"เยี่ยนเสวียนจี้? ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลยแฮะ..."
"ท่านอาจารย์ยังมีสหายมากมายถึงเพียงนี้ แต่ก็นั่นแหละ ท้ายที่สุดเขาก็คือท่านอาจารย์" เหรำพึงรำพัน บ้านของเขายากจนข้นแค้น จึงมาที่นี่เพื่อช่วยทำงานให้ท่านอาจารย์ แลกกับการได้แอบฟังท่านอาจารย์สอนหนังสือ ดังนั้นในสายตาของเขา ท่านอาจารย์จึงเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมที่สุดในใต้หล้า
ท่ามกลางสายฝนห่าใหญ่เมื่อสิบปีก่อน จู่ๆ ท่านอาจารย์ก็ปรากฏตัวขึ้นที่เมืองฮุ่ยหนานแห่งนี้ จากนั้นก็เปิดสถานศึกษาเอกชนที่มีลูกศิษย์เพียงสิบกว่าคน ท่านอาจารย์น่าจะมีพรสวรรค์ระดับหยั่งรู้ฟ้าดิน ทว่าการสอนกลับไม่ได้เจาะลึกถึงแก่นแท้ เพียงแค่สอนความรู้พื้นฐานให้พวกเขา จากนั้นก็ให้พวกเขาไปเรียนที่สถานศึกษาแห่งอื่นต่อ
เหก็เคยไปแอบฟังที่สถานศึกษาแห่งอื่นเช่นกัน ทว่าเขากลับพบว่าสิ่งที่เหล่านักปราชญ์ผู้ได้ชื่อว่าแตกฉานในตำราพยายามเค้นสมองสอนออกมา บางครั้งยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ท่านอาจารย์พูดออกมาลอยๆ ตอนสอนความรู้พื้นฐานเลย เหรู้ดีว่านี่คือความแตกต่างโดยเนื้อแท้
พญาหงส์เพียงแค่เผยความรู้ความสามารถออกมาเล็กน้อย ก็ไม่ใช่สิ่งที่เหล่านักศึกษาที่มัวแต่แก่งแย่งชิงดีกันว่าใครคือปรมาจารย์ที่แท้จริงจะเทียบเคียงได้
ดังนั้นเขาจึงกลับมาอยู่ข้างกายท่านอาจารย์อีกครั้ง
ท่านอาจารย์เพิ่งจะสอนศิลปะบุ๋นและบู๊ให้เขา เมื่อนั้นเขาถึงได้รู้ว่าพรสวรรค์อันหาตัวจับยากคืออะไร
วันนี้ที่มาทำความสะอาด เหได้เก็บจดหมายฉบับนี้ไว้เป็นอย่างดี จากนั้นก็ช่วยอาจารย์หญิงปัดกวาดลานบ้าน ให้อาหารไก่ นั่งยองๆ ยื่นแขนเข้าไปล้วงไข่ ต้องออกแรงตั้งนานกว่าจะล้วงไข่ไก่ออกมาได้สองฟอง แต่กลับถูกแม่ไก่แก่จิกจนแขนเขียวช้ำไปหมด
อาจารย์หญิงถามเขาว่าเหตุใดวันนี้จึงมาแต่เช้า ชายหนุ่มจึงประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมพร้อมตอบว่า
"ข้าจำได้ว่าท่านอาจารย์มาที่นี่ในช่วงไม่กี่วันนี้เมื่อสิบปีก่อนครับ"
"ก่อนหน้านี้ข้าไปรับจ้างทำงานจิปาถะ เก็บหอมรอมริบเงินได้ก้อนหนึ่ง จึงซื้อเหล้ากับเนื้อมามอบให้ท่านอาจารย์ครับ"
"เดี๋ยวข้าก็จะกลับแล้วครับ"
หญิงสาวที่ผมตรงจอนกลายเป็นสีขาวโพลนไปหมดแล้วมองเห็นชื่อบนจดหมายฉบับนั้น ใบหน้าของนางปรากฏร่องรอยความตกตะลึง เนิ่นนานทีเดียว นางจึงช้อนตาขึ้นมองไปรอบๆ ต้นไม้ใบหญ้าที่คุ้นเคยเหล่านี้ จู่ๆ นางก็รู้สึกเหม่อลอย ท้ายที่สุดนางก็ยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วกล่าวว่า "เป็นเด็กดีจริงๆ"
"แต่ท่านอาจารย์ของเจ้า ถึงแม้เขาจะไม่ชอบช่วงเวลานี้ ทว่าเขาก็คงจะชื่นชมในความกตัญญูของเจ้า วันนี้ไม่ต้องกลับหรอกนะ"
"อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนเถอะ"
"เอ่อ ทำแบบนี้จะเป็นการรบกวนท่านอาจารย์กับอาจารย์หญิงหรือเปล่าครับ?"
หญิงสาวเพียงแค่ยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางกล่าวว่ารบกวนอะไรกัน?
นางไม่ได้เก็บจดหมายเอาไว้ แต่กลับวางมันลงบนโต๊ะ
เหยกมือเกาหัว ยิ้มซื่อๆ เริ่มรู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย ทว่าเขากลับได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น เมื่อหันไปมอง ก็พบชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบต้นๆ ในชุดคลุมยาวสีคราม มือข้างหนึ่งถือคันเบ็ด ส่วนในตะกร้าใส่ปลาที่ถืออยู่นั้นก็มีปลาอยู่เต็มไปหมด
เหชะโงกหน้าไปดู ก็เห็นปลาตัวอ้วนพีมากมายจริงๆ
แคว้นเฉินยึดครองเจียงหนาน แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์น้ำและปลาชุกชุม ชาวบ้านล้วนมีฝีมือในการจับปลา ทว่าด้วยเหตุนี้ ปลาที่ยิ่งอ้วนพีก็ยิ่งรู้จักหลบหลีกยอดฝีมือตกปลาพวกนั้น พวกมันเจ้าเล่ห์มากและยากที่จะจับได้
แต่ท่านอาจารย์กลับตกปลาได้มากมายทุกครั้ง
ทุกครั้งจะได้หกตัว ไม่เคยมากหรือน้อยไปกว่านี้
ก่อนหน้านี้ยังมีคนคิดว่าท่านอาจารย์แค่ตกปลาเล่นๆ แต่เมื่อท่านอาจารย์ทำเช่นนี้ติดต่อกันหลายเดือน ชายฉกรรจ์ที่ตกปลาเหล่านั้นต่างก็พากันเลื่อมใสศรัทธา รู้สึกว่าเขาไม่ใช่แค่บัณฑิตที่ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะมัดไก่ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ท่านอาจารย์สอนหนังสือได้ ดื่มเหล้าได้ ตกปลาได้ ทั้งยังดำนาเก่ง ผ่าฟืนเก่งอีกด้วย
เพียงแค่มองดวงดาวบนท้องฟ้า ก็รู้ได้ว่าพรุ่งนี้ฝนจะตกหรือแดดจะออก
ไม่เคยหลงทาง ทั้งยังสามารถคาดเดาการขึ้นลงของกระแสน้ำและทิศทางลมได้
เหเพียงแค่รู้สึกว่า ใต้หล้ากว้างใหญ่ไพศาล ย่อมไม่มีบุคคลใดเก่งกาจไปกว่าท่านอาจารย์ของตนอีกแล้ว เมื่อมองดูปลามากมายเหล่านี้ เขาก็พูดขึ้นอย่างกระตือรือร้นว่า "ท่านอาจารย์ผัง ข้าจัดการเองครับ!"
"ฮี่ๆ วันนี้ทำปลาตุ๋นน้ำแดงหนึ่งตัว ปลาย่างถ่านหนึ่งตัว แล้วก็ปลานึ่งซีอิ๊ว"
"ส่วนที่เหลือก็แช่ไว้ในน้ำ ยังเก็บไว้กินได้อีกวันครับ"
ผังสุ่ยอวิ๋นยิ้มบางๆ "เอาตามที่เจ้าว่าเลย" ชายหนุ่มประคองของเดินออกไป ผังสุ่ยอวิ๋นเช็ดมือจนสะอาด ก็เห็นจดหมายหลายฉบับวางอยู่บนโต๊ะ จดหมายสองสามฉบับแรกเป็นเพียงสหายที่คบหากันในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เขียนมาเชิญชวนให้เขาไปเที่ยวชมธรรมชาติ ผังสุ่ยอวิ๋นก็ตอบกลับไปทีละฉบับ
เขาตอบรับคำเชิญด้วยสีหน้าอ่อนโยน
จากนั้นเขาก็มองไปที่จดหมายฉบับสุดท้าย และเห็นชื่อที่จ่าหน้าซอง
เยี่ยนเสวียนจี้
เพียงชั่วพริบตา ปลาที่ยังคงดิ้นกระแด่วๆ เป็ดไก่และห่านที่กำลังวิ่งไล่จิกเหอย่างเกรี้ยวกราด รวมไปถึงเสียงจักจั่นที่ร้องระงมบนต้นไม้ในฤดูร้อน ล้วนเงียบกริบลงในทันที
ราวกับตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง!
ผังสุ่ยอวิ๋นกำจดหมายแน่นจนเส้นเลือดดำที่ฝ่ามือปูดโปน ข้างหูราวกับได้ยินเสียงโห่ร้องฆ่าฟัน เสียงดาบและกระบี่กระทบกันดังกึกก้อง เขาช้อนตาขึ้นมอง ท้ายที่สุดก็เพียงแค่วางจดหมายลง ไม่ได้เปิดอ่านในทันที จากนั้นก็เดินไปกินข้าวกับลูกศิษย์
ผังสุ่ยอวิ๋นยังคงทำตัวตามปกติ
เพียงแต่มองส่งชายหนุ่มเดินจากไปแล้ว เขาถึงได้เดินกลับมาด้วยจิตใจที่สงบนิ่ง
เขาฉีกซองจดหมาย
เมื่อกวาดสายตาอ่านตัวอักษรบนจดหมาย จิตใจที่สงบลงแล้วของผังสุ่ยอวิ๋นก็พลันปั่นป่วนขึ้นมาอีกครั้ง สไตล์ของเยี่ยนเสวียนจี้บ่งบอกว่าเขาจะไม่มีวันเขียนจดหมายด้วยถ้อยคำสละสลวย แต่จะเขียนอย่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด ทว่าด้วยเหตุนี้เอง มันจึงมีพลังทะลุทะลวงอย่างรุนแรง
เยี่ยนเสวียนจี้เล่าเรื่องราวที่เมืองเจียงโจว
และกล่าวอีกว่า "พวกเราคุ้มกันจอมพลเยว่เดินทางออกจากเมืองเจียงโจว จนมาถึงด่านชายแดน แม้ว่านายท่านจะยอมสูญเสียพลังปราณเพื่อปกป้องชีพจรหัวใจของจอมพลเยว่เอาไว้ แต่จอมพลเยว่ก็ยังคงอยู่ในสภาพแกล้งตายและยังไม่ฟื้นคืนสติ พวกเราไม่รู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไรดี จะรั้งอยู่ที่นี่ต่อไป หรือจะหลบหนีออกจากแคว้นเฉิน"
"มีพี่น้องบางคนเห็นว่า ถึงแม้ฮ่องเต้แคว้นเฉินจะน่าเคียดแค้น ทว่าราษฎรตาดำๆ เล่ามีความผิดอันใด"
"หากพวกเขาจากไป แนวป้องกันย่อมเปิดกว้าง ผู้คนต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีคนเห็นว่า หากจอมพลเยว่อยู่ที่นี่ ก็ยังคงไม่ปลอดภัย และยังคงถูกรบกวนอยู่ดี"
"เยว่เชียนเฟิงตามมาสมทบ เขาบอกว่าตอนที่เขาบุกวังหลวงแล้วหลบหนีออกมาเป็นครั้งแรก มีกุนซือหนุ่มคนหนึ่งหาที่พักให้เขา และกุนซือผู้นั้นก็ได้มอบถุงแพรให้เขาสามใบ พร้อมกำชับว่าหากช่วยจอมพลเยว่ออกมาได้แล้ว ให้เปิดถุงแพรใบแรก"
"พวกเราเปิดดูแล้ว กุนซือหนุ่มผู้นั้น..."
"เขาเสนอทางเลือกที่สาม"
"ให้พี่น้องส่วนหนึ่งรั้งอยู่ที่นี่ เพื่อปกป้องด่านชายแดน ส่วนทหารม้าหุ้มเกราะชั้นยอดที่ใช้สำหรับบุกโจมตีทั้งหมด ให้ทำหน้าที่คุ้มกันจอมพลเยว่ ฝ่าแนวป้องกันของทั้งสองแคว้น มุ่งตรงออกสู่นอกด่าน!"
ฝ่ามือของผังสุ่ยอวิ๋นสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
แววตาของเขาพลันคมกริบขึ้นมาในทันที
เขากล่าวชื่นชมออกมาติดๆ กันว่า
"ดี ดี ดี!"
"กองทัพกบฏที่โดดเดี่ยว แถมยังเป็นกองกำลังที่เน้นการโจมตีล้วนๆ ทั้งแคว้นเฉินและแคว้นอิ้งย่อมไม่ยอมเสี่ยงชีวิตกับคนพวกนี้แน่ ส่วนนอกด่านน่ะหรือ หึ เซวียเทียนซิงกับหยวนซื่อทง เจ้าสองคนนี้ชูธงกองทัพไท่ผิง กำลังตะลุมบอนกันอยู่นอกด่าน ทั้งสองคนสู้กันจนไฟลุกพรึบพรับ"
"แต่ตราบใดที่พวกเขายังยอมรับชื่อกองทัพไท่ผิง"
"ก็ต้องปกป้องกองทัพโดดเดี่ยวที่คุ้มกันเยว่เผิงอู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"
"เมื่อถึงเวลานั้น นอกด่านก็จะกลายเป็นการเผชิญหน้ากันของสามฝ่าย ซึ่งจะช่วยระงับความขัดแย้งของทั้งสองคนนั้นได้โดยตรง นับว่าเป็นแผนการที่ยอดเยี่ยมมาก หากเป็นข้า ข้าก็จะทำเช่นนี้เหมือนกัน"
"เพียงแต่การรั้งกองทัพเย่ว์เอาไว้ ท้ายที่สุดแล้วถือเป็นความเมตตาอย่างนั้นหรือ?"
ผังสุ่ยอวิ๋นมองดูเนื้อความในจดหมายส่วนต่อไป "ตอนนี้นายท่านได้ผละออกจากสมรภูมิแล้ว ข้ากับเยว่เชียนเฟิงอยากจะกลับไปช่วยเขา แต่ก็ต้องรอให้จัดการเรื่องของจอมพลเยว่ให้เรียบร้อยเสียก่อน ด้วยเหตุนี้ สุ่ยอวิ๋น เจ้าควรจะออกจากเขาได้แล้ว ตอนนี้กุนซือหนุ่มผู้นั้นเดินทางไปแคว้นอิ้ง ไม่ได้อยู่ข้างกายนายท่าน"
"แม้นายท่านจะมีหน่วยก้านของวีรบุรุษ แต่เขาก็ยังเด็กเกินไป ตั้งแต่โบราณกาลมา ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ย่อมต้องมีมีกุนซือคอยเป็นจั่วฝู่โย่วปี้ หากไม่มีเจ้า พวกเราก็ยากที่จะวางใจได้"
"นอกจากนี้ กุนซือผู้นั้นยังให้พวกข้ามอบถุงแพรใบหนึ่งแก่เจ้าด้วย"
"ได้ส่งมาพร้อมกับจดหมายฉบับนี้แล้ว"
ผังสุ่ยอวิ๋นสังเกตเห็นว่าที่ท้ายจดหมายมีถุงแพรใบหนึ่งห้อยติดอยู่ด้วยเส้นด้ายบางๆ
เขาลูบคลำถุงแพรใบนี้ กุนซือผมขาวครุ่นคิดว่าหากเป็นตนเอง เหตุใดจึงต้องจากหลี่กวนอีไปแคว้นอิ้ง แถมยังร่วมมือกับอ๋องเจ็ดแห่งทูเจวี๋ย ท่านปู่ใหญ่หลุบตาลงพึมพำกับตัวเองว่า "ต้องการช่วยให้อ๋องเจ็ดแห่งทูเจวี๋ยเป็นอิสระ เพื่อให้ทุ่งหญ้าแตกแยกอย่างนั้นหรือ?"
"จากนั้นก็ทำให้องค์รัชทายาทแห่งแคว้นอิ้งกับองค์ชายรองผิดใจกัน จนเกิดความวุ่นวายในการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท ทำให้ราชสำนักแคว้นอิ้งปั่นป่วน แต่การทำเช่นนี้ก็เพื่อให้ต้าเฉินมีเวลาฟื้นตัว ทว่าแคว้นเฉินก็วุ่นวายไปแล้วนี่นา เขาทำแบบนี้แล้วจะมีประโยชน์อะไร?"
ผังสุ่ยอวิ๋นจมอยู่ในห้วงความคิดเนิ่นนาน เขาไม่รู้ว่ากุนซือหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่
เขาเปิดถุงแพรออก
ลายมือของกุนซือหนุ่มผู้นั้นงดงามเป็นระเบียบ
"นายท่านสามารถไปที่หลงโย่วได้ ลมเมฆาในใต้หล้าแปรปรวน จำเป็นต้องซ่อนตัวรอคอยโอกาส มีเพียงข้อเรียกร้องเดียวเท่านั้น"
ผังสุ่ยอวิ๋นราวกับได้นั่งเผชิญหน้ากับกุนซือหนุ่มผู้นั้น เขาราวกับมองเห็นกุนซือผู้นั้นยิ้มบางๆ แล้วเขียนตัวอักษรสี่ตัวลงไป
【เป็นเพียงขุนพลรับเชิญ】
ลายมือที่งดงามและสงบนิ่ง ทว่าตัวอักษรสี่ตัวนี้กลับมีกลิ่นอายของมังกรคำรามพยัคฆ์คำรนที่กลืนกินใต้หล้า
ราวกับสายฟ้าฟาด นัยน์ตาของผังสุ่ยอวิ๋นหดเกร็งอย่างรุนแรง
ในชั่วพริบตานั้น ในสายตาของเขา แผนการของกุนซือหนุ่มผู้นี้ก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง มันไม่ใช่แผนการที่ยอดเยี่ยมในการปกป้องเยว่เผิงอู่อีกต่อไป
การให้กองกำลังป้องกันของกองทัพเย่ว์รั้งอยู่ ก็เพื่อคานอำนาจกับแคว้นอิ้ง
กองกำลังโจมตีคุ้มกันเยว่เผิงอู่ออกสู่นอกด่าน ใช้เยว่เผิงอู่คานอำนาจกับยอดขุนพลสิบอันดับแรกของแผ่นดินที่อยู่นอกด่านผู้นั้น ทั้งยังคานอำนาจกับกองทัพไท่ผิงอีกสองกองกำลังที่เหลือ เพื่อรอคอยให้ผู้สืบทอดที่แท้จริงของท่านอ๋องไท่ผิงกลับไป
แถมยังดึงตัวเยว่เผิงอู่ผู้มีนิสัยซื่อตรงและเด็ดเดี่ยวออกจากแนวหน้าของแคว้นเฉินโดยตรง
ส่วนกองทัพเย่ว์ที่เหลืออยู่ ย่อมไม่มีทางซื่อตรงและเด็ดเดี่ยวเหมือนกับแม่ทัพของพวกเขา การที่พวกเขารั้งอยู่ ท้ายที่สุดแล้วก็เพื่อป้องกันแคว้นอิ้ง
หรือว่ารอจนกว่าจะมีอีกคนหนึ่งยกทัพมา แล้วค่อยบุกทะลวงเข้าไป?
ดังนั้น การทำให้แคว้นเฉินอ่อนแอ ทำให้ทูเจวี๋ยแตกแยก ทำให้แคว้นอิ้งวุ่นวาย คานอำนาจทั้งสี่ทิศ ไม่ว่าจะเป็นศัตรูหรือฝ่ายเดียวกัน ทุกคนที่จะส่งผลกระทบต่อภาพรวม ล้วนถูกจัดเตรียมไว้หมดแล้ว
ผังสุ่ยอวิ๋นพึมพำแผ่วเบา "เป็นเพียงขุนพลรับเชิญ"
ตัวอักษรสี่ตัว อธิบายอย่างตรงไปตรงมา ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้ากระแสธารแห่งใต้หล้าอันเชี่ยวกรากนี้ กลับมีกลิ่นอายราวกับมังกรซ่อนกายในน้ำ พยัคฆ์ร้ายเดินโดดเดี่ยว เพราะตัวอักษรสี่ตัวนี้ ในสายตาของกุนซืออย่างผังสุ่ยอวิ๋น ถานไถ่เซี่ยนหมิง และผั่วจวิน แท้จริงแล้วมันมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง
【ตราบจนสิ้นอายุขัย จะไม่ยอมอยู่ใต้บังคับบัญชาผู้ใด】
กุนซือหนุ่มผู้เขียนจดหมายฉบับนี้ ย่อมต้องเป็นคนที่ทั้งหยิ่งยโสและเย่อหยิ่ง ทั้งยังมีสายตาที่เฉียบแหลมเป็นอย่างมาก เขารู้ดีว่ามีเพียงคนที่สามารถมองเห็นใต้หล้าเท่านั้น ถึงจะเข้าใจความหมายของตัวอักษรสี่ตัวนี้ และสามารถมองเห็นคลื่นยักษ์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวอักษรสี่ตัวนี้ได้
หากเจ้าอ่านไม่เข้าใจ ก็ไม่คู่ควรที่จะมาที่นี่
"ช่างเป็นคนที่หยิ่งยโสเสียจริง..."
ผังสุ่ยอวิ๋นหัวเราะออกมา
【ตราบจนสิ้นอายุขัย จะไม่ยอมอยู่ใต้บังคับบัญชาผู้ใด】
ตัวอักษรที่แฝงความนัย ทว่ากลับโอหังถึงเพียงนี้
มันมากพอที่จะจุดประกายหัวใจของท่านปู่ใหญ่ที่แก่ชราและถูกแผดเผาจนมอดไหม้ไปในยุคก่อนให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งในชั่วพริบตา เขามองดูถุงแพรใบนี้ ราวกับเห็นใต้หล้าเป็นกระดานหมากรุก
กุนซือหนุ่มมีสายตาดุจดั่งเปลวเพลิง วางหมากไปทีละก้าว แผนการสละชีพของถานไถ่เซี่ยนหมิง ในเวลาเพียงสั้นๆ กลับถูกกุนซือหนุ่มผู้นั้นซึมซับเรียนรู้ จากนั้นก็เติบโต และเปลี่ยนแปลงในพริบตา กลายเป็นแผนการอีกรูปแบบหนึ่ง
กุนซือหนุ่มได้นำแผนการเช่นนี้มามอบให้ผังสุ่ยอวิ๋นถึงตรงหน้า
จากนั้นก็เชื้อเชิญเขา
เดิมทีมันเป็นเพียงแผนการที่ยอดเยี่ยม ทว่าเมื่อเติมตัวอักษรสี่ตัว 【เป็นเพียงขุนพลรับเชิญ】 ลงไปในตอนท้าย มันก็กลายเป็นกลยุทธ์ที่หาตัวจับยาก ผังสุ่ยอวิ๋นหัวเราะเบาๆ จากนั้นก็ระเบิดเสียงหัวราะลั่น เขาไม่ได้มองดูชื่อผู้ส่งที่อยู่ด้านล่างของจดหมายในถุงแพรเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่โยนมันทิ้งไป แล้วกล่าวว่า
"วางแผนแย่งชิงใต้หล้า คำนวณทุกสรรพสิ่ง"
"สมแล้วที่เป็นผั่วจวิน แข็งแกร่งกว่าอาจารย์และปรมาจารย์ของเจ้ามากนัก"
……………………
ผังสุ่ยอวิ๋นหันขวับ ก็เห็นภรรยาของตนยืนอยู่ตรงประตู หญิงสาวที่ผมตรงจอนขาวโพลนและใบหน้ามีริ้วรอยกำลังมองดูเขา ดูเหมือนนางไม่ได้อยากจะเกลี้ยกล่อมอะไร อดีตหญิงสาวผู้มากความสามารถผู้นี้เพียงแค่หันหลังกลับไป อุ้มกล่องใบหนึ่งมาวางลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา
นางกล่าวเสียงเบา
"ความจริงตอนที่ข้าเห็นจดหมายฉบับนั้น ข้าก็รู้แล้วล่ะว่า เจ้าจะต้องไปแน่ๆ"
"ไม่ว่าเจ้าจะไปที่ไหน ข้าก็จะไปเป็นเพื่อนเจ้า"
น้ำเสียงชะงักไปเล็กน้อย หญิงสาวกล่าวเสียงเบา "ความจริงแล้ว สิบปีที่หลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ข้ามีความสุขมากนะ"
ด้านบนมีแม่กุญแจคล้องอยู่ มันล็อคกล่องเอาไว้ และล็อคหัวใจเอาไว้ด้วย
แท้จริงแล้วแม่กุญแจดอกนั้นขึ้นสนิมเขรอะไปหมดแล้ว
ไม่จำเป็นต้องใช้กุญแจไขเลย เพียงแค่แตะเบาๆ แม่กุญแจดอกนี้ก็แหลกสลาย ร่วงหล่นลงพื้น กลายเป็นเศษสนิมเกลื่อนกลาด แม่กุญแจแบบนี้เป็นเพียงของราคาถูกๆ ไม่กี่อีแปะ หากเป็นผู้ชายที่มีพละกำลังสักหน่อย ก็สามารถกระชากให้ขาดได้โดยตรง แม่กุญแจแบบนี้ล็อคอะไรไม่ได้หรอก
เขาค่อยๆ ยื่นมือออกไปเปิดกล่อง
กล่องใบใหญ่โต ภายในกลับมีเพียงกระบี่หนึ่งเล่ม ป้ายหยกประจำตัวหนึ่งอัน
เขากำกระบี่ ค่อยๆ ชักกระบี่ออกจากฝัก
กระบี่เล่มนี้ถูกปิดผนึกมานานถึงสิบปี แต่กลับไม่มีรอยสนิมเลยแม้แต่น้อย เสียงชักกระบี่ดังกังวานใส เมื่อหลับตาลง ข้างหูก็ยังคงได้ยินเสียงตะโกนก้อง เสียงคำราม เสียงดาบและกระบี่กระทบกัน เสียงเหล่านี้ปะปนมากับสายลม ทำให้หัวใจที่แก่ชรากลับมาเต้นอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง
"กองทัพไท่ผิง !"
เขาลืมตาขึ้น
ตัวกระบี่สะท้อนเงาดวงตาทั้งสองข้างของเขา นัยน์ตาหงส์เชิดขึ้นเล็กน้อย แววตาดุดัน
เขามองเห็นอีกครั้งแล้ว
ธงรบของเยี่ยนเสวียนจี้!
เสียงกระบี่ดังเสียดแก้วหู กระบี่ยาวกลับคืนสู่ฝัก ยามที่ปราณกระบี่กวาดผ่าน ต้นไม้หน้าประตูก็ปลิวไสว ใบหลิวร่วงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุดก็ตัดขาดจากการหลบซ่อนตัวตลอดสิบปีนี้ เขายื่นมือไปหยิบตราเสือ แล้วนำมาห้อยไว้ที่เอว
หนึ่งในกุนซือของยี่สิบสี่ขุนพลแห่งกองทัพไท่ผิง
หนึ่งในอดีตห้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนักจงเหิง
เฟยเฟิ่ง ผังสุ่ยอวิ๋น
ออกจากเขา
ในวันที่สอง ท่านอาจารย์สอนหนังสือให้เด็กๆ อีกครั้ง จากนั้นก็บอกว่าตนเองกำลังจะจากไปแล้ว เขามอบเป็ดไก่ของตนให้เพื่อนบ้าน มอบม้วนตำราให้เห มีเพียงชุดคลุมยาวสีครามติดตัว แล้วจากที่นี่ไปพร้อมกับภรรยา
เหอาลัยอาวรณ์ "ท่านอาจารย์ ท่านจะไปที่ใดครับ?"
ผังสุ่ยอวิ๋นตอบว่า
"ไปในที่ที่ข้าควรไป เจ้าตั้งใจเรียนหนังสือให้ดี วันหน้าอาจจะได้มาหาข้า"
ชายหนุ่มจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์ ภรรยาที่อยู่ด้านข้างจึงเอ่ยถามผังสุ่ยอวิ๋นว่าจะไปที่ใด
ผังสุ่ยอวิ๋นตอบว่า "หนีออกจากแคว้นเฉิน เขาจะไม่มีทางไปที่ด่านชายแดนที่อยู่ใกล้กับตระกูลมู่หรงเด็ดขาด สถานที่ที่เหมาะสมที่สุดคือการไปที่เมืองอื่นในพริบตา จากนั้นก็เปลี่ยนเส้นทางหลบหนี ดังนั้น สถานที่ที่เขาจะไป ไม่ใช่ด่านชายแดนโจวที่สิบแปดของเจียงหนาน"
"เป็นที่นี่"
"【เมืองเจิ้นเป่ย】!"
"และยังเป็นสถานที่ที่กองกำลังของกองทัพเย่ว์ในแผนการของผั่วจวินจะเดินทัพผ่านด้วย!"
ผังสุ่ยอวิ๋นหัวเราะเบาๆ "ในขณะที่ช่วยเยว่เผิงอู่ ก็ต้องดึงดูดความสนใจของด่านชายแดน เพื่อสร้างโอกาสที่เพียงพอให้นายน้อยหลบหนีด้วย"
"ช่างเป็นกุนซือที่เจ้าเล่ห์เสียจริง"
……………………
หลี่กวนอีรู้ข่าวเรื่องการประชุมล่ากิเลนในยุทธภพแล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจจะไปร่วมวงสนุกอะไรด้วย เขาเพียงแค่อยากจะไปสมทบกับท่านอาหญิงและเหยากวง เรื่องวุ่นวายมีมากเกินไป เขาไม่คิดที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรอกนะ
เขาลูบตัวกิเลน แล้วถามขึ้นลอยๆ ว่า
"กิเลนเอ๋ย กิเลน เมื่อไหร่เจ้าจะฟื้นพลังล่ะ"
กิเลนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า "กินอีกสักสองสามมื้อ"
หลี่กวนอีสงสัย "หืม???"
กิเลนรีบเปลี่ยนคำพูดในใจของเขาทันที "ข้าหมายถึง วันละสามมื้อ กินอีกสองสามมื้อ ก็ประมาณว่า อีกสามถึงห้าวันก็ฟื้นพลังได้แล้ว สามารถสู้ได้อีกครั้ง"
หลี่กวนอีมองดูกิเลนที่จำแลงกายเป็นแมวเปอร์เซียขนยาวอย่างคลางแคลงใจ ฝ่ายหลังจึงหันหน้าหนีด้วยความขุ่นเคือง
หลี่กวนอีเพียงแค่ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจนัก เขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ตอนนี้เขามีเกราะวิเศษสวมใส่อยู่บนร่าง ในมือถือยอดศาสตราวุธ มีไพ่ตายเด็ดขาดอย่างกิเลน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น หากขี่กิเลน อย่างน้อยก็สามารถวิ่งหนีถอยร่นต่อหน้าผู้แข็งแกร่งอย่างพี่ใหญ่เยว่หรือผู้เฒ่าเซวียได้
นอกจากนี้ ยังมียันต์ที่เฉินอวี้อวิ๋นมอบให้อีกหนึ่งแผ่น
ภายในเวลาธูปสามดอก จะมีพละกำลังมหาศาล ฟันแทงไม่เข้าเหมือนกับโหวจงอวี้
เฉินอวี้อวิ๋น โหวจงอวี้ หลังจากตายไปแล้ว ล้วนเป็นคนดีทั้งนั้นเลยนะ
ชายหนุ่มคิดพลางยิ้ม แหงนหน้าดื่มเหล้าในน้ำเต้า มันเป็นเหล้าข้าวที่มีดีกรีต่ำ มีรสชาติหวานปะแล่มๆ หากดื่มในฤดูร้อนจะรู้สึกชุ่มคอมาก เมื่อไปถึงเมืองบริวารที่อยู่ใกล้กับ【เมืองเจิ้นเป่ย】 หลี่กวนอีก็ขับรถม้าเข้าไปด้านใน แล้วขึ้นไปกินข้าวบนชั้นสอง
ขณะที่กำลังเตรียมจะกินบะหมี่ จู่ๆ หลี่กวนอีก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากข้างนอก
"เอ๊ะๆๆ ท่านนักพรต ร้านของเราเปิดต้อนรับคนทุกสารทิศ ทำการค้าขาย ไม่มีปัญญาต้อนรับท่านจริงๆ ขอรับ..."
เสียงดังมาจากข้างนอก หลี่กวนอีคีบบะหมี่เข้าปากพลางก้มหน้ามองดู
นักพรตผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าประตู สวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ ดูเหมือนว่าจะถูกไล่ออกมาเพราะไม่มีเงิน หลี่กวนอีเห็นว่านักพรตผู้นั้นดูเหมือนจะไม่ได้กินอะไรมานาน ใบหน้ามีร่องรอยของความหิวโหย จึงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเรียก "พี่เสี่ยวเอ้อร์!"
เสี่ยวเอ้อร์เงยหน้าขึ้น ตอบรับว่า "โอ๊ะ อยู่นี่ขอรับๆ"
"นายท่านนักพรต เชิญว่ามาได้เลยขอรับ มีอะไรให้รับใช้?"
หลี่กวนอีบอกว่า "ให้สหายเต๋าท่านนี้เข้ามาเถอะ ข้าจะเป็นเจ้ามือเอง"
เสี่ยวเอ้อร์ชะงักไปเล็กน้อย ก็ถอยทางให้ พร้อมกับพูดกับนักพรตที่เพิ่งถูกขวางเอาไว้อย่างสุภาพว่า "ได้เลยขอรับ ในเมื่อมีคนเลี้ยง ก็ถือว่าท่านดวงดีไม่เบาเลยนะขอรับ นายท่าน นายท่านนักพรต เชิญขอรับ!"
นักพรตผู้นั้นเดินขึ้นมา
หลี่กวนอีสั่ง "เอาบะหมี่มาให้สหายเต๋าท่านนี้ชามหนึ่งด้วยนะ"
นักพรตผู้นั้นกล่าว "ขอบใจมากสหายตัวน้อย"
หลี่กวนอีเห็นว่านักพรตผู้นั้นมีใบหน้าแก่ชรา ท่าทางน่าเกรงขาม เสี่ยวเอ้อร์ยกบะหมี่คลุกซอสมาเสิร์ฟอย่างคล่องแคล่ว นักพรตเหลือบมองแวบหนึ่ง แล้วพูดเรียบๆ ว่า "ค่อนข้างจะซอมซ่อและเรียบง่ายเกินไปหน่อยนะ"
เสี่ยวเอ้อร์ได้ยินดังนั้นก็โมโห
"มีทั้งเนื้อ มีทั้งบะหมี่ แล้วก็ยังมีผักอีก ซอสผัดกับน้ำมันหมูอย่างดี เจ้านักพรตนี่ พูดบ้าอะไรวะ!"
หลี่กวนอีที่กำลังกินบะหมี่อยู่เลิกคิ้วขึ้น ห้ามเสี่ยวเอ้อร์เอาไว้ แล้วพูดว่า "โอ้"
"สหายเต๋าต้องการสิ่งใดหรือ?"
นักพรตตอบเรียบๆ "ถ้าไม่มีเนื้อก็ไม่ชื่นใจ ถ้าไม่มีเหล้าก็ไม่ได้ เนื้อก็ต้องเป็นเนื้อสัตว์สามประเภทและเครื่องเซ่นไหว้ห้าอย่าง เหล้าก็ต้องเป็นเหล้าหมักที่บ่มมานานกว่ายี่สิบปี ห้ามมีกากหลงเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว ถึงจะพอช่วยให้ชุ่มคอได้บ้าง"
หลี่กวนอีฟังแล้วก็หัวเราะออกมา "ยังต้องการอะไรอีกไหม?"
"ท่านนักพรต พูดมาให้หมดทีเดียวเลยเถอะ"
นักพรตมองดูชายหนุ่มตรงหน้า แล้วพูดว่า "นอกจากนี้ ข้ายังต้องการชุดนักพรตดีๆ สักชุด ทอด้วยดิ้นทองและด้ายหยก ตัดเย็บจากผ้าไหมเจียงหนาน ต้องการแส้ปัดยุงดีๆ สักด้าม ทำจากไม้ที่ถูกฟ้าผ่า ประดับด้วยเส้นเงิน รองเท้าใยบัวสักคู่ เข็มขัดเขาสัตว์ ก็ประมาณนี้แหละ"
เสี่ยวเอ้อร์ถึงกับอ้าปากค้าง
หลี่กวนอียิ้ม "พี่เสี่ยวเอ้อร์ ยกของพวกนี้ลงไปเถอะ"
เสี่ยวเอ้อร์ร้อนรน "นายท่านนักพรตจะสนองความต้องการของเขาจริงๆ หรือขอรับ?"
หลี่กวนอีบอกว่า "เขี่ยซอสเนื้อข้างบนออกให้หมด เอาแค่บะหมี่เจชามเดียวก็พอ คนแบบนี้ ไม่คู่ควรที่จะได้กินเนื้อหรอก"
เสี่ยวเอ้อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตอบรับอย่างสะใจ "ได้ ได้เลยขอรับ!"
นักพรตผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย หลี่กวนอีดันบะหมี่ไปตรงหน้า แล้วพูดอย่างจริงจังว่า
"สหายเต๋าท่านนี้ พวกเราพบกันโดยบังเอิญ บะหมี่เจหนึ่งชาม ถือเป็นการแสดงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เชิญ"
"พอจะช่วยให้อิ่มท้องได้บ้าง"
นักพรตดูเหมือนจะประหลาดใจ ชายหนุ่มตักซอสเนื้อที่เขี่ยออกใส่ชามใบเล็กๆ ไปวางไว้ในชามของกิเลน แล้วกินอย่างเอร็ดอร่อยกับกิเลน เมื่อกินอิ่มดื่มน้ำเสร็จ ก็ลุกขึ้นเช็ดปาก คิดอยู่ครู่หนึ่ง หลี่กวนอีก็หยิบถุงเงินออกมาจากอกเสื้อ นับเหรียญทองแดงได้หลายสิบเหรียญ แล้ววางลงบนโต๊ะ
"ถึงแม้เจ้าจะไม่ค่อยพิถีพิถัน แต่ดูจากโหงวเฮ้งของเจ้าแล้ว ก็คงจะหิวมากเหมือนกัน เหรียญทองแดงพวกนี้เจ้าเอาไปเถอะ น่าจะพอเป็นค่าอาหารให้เจ้าได้สักเจ็ดแปดวัน ลูกผู้ชายอกสามศอก มีมือมีเท้า ทำอะไรก็หาข้าวกินได้ทั้งนั้น ไปขออาศัยอยู่ที่อารามเต๋าในเมือง ถึงแม้จะต้องล้างผักหาบน้ำทุกวัน แต่ก็ยังมีข้าวกิน"
"อย่ามัวแต่เที่ยวหลอกลวงชาวบ้านเขาไปทั่วเลย"
ชายหนุ่มจับแมวกิเลนวางไว้บนบ่า แล้วพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า
"ไปล่ะ!"
นักพรตผู้นั้นกำเหรียญทองแดงเอาไว้ มองดูหลี่กวนอีเดินจากไปไกล จู่ๆ สายลมก็พัดผ่านมา ใบหน้าที่ดำคล้ำและชุดนักพรตเก่าซอมซ่อก็มลายหายไป กลายเป็นนักพรตผมสีเงินปักปิ่นหยก ซึ่งก็คือปรมาจารย์เต๋านั่นเอง ปรมาจารย์เต๋าใช้นิ้วคีบเหรียญทองแดงในมือ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
หลอกลวงชาวบ้าน?
"...น่าสนใจดี"
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อเสี่ยวเอ้อร์กลับมาอีกครั้ง ก็ไม่เห็นใครอยู่ที่โต๊ะแล้ว
ทว่าชามกลับว่างเปล่า
บะหมี่เจที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของโลกมนุษย์ชามนั้น ถูกกินไปแล้วจริงๆ
…………
หลี่กวนอีนึกถึงแผนที่ คิดว่าคงอยู่ไม่ไกลจากตำแหน่งที่เหยากวงให้มาแล้ว อากาศในฤดูร้อนแห้งแล้ง ทำให้กระหายน้ำ เหล้าข้าวที่คล้ายกับเครื่องดื่มในชาติก่อนแบบนี้ จึงถูกดื่มหมดไปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มกำลังคิดว่าควรจะซื้อมาสักไหเลยดีไหม
ขณะที่กำลังซื้อเหล้าข้าว จู่ๆ ก็มีคนดึงแขนเสื้อข้างซ้ายของเขา และหลี่กวนอีก็สัมผัสไม่ได้ถึงกลิ่นอายแม้แต่น้อย ในใจรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย จึงหันขวับไปมองทางซ้าย
ไม่มีใครอยู่เลย
แต่เมื่อหันกลับมาตามสัญชาตญาณ แก้มขวากลับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง มันเป็นสัมผัสที่เย็นเฉียบ
ปลายผมสีเงินอมขาวปลิวไสวเล็กน้อย
เด็กสาวสวมฮู้ดเขย่งปลายเท้า ใช้นิ้วจิ้มลงบนแก้มของหลี่กวนอีเบาๆ
ใบหน้าที่งดงามราวกับไม่ใช่คนธรรมดานั้นไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ นางมองดูหลี่กวนอีที่มาสายอย่างเงียบๆ
จากนั้น
จิ้ม จิ้ม