บ้านของลูจีถูกอัศวินใต้บังคับบัญชาของเคลซีรื้อค้นจนกระจุยกระจาย
ส่วนเคลซียืนมองอย่างเย็นชาอยู่ด้านนอก บอกตามตรงว่าเขาเดาความจริงออกแล้ว แต่ในใจก็ยังไม่อยากจะเชื่อ ไม่เชื่อว่าอูรูคนนั้นจะทำเรื่องแบบนี้ได้
ดังนั้นเขาจึงรอหลักฐานอยู่ที่นี่
ไม่นานนัก อัศวินนายหนึ่งก็วิ่งเหยาะๆ ออกมาจากห้องของลูจีและรายงานต่อเคลซีว่า “ท่านหัวหน้าอัศวิน ในห้องของบาทหลวงลูจีพบคราบเลือดจำนวนมากจริงๆ ท่านจะมาดูไหมครับ”
“แน่นอน”
เคลซีผลักอัศวินออกไปอย่างไม่สบอารมณ์แล้วเดินตรงเข้าไปในห้องของลูจี
ในยุคนี้ยังไม่มีวิธีระบุตัวตนของบุคคลผ่านเลือดได้ แต่สามารถใช้อาคมทำให้บริเวณที่เปื้อนเลือดปรากฏขึ้นมาได้ (แน่นอนว่าต้องอยู่ในช่วงเวลาที่กำหนด)
และทันทีที่เข้าห้องไป เคลซีก็ได้เห็นภาพเช่นนี้
ด้วยความช่วยเหลือของฝุ่นผงอาคมสีฟ้าอ่อนที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ คราบเลือดสีแดงเข้มจึงดูเด่นชัดราวกับสาดลงบนหิมะขาวโพลน มันปูเต็มพื้นห้องทั้งห้องราวกับเป็นการรีดเลือดออกจากร่างกายคนทั้งตัว
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเลือดปริมาณขนาดนี้ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากอาคมหรือศาสนศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง ย่อมไม่มีทางรอดชีวิตได้อย่างแน่นอน
เคลซีหรี่ตาลง พูดเสียงเบา “ดูเหมือนว่าเราจะเจอสถานที่เสียชีวิตที่แท้จริงของบาทหลวงลูจีแล้ว”
เขานึกไปถึงศพของลูจี บริเวณท้องน้อยเน่าเปื่อยทั้งหมด บนร่างมีบาดแผลจากคมมีดกว่าสิบแห่ง เห็นได้ชัดว่านั่นไม่เหมือนบาดแผลปกติที่เกิดจากการต่อสู้ คนที่ฆ่าลูจีน่าจะเหมือนการระบายความโกรธมากกว่า
ไม่ว่าจะอย่างไร อย่างน้อยก็ยืนยันได้ว่าลูจีเสียชีวิตที่นี่จริง ไม่ใช่ที่บาร์ของ “บ้านสุขสำราญ”
เช่นนั้นก็เหลือเพียงคำถามสุดท้าย
ใครฆ่าลูจี
จริงๆ แล้วคำตอบของคำถามนี้ก็ชัดเจนมากอยู่แล้ว เพราะในลานบ้านนี้มีคนอาศัยอยู่เพียงสองคน และห้องของอีกคนก็อยู่ห่างจากห้องนี้ไม่ถึงห้าสิบเมตร
ลูจีถูกฆ่าตาย อีกคนหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปห้าสิบเมตรกลับไม่รู้อะไรเลย เป็นไปได้หรือ
...ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เหล่าอัศวินแห่งไรน์ไม่จำเป็นต้องพูดถึงหลักฐาน โดยเฉพาะเรื่องชิ้นส่วนศพของวิซาส
แต่ในใจของเคลซีกลับต่อต้านอยู่บ้าง ต่อต้านความเป็นไปได้ที่ว่าอูรูเป็นคนฆ่าลูจี เขาไม่ยอมเชื่อจากก้นบึ้งของหัวใจ
ไม่ใช่เพราะ “เพื่อนเก่าของตัวเองจะทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร” ทำให้เขารับไม่ได้ เพราะหากมองจากความสัมพันธ์แล้ว ลูจีถือเป็นเพื่อนของเคลซีได้มากกว่าอูรู แต่ถ้าลูจีเป็นคนทรยศต่อไรน์ เคลซีก็จะไม่รู้สึกรับไม่ได้ แถมยังรู้สึกว่าไอ้สารเลวเจ้าเล่ห์นั่นทำเรื่องแบบนี้ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ แต่ดันเป็นอูรู
เพราะในสายตาของเคลซี อูรูเป็นเพียงสุนัขตัวหนึ่งที่เขาและลูจีเลี้ยงไว้เท่านั้น
เมื่อยี่สิบปีก่อนในฤดูหนาวปีนั้น พวกเขาเก็บเขากลับมา ให้เขาได้กิน สอนเขาให้รู้หนังสือ ทำให้เขาได้เป็นบาทหลวง แล้วก็...
นี่คือการเลี้ยงสุนัข ให้สุนัขกิน ให้สุนัขสวมใส่ ทำให้สุนัขเติบโตแข็งแรงขึ้น ไม่ใช่เพื่อให้สุนัขสามารถทัดเทียมกับตัวเองได้ ก็แค่เพื่อให้สุนัขยังคงประจบประแจงตัวเองต่อไปเท่านั้น
แต่ตอนนี้ สุนัขตัวนี้... กลับแว้งกัด
มันฆ่าเจ้านายของมัน
เรื่องนี้ทำให้เคลซีซึ่งเป็นเจ้านายอีกคนรู้สึกโกรธจนแทบคลั่ง
ดังนั้น เคลซีจึงยอมเชื่อว่ามีพวกลัทธินอกรีตใช้วิธีพิเศษฆ่าลูจีโดยที่อูรูไม่รู้เรื่องเสียดีกว่าที่จะเชื่อว่าอูรู สุนัขตัวนี้ จะกัดกินเจ้านายของตัวเองจริงๆ
น่าเสียดายที่หลักฐานมากมายกำลังชี้ไปยังจุดที่เคลซีไม่อยากจะเชื่อที่สุด
“ท่านหัวหน้าอัศวิน! ด้านนอกก็พบคราบเลือดเช่นกันขอรับ!” ไม่นานก็มีอัศวินรายงานจากนอกบ้าน
เคลซีเดินออกไปทันที มองไปยังดินบริเวณหนึ่งที่ถูกขุดขึ้นมาซึ่งอัศวินคนนี้ชี้ให้ดู
ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ เคลซีก็ได้กลิ่นคาวจากดินพวกนั้นแล้ว
“นี่มันเรื่องอะไรกัน” เคลซีถาม
“ตามที่ข้าน้อยสันนิษฐาน ศพของบาทหลวงลูจีน่าจะเคยถูกฝังไว้ที่นี่ชั่วคราว” อัศวินนายนั้นกล่าว “แต่ไม่นานนัก วันรุ่งขึ้นก็ถูกขุดขึ้นมาแล้ว”
เคลซียังไม่ทันได้พูดอะไร อัศวินอีกนายก็วิ่งเหยาะๆ มาจากบ้านของอูรู
“ท่านหัวหน้าอัศวิน!” อัศวินนายนี้กางเสื้อคลุมนักบวชที่เปื้อนเลือดเต็มไปหมดให้เคลซีดู “นี่เป็นของที่พบในห้องของบาทหลวงอูรูขอรับ”
เคลซีหรี่ตาลงเล็กน้อย
คราวนี้ลงล็อกแล้ว ทุกอย่างลงล็อกหมด
ในหัวของเคลซีสามารถจำลองเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่นี่ได้แล้ว
อูรูฆ่าลูจีและฝังศพ วันที่เขามาถึง ศพของลูจีก็ถูกฝังอยู่ห่างจากเขาไปเพียงห้าสิบเมตรเท่านั้น!
พอคิดถึงตรงนี้ เคลซีก็รู้สึกเย็นเยียบไปทั้งตัว
เจ้าหมอนั่น สุนัขตัวนั้น ของเล่น...ที่ถูกเขาและลูจีกดขี่มาตลอดยี่สิบปี กลับทำเรื่องแบบนี้ได้!
กล้าทำเรื่องแบบนี้!
ร่างกายของเคลซีสั่นเทาเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความโกรธ
นี่คือความโกรธของเจ้านายที่ถูกสุนัขที่ตัวเองเลี้ยงไว้คุกคาม
“เจ้าหมอนั่น” เขาเอ่ยปากเบาๆ “มันอยู่ที่ไหน”
แม้จะยังไม่แสดงออกมา แต่อัศวินที่คุ้นเคยกับเคลซีดีต่างรู้ว่าเคลซีกำลังอยู่บนปากเหวของการระเบิดอารมณ์แล้ว
แต่ตอนนี้พวกเขาไม่รู้จริงๆ ว่าอูรูไปไหน จึงไม่รู้ว่าจะตอบเคลซีอย่างไร
แต่ในขณะนั้นเอง อัศวินนายหนึ่งก็ผลักคนรับใช้สามคนเข้ามา
“ท่านหัวหน้าอัศวิน!” อัศวินนายนี้กดคนรับใช้สามคนที่ตัวสั่นงันงกให้คุกเข่าลง แล้วกล่าวว่า “สามคนนี้เป็นคนที่เห็นบาทหลวงอูรูเป็นครั้งสุดท้ายขอรับ”
สายตาของเคลซีกวาดผ่านใบหน้าของคนรับใช้ทั้งสามคน พยักหน้าเบาๆ
“ดีมาก” เขากล่าวเบาๆ “บอกข้ามา ว่ามันอยู่ที่ไหน”
...
อูรูหยุดฝีเท้าบนถนนดินที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า
เขามองถนนที่ทอดออกไปนอกเมืองเล็กๆ แห่งนี้อย่างลังเล
ที่ว่าถนนเส้นนี้คุ้นเคย ก็เพราะเขาเคยเดินมันมาหลายปี
แต่ที่ว่าแปลกหน้า ก็เพราะเขาไม่ได้มาที่นี่อีกเลยตลอดเวลายี่สิบปี
นับตั้งแต่ที่เขาจุดไฟนั้นด้วยมือของตัวเอง เขาก็ไม่เคยมาที่นี่อีกเลย
เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันหนึ่งที่ตัวเองจะกลับมาบนถนนเส้นนี้อีกครั้ง
“เป็นอะไรไป” เสียงของไป๋เหวยดังขึ้นในหัวของอูรู “มีปัญหาอะไรงั้นหรือ”
“เปล่าครับ ท่านวิซาส” อูรูได้สติกลับมา ส่ายหน้า “ไม่มี ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น”
เขาสูบหายใจเข้าลึกๆ ลมหนาวที่พัดมาบาดโพรงจมูกจนเจ็บแสบ ราวกับ...เมื่อครั้งนั้น
จากนั้น เขาก็ยกขาขึ้นและก้าวเดินไปบนถนนเส้นนี้ที่เคยเป็นเส้นทางกลับบ้าน