เมื่อคนเราตกอยู่ในความสับสนว้าวุ่นก็มักจะลังเลตัดสินใจไม่ได้ ทะลุมิติมาอยู่ในยุคเจ็ดศูนย์ได้สองปีกว่าแล้ว อันที่จริงหลินเฉาหยางไม่ได้มีเป้าหมายที่แน่วแน่อะไรให้ต้องทำให้สำเร็จ ส่วนใหญ่เขาใช้ชีวิตด้วยสภาพจิตใจที่ปล่อยให้เป็นไปตามกระแสธารเสียมากกว่า
ก็เหมือนกับเด็กเหล่านั้นที่ถูกเร่งรัดให้โตก่อนวัยอันควรมาตลอดสิบสองปี กว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ พอเข้าได้ก็แค่อยากจะนอนราบปล่อยจอยไปวันๆ
ปีกว่ามานี้เขาคุ้นชินกับการทำงานและการใช้ชีวิตใน ม.เยียนจิง ไปแล้ว และยังคุ้นชินกับการรับจ๊อบเขียนหนังสือเพื่อหาเงินพิเศษอีกด้วย ปกติก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่เมื่อมีทางเลือกที่ดูเหมือนจะดีกว่ามาวางอยู่ตรงหน้า เขากลับไม่รู้สึกหวั่นไหวเลยสักนิด
ในวินาทีนั้น หลินเฉาหยางก็รู้แล้วว่าตัวเองควรจะเลือกอย่างไร
เมื่อมีทางเลือกที่แตกต่างกันมาวางอยู่ตรงหน้า บางครั้งคุณก็ไม่จำเป็นต้องรู้หรอกว่าคุณต้องการอันไหน แค่รู้ว่าตัวเองไม่ต้องการอันไหนก็พอแล้ว
ภายในใจของหลินเฉาหยาง อย่างน้อยในตอนนี้การทำงานและการใช้ชีวิตใน ม.เยียนจิง ก็เป็นสิ่งที่เขาชื่นชอบ
ในวันสุดท้ายก่อนจะถึงวันชาติ หลินเฉาหยางก็วิ่งไปที่สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนอีกครั้ง เพื่อนำคำนำที่อู๋จู่เซียงเขียนไปมอบให้หลี่สู่กวง
"อู๋จู่เซียง? คุณสนิทกับเขาเหรอ?" หลี่สู่กวงมองดูชื่อผู้เขียนบทความด้วยความประหลาดใจเป็นอย่างมาก
หลินเฉาหยางย่อมไม่สามารถพูดออกไปได้ว่าคำนำนี้แลกมาด้วยค่าต้นฉบับ "ก็พอได้ครับ เป็นเพื่อนบ้านอยู่ชั้นบนชั้นล่างกัน"
"อ้อ จริงด้วย คุณก็อยู่ ม.เยียนจิง นี่นา"
หลี่สู่กวงทอดถอนใจออกมา "พวกคุณทำงานใน ม.เยียนจิง นี่ดีจริงๆ นะ สุ่มหยิบเพื่อนร่วมงานมาสักคน ก็อาจจะเป็นปรมาจารย์ชื่อดังระดับประเทศเลยก็ได้"
ปรมาจารย์ก็ยังต้องการค่าต้นฉบับเหมือนกัน เรื่องแบบนี้ใครจะไปคิดล่ะ หลินเฉาหยางแอบบ่นกะปอดกะแปดอยู่ในใจ
คุยกันไปได้ไม่กี่ประโยค หลินเฉาหยางก็คิดว่าเรื่องคงจบแค่นี้แล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าจะถูกหลี่สู่กวงรั้งตัวเอาไว้อีก
"เฉาหยาง นิยายเรื่อง 'พวงมาลาใต้เชิงผา' ของคุณช่วงนี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเลยนะ เคยคิดอยากจะตีพิมพ์เป็นเล่มเดี่ยวบ้างไหม?"
สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนยินดีจะนำนิยายของเขาไปตีพิมพ์เป็นเล่มเดี่ยว หลินเฉาหยางย่อมต้องดีใจอยู่แล้ว เพราะจะได้เก็บค่าต้นฉบับอีกรอบ
ทว่าเนื่องจากความพิเศษของเนื้อหาและหัวข้อเรื่องใน 'พวงมาลาใต้เชิงผา' เขาจึงไม่กล้ารับปากสุ่มสี่สุ่มห้า เอาไว้กลับไปถามลุงใหญ่ตู้รั่วหลินดูก่อนดีกว่า
เมื่อเข้าใจสถานการณ์แล้ว หลี่สู่กวงก็พยักหน้า "คุณพิจารณาได้รอบคอบมาก สมควรที่จะต้องไปบอกกล่าวกันก่อน งั้นเดี๋ยวผมจะรอฟังข่าวจากคุณก็แล้วกัน"
"ตกลงครับ"
ทั้งสองคนคุยธุระกันในห้องทำงานเสร็จ หลินเฉาหยางก็ตั้งใจจะกลับ แต่กลับถูกชุยเต้าอี้จากกองบรรณาธิการ 'วรรณกรรมประชาชน' ที่อยู่ห้องข้างๆ ร้องเรียกเอาไว้เสียก่อน
"เฉาหยาง ช่วงนี้ได้ลงมือเขียนอะไรบ้างหรือเปล่า?" ชุยเต้าอี้เอ่ยถาม
หลินเฉาหยางส่ายหน้า "ไม่ได้เขียนเลยครับ"
"แล้วไอเดียล่ะ? มีไอเดียอะไรบ้างไหม เรามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้นะ"
"ปีนี้เพิ่งจะเขียนนิยายขนาดกลางไปสองเรื่องเอง จะเอาไอเดียมากมายขนาดนั้นมาจากไหนล่ะครับ!"
หลินเฉาหยางเพิ่งจะส่งต้นฉบับทางไปรษณีย์ตามที่รับปากกับนิตยสาร 'การเก็บเกี่ยว' ไปเมื่อสองวันก่อน หลายเดือนมานี้เขาไม่เคยหยุดจับปากกาเลย ช่วงนี้จึงแค่อยากจะพักผ่อนและอู้งานให้สบายใจเท่านั้น
พอได้ยินดังนั้น ชุยเต้าอี้ก็รู้สึกเสียดายมาก "พวกคุณเป็นคนหนุ่มสาว ความคิดความอ่านกำลังปราดเปรียว ถ้ามีไอเดียอะไรก็ต้องรีบลงมือเขียนให้ทันท่วงทีนะ"
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่ ก็ได้ยินเสียงหวังฝูที่เดินมาถึงหน้าประตูกองบรรณาธิการ ร้องตะโกนขึ้นมาด้วยความดีใจว่า "เหล่าชุย ดูสิว่าผมเชิญใครมาพบคุณ!"
ทั้งสองคนมองตามเสียงไป ก็เห็นหวังฝูเดินนำชายชราอายุราวหกสิบปีคนหนึ่งเข้ามาในกองบรรณาธิการ ชายชราผู้นั้นมีผมหงอกขาวประปราย ท่อนบนสวมเสื้อเชิ้ตผ้าดาครอนสีขาว ท่อนล่างสวมกางเกงขายาวสีดำ สวมรองเท้าผ้าใบ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายหรือบุคลิกท่าทางก็ล้วนดูเรียบง่ายสมถะเป็นอย่างมาก
ชุยเต้าอี้ลุกขึ้นยืน ยังไม่ทันที่เขาจะอ้าปากพูด หวังฝูก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า "สหายวังเจิงฉีจากคณะงิ้วปักกิ่ง!"
ชุยเต้าอี้เดินเข้าไปจับมือกับวังเจิงฉี เขากับวังเจิงฉีรู้จักกันมาตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว ในตอนนั้นชุยเต้าอี้เพิ่งจะเริ่มทำงานใหม่ๆ
ทั้งสองคนทักทายปราศรัยกันอยู่สองสามประโยค ชุยเต้าอี้ก็แนะนำหลินเฉาหยางที่อยู่ข้างกายให้วังเจิงฉีรู้จัก
"นี่คือสหายเฉาหยาง นามปากกาคุณน่าจะเคยได้ยินมาบ้าง สวี่หลิงจวินไงล่ะ!"
วังเจิงฉีมีสีหน้าประหลาดใจ "นึกไม่ถึงเลยว่าสวี่หลิงจวินที่โด่งดังไปทั่วบ้านทั่วเมือง จะเป็นสหายที่ยังหนุ่มยังแน่นขนาดนี้"
"คุณชมเกินไปแล้วครับ ผมเคยอ่านความเรียงของคุณด้วยนะ เขียนได้ดีมากจริงๆ" หลินเฉาหยางพูดถ่อมตัวตามมารยาท
พอได้ยินดังนั้น สีหน้าของวังเจิงฉีก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก
วังเจิงฉีเรียนจบจากมหาวิทยาลัยสหพันธ์ตะวันตกเฉียงใต้ เขาเริ่มเขียนนิยายและบทกวีมาตั้งแต่ปี 1940 ในช่วงแรกๆ ก็พอจะมีชื่อเสียงในด้านพรสวรรค์อยู่บ้าง แต่เนื่องจากการสร้างสรรค์ผลงานไม่สามารถหาเลี้ยงปากท้องได้ จึงต้องยอมลดตัวไปเป็นครูสอนหนังสือในโรงเรียนมัธยมที่เพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัยเปิดขึ้นอยู่หลายปี
ในช่วงก่อนการสถาปนาประเทศ เขาได้เข้าร่วมกับคณะทำงานของกองทัพภาคที่สี่ที่ลงพื้นที่ไปทางตอนใต้ ถือว่าได้เข้าร่วมการปฏิวัติ ในปี 50 เขาถูกย้ายกลับมาที่เยียนจิง และกลายมาเป็นบรรณาธิการวรรณกรรมของสหพันธ์วรรณกรรมและศิลปะเทศบาลเยียนจิง
ในตอนนั้นสหพันธ์วรรณกรรมและศิลปะเทศบาลเยียนจิงได้จัดทำสิ่งพิมพ์ออกมาสองฉบับตามลำดับ ซึ่งก็คือจุดเริ่มต้นของ 'เยียนจิงวรรณศิลป์' ในปัจจุบัน ต่อมาเขาก็ถูกย้ายไปที่สมาคมวิจัยวรรณกรรมพื้นบ้าน ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการวรรณกรรม เพียงเพื่อจะได้รับการขึ้นเงินเดือนสองขั้น
สมาคมวิจัยวรรณกรรมพื้นบ้านมีสิ่งพิมพ์ของตัวเองคือ 'วรรณกรรมพื้นบ้าน' ในช่วงที่วังเจิงฉีดำรงตำแหน่งบรรณาธิการ เขาได้เขียนความเรียงเอาไว้ไม่น้อย ซึ่งตีพิมพ์กระจายอยู่ตามสิ่งพิมพ์ต่างๆ เช่น 'วารสารกวี' 'วรรณกรรมประชาชน' 'เยียนจิงวรรณศิลป์' เป็นต้น
แต่หลังจากนั้น สภาพแวดล้อมทางการเมืองก็เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างคาดเดาไม่ได้ วังเจิงฉีต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ไม่น้อย แม้จะมีผลงานสร้างสรรค์ออกมามากมาย แต่ก็ไปกระจุกตัวอยู่ในแวดวงงิ้วปักกิ่งแบบฉบับปฏิวัติ ซึ่งล้วนถือเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ร่วมกันของส่วนรวม ทำให้เขาต้องสูญเสียเวลาและวัยหนุ่มไปอย่างเปล่าประโยชน์
สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ ด้วยอายุของหลินเฉาหยาง การที่เคยอ่านความเรียงของเขาได้นั้น จะต้องเป็นคนที่อ่านหนังสือมาอย่างกว้างขวางมากถึงจะเป็นไปได้
ในเวลานี้ นิตยสารและวารสารในยุคห้าศูนย์ ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสามารถหามาอ่านได้ง่ายๆ เลย
"ผมทำงานอยู่ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยเยียนจิงน่ะครับ เวลาว่างก็เลยชอบอ่านหนังสือ" หลินเฉาหยางอธิบายยิ้มๆ
วังเจิงฉีพยักหน้าอย่างเข้าใจกระจ่างแจ้ง
คนรุ่นหลังที่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของวังเจิงฉี ส่วนใหญ่เป็นเพราะเรื่อง 'การบวช' ในช่วงต้นยุคแปดศูนย์ วังเจิงฉีอาศัยผลงานชิ้นนี้สร้างชื่อเสียงโด่งดังในแวดวงวรรณกรรม หลังจากนั้นเขาก็ได้ตีพิมพ์ผลงานนิยายและความเรียงที่มีอิทธิพลอย่างมากออกมาอีกหลายเรื่อง จนกลายเป็นนักเขียนที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในแวดวงวรรณกรรมยุคแปดศูนย์และเก้าศูนย์
ในช่วงเวลานี้ วังเจิงฉีเพิ่งจะดิ้นรนหลุดพ้นออกมาจากปลักโคลนของยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ยังไม่เคยได้ตีพิมพ์ผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอันเลยแม้แต่เรื่องเดียว
การปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปอย่างเปล่าประโยชน์มาหลายปี ทำให้วังเจิงฉีไม่มีชื่อเสียงโด่งดังในแวดวงวรรณกรรมจีนยุคปัจจุบันนัก แต่สำหรับคนเก่าคนแก่ในแวดวงวรรณกรรมเยียนจิงแล้ว ชื่อของเขากลับไม่ใช่ชื่อที่แปลกหูเลย
สมัยที่อยู่ 'เยียนจิงวรรณศิลป์' เขาเป็นผู้ช่วยมือฉมังของอาจารย์เหล่าเฉอ สมัยที่อยู่ 'วรรณกรรมพื้นบ้าน' แม้เขาจะมีตำแหน่งเป็นเพียงบรรณาธิการ แต่อำนาจที่แท้จริงกลับเป็นถึงหัวหน้ากองบรรณาธิการ หรือแม้แต่ตอนที่อยู่คณะงิ้วปักกิ่งแบบฉบับคณะเยียนจิง ผลงานที่เขาได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ก็ยังเป็นบทละครชื่อดังอย่าง 'ชาเจียปัง' อีกด้วย
หากมองข้ามปัจจัยทางการเมืองไป ชื่อเสียงของวังเจิงฉีในแวดวงวรรณกรรมเยียนจิงก็ถือว่าไม่เล็กเลยทีเดียว คนที่เขาคบหาสมาคมด้วยก็ล้วนแต่เป็นนักเขียนชื่อดังอย่างหลินจิ่นหลานและเติ้งโหย่วเหมยทั้งสิ้น
การที่เขามาที่ 'วรรณกรรมประชาชน' ในวันนี้ ก็เป็นเพราะหวังฝูไปเชิญเขาถึงบ้านอยู่หลายครั้ง เนื่องจากถูกใจนิยายเรื่องใหม่ที่เขาเพิ่งเขียนจบอย่าง 'ชีปิงเลี่ยจ้วน'
นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นโดยอิงจากประสบการณ์การปฏิวัติของ ข้าราชการอาวุโสหลายคน ที่เขาได้ไปทำความรู้จักมาในมองโกเลียใน ตอนที่เขาลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลที่ทุ่งหญ้าเพื่อเขียนบทงิ้วปักกิ่งเรื่อง 'แสงเพลิงทุ่งหญ้า' ในปี 1974
ประจวบเหมาะพอดี หลินเฉาหยางจึงได้พูดคุยกับวังเจิงฉีอยู่สองสามประโยค จากนั้นก็บอกลาชุยเต้าอี้
เมื่อส่งมอบคำนำเสร็จแล้ว การตีพิมพ์ 'รองเท้าคู่เล็ก' เป็นเล่มเดี่ยว ก็ไม่มีเรื่องอะไรให้หลินเฉาหยางต้องเป็นกังวลอีกต่อไป
วันชาติปีนี้เขาไม่ได้หยุดพัก วันธรรมดาเพื่อนร่วมงานก็ช่วยเข้ากะแทนเขาอยู่บ่อยๆ บางครั้งเขาก็ต้องตอบแทนน้ำใจบ้างเหมือนกัน
เช้าวันนั้น เขาบังเอิญได้พบกับอาเหมาที่ไม่ได้เจอกันมานานที่หน้าห้องสมุด แต่เมื่อเทียบกับความร่าเริงแจ่มใสในอดีตแล้ว ไม่ได้เจอกันสองสามเดือน อาเหมาดูซึมเศร้าลงไปไม่น้อยเลย
"อาเหมา!" หลินเฉาหยางโบกมือเรียกอาเหมามาแต่ไกล
ทั้งสองคนเดินมาประจันหน้ากัน หลินเฉาหยางก็เอ่ยถามขึ้นว่า "ไม่ได้เจอกันตั้งนาน นายหายไปไหนมาเนี่ย?"
"ไฮ หลิน" อาเหมาทักทายหลินเฉาหยางด้วยสีหน้าหม่นหมอง "ไม่มีอะไรหรอก แค่ออกไปเที่ยว แล้วก็กลับอเมริกามาน่ะ"
สิ่งแรกที่หลินเฉาหยางสัมผัสได้ก็คือ ภาษาจีนของอาเหมาคล่องแคล่วขึ้นมาก เขามองออกว่าอาเหมาอารมณ์ไม่ค่อยดี แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากพูด เขาก็ไม่อยากซักไซ้ไล่เลียงให้มากความ
คุยเล่นกันอยู่สองสามประโยค เขาก็เตรียมตัวจะเข้าไปทำงานในห้องสมุด แต่หลังจากหันหลังกลับ ก็ได้ยินเสียงอาเหมาเรียกเขาเอาไว้
"หลิน นายว่า... อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ของมวลมนุษยชาติ จะไม่มีวันเป็นจริงได้ตลอดไปเลยใช่ไหม?"
จู่ๆ เจ้าโกลเด้นตัวโตที่กำลังซึมเศร้าก็ถามคำถามที่ลึกซึ้งขนาดนี้ออกมา ทำให้หลินเฉาหยางถึงกับตั้งตัวไม่ติด
"ทำไมถึงถามแบบนี้ล่ะ?"
เจ้าโกลเด้นตัวโตมีสีหน้าอึกอักปิดบัง "ไม่มีอะไรหรอก"
หลินเฉาหยางมองปราดเดียวก็รู้ว่าเด็กคนนี้ต้องไปเจอเรื่องอะไรมาแน่ๆ คงต้องช่วยชี้แนะให้กระจ่างเสียหน่อยแล้ว
"อาเหมา นายรู้ไหมว่าคำว่า 'อุดมการณ์' ในภาษาจีนมีความหมายที่แท้จริงว่าอะไร?"
อาเหมาส่ายหน้า
"อุดมการณ์ คือจินตนาการและความหวังอันงดงามต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือแนวคิดที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าจะไปถึงจุดที่สมบูรณ์แบบที่สุด ดังนั้นนายจึงสามารถทำความเข้าใจมันได้ว่า เป็นเป้าหมายและสิ่งที่มนุษยชาติต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งจุดสูงสุด นายรู้ไหมว่ามันมักจะถูกนำไปเชื่อมโยงกับคำศัพท์คำไหนมากที่สุด?"
อาเหมาส่ายหน้าอีกครั้ง
"การต่อสู้ดิ้นรน การไขว่คว้า การเสียสละ เพื่ออุดมการณ์อันสูงส่ง"
แววตาของหลินเฉาหยางดูศักดิ์สิทธิ์และเคร่งขรึม ค่อยๆ ส่งผ่านความรู้สึกนั้นไปยังอาเหมาที่กำลังตกอยู่ในอารมณ์หดหู่ ปากของเขาพึมพำออกมาว่า "อุดมการณ์... อุดมการณ์..."
เมื่อเห็นว่าอาเหมาถูกตัวเองหลอกล่อจนเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างแล้ว เขาถึงได้เอ่ยถามขึ้นว่า "ตกลงว่าช่วงนี้นายหายไปทำอะไรมากันแน่?"
อาเหมามีสีหน้าลังเล ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้พูดขึ้นมาว่า "ฉันไปเที่ยวมาน่ะ"
"ที่อเมริกาเหรอ?"
"ที่จีนนี่แหละ"
หลินเฉาหยางมีสีหน้าประหลาดใจ "นายทำได้ยังไง?"
"ฉันไปทำจดหมายแนะนำตัวปลอมมาน่ะสิ"
สีหน้าของหลินเฉาหยางยิ่งตกตะลึงมากขึ้นไปอีก เขาตกใจในความกล้าหาญของอาเหมา และก็ตกใจที่ตัวเองยังสามารถเห็นเขาอยู่ที่ ม.เยียนจิง ได้อีก
"เล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยสิ ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
ความอยากรู้อยากเห็นเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ หลินเฉาหยางเพียงแค่ทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ แบบนี้ไม่เรียกว่าการนินทาหรอกนะ
"ก็คือว่า..."
ก่อนหน้านี้อาเหมาถูกหลินเฉาหยางเป่าหูจนเกิดความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับการปฏิวัติอย่างลึกซึ้ง ทุกวันนอกจากจะอ่านสรรพนิพนธ์เหมาเจ๋อตงแล้ว ก็ยังต้องออกกำลังกายด้วย ผ่านไปได้ระยะหนึ่ง เขาก็รู้สึกว่าทั้งในด้านสภาพจิตใจและร่างกายของตัวเอง ค่อยๆ บรรลุตามข้อเรียกร้องของการเป็นนักปฏิวัติแล้ว
ดังนั้นจึงเกิดความคิดอันกล้าบ้าบิ่นขึ้นมา ว่าจะลองไปเดินดูรอบๆ พื้นที่ชนบทที่กว้างใหญ่ที่สุดของประเทศจีนสักหน่อย
ในยุคสมัยนี้ ประเทศชาติมีการจัดการดูแลนักศึกษาต่างชาติอย่างเข้มงวดมาก ขอบเขตการทำกิจกรรมของนักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่จะจำกัดอยู่แค่ในเมืองเยียนจิงเท่านั้น แม้แต่การไปกินข้าวที่บ้านเพื่อนร่วมชั้นที่พักอยู่ด้วยกัน ก็ยังต้องผ่านการอนุมัติจากสำนักงานจัดการนักศึกษาต่างชาติเสียก่อน นับประสาอะไรกับการออกไปท่องเที่ยวเป็นเวลานานแบบนี้
อาเหมาก็เลยแอบไปขโมยจดหมายแนะนำตัวฉบับเปล่ามาจากสำนักงานจัดการนักศึกษาต่างชาติ แล้วก็ไปทำตรายางปลอมขึ้นมา อาศัยช่วงปิดเทอมฤดูร้อนเดินอาดๆ ออกจากเมืองเยียนจิงไปแบบนั้นเลย
เขานั่งรถไฟลงใต้ไปตลอดทาง ผ่านทั้งมณฑลเหอเป่ยและอานฮุย เดินเที่ยวเล่นอยู่เต็มๆ ครึ่งเดือน ถึงได้ถูกรัฐบาลท้องถิ่นจับพิรุธได้ แล้วโทรศัพท์มาตรวจสอบกับทาง ม.เยียนจิง ด้วยตัวเอง
ผลปรากฏว่าอาเหมาไม่ได้รับอนุญาตจากทาง ม.เยียนจิง เลยแม้แต่น้อย เขาจึงถูกจับกุมในฐานะสายลับไปโดยปริยาย
ในยุคนี้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติล้วนแต่เป็นเรื่องใหญ่ ทางการท้องถิ่นจึงไม่กล้าทำอะไรอาเหมา ได้แต่ส่งตัวเขากลับมาที่เยียนจิง
หลังจากกลับมาถึงเยียนจิง อาเหมาก็ถูกขังอยู่สามวัน สุดท้ายก็ได้รับการปล่อยตัวออกมาภายใต้การไกล่เกลี่ยของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา
การเดินทางอันแสนมหัศจรรย์ต้องจบลงเพียงเท่านี้ หลังจากถูกปล่อยตัวออกมา อาเหมาก็รู้สึกท้อแท้สิ้นหวังอยู่บ้าง จึงอาศัยช่วงที่ยังพอมีเวลาปิดเทอมฤดูร้อนเหลืออยู่กลับอเมริกาไปรอบหนึ่ง พอเปิดเทอมก็ค่อยกลับมาที่มหาวิทยาลัยอีกครั้ง ช่วงนี้เขาจึงใช้ชีวิตอยู่อย่างเลื่อนลอยไร้จุดหมาย
ตามที่อาเหมาเล่ามา ความท้อแท้สิ้นหวังของเขาไม่ได้เป็นเพราะถูกจับหรือได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม แต่เป็นเพราะสิ่งที่ได้พบเห็นมาตลอดทางที่ลงใต้ ทำให้เขารู้สึกว่าอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ที่ยึดมั่นอยู่ในใจนั้นได้พังทลายลงไปแล้ว
ตั้งแต่มาเรียนต่อ เขาก็อาศัยอยู่ในเยียนจิงมาโดยตลอด แม้ว่าที่นี่จะถือว่าล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศแถบตะวันตก แต่อย่างน้อยก็เป็นเมืองหลวง มีรากฐานของอารยธรรมอุตสาหกรรมอยู่บ้าง
ทว่าตลอดการเดินทางครั้งนี้ อาเหมาได้ไปเยือนพื้นที่ชนบทที่ยากจนและล้าหลังมามากมาย อุดมการณ์อันสวยหรูต้องมาปะทะกับความเป็นจริงอันโหดร้าย ทำให้อุดมการณ์ที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นมาของเขาถูกกระแทกจนแหลกสลายเป็นผุยผง จนถึงตอนนี้ก็ยังตั้งตัวไม่ติดเลย
เขาคิดไม่ตกเลยว่า สถาปนาประเทศมาตั้งสามสิบปีแล้ว ทำไมประเทศจีนถึงยังมีพื้นที่ที่ยากจนและล้าหลังอยู่อีกมากมายขนาดนี้?
หลินเฉาหยางนึกไม่ถึงเลยว่า อาเหมาจะลงมือปฏิบัติตามความคิดของตัวเองอย่างจริงจังขนาดนี้ เมื่อสัมผัสได้ถึงความจริงจังของชายหนุ่มชาวต่างชาติคนนี้ หลินเฉาหยางก็รู้สึกละอายใจอยู่ลึกๆ เพราะในการคบหากันก่อนหน้านี้ เขาค่อนข้างจะทำไปเพราะความสนุกสนานเสียมากกว่า
เขาเอ่ยขอโทษอาเหมาอย่างจริงใจ อาเหมากลับทำตัวไม่ถูกเสียอย่างนั้น
"ไม่ๆ หลิน ถึงแม้นายจะชอบทำตัวสบายๆ ติดตลกอยู่เสมอ แต่ฉันก็สัมผัสได้นะว่านายยอมรับในแนวคิดที่นายพูดออกมาจริงๆ"
"แน่นอนสิ!"
ล้อเล่นก็ส่วนล้อเล่น ถ้าไม่ได้ยอมรับจากใจจริง เขาจะไปกรอกหูปลูกฝังแนวคิดพวกนั้นให้อาเหมาทำไมล่ะ
หลินเฉาหยางเก็บความขี้เล่นเอาไว้ แล้วพูดกับอาเหมาด้วยสีหน้าจริงจังว่า
"อาเหมา นายยังมีความเข้าใจในประเทศจีนน้อยเกินไป ลองนับศัตรูของเราในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมาดูสิ อเมริกา สหภาพโซเวียต อินเดีย เวียดนาม..."
"ขุมกำลังทางทหารของแต่ละประเทศล้วนอยู่ในระดับแนวหน้าของโลกใบนี้ การที่เราสามารถต่อสู้กับศัตรูเหล่านี้ได้โดยไม่ตกเป็นรอง หรือกระทั่งได้รับชัยชนะ ก็ถือว่าได้สูญเสียพละกำลังไปมากโขแล้ว"
ท่าทีของหลินเฉาหยางไม่แข็งกร้าวแต่ก็ไม่อ่อนข้อ มีความมั่นใจอันเปี่ยมล้นแผ่ซ่านออกมา ทำให้ผู้คนเกิดความเชื่อถือในคำพูดของเขาอย่างไม่รู้ตัว
โดยไม่รู้ตัว ทั้งสองคนก็พูดคุยถกเถียงกันอยู่นานมาก คำอธิบายของหลินเฉาหยางทำให้อาเหมาหลุดพ้นจากอารมณ์ผิดหวังและท้อแท้ได้สำเร็จ
"ก่อนหน้านี้ฉันชอบล้อเล่นอยู่เรื่อย เย็นนี้ขอเชิญนายไปกินข้าวที่บ้าน ถือซะว่าเป็นการไถ่โทษก็แล้วกันนะ"
ในตอนท้ายของการสนทนา หลินเฉาหยางก็ตบไหล่อาเหมาเบาๆ แล้วพูดขึ้น
อาเหมาพูดด้วยความดีใจว่า "เยี่ยมไปเลย"







