เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ตัวแทนจากองค์กรต่างๆ ในระบบเครื่องจักรกลของมณฑลหมิงโจวก็ทยอยเดินทางมาถึง คนที่อยู่ใกล้ก็ขับรถมาเอง ส่วนคนที่อยู่ไกลก็นั่งรถไฟหรือรถโดยสารทางไกลมา แม้ว่าเฮ่อหย่งซินจะตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะทำให้สวีซินคุนต้องอับอายในการประชุมครั้งนี้ แต่เขาก็ไม่กล้าละเลยเพื่อนร่วมงานจากหน่วยงานอื่น จึงส่งหัวหน้าสำนักงานโรงงานนำรถไปรับที่สถานีรถไฟและสถานีขนส่ง แล้วพาทุกคนกลับมาที่โรงงานซินหมินรอบแล้วรอบเล่า
"เหล่าเฮ่อ ไม่เลวเลยนะ สร้างผลงานชิ้นโบแดงเชียวนะ!"
"ฮ่าๆๆๆ เหล่าเฮ่อ นายแน่มากจริงๆ คราวนี้ทำเอาพวกเราเทียบไม่ติดเลย"
"ถ้าพูดถึงทั้งกรมเครื่องจักรกล ฉันยอมรับเหล่าเฮ่อแค่คนเดียว กล้าเป็นผู้นำ พวกเรายังไม่ทันเข้าใจเลยว่าการบริหารคุณภาพโดยรวมคืออะไร ดูสิ เขากลับทำมันออกมาเป็นรูปเป็นร่างแล้ว"
"เหล่าเฮ่อ นายเก็บความลับเก่งไม่เบาเลยนะ คราวที่แล้วตอนประชุมที่กรม นายยังบอกว่าไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้อยู่เลย ที่แท้ก็ปิดบังพวกเราไว้นี่เอง"
"..."
ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนต่างพากันกล่าวชื่นชมเมื่อได้พบกับเฮ่อหย่งซิน ระบบของกรมเครื่องจักรกลก็มีองค์กรอยู่เพียงเท่านี้ บรรดาผู้อำนวยการโรงงานต่างก็รู้จักมักคุ้นและคบหากันมาหลายปี เฮ่อหย่งซินมีมนุษยสัมพันธ์ดีในระบบ และความสามารถของเขาก็เป็นที่ประจักษ์ ทุกคนจึงมองว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่เฮ่อหย่งซินจะสร้างแผนงานการบริหารคุณภาพโดยรวมขึ้นมาได้
เฮ่อหย่งซินไม่ได้อธิบายอะไร เขาจับมือกับทุกคน พูดคุยสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อย จากนั้นก็จัดแจงให้ทุกคนไปนั่งที่หอประชุมใหญ่ เนื่องจากมีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนมาก ห้องประชุมของโรงงานซินหมินจึงไม่เพียงพอ ต้องย้ายไปจัดที่หอประชุมใหญ่แทน ภายในหอประชุมมีการจัดวางโต๊ะเก้าอี้ชั่วคราว บนโต๊ะปูด้วยผ้าปูโต๊ะ ดูแล้วก็ถือว่ามีระดับอยู่บ้าง
สวีซินคุนคอยอยู่เคียงข้างหลี่ฮุ่ยตงตลอดเวลา และรับการทักทายปราศรัยจากผู้นำขององค์กรต่างๆ ท่าทีที่ทุกคนมีต่อเขาดูห่างเหินกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพราะมีอคติอะไรกับเขา เพียงแต่เป็นเพราะไม่คุ้นเคยกันก็เท่านั้น หากสวีซินคุนทำงานในโรงงานซินหมินต่ออีกสักสองสามปี และไปร่วมการประชุมหรือกิจกรรมของกรมมณฑลบ่อยๆ วันนี้เขาก็คงได้รับรอยยิ้มมากมายไม่ต่างจากเฮ่อหย่งซิน
"สหายทั้งหลาย วันนี้พวกเรามาจัดการประชุมหน้างานที่มีความหมายพิเศษขึ้นที่โรงงานเครื่องมือไฮดรอลิกซินหมิน ทำไมถึงบอกว่าการประชุมหน้างานครั้งนี้มีความหมายพิเศษน่ะหรือ? เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ คณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งชาติได้ประกาศ 'ระเบียบชั่วคราวว่าด้วยการบริหารคุณภาพโดยรวมขององค์กรอุตสาหกรรม' กรมเครื่องจักรกลของมณฑลจึงตอบรับเสียงเรียกร้องของคณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งชาติอย่างแข็งขัน ด้วยการรณรงค์ให้ดำเนินการบริหารคุณภาพโดยรวม ยกระดับคุณภาพสินค้า และตอบสนองความต้องการในการสร้างความทันสมัยทั้งสี่ด้านให้ครอบคลุมทั่วทั้งระบบ..."
ทันทีที่การประชุมเริ่มขึ้น หูอวิ้นสือ รองอธิบดีกรมเครื่องจักรกลผู้ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมก็ตั้งโทนของการประชุมไว้เสียสูงลิ่ว หลี่ฮุ่ยตงซึ่งนั่งอยู่บนโพเดียมขมวดคิ้วเล็กน้อย หากไม่มีเหตุการณ์เมื่อวาน การที่หูอวิ้นสือตั้งโทนการประชุมแบบนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย แต่ในสถานการณ์ที่รู้อยู่เต็มอกว่าโรงงานซินหมินทำผลงานหลุดลุ่ย ยิ่งเขาตั้งโทนไว้สูงเท่าไหร่ โรงงานซินหมินก็จะยิ่งเจ็บหนักเวลาตกลงมาเท่านั้น และสิ่งที่จะร่วงตามลงไปด้วยก็คือหน้าตาของกรมเครื่องจักรกล
หลี่ฮุ่ยตงย่อมรู้ดีว่าหูอวิ้นสือกับเฮ่อหย่งซินมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และพอจะเดาได้ว่าจุดประสงค์ที่เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อขุดหลุมพรางดักสวีซินคุน แต่เรื่องนี้อย่างไรเสียก็ยังมีผลประโยชน์ของกรมเครื่องจักรกลเข้ามาเกี่ยวข้อง การที่หูอวิ้นสือทำแบบนี้ ถือว่าไม่คำนึงถึงภาพรวมเอาเสียเลย
"บัดนี้ ขอเชิญสหายสวีซินคุน เลขาธิการพรรคประจำโรงงานเครื่องมือไฮดรอลิกซินหมิน และหัวหน้ากลุ่มควบคุมคุณภาพของโรงงานซินหมิน มาบรรยายสรุปประสบการณ์ให้ทุกคนฟังครับ" หลังจากหูอวิ้นสือพร่ำพูดหลักการมากมายจบ เขาก็ผลักดันสวีซินคุนขึ้นสู่เบื้องหน้าอย่างยิ่งใหญ่
สิ่งที่เรียกว่ากลุ่มควบคุมคุณภาพก็คือกลุ่มควบคุมคุณภาพ (QC) ซึ่งเป็นองค์กรที่รับผิดชอบในการชี้แนะภาพรวมในระบบการบริหารคุณภาพโดยรวม ถือเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างทันสมัยในยุคนั้น ตอนที่โรงงานซินหมินศึกษาเอกสารของคณะกรรมการเศรษฐกิจเมื่อเดือนมีนาคม ก็ได้ก่อตั้งกลุ่มควบคุมคุณภาพขึ้นมากลุ่มหนึ่ง โดยมีสวีซินคุนเป็นหัวหน้ากลุ่ม ส่วนรองหัวหน้ากลุ่มคือเฮ่อหย่งซินกับเถาอวี่ ทว่าตอนนี้เนื่องจากเถาอวี่ถูกปลดออกจากตำแหน่งกลางคัน จึงให้อวี๋ฉุนอันมารับหน้าที่แทน
"อะไรนะ สวีซินคุนมาบรรยายประสบการณ์งั้นเหรอ แล้วเหล่าเฮ่อไปทำอะไรซะล่ะ?"
"ล้อเล่นหรือเปล่า พวกเรามาเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์นะ ไม่ได้มาฟังรายงาน จะหาเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมืองที่เพิ่งเปลี่ยนสายงานมาพูดหาพระแสงอะไร!"
"เชี่ยเอ๊ย มีงิ้วให้ดูแล้ว เจ้าหมอเหล่าเฮ่อนี่แอบซ่อนความร้ายกาจเอาไว้นี่หว่า!"
"ดูสิ หน้าของอธิบดีหลี่ดำทะมึนไปหมดแล้ว วันนี้มีเรื่องสนุกให้ดูแล้วล่ะ..."
ภายในสถานที่จัดประชุมเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ขึ้นมาทันที แม้ทุกคนจะไม่คุ้นเคยกับสวีซินคุน แต่เรื่องที่เขาไม่ประสีประสาเรื่องงานนั้น ทุกคนต่างก็พอได้ยินมาบ้าง หลายโรงงานก็มีเลขาธิการพรรคที่ไม่ประสีประสาเรื่องงานแบบนี้เหมือนกัน ทุกคนจึงเห็นเป็นเรื่องปกติและไม่ได้รู้สึกต่อต้านอะไร ท้ายที่สุดแล้วพรรคกับฝ่ายบริหารก็มีการแบ่งหน้าที่กันทำ การที่เลขาธิการพรรคไม่เข้าใจเรื่องการผลิตก็ไม่ใช่ข้อบกพร่องร้ายแรงอะไร แต่การให้คนที่ไม่เข้าใจเรื่องการผลิตมาบรรยายประสบการณ์แบบนี้ นี่มันหลอกเล่นกันชัดๆ ไม่ใช่หรือ?
แน่นอนว่าก็มีบางคนที่คิดไปอีกทาง นั่นคือสวีซินคุนอาจจะแค่มากล่าวเปิดงานและพูดหลักการกว้างๆ สุดท้ายก็ต้องยกโพเดียมให้เฮ่อหย่งซินอยู่ดี สำหรับการจัดแจงที่ดูซ้ำซ้อนเช่นนี้ หลายคนก็อดไม่ได้ที่จะค่อนขอดอยู่ในใจ
"เรียนท่านผู้นำและผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน สวัสดีครับ"
สวีซินคุนเอ่ยปากด้วยรอยยิ้ม หลังจากวางหมากมาสิบกว่าวัน ในที่สุดวันนี้ก็ถึงเวลาเปิดเผยเสียที ในใจของเขารู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เมื่อคืนนี้ หลังจากจัดการที่พักให้หลี่ฮุ่ยตงและคนอื่นๆ เรียบร้อยแล้ว เขาก็แอบพาอวี๋ฉุนอันไปที่เรือนรับรองของรัฐบาลอำเภอเพื่อปรึกษาหารือกับเฝิงเซี่ยวเฉินอีกรอบ เขาฝึกซ้อมอ่านร่างบทความที่ทั้งสองคนเตรียมไว้ให้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งจดจำทุกแนวคิดได้ขึ้นใจ ถึงได้กลับไปนอน ตอนนี้เมื่อมายืนอยู่บนโพเดียม เขาก็เหมือนกับตอนที่รายงานตัวในกองทัพเมื่อก่อน เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ และยังมีความน่าเกรงขามแฝงอยู่นิดๆ อีกด้วย
"ผมชื่อสวีซินคุน เป็นทหารใหม่ในสมรภูมิอุตสาหกรรมของเรา วันนี้ผมเป็นตัวแทนกลุ่มควบคุมคุณภาพของโรงงานซินหมินมารายงานให้ทุกท่านทราบถึงความรู้และประสบการณ์บางส่วนในการดำเนินการบริหารคุณภาพโดยรวม หากมีจุดไหนที่พูดได้ไม่ดี ขอให้ทุกท่านช่วยติติงด้วยครับ เพื่อให้ทุกท่านเข้าใจการทำงานของเราได้ง่ายขึ้น ต่อไปขอเชิญสหายอวี๋ฉุนอัน หัวหน้าแผนกการผลิตของเราแจกจ่ายเอกสารให้ทุกท่านครับ"
เถาอวี่ถูกปลดออกจากตำแหน่งต่อหน้าผู้นำทั้งสองระดับคือกรมมณฑลและโรงงานซินหมิน สวีซินคุนออกโรงปกป้องและผลักดันให้อวี๋ฉุนอันเข้ารับตำแหน่งแทนเถาอวี่ เหตุผลของเขาก็มีน้ำหนักเพียงพอ นั่นคือการประชุมหน้างานกำลังจะเริ่มขึ้น แผนกการผลิตของโรงงานซินหมินจะไม่มีผู้รับผิดชอบก็คงไม่เหมาะสม เฮ่อหย่งซินมุ่งมั่นแต่จะผลักไสสวีซินคุนออกไปรับหน้า การแต่งตั้งคนเล็กๆ อย่างอวี๋ฉุนอันเขาจึงไม่เก็บมาใส่ใจ เรื่องนี้จึงถูกกำหนดลงไปแบบนั้น ความคิดของเฮ่อหย่งซินก็เรียบง่ายมาก ทันทีที่สวีซินคุนล้มลง เขาเฮ่อหย่งซินก็จะเป็นเบอร์หนึ่งของโรงงานซินหมิน ถึงตอนนั้นจะจัดการอวี๋ฉุนอันยังไง ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดของเขาหรอกหรือ?
สิ้นเสียงของสวีซินคุน อวี๋ฉุนอันก็พานางหานเจียงเยว่และคนงานอีกสองสามคนปรากฏตัวในที่ประชุม ในมือของแต่ละคนถือปึกเอกสาร เอกสารดูหนาเอาเรื่อง แถมยังส่งกลิ่นหมึกเข้มข้น เห็นได้ชัดว่าเพิ่งพิมพ์เสร็จได้ไม่นาน พวกเขาแจกจ่ายเอกสารให้ตัวแทนที่เข้าร่วมประชุมทีละคน บรรดาผู้นำของกรมมณฑลที่อยู่บนโพเดียมต่างก็ได้รับคนละเล่ม ซึ่งสวีซินคุนเป็นคนนำไปแจกให้พวกเขาด้วยตัวเอง
"'แผนงานการบริหารคุณภาพโดยรวมของโรงงานเครื่องมือไฮดรอลิกซินหมิน' อืมๆ เหล่าสวีคนนี้ ดูท่าจะลงทุนลงแรงไปไม่น้อยเลย ใช้เวลาแค่นี้ก็ทำออกมาเป็นเล่มหนาปึกได้ขนาดนี้"
หูอวิ้นสือรับเอกสารที่สวีซินคุนแจกมา กวาดตามองชื่อเรื่องแวบหนึ่ง แล้วบีบดูความหนา ก่อนจะหันไปพูดกับไช่เต๋อหมิงที่อยู่ข้างๆ
"นั่นสิ ลำบากเขาจริงๆ" ไช่เต๋อหมิงตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก
หนาแล้วจะมีประโยชน์อะไร? ถ้าเอาไปหลอกคนนอกวงการ ทำหนาๆ แบบนี้อาจจะได้ผลอยู่บ้าง แต่คนในที่นี้ รวมถึงหลี่ฮุ่ยตงและตัวเขาหูอวิ้นสือเอง ต่างก็พอจะมีความรู้ในสายงานนี้อยู่บ้าง แค่เห็นหนังสือหนาปึกก็จะยอมรับได้เลยหรือ? อย่างน้อยมันก็ต้องมีเนื้อหาสาระจริงๆ บ้างสิ!
หูอวิ้นสือเปิดเอกสารเล่มนั้นด้วยความรู้สึกดูแคลนเล็กน้อย ทันทีที่กวาดตามองสารบัญ เขาก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย เอ๊ะ ตาเฒ่าคนนี้ก็มีหลักการไม่เบา สารบัญนี้ดูเข้าท่าทีเดียว ต่อให้ลอกหัวข้อมาจากเอกสารประกอบการสอน ก็ต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยชี้แนะ ถึงจะรับประกันได้ว่ามันสมเหตุสมผล
เมื่อเปิดดูหน้าถัดๆ ไป สีหน้าของหูอวิ้นสือก็เริ่มดูแย่ลงเรื่อยๆ นี่มันของที่จับฉ่ายปะติดปะต่อขึ้นมาแบบลวกๆ ที่ไหนกัน แต่ละข้อ แต่ละรายการ ล้วนมีเหตุมีผล ไม่ว่าจะเป็นพิกัดความเผื่อ หรือความสัมพันธ์ ก็ล้วนอธิบายได้อย่างเป็นฉากๆ ข้อมูลบางส่วนอาจจะยังขาดหายไปบ้าง แต่คนที่มีสายตาเฉียบแหลมมองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ข้อบกพร่องร้ายแรงอะไร ขอเพียงมีเวลามากพอเข้าไปวัดค่าในโรงงาน การเติมเต็มข้อมูลเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
เมื่อก่อนหูอวิ้นสือก็เคยเป็นผู้อำนวยการโรงงานในองค์กรมาก่อน และเพราะทำผลงานได้โดดเด่นจึงได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้มาทำงานที่กรมมณฑล ตลอดหลายปีมานี้เขาก็ไม่ได้ทิ้งความรู้ในสายงานอาชีพ เมื่อเขาเห็นเนื้อหาเหล่านี้ เขาก็รู้ถึงคุณค่าของมันทันที เมื่อเชื่อมโยงกับเอกสารที่สวีซินคุนรายงานไปยังกรมมณฑล เรียกได้ว่าเอกสารฉบับนี้กับผลงานที่ระบุในรายงานนั้นสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์ โรงงานซินหมินได้ลงลึกในการทำงานด้านการบริหารคุณภาพโดยรวมอย่างแท้จริง ผลงานชิ้นนี้ต่อให้รายงานไปถึงคณะกรรมการเศรษฐกิจแห่งชาติ ก็สามารถทนต่อการตรวจสอบได้อย่างแน่นอน
แม่งเอ๊ย ตาเฒ่านี่เล่นตุกติกกับพวกเราซะแล้ว!
นี่คือความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในใจของหูอวิ้นสือ เขาเงยหน้าขึ้น กวาดสายตามองหาเฮ่อหย่งซินในที่ประชุม และพอดีกับที่เห็นเฮ่อหย่งซินมองมาทางเขาเช่นกัน ในวินาทีที่สายตาทั้งสองสอดประสาน หูอวิ้นสือก็รู้ว่าเฮ่อหย่งซินก็ตระหนักถึงความนัยที่ซ่อนอยู่แล้วเช่นกัน
"เรียนท่านผู้นำและผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน ตอนนี้ผมจะขอเริ่มบรรยายถึงการทำงานด้านการบริหารคุณภาพโดยรวมของเราครับ ประการแรก เราตระหนักดีว่า การบริหารคุณภาพโดยรวมคือกิจกรรมการบริหารที่จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดในอดีตที่เราเอาแต่เข้าใจว่าคุณภาพคือการเป็นไปตามข้อกำหนดของการออกแบบ เมื่อก่อน พวกเราคิดว่าสินค้าที่มีคุณภาพดีคือสินค้าที่มีตัวชี้วัดทางเทคนิคต่างๆ ในระดับสูง ทว่าข้อกำหนดของการบริหารคุณภาพในยุคปัจจุบันกลับเน้นย้ำไปที่ความเหมาะสมในการใช้งาน นั่นก็คือต้องสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่มีต่อตัวสินค้า
ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศของเรา ทัศนคติในการใช้ชีวิตของชาวบ้านคือ 'ใหม่สามปี เก่าสามปี ปะชุนอีกสามปี' พวกเขาหวังว่าสินค้าชิ้นหนึ่งจะมีอายุการใช้งานยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สิ่งนี้เรียกร้องให้เราต้องให้ความสำคัญกับความทนทานเป็นอันดับแรกในตอนที่ผลิตสินค้า ส่วนเรื่องที่ว่ามันจะสวยงามหรือไม่ หรือใช้งานง่ายหรือเปล่า กลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ
ทว่าในประเทศแถบตะวันตก พวกเขามีสิ่งของเครื่องใช้บริบูรณ์ ค่านิยมในการบริโภคของชาวบ้านคือการแสวงหาความแปลกใหม่ เสื้อผ้าตัวหนึ่งพอใส่จนเก่าแล้ว ต่อให้ยังไม่ขาด พวกเขาก็จะโยนมันทิ้งลงกองขยะไป ดังนั้น หากเป็นการผลิตเสื้อผ้าให้ชาวตะวันตก ข้อกำหนดด้านคุณภาพก็คือต้องสวยงามและทันสมัย ส่วนเรื่องความทนทานนั้น ก็ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่แล้ว เพราะยังไงก่อนที่พวกเขาจะใส่เสื้อผ้าจนขาด พวกเขาก็ต้องทิ้งเสื้อผ้าตัวนั้นไปแล้วอย่างแน่นอน"
สวีซินคุนพูดอย่างฉะฉานด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เขามาจากสายงานการเมือง จึงมีวาทศิลป์ที่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งการพูดในครั้งนี้ยังได้รับคำชี้แนะจากเฝิงเซี่ยวเฉินด้วยตัวเอง ซึ่งครอบคลุมแนวคิดใหม่ๆ มากมายที่ก้าวล้ำวิสัยทัศน์ของคนในประเทศยุคนั้น ดังนั้นคำพูดที่เปล่งออกมา จึงดึงดูดความสนใจของผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนได้อยู่หมัด และไม่มีใครสนใจอีกต่อไปแล้วว่าเขาจะเป็นคนนอกวงการหรือไม่







