หลังจากผ่านช่วงฤดูฝนพรำ อากาศในเยียนจิงก็ค่อยๆ อบอุ่นขึ้นทุกวัน
ผลงานใหม่ของหลินเฉาหยางก็เริ่มลงมือเขียนอย่างจริงจังแล้ว ทว่าความคืบหน้ากลับไม่เร็วนัก
แต่ละวันเขาเขียนได้เพียงหนึ่งถึงสองพันตัวอักษร บางครั้งก็ต้องลบทิ้งแล้วเขียนใหม่ พอตกค่ำก็มักจะเดินไปที่หน้าต่าง จุดบุหรี่สูบพลางจมอยู่ในความคิดตามลำพัง แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและทุ่มเทอย่างหนักเพื่อผลงานชิ้นใหม่
เถาอวี้ซูรู้สึกยินดีกับท่าทีของสามีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะยามที่เธอมองเงาของหลินเฉาหยางยืนอยู่ริมหน้าต่าง ภาพของท่านหลู่ซวิ่นก็มักจะแวบเข้ามาในหัวของเธอเสมอ สิ่งเดียวที่ยังขาดหายไปก็คงเป็นหนวดสองเส้นของหลินเฉาหยางกระมัง
หลังจากเล่นละครตบตามาหลายวัน แม้แต่หลินเฉาหยางเองก็แทบจะถูกตัวเองล้างสมองไปแล้ว
ช่วงนี้บุหรี่หมดเร็วไปหน่อย ไม่รู้ว่าน้องเมียจะมาหาอีกทีเมื่อไหร่
เมื่อเห็นว่าเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะเปิดเทอมแล้ว นักศึกษาจำนวนไม่น้อยจึงทยอยกลับมหา'ลัยล่วงหน้า เยียนยฺเหวียนที่เงียบเหงามาตลอดช่วงปิดเทอมฤดูหนาวก็กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นบ้าง
บ่ายวันนั้น หลินเฉาหยางได้รับใบแจ้งยอดค่าต้นฉบับจากกองบรรณาธิการ "ซินหัวเหวินจาย" นิยายเรื่อง "คนเลี้ยงม้า" ของเขาจะได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับหน้า ทางกองบรรณาธิการจึงจ่ายค่าลิขสิทธิ์ตีพิมพ์ซ้ำให้เขาเป็นเงิน 51 หยวน
ตกเย็นหลินเฉาหยางก็ส่งใบแจ้งยอดค่าต้นฉบับให้เถาอวี้ซู เธอดีใจจนเนื้อเต้น ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้รับค่าต้นฉบับจากเรื่อง "คนเลี้ยงม้า" อีกครั้ง
เมื่อรวมกับบทความเบื้องหลังการสร้างสรรค์ นิยายเรื่อง "คนเลี้ยงม้า" ที่มีความยาวเพียงหมื่นกว่าตัวอักษรก็ทำเงินให้หลินเฉาหยางไปแล้วถึง 164 หยวน
"งานเขียนนี่ทำเงินได้ดีจริงๆ!" เถาอวี้ซูเอ่ยจากใจจริง
"นั่นก็ต้องได้ตีพิมพ์ก่อนถึงจะได้เงินนะ"
เถาอวี้ซูกุมมือเขาไว้ แววตาเป็นประกาย "ฉันเชื่อใจคุณค่ะ!"
หลินเฉาหยางรู้ดีแก่ใจว่ายัยเด็กคนนี้กำลังป้อนยาเสน่ห์ให้เขาอีกแล้ว
"มื้อเย็นนี้ผมเลี้ยงอาหารฝรั่งคุณดีไหม!" หลินเฉาหยางเสนอ
สีหน้าของเถาอวี้ซูฉายแววหวั่นไหวอยู่แวบหนึ่ง แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเธอก็พูดว่า "ช่างเถอะค่ะ อย่าสิ้นเปลืองเลย อีกอย่างถ้ามื้อเย็นเราไม่กินข้าวบ้าน แม่ก็ไม่คืนเงินค่ากับข้าวให้เราหรอกนะ"
หลินเฉาหยางอดไม่ได้ที่จะบีบจมูกเธอเบาๆ "คุณนี่งกเกินไปแล้ว เงินแค่นั้นก็ยังเอามาคิดเล็กคิดน้อยอีก"
"ตั้งห้าเหมาเชียวนะคะ!"
วันที่สองเดือนสอง เทศกาลมังกรผงาด ม.เยียนจิงเปิดเทอมอย่างเป็นทางการ
ดอกไม้ผลิบานรับความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ ภายในวิทยาเขตคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา เพื่อนนักศึกษาที่ไม่ได้พบหน้ากันมาตลอดครึ่งฤดูหนาวต่างทักทายปราศรัยกัน ร่างที่เต็มไปด้วยพลังแห่งวัยหนุ่มสาวกระจายอยู่ทั่วทุกมุมของเยียนยฺเหวียน
การทำงานของห้องสมุดก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติในวันนี้เช่นกัน ช่วงบ่ายหลินเฉาหยางถูกผู้อำนวยการเซี่ยเต้าหยวนเรียกตัวไปพบ
"ผู้อำนวยการ ท่านเรียกหาผมหรือครับ"
"อืม" เซี่ยเต้าหยวนที่กำลังง่วนอยู่กับงานถอดแว่นสายตายาวออก "ขอพูดสั้นๆ เลยแล้วกัน ทางห้องสมุดจะตั้งกลุ่มวิจัยระบบอัตโนมัติขึ้นมา โดยมีรองผู้อำนวยการเหลียงเป็นผู้รับผิดชอบ ฉันอยากจะย้ายเธอไปที่นั่น เลยอยากฟังความเห็นของเธอหน่อย"
"ย้ายผมไปกลุ่มวิจัยระบบอัตโนมัติหรือครับ" หลินเฉาหยางประหลาดใจเล็กน้อย
กลุ่มวิจัยระบบอัตโนมัติที่ว่านี้ หลินเฉาหยางเพิ่งได้ยินเพื่อนร่วมงานพูดถึงตอนคุยเล่นกันเมื่อไม่นานมานี้ ว่าเป็นแผนกที่ทางห้องสมุดตั้งใจจะปรับตัวให้ก้าวทันยุคสมัย โดยนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการบริหารจัดการหนังสือภายในห้องสมุดอย่างเป็นระบบ
เพื่อการนี้ ทางห้องสมุดยังได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย ก่อตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยระบบอัตโนมัติและการสืบค้นข้อมูลของห้องสมุดขึ้น นับเป็นการบุกเบิกการใช้ระบบอัตโนมัติในวงการห้องสมุดของประเทศ และแน่นอนว่าทีมงานชุดนี้จะกลายเป็นทีมงานมืออาชีพด้านระบบอัตโนมัติของห้องสมุดที่ก่อตั้งขึ้นเป็นทีมแรกในประเทศด้วย
รองผู้อำนวยการเหลียงซือจวงผู้รับผิดชอบกลุ่มวิจัยระบบอัตโนมัติ ก็คือบุตรสาวคนที่สองของท่านเหลียงฉี่เชา
หลินเฉาหยางครุ่นคิดเพียงครู่เดียว ก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้องมีเส้นสายของพ่อตาเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน
"ผู้อำนวยการ ขอบพระคุณที่ท่านเมตตาครับ แต่ด้วยวุฒิการศึกษาของผม ขืนเข้าไปเกรงว่าจะเป็นที่ครหาเอานะครับ"
สีหน้าของเซี่ยเต้าหยวนยังคงเรียบเฉย "ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีคนพูดถึงทั้งนั้นแหละ"
หลินเฉาหยางรู้ความหมายในคำพูดของเซี่ยเต้าหยวนดีว่าเรื่องนี้เขายินดีจะออกหน้าให้ แต่ยิ่งอีกฝ่ายพูดแบบนี้ หลินเฉาหยางก็ยิ่งไม่อยากเข้าไป
ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง แต่เขาไม่อยากให้ชื่อเสียงของเซี่ยเต้าหยวนต้องมามัวหมองเพราะตัวเอง
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว หลินเฉาหยางก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ผู้อำนวยการ ขอบพระคุณในความเมตตาของท่านครับ แต่ผมคิดว่าผมน่าจะไม่ค่อยเหมาะกับงานเอกสารแบบนี้เท่าไหร่ ทำงานที่เคาน์เตอร์ยืมหนังสือแบบตอนนี้ก็ดีอยู่แล้วครับ"
เมื่อได้ยินคำตอบของหลินเฉาหยาง สีหน้าของเซี่ยเต้าหยวนก็ฉายแววประหลาดใจ "ไม่ไปจริงๆ หรือ นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำเลยนะ"
"ขอบพระคุณในความหวังดีครับ"
เซี่ยเต้าหยวนพยักหน้า "ตกลง ในเมื่อเธอตัดสินใจแล้ว ก็ช่างเถอะ"
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบ หลินเฉาหยางกำลังคิดจะพูดตามมารยาทสักสองสามคำแล้วขอตัวกลับ ก็ได้ยินเซี่ยเต้าหยวนถามขึ้นมาว่า "ฉันได้ยินมาว่า เธอสนใจงานเขียนวรรณกรรมงั้นหรือ"
แอบอู้งานแล้วโดนเจ้านายจับได้คาหนังคาเขาแบบนี้ ทำเอาอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
หลินเฉาหยางพยักหน้าอย่างยากลำบาก "ครับ เขียนนิยายนิดหน่อยครับ"
"ช่วงนี้อ่านหนังสืออะไรบ้างล่ะ"
หลินเฉาหยางตอบตามตรง "เรื่อง 'หนทางสู่ความรุ่งโรจน์' กับ 'วันฟ้าใส' ของฮ่าวหร่าน 'เมืองชายแดน' 'หิมะละลาย' แล้วก็ 'บันทึกการเดินทางสู่เซียง' ของเสิ่นฉงเหวินครับ..."
เซี่ยเต้าหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย "อ่านแต่ของในประเทศงั้นหรือ"
คำถามของเขาทำให้หลินเฉาหยางรู้สึกกดดันขึ้นมาวูบหนึ่ง ราวกับตอนประถมที่ถูกครูสุ่มเรียกให้ท่องจำบทเรียนอย่างไรอย่างนั้น
"เมื่อก่อนผมเคยอ่านของต่างประเทศมาไม่น้อยครับ ผมรู้สึกว่าตัวเองมีความรู้เกี่ยวกับผลงานยุคใกล้ของในประเทศน้อยเกินไป ก็เลยอยากศึกษาให้มากขึ้นสักหน่อย"
"งานยุคใกล้ไม่ต้องไปอ่านมันหรอก รูปแบบการประพันธ์นิยายภาษาพูดล้วนรับมาจากตะวันตก เธอไปอ่านของพรรค์นั้นที่เป็นเหมือนสินค้านำเข้าชั้นสองแล้วจะได้อะไรขึ้นมา
ของจีนให้อ่านนิทานชวนฝันยุคราชวงศ์ถังกับนิยายยุคราชวงศ์หมิงและชิง ของต่างประเทศให้อ่านของฝรั่งเศส รัสเซีย ส่วนของอังกฤษ... ก็พอจะอ่านได้บ้าง แต่ของอเมริกาอย่าไปแตะเลย ส่วนภาษาต่างประเทศของเธอ... ยังไงก็ต้องเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเอาไว้ เวลาอ่านหนังสือก็ควรพยายามอ่านจากต้นฉบับดั้งเดิมให้มากที่สุด"
เมื่อเซี่ยเต้าหยวนพูดจบก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยต่อ "วิชาของภาควิชาภาษาจีนน่ะ ถ้ามีเวลาก็แวะไปฟังได้นะ อย่าง 'สารัตถะประวัติศาสตร์นวนิยายจีนโบราณ' ของอู๋จู่เซียง 'วรรณกรรมพื้นบ้าน' ของชวีอวี้เต๋อ... พวกนี้ไปนั่งฟังได้ ซึมซับเรื่องพวกนี้ให้แน่นตึ้บเสียก่อน แล้วค่อยไปอ่านอย่างอื่น"
ตั้งแต่มาอยู่เยียนจิงจนป่านนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่หลินเฉาหยางได้รับคำชี้แนะด้านการสั่งสมความรู้จากผู้อาวุโส เขาจึงรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
"ขอบพระคุณครับผู้อำนวยการ สิ่งที่ท่านกล่าวมาผมจดจำไว้หมดแล้ว ผมจะตั้งใจศึกษาอย่างแน่นอนครับ"
"อืม สิ่งที่ฉันเพิ่งบอกเธอไป ต้องดู ต้องฟัง ต้องเรียนรู้ แต่ก็ต้องรู้จักแยกแยะ และเรียนรู้ที่จะเลือกเก็บเอาเฉพาะแก่นสารด้วย"
ตั้งแต่ต้นจนจบ หลินเฉาหยางไม่ได้ถามเซี่ยเต้าหยวนเลยว่า ในเมื่อตอนกลางวันเขาต้องทำงาน แล้วจะเอาเวลาว่างที่ไหนไปนั่งฟังบรรยายที่ภาควิชาภาษาจีน
ก็เหมือนกับตอนที่เจ้านายในบริษัทสั่งให้คุณไปจัดการงานสักชิ้นนั่นแหละ เขาไม่มานั่งบอกกล่าวแผนกที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้คุณหรอก
มอบดาบอาญาสิทธิ์ให้ขนาดนี้แล้ว ถ้ายังต้องให้เจ้านายออกโรงอีก เจ้านายจะจ้างคุณมาทำไมล่ะ
พอคิดว่าต่อไปนี้เขาไม่เพียงแต่จะแอบอู้งานในห้องสมุดได้เท่านั้น แต่ยังสามารถแวบไปนั่งเรียนที่ภาควิชาภาษาจีนได้อีก หลินเฉาหยางก็รู้สึกเบิกบานใจ
สอบเข้ามหา'ลัยหรือ สอบเข้ามหา'ลัยอะไรกันล่ะ เป็นนักศึกษาผู้ฟังบรรยายไม่ดีกว่าหรือไง ยังไงเขาก็ไม่ได้ต้องการใบปริญญาอยู่แล้ว
อยากเรียนก็ไปนั่งฟังคำสอนของปราชญ์ผู้มีชื่อเสียง ไม่อยากเรียนก็ตั้งใจทำงาน แอบอู้งานบ้างเป็นครั้งคราว แล้วก็เขียนนิยายไป
ชีวิตแบบนี้ ต่อให้เป็นเซียนก็คงสุขสบายได้เท่านี้แหละ
ในขณะเดียวกัน หลินเฉาหยางก็รู้ดีแก่ใจว่า การที่เซี่ยเต้าหยวนให้ความสำคัญกับเขาถึงเพียงนี้ ย่อมต้องเป็นเพราะพ่อตาเถาอย่างแน่นอน
หลายเดือนก่อนเขายังไม่ค่อยรู้สึกอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก แต่ตอนนี้เพิ่งจะตระหนักได้
มีพ่อตาเป็นศาสตราจารย์คอยคุ้มกะลาหัวนี่มันเจ๋งชะมัด!







