นับตั้งแต่การต่อสู้กับ【โรเจอร์จอมกัด】เมื่อคืนวาน ที่ไป๋เหวยอาศัยร่างของอูรูเพื่อ ‘ประทับร่าง’ ชั่วคราว การสั่นพ้องทางจิตวิญญาณระหว่างเขากับอูรูก็ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
สิ่งนี้ทำให้ไป๋เหวยสามารถรับรู้ถึงความผันผวนภายในใจและการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของอูรูได้ชัดเจนยิ่งขึ้น (แน่นอนว่าเป็นเพียงฝ่ายเดียว) ตัวอย่างเช่นในตอนนี้ หลังจากที่เหยียบย่างสู่ถนนเล็กๆ ที่ทอดออกไปนอกเมือง ไป๋เหวยก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าทั้งตัวของอูรูตึงเครียดขึ้นมาราวกับกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง
ดังนั้นไป๋เหวยจึงเอ่ยถามขึ้นมาตรงๆ “เจ้ากำลังประหม่าหรือ?”
อูรูสะดุ้งตกใจจนเกือบจะล้มลงไปในคูน้ำ “อ๊ะ เปล่าเลย แน่นอนว่าไม่... ท่านถามเช่นนี้ทำไมหรือขอรับ?”
ไป๋เหวยตอบกลับเรียบๆ “เพราะเสียงหัวใจของเจ้าดังจนข้านอนไม่หลับ”
อูรูยกมือขึ้นสัมผัสหน้าอกของตนโดยไม่รู้ตัว
จริงด้วย ตัวเขาเองยังไม่ทันรู้ตัวเลยว่าในตอนนี้หัวใจของเขากำลังเต้น “ตึกตักๆ” อย่างรวดเร็วราวกับจะกระโจนออกมาได้ทุกเมื่อ สิ่งนี้ยิ่งทำให้เขาประหม่ามากขึ้นไปอีก “ขออภัยที่รบกวนท่าน ท่านวิซาส ข้าจะ...”
เขาพูดได้เพียงครึ่งเดียวก็ชะงักไป
เสียงหัวใจของเขารบกวนท่านวิซาสแล้ว เขาควรจะควักหัวใจออกมาหรือกดให้มันหยุดเต้นดีหรือ?
โชคดีที่ไป๋เหวยไม่มีเจตนาจะเอาเรื่องกับเขาในปัญหานี้ หลังจากแค่นเสียง “หึ” ออกมาครั้งหนึ่งก็เอ่ยถาม “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าหนูนั่นอาศัยอยู่ที่ไหน?”
“...ทราบขอรับ”
เพราะเขาอาศัยอยู่ที่เดียวกับเด็กคนนั้น
อูรูคิดในใจ
และเป็นเพราะเหตุนี้เอง เขาจึงยังคงจำที่อยู่ของเด็กคนนั้นได้แม้จะไม่ได้ถามชื่อก็ตาม
เดิมทีเขาไม่อยากพูดเรื่องเหล่านี้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าไป๋เหวย อูรูก็ไม่กล้าที่จะปิดบังอะไรมากนัก ดังนั้นหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาจึงเสริมขึ้นหนึ่งประโยค “เมื่อก่อนข้าก็เคยอาศัยอยู่ที่นี่”
อย่าถามต่อเลยนะ อย่าถามต่อเลย
อูรูภาวนาในใจ
ทว่าหลังจากที่ไป๋เหวยเอ่ย “โอ้” ออกมาคำหนึ่ง ก็ไม่มีทีท่าว่าจะถามอะไรต่อจริงๆ
สิ่งนี้ทำให้อูรูถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แต่แล้วก็พลันรู้สึก...เดียวดายอย่างที่ไม่อาจบรรยายได้
มีบางเรื่องที่เขาฝังลึกไว้ในใจมานานแสนนาน นานจนแม้แต่ตัวเขาเองก็หลงลืมไปแล้ว หากไม่ได้กลับมาเหยียบบนเส้นทางนี้อีกครั้ง เขาคงนึกไม่ออกเป็นแน่ แต่ตอนนี้นึกออกแล้ว การเดินไปบนถนนเส้นนี้ที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาตลอดยี่สิบปี ทุกย่างก้าวที่เดินไปเขาก็สามารถมองเห็นเงาของตัวเองในอดีต ทุกย่างก้าวที่เดินไปก็ได้ยินเสียงของตัวเอง
ความทรงจำที่เก่าจนหมดอายุและเน่าเฟะเหล่านั้นทิ่มแทงเขา ทำให้เขาไม่รู้ว่าควรจะเก็บซ่อนมันต่อไปโดยไม่เอ่ยถึงให้ใครฟัง หรือควรจะนำมันออกมาเพื่อระบายกับใครสักคน
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายนี้ เขาเร่งฝีเท้าของตนให้เร็วขึ้น อยากจะรีบทำภารกิจของไป๋เหวยให้เสร็จสิ้น โยนธัญพืชกองนี้ให้เจ้าหนูนั่น แล้วรีบจากไปจากสถานที่เฮงซวยแห่งนี้
ไป๋เหวยเองก็เดาความคิดของอูรูออก แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย ราวกับว่าหลับไปแล้ว
และอูรูก็เดินกึ่งวิ่งมาจนถึงหน้าบ้านโกโรโกโสหลังหนึ่งซึ่งหลังคาพังถล่มลงมาครึ่งหนึ่ง
เมื่อมาถึงที่นี่ ฝีเท้าของเขาก็อดไม่ได้ที่จะช้าลงอีกครั้ง เพราะที่นี่ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน แม้จะไม่ได้มานานถึงยี่สิบปี แต่ก็ยังราวกับเพิ่งจากไปเมื่อวาน
ตลอดยี่สิบปีไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สิ่งเดียวที่แตกต่างคงเป็นบ้านที่เขาจุดไฟเผาด้วยมือตัวเองนั้นไม่อยู่แล้ว คงจะถูกเก็บกวาดไปแล้วกระมัง
เขาหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้ง พยายามอย่างยิ่งที่จะปรับสีหน้าให้กลับมาดูน่าเกรงขามอย่างบาทหลวง จากนั้นจึงเดินเข้าไปหมายจะเคาะประตู แต่ในไม่ช้าเขาก็พบว่าไม่จำเป็นต้องเคาะเลย เพราะประตูไม่ได้ปิด เพียงแค่แง้มไว้... กลอนประตูยังคงเสียอยู่
อูรูจึงผลักประตูเข้าไปทันที พลันรู้สึกถึงกลิ่นเหม็นเน่าที่ปะทะหน้าจนอดไอออกมาไม่ได้
“แค่กๆๆๆ...”
เมื่อไอออกมา แน่นอนว่าก็มีเลือดปนออกมาด้วย
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ขบคิด เสียงประหลาดใจก็ดังขึ้น “ท่านบาทหลวง?”
อูรูเงยหน้าขึ้น มองเห็นเด็กชายคนนั้นกำลังนั่งยองๆ ต้มข้าวต้มอยู่ในห้องที่มืดสลัว ข้างกายของเขาคือเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่มอมแมมไม่แพ้กัน กำลังเอียงคอจ้องมองอูรูด้วยสายตาที่เหม่อลอยและว่างเปล่า
อูรูขมวดคิ้ว กำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่หางตากลับเหลือบไปเห็นเตียงที่อยู่ด้านข้าง จากนั้นม่านตาก็หดเล็กลงเล็กน้อย
สตรีวัยกลางคนที่ไร้ซึ่งลมหายใจแล้วกำลังนอนอยู่บนเตียง ร่างกายถูกคลุมด้วยฟางบางๆ ชั้นหนึ่ง
อูรูเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อตอนกลางวันเด็กชายเคยบอกกับเขาว่าแม่ของเจ้าหนูนี่เพิ่งเสียชีวิตในวันนี้
ตอนนี้นางนอนไร้ชีวิตชีวาอยู่ตรงนั้น ไม่ต่างอะไรกับ...เมื่อยี่สิบปีก่อนเลย
บ้าเอ๊ย ความทรงจำเฮงซวยนี่มันโผล่ขึ้นมาอีกแล้ว!
อูรูสบถในใจ ตอนนี้เขาแค่อยากจะออกไปจากที่นี่ ทุกวินาทีที่อยู่ที่นี่ เขารู้สึกราวกับถูกเข็มนับไม่ถ้วนทิ่มแทง
ในขณะนั้นเอง เด็กชายก็เดินเข้ามาหาแล้วถามอย่างหวาดๆ “ท่านบาทหลวง ท่านมา...”
อูรูสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหยิบถุงธัญพืชที่เปื้อนเลือดออกมา “นี่ของเจ้าใช่หรือไม่?”
เด็กชายมองธัญพืชในมือของอูรูอย่างงุนงง
อูรูพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ต่อไปหัดฉลาดเสียหน่อย มีของกินก็อย่าเอามาให้ใครเห็นข้างนอก ต้องให้คนมาปล้นเจ้าก่อนหรือไง?”
เดิมทีอูรูตั้งใจจะพูดเพียงประโยคนี้แล้วรีบจากไป แต่เขากลับรู้สึกว่าคำพูดของตนนั้น “อ่อนโยน” เกินไป ราวกับว่าเขาตั้งใจมาเพื่อช่วยเจ้าหนูนี่โดยเฉพาะ ทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจอย่างยิ่ง เขาจึงเสริมขึ้นอีกประโยคหนึ่ง “ไอ้โง่เง่าเอ๊ย”
พูดจบ เขาก็โยนถุงธัญพืชให้เด็กชาย
แต่หลังจากที่เด็กชายรับไปแล้ว กลับทำหน้าฉงนอย่างยิ่ง “แต่ว่า นี่ไม่ใช่ของข้านะขอรับ”
อูรูที่กำลังจะจากไปขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำพูดของเด็กชาย “นี่ไม่ใช่ของเจ้ารึ?”
“ขอรับ” เด็กชายชี้ไปที่ข้าวต้มที่กำลังเดือดอยู่ “นั่นต่างหากของข้า ข้าไม่ได้ถูกใครปล้น”
คิ้วของอูรูขมวดแน่นยิ่งขึ้น เขาพิจารณาเด็กชายอย่างละเอียดก็พบว่าถึงแม้เด็กชายจะดูสกปรกไปบ้าง แต่ตามตัวกลับไม่มีบาดแผลใดๆ และตามคำบอกเล่าของพวกคนรับใช้ พวกนั้นลงมือหนักทีเดียว
พูดอีกอย่างก็คือ... ไม่ใช่จริงๆ
ดูเหมือนว่าจะมาเสียเที่ยว
แต่อูรูก็ไม่อยากจะสนใจเรื่องนี้ไหนๆ ก็มาแล้ว เขาจึงทิ้งท้ายกับเด็กชายไปหนึ่งประโยค “เช่นนั้นเจ้าก็เก็บไว้เถอะ” แล้วหันหลังตั้งท่าจะจากไป
สถานที่ซอมซ่อแห่งนี้เขาอยู่ต่ออีกแค่นาทีเดียวก็ไม่ไหวแล้ว
“แต่ว่าธัญพืชพวกนี้...”
อูรูที่เดินมาถึงหน้าประตูหยุดฝีเท้าลง จากนั้นหันกลับมามองเด็กชายอย่างเย็นชา “ทำไม? เปื้อนเลือดแล้วก็เลยไม่ต้องการรึ?”
“ไม่ๆๆ ขอรับ” เด็กชายส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ “เพียงแต่ นี่ไม่ใช่ของของข้า”
“แล้วมันทำไม?”
“คนที่ทำมันหาย คงจะเสียใจมากเลยนะขอรับ” เด็กชายขยำชายเสื้อของตนอย่างไม่สบายใจ “ถ้าข้ารับไว้ แล้วพวกเขาจะทำอย่างไรกันล่ะขอรับ?”
ความเงียบ
ความเงียบที่ยาวนาน
เวลาราวกับถูกแช่แข็ง ทุกคนไม่ขยับเขยื้อน เงียบสงัดจนราวกับจะได้ยินเสียงหัวใจของกันและกัน
เด็กชายไม่รู้ว่าตนทำอะไรผิดไปหรือไม่ จึงถามอย่างไม่สบายใจ “ท่านบาทหล...”
ยังไม่ทันพูดจบ ก็เห็นอูรูหันขวับกลับมา แล้วก้าวฉับๆ เข้ามาหาเขา จากนั้นก็เตะเขาล้มลงกับพื้น พร้อมกับเตะไปพลางด่าทอด้วยถ้อยคำที่ฟังไม่เป็นศัพท์
“แกคิดว่าตัวเองเป็นตัวอะไร? หา?! แกคิดว่าตัวเองเป็นตัวอะไร?!”
“แม่แกตายไปแล้วยังจะมาทำเป็นคนดีอะไรที่นี่อีก หา?!”
“แม่แกตายไปแล้ว! น้องสาวแกก็จะเลี้ยงไม่รอดแล้ว! แกยังจะมามัวคิดถึงคนอื่นอีกเรอะ?!”
อูรูยิ่งเตะก็ยิ่งแรงขึ้น เพียงแต่ในดวงตาที่ดุดันคู่นั้น ราวกับมีบางสิ่งกำลังจะเอ่อล้นออกมา
“แม่แกตายแล้ว!” เขาตะโกนใส่เด็กชายอย่างบ้าคลั่ง “ต่อไปนี้แกก็เหลือตัวคนเดียวแล้ว เข้าใจไหมหา!”
ระหว่างนั้น อูรูก็เตะไม่หยุด เด็กชายก็เอาแต่กอดหัวหลบ ส่วนน้องสาวของเขาก็นั่งอยู่ข้างๆ มองดูอย่างเหม่อลอย ดวงตาไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ราวกับคนตาย
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด
เด็กชายล้มลงกับพื้นในสภาพที่เต็มไปด้วยบาดแผล ส่วนอูรูก็นอนแผ่ลงบนพื้นเช่นกัน จ้องมองหยากไย่บนเพดานอย่างเหม่อลอย
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เขาจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ
“มีพลั่วไหม?”
“ข้าจะช่วยเจ้าฝังแม่เอง”