หลี่ผิงอันตอบอย่างหนักแน่น บนใบหน้างดงามบริสุทธิ์ของชิงซู่จึงมีรอยยิ้มเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย
หลี่ผิงอันลอบทอดถอนใจ... ท่านอาจารย์ของเขานี่หลอกง่ายกว่าศิษย์น้องมู่ในตอนนั้นเสียอีก
เขากำป้ายหยกไว้ หลับตารวบรวมสมาธิ และเริ่มขบคิดอย่างละเอียด
ข้อสอบที่ชิงซู่ให้มานี้ ทำให้หลี่ผิงอันรู้สึกกินแรงอยู่บ้าง แต่หลังจากที่ตีคัมภีร์แตกไปหนึ่งหรือสองบท หลี่ผิงอันก็เกิดความรู้แจ้งขึ้นในใจมากมาย จนเกิดความรู้สึกอยากจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรทันที และไม่ไปเข้าร่วมการประลองทำเนียบสวรรค์ในวันพรุ่งนี้
...
ถ้ำพำนักถกวิถีเต๋าอาจารย์ทดสอบศิษย์ ยอดเขาประธานรวมชุมนุมเซียนบรรเลงดนตรีครึกครื้น
คืนวันประลองใหญ่ผ่านไปอย่างคึกคัก โดยรวมแล้วถือว่าราบรื่นดี จะมีก็เพียงช่วงครึ่งหลังของคืนที่ตำหนักธุรการเกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย
เช้าตรู่ของวันที่สองในการประลองใหญ่ของสำนัก ภายในตำหนักธุรการคลาคล่ำไปด้วยผู้คน
หลี่ต้าจื้อในชุดคลุมสีดำยืนอยู่หน้าประตูตำหนัก ประสานมือตะโกนบอกเซียนหลายแถวตรงหน้าว่า "ทุกท่าน! 'เดินทางร้อยหลี่ ครึ่งทางคือเก้าสิบ' คำกล่าวนี้หมายถึงความยากลำบากในช่วงท้าย! เมื่อวานการประลองทำเนียบมนุษย์และทำเนียบปฐพีจบลงอย่างราบรื่น การดำเนินงานไม่มีข้อผิดพลาด ทุกฝ่ายประสานงานกันเป็นหนึ่งเดียว ล้วนต้องพึ่งพาความทุ่มเทของทุกท่าน!
"การประลองทำเนียบสวรรค์ในวันนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หวังว่าทุกท่านในหอเตรียมการจะพยายามต่อไป! ห้ามเกียจคร้านแม้แต่ครึ่งส่วน! นักพรตยากไร้อย่างข้าได้ขออนุญาตท่านเจ้าสำนักแล้ว รอให้การประลองใหญ่จบลงในวันพรุ่งนี้ หอเตรียมการของพวกเราจะเฉลิมฉลองกันที่นี่ ทางสำนักมีรางวัลมอบให้อย่างแน่นอน!"
เซียนกว่าร้อยคนยิ้มรับและประสานมือตอบรับพร้อมกัน
หลี่ต้าจื้อโบกมือไปด้านข้าง
เสียงระฆังดังกังวานกังวานไปทั่วยอดเขาประธาน แสงเซียนหลายสายพุ่งออกจากตำหนักธุรการ
นกกระเรียนเซียนสองแถวกางปีกบินขึ้นจากม่านหมอกบางๆ ในป่า เทพธิดาบนหลังนกกระเรียนโปรยกลีบดอกไม้ปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า ลานประลองขนาดยักษ์ใต้ยอดเขาประธานค่อยๆ ลอยขึ้น แท่นเมฆาสามด้านก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้การกระตุ้นของเหล่าเซียน
ศึกทำเนียบสวรรค์เปิดม่านอย่างเป็นทางการ! แขกเหรื่อขี่เมฆมาจากตำหนักประธาน ศิษย์จากยอดเขาต่างๆ ขี่เมฆและควบคุมของวิเศษ รวมตัวกันเป็นริ้วสายสีสันสดใสหลายสายบนท้องฟ้า มุ่งหน้าไปรวมกันที่ตีนเขาของยอดเขาประธาน
ไม่ว่าใครที่ได้เห็นภาพเช่นนี้ ล้วนต้องเอ่ยปากชมสำนักหมื่นเมฆาว่า 'สำนักเซียนรุ่งเรือง'
ชายชราหลายคนที่กำลังเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าไผ่หลังเขา ตอนนี้ต่างก็อมยิ้มเช่นกัน
หลี่ผิงอันเดินตามหลังอาจารย์ชิงซู่ อดไม่ได้ที่จะหาวออกมาหลายครั้ง
ลืมพักผ่อนไปเลย
ข้อสอบที่อาจารย์ให้เมื่อคืน เขาตอบได้แค่สามส่วน จิตใจที่เหนื่อยล้าอยู่แล้วก็ยิ่งง่วงงุน ตอนนี้เขารู้สึกมึนงงไปหมดแล้ว
หลี่ผิงอันตัดสินใจแล้ว วันนี้ขอแค่ติดห้าสิบอันดับแรกของทำเนียบสวรรค์ก็พอ ประลองเสร็จก็จะลงไปพักผ่อนข้างล่าง
เมื่อวานเขาทำตัวโดดเด่นมากพอแล้ว
"ผิงอัน!"
ผู้ดูแลเวยเหยียนจื่อโผล่มาจากด้านข้างกะทันหัน ทำความเคารพเซียนชิงซู่
"เซียนชิงซู่ ข้ามีธุระกับผิงอันนิดหน่อยขอรับ!"
"อืม" ชิงซู่พยักหน้าเรียบๆ พริบตาเดียวก็ไปรออยู่ข้างหน้าแล้ว
หลี่ผิงอันยืนขึ้นอย่างเชื่องช้า ทันใดนั้นก็ถูกเวยเหยียนจื่อดึงแขนไว้ และถ่ายทอดเสียงถาม
"ผิงอัน ทำไมเจ้าถึงหน้าตาเหนื่อยล้าขนาดนี้?"
"ไม่ได้ปรับลมปราณให้ดี แถมยังถูกท่านอาจารย์ทดสอบคัมภีร์ทั้งคืนน่ะขอรับ"
หลี่ผิงอันถอนหายใจอย่างหมดเรี่ยวแรง
"ผู้ดูแลมีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่าขอรับ? ถ้าไม่มีข้าจะได้รีบนั่งสมาธิสักพัก"
"ข้าไม่มีอะไรหรอก" เวยเหยียนจื่อกล่าว "เมื่อคืนเกิดเรื่องนิดหน่อย ข้าก็เลยคิดว่าจะรีบมาบอกเจ้าก่อน"
หลี่ผิงอันตาสว่างขึ้นมาทันที "เรื่องอะไรหรือขอรับ?"
"อาจารย์ของหวังจ่ายื้อคนนั้นไม่ยอมรับน่ะสิ"
เวยเหยียนจื่อลดเสียงต่ำ
"เมื่อคืนเซียนหลายคนไปโวยวายที่ตำหนักธุรการ...
"เฮ้อ ไม่รู้ว่าพวกเขาสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือเปล่า ต่อหน้าแขกเหรื่อตั้งมากมาย มีอะไรทำไมไม่รอให้การประลองใหญ่จบลงก่อนค่อยพูด?"
หลี่ผิงอันถาม "อาจารย์ของเขาเป็นเซียนจากยอดเขาไหนหรือขอรับ?"
เวยเหยียนจื่อกล่าว "เจินเซียนจากยอดเขาเบิกเมฆา ฝีมือธรรมดา สายของเจ้าของยอดเขาเบิกเมฆาคนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือผู้อาวุโสปี้คนนั้น"
หลี่ผิงอันหัวเราะ "พวกเขาไม่ยอมรับเรื่องอะไรล่ะขอรับ?"
"ข้อแรก ไม่ยอมรับที่สำนักลำเอียง บอกว่าก่อนหน้านี้เจ้าบำเพ็ญเพียรอยู่ที่สำนักเมฆาคล้อย ทำไมถึงได้รับวิชาเซียนของสำนัก? ตามหลักแล้ว วิธีการบำเพ็ญวิชาเซียนจะมอบให้เฉพาะศิษย์สายในที่อยู่ระดับขั้นเลี่ยนซวีขึ้นไปเท่านั้น"
เวยเหยียนจื่อถอนหายใจ ถ่ายทอดเสียงต่อ
"ข้อสอง ไม่ยอมรับเคล็ดระเบิดวิญญาณของเจ้า ของวิเศษมากมายขนาดนั้นถูกจุดระเบิดโดยตรง พวกเขาสงสัยว่าเจ้าใช้คลังสมบัติของสำนัก ไม่อย่างนั้นจะเอาของวิเศษมากมายขนาดนี้มาจากไหน
"ข้อสาม ไม่ยอมรับที่ผู้ฝึกตนระดับต่ำขั้นหนิงกวงอย่างเจ้า สามารถทะลวงเข้าสู่สิบอันดับแรกของทำเนียบปฐพีโดยรั้งอันดับเจ็ดและผ่านเข้าสู่ทำเนียบสวรรค์ได้ พวกเขายังบอกอีกว่า หากทุกคนให้ความสำคัญกับวิชาอาคมแต่ละเลยวิถีเต๋า จะเป็นการนำค่านิยมที่ไม่ถูกต้องมาสู่สำนัก"
หลี่ผิงอันเบ้ปาก ถามต่อ "แล้วท่านพ่อของข้าจัดการอย่างไรหรือขอรับ?"
"ร้ายกาจมากเลยล่ะ"
เวยเหยียนจื่อหัวเราะ "ปรมาจารย์อาต้าจื้อเริ่มจากการโต้แย้งทีละข้อ
"เขาเอาป้ายหยกอนุญาตพิเศษของผู้อาวุโสตำหนักถ่ายทอดวิชาออกมาให้ดูก่อน การที่เจ้าฝึกวิชาเซียนนั้นผ่านความเห็นชอบจากผู้อาวุโสตำหนักถ่ายทอดวิชาแล้ว ไม่ได้ทำผิดกฎ
"จากนั้นพ่อของเจ้าก็บอกว่า รอให้การประลองใหญ่จบลง จะให้เจ้าแสดงวิชาหลอมอาวุธที่เจ้าคิดค้นขึ้นเอง
"ส่วนเรื่องที่พวกเขาหาว่าให้ความสำคัญกับวิชาอาคมแต่ละเลยวิถีเต๋า... เรื่องนี้ถูกผู้อาวุโสสายในท่านหนึ่งชี้หน้าด่าโดยตรงเลย ด่าว่าพวกเขาแพ้แล้วพาล ตอนนี้แต่ละคนเก่งกล้าสามารถกันนักนะ เป็นถึงเซียนผู้สูงส่ง กลับมาหาเรื่องเด็กคนหนึ่ง"
หลี่ผิงอันถึงกับหัวเราะไม่ออก
บนโลกนี้มีเด็กน้อยวัยใกล้สามสิบที่ไหนกัน? เวยเหยียนจื่อถาม "ผิงอัน เรื่องการแสดงวิชาหลอมอาวุธนี่ ทางเจ้ามีปัญหาอะไรไหม? ต้องเตรียมอะไรหรือเปล่า?"
"ช่วยเตรียมวัสดุล้ำค่าคุณภาพต่ำให้ข้าสักหน่อยเถอะขอรับ เอาแค่วัสดุที่ใช้หลอมกระบี่บินระดับธรรมดาก็พอ"
แววตาของหลี่ผิงอันทอประกายเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เอาตามที่ท่านพ่อบอกเถอะขอรับ หลังจากการประลองใหญ่จบลง ข้าจะอธิบายให้ผู้อาวุโสทุกท่านฟังอย่างชัดเจนเอง ว่าจะหลอมของวิเศษจำนวนมากที่ใช้ในเคล็ดระเบิดวิญญาณอย่างรวดเร็วได้อย่างไร"
เวยเหยียนจื่อถามเสียงเบา "มั่นใจไหม?"
"แน่นอนขอรับ"
"งั้นก็ดี" เวยเหยียนจื่อถอนหายใจอย่างโล่งอก "ข้าจะไปเตรียมวัสดุล้ำค่าเดี๋ยวนี้แหละ ผิงอัน เจ้าอย่ากดดันไปเลย รอให้แขกเหรื่อพวกนั้นกลับไป เซียนไม่กี่คนนั้นก็ไม่กล้ากำเริบเสิบสานแล้ว พวกเขาแค่จงใจสร้างความรำคาญใจให้ปรมาจารย์อาต้าจื้อเท่านั้นแหละ"
หลี่ผิงอันกล่าว "ผู้ดูแลวางใจได้เลยขอรับ"
เวยเหยียนจื่อยกนิ้วโป้งให้ จากนั้นก็ขี่เมฆจากไปอย่างเร่งรีบ
แสงเซียนสว่างวาบข้างกายหลี่ผิงอัน ชิงซู่ปรากฏตัวขึ้นข้างๆ เขา และพาเขาเดินหน้าต่อไป
หลี่ผิงอันอึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
เขาสัมผัสได้ว่าท่านอาจารย์กำลังเป็นห่วงเขา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะคลายความกังวลของท่านอาจารย์ได้อย่างไร
เมื่อใกล้ถึงลานประลอง จู่ๆ ชิงซู่ก็พูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง "ไม่ต้องกลัวนะ"
"หืม?"
ชิงซู่กล่าวอย่างเรียบเฉย "อาจารย์ของหวังจ่ายื้อสู้ข้าไม่ได้หรอก"
หลี่ผิงอัน: ...
ซาบซึ้งน่ะซาบซึ้งจริงๆ แต่ความคิดของท่านอาจารย์ของเขาก็ช่างไร้เดียงสาเสียจริง
เมื่อมองดูแผ่นหลังของท่านอาจารย์ที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ในใจของหลี่ผิงอันก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาหลายส่วน
...
กฎกติกาของศึกทำเนียบสวรรค์นั้นโดยพื้นฐานแล้วเหมือนกับทำเนียบปฐพี เริ่มจากการเก็บคะแนนก่อน จากนั้นก็เป็นการแข่งขันแบบพบกันหมดในรอบแบ่งกลุ่มและรอบน็อกเอาต์ ตั้งแต่รอบรองชนะเลิศเป็นต้นไปจะใช้ระบบแพ้สองครั้งคัดออก เน้นไปที่ความสนุกสนานตื่นตาตื่นใจเป็นหลัก
บนลานประลองวันนี้ เริ่มมีศิษย์ระดับขั้นเหอเจินปรากฏตัวแล้ว
อย่างศิษย์บางคนที่เข้าสำนักมาสิบเก้าปีกับอีกหกสิบแปดเดือน ตบะบารมีของพวกเขาย่อมเทียบไม่ได้กับศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักมาได้สามปีอย่างหลี่ผิงอันเลย
เมื่อวานหลี่ผิงอันทำตัวโดดเด่นไปจนหมดแล้ว วันนี้เขาจึงแสดงออกอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวมาก อาศัยชัยชนะสามครั้งและแพ้สามครั้งผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์หกสิบสี่คนสุดท้ายไปได้อย่างหวุดหวิด และหยุดอยู่แค่รอบสามสิบสองคนสุดท้ายอย่างใจเย็น อันดับศิษย์ของเขาหยุดอยู่ที่ประมาณอันดับสามสิบ
วันนี้เขาเน้นไปที่ 'ชนะแบบฟลุกๆ' และ 'แพ้แบบสง่างาม'
เหล่าศิษย์ในสำนักเดิมทียังอยากเห็นหลี่ผิงอันใช้วิชาระเบิดวิญญาณอีกครั้ง
น่าเสียดายที่คู่ต่อสู้ของหลี่ผิงอันในวันนี้ล้วนเกรงใจเขามาก เกรงใจจนเกินเหตุไปด้วยซ้ำ มีสองคนที่พอเห็นหน้าหลี่ผิงอันก็อยากจะขอยอมแพ้ทันที ส่วนคนที่ชนะหลี่ผิงอันได้ต่างก็ประสานมือขอโทษขอโพยสารพัด เพราะกลัวจะโดนระเบิดใส่
โชคดีที่หลี่ผิงอันเป็นฝ่ายรับปากเองว่าวันนี้จะไม่ใช้วิชาระเบิดวิญญาณอีก ถึงได้แข่งขันจนจบรายการตามปกติ
จนถึงท้ายที่สุด หลี่ผิงอันก็ใช้เพียงค่ายกลทวนและวิชายันต์ในการรับมือศัตรูเท่านั้น
หวังจ่ายื้อจึงกลายเป็นศิษย์ในสำนักเพียงคนเดียวที่ได้ลิ้มรสเคล็ดระเบิดวิญญาณ
หลังจากตารางการแข่งขันของตัวเองจบลง ในที่สุดหลี่ผิงอันก็สามารถถอนหายใจอย่างโล่งอกได้เสียที
เขาหลบอยู่หลังอาจารย์ของตัวเอง หลับตานั่งสมาธิ ไม่นานก็เริ่มงีบหลับพักผ่อน เพื่อฟื้นฟูพลังจิตที่สูญเสียไปในช่วงสองวันนี้
ครู่ต่อมา ชิงซู่หันขวับไปมองด้านหลัง เอียงคอเล็กน้อย
ท่ามกลางแสงเซียนที่สาดส่อง มุมปากของหลี่ผิงอันประดับด้วยรอยยิ้ม และก้มหน้าหลับไปตรงนั้น คิ้วที่เขามักจะขมวดอยู่เสมอในยามปกติคลายออกเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูสะอาดสะอ้านและหมดจด
ชิงซู่มองเงียบๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นจุดแสงเซียนสายหนึ่ง ใช้พลังเซียนระดับเทียนเซียนห่อหุ้มตัวหลี่ผิงอันไว้ เพื่อไม่ให้ถูกคนรอบข้างรบกวน
ไม่นานนัก มู่หนิงหนิงก็แอบย่องเข้ามา นั่งสมาธิอยู่ด้านหลังชิงซู่ มู่หนิงหนิงยังเตรียมอาหารและขนมขบเคี้ยวมาด้วย รอเพียงหลี่ผิงอันตื่นขึ้นมาจะได้กินดื่มด้วยกัน
ไกลออกไปมีร่างเล็กๆ ร่างหนึ่ง กำลังเงยหน้ามองมาทางนี้เป็นระยะๆ
การประลองทำเนียบสวรรค์ดำเนินไปอย่างดุเดือด หลี่ผิงอันกลับยิ่งหลับสนิทมากขึ้น
หลี่ต้าจื้อขี่เมฆวุ่นวายอยู่หน้าหลัง เพื่อเตรียมพิธีปิดการประลองใหญ่
ส่วนปัญหาที่หลี่ผิงอันต้องพิสูจน์วิชาหลอมอาวุธด้วยตัวเองหลังจบการประลองใหญ่นั้น... หลี่ต้าจื้อกลับมั่นใจเต็มเปี่ยม ไม่ได้หวั่นเกรงเลยแม้แต่น้อย







