เผลอแป๊บเดียวเดือนกันยายนก็ผ่านไปเกินครึ่งแล้ว อีกสามวันก็จะเป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์
สมัยนี้เทศกาลไหว้พระจันทร์ไม่ได้หยุดงาน แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อบรรยากาศอันอบอวลของเทศกาลเลย
พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุด ห้องสมุดจึงจัดการแจกสวัสดิการให้พนักงานแต่เนิ่นๆ
สวัสดิการของหน่วยงานในยุคนี้เรียบง่ายมาก ล้วนเป็นของที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่กล่องของขวัญที่สวยแต่รูปจูบไม่หอม
สิ่งที่พนักงานตั้งตารอที่สุดก็คือการแจกข้าวสาร แป้ง ธัญพืช และน้ำมัน ยุคนี้จะซื้ออะไรก็ต้องใช้ตั๋วแลกสินค้า อาหารการกินในแต่ละวันก็ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของทุกครอบครัว ของที่ไม่ต้องใช้ตั๋วแลกสินค้าจึงถือเป็นของดีที่สุด
หลินเฉาหยางในฐานะกำลังหลักของห้องสมุด ยุ่งมาตั้งแต่เช้าตรู่ เขาช่วยเพื่อนร่วมงานหนุ่มสาวอีกหลายคนขนสวัสดิการกลับมาที่ห้องสมุด
สวัสดิการช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้คือแป้งฝูเฉียงหนึ่งถุงหนักสิบจิน หลังยุคห้าศูนย์เป็นต้นมา แป้งสาลีในประเทศไม่มีแบรนด์ ถูกเปลี่ยนเป็นแป้งเกรดหนึ่ง สอง และสามอย่างเป็นทางการ โดยตั้งชื่อตามลำดับว่า ฝูเฉียง เจี้ยนเซ่อ และเซิงฉ่าน
แป้งฝูเฉียงคือแป้งเกรดหนึ่ง เนื้อละเอียด มีปริมาณกลูเตนสูง มีสิ่งเจือปนน้อย คล้ายกับแป้งขนมปังในยุคหลัง
ช่วงเวลานี้ทุกคนแทบไม่กล้าตัดใจซื้อ มักจะรอให้หน่วยงานแจก ปกติก็ไม่ค่อยได้กิน มักจะเก็บไว้ใช้ต้อนรับแขก
นอกจากแป้งสาลีหนึ่งถุงแล้ว ยังมีขนมจากร้านเต้าเซียงชุนอีกหนึ่งกล่อง หนักประมาณสองจิน และสบู่อีกสองก้อน
เพื่อนร่วมงานพูดคุยหัวเราะกันขณะรับสวัสดิการ แต่ก็มีบางคนที่บ่นกระปอดกระแปด
"แจกขนมทำไม ให้ข้าวสารกับแป้งขาวเพิ่มอีกสักสองสามจินไม่ดีกว่าหรือ หรือแย่ที่สุดเป็นธัญพืชหยาบก็ยังดี!"
ไม่ต้องถามเลย นี่ต้องเป็นคนที่มีสมาชิกในครอบครัวเยอะแน่ๆ
ขนมในยุคนี้เป็นของหายาก แต่มันก็จัดเป็นอาหารประเภทของว่างกินเล่น เอาไว้ให้คนแก่และเด็กกินเรียกน้ำย่อยและแก้ความอยากเท่านั้น ยังไงก็ไม่คุ้มค่าเท่าข้าวสาร แป้ง ธัญพืช และน้ำมัน
หลินเฉาหยางฟังคำบ่นของเพื่อนร่วมงานแล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงดึงคนที่บ่นไปคุยด้านข้างสองสามประโยค จากนั้นคนหนึ่งก็ควักเงิน อีกคนก็ยื่นของให้ ขนมในมือของหลินเฉาหยางจึงเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งกล่องด้วยประการฉะนี้
ตู้หรงถามขึ้น "เฉาหยาง นายซื้อขนมมาเหรอ"
"อืม ที่บ้านคนเยอะ แถมยังชอบกินของหวานกันหมด พอดีมีคนไม่อยากได้ เขาเอาเงินไปแลกคูปองอาหาร ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย" หลินเฉาหยางอธิบายประโยคหนึ่ง แล้วถามตู้หรงต่อ "ขนมของเธอขายไหม"
ตู้หรงรีบซ่อนขนมไว้ด้านหลังทันที "เลิกคิดจะเอาของฉันไปเลย ปีกว่าแล้วนะ นี่เป็นครั้งแรกที่แจกขนม ฉันยังไม่ได้ชิมเลย"
ความสุขความเศร้าในชีวิตคนเราช่างแตกต่างกัน บางคนกลุ้มใจที่แจกขนม แต่บางคนกลับกลุ้มใจที่แจกขนมน้อยเกินไป
"เฉาหยาง ยังอยากได้ขนมอีกไหม" เจิ้งถงเจียงถาม
"เอาสิ!"
ขนมแค่สองกล่อง ที่บ้านคนตั้งเยอะแยะ จะไปพอกินได้ยังไง
ตอนเย็นหลังเลิกงาน หลินเฉาหยางปั่นจักรยานบรรทุกของมาที่อพาร์ตเมนต์ที่ทะเลสาบหล่างรุ่นก่อน พอถึงใต้ตึกก็เห็นอู๋จู่เซียงยืนอยู่
ช่วงที่หลินเฉาหยางย้ายออกไป ตาแก่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก บุหรี่ขาดช่วงเป็นพักๆ ทำให้รู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน ความรู้สึกแบบนี้มีแต่คนสูบบุหรี่จัดเท่านั้นถึงจะเข้าใจ
หลินเฉาหยางล้วงบุหรี่ออกมาสองซองเงียบๆ กำลังจะยัดใส่กระเป๋าเสื้อของตาแก่ แต่ตาแก่กลับคว้ามือเขาไว้
"ทำไมเป็นยี่ห้อหงเหมยล่ะ"
"ตาแหลมไม่เบานะ ทำไม ไม่ชอบสูบเหรอ"
"รสหงเหมยมันจืด สูบไม่ค่อยอร่อย"
"อย่ามาเลือกมากหน่อยเลย ไม่ให้สูบมวนกระดาษปฏิทินก็ดีเท่าไหร่แล้ว"
มวนกระดาษปฏิทิน หรือที่เรียกว่า 'ปืนใหญ่' คือวิธีการเอาเศษยาสูบมาม้วนกับกระดาษปฏิทินแล้วสูบ เป็นวิธีแก้ขัดของคนสูบบุหรี่จัดเวลาที่ไม่มีบุหรี่จะสูบ
หลินเฉาหยางขี้เกียจฟังตาแก่เรื่องมาก จึงยัดบุหรี่ใส่กระเป๋าเสื้อของอีกฝ่ายไป
อู๋จู่เซียงบ่นอย่างไม่พอใจ "ฉันสอนนายไปเสียเปล่าเลยใช่ไหม บุหรี่คุณภาพแย่ลงเรื่อยๆ ฉันว่านายตั้งใจจะหลอกลวงฉันชัดๆ"
"เป็นขอทานยังจะรังเกียจข้าวบูดอีก ถ้าคุณยังเป็นแบบนี้ ผมจะไม่สนใจคุณแล้วนะ"
คำขู่ของหลินเฉาหยางค่อนข้างได้ผล ท่าทีแข็งกร้าวของตาแก่ลดลงบ้าง หลินเฉาหยางจึงพูดต่อ "คุณคิดว่าบุหรี่นอกมันหามาได้ง่ายๆ หรือไง"
อู๋จู่เซียงมีสีหน้าเสียดาย ฟังจากน้ำเสียงของหลินเฉาหยางแล้ว วันหน้าคงจะไม่ได้สูบบุหรี่นอกอีกแล้ว
เขาลูบซองบุหรี่หงเหมยในกระเป๋าเสื้อ ความจริงแล้วรสชาติของหงเหมยก็ไม่เลวเหมือนกัน
หลังจากจัดการกับอู๋จู่เซียงเสร็จ หลินเฉาหยางก็หิ้วของขึ้นไปชั้นบน
เมื่อก่อนตอนที่หลินเฉาหยางอาศัยอยู่กับครอบครัวตระกูลเถา สวัสดิการที่หน่วยงานแจก เขาก็จะหิ้วกลับมาโดยตรง
ตอนนี้สองสามีภรรยาหลินเฉาหยางย้ายออกไปแล้ว เขายังเอาสวัสดิการกลับมาส่งให้ครอบครัวตระกูลเถา ทำให้คนในบ้านรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
"พ่อกับพี่ชายใหญ่ของนายก็ได้รับสวัสดิการแล้ว สวัสดิการของพวกนายก็เอากลับไปไว้ที่บ้านพวกนายเถอะ" พ่อตาเถากล่าว
"ผมกับอวี้ซูอยู่กันแค่สองคน ปกติก็กินอะไรไม่ค่อยเยอะหรอกครับ"
หลินเฉาหยางวางของลง ขนมหลายกล่องในกองสวัสดิการดึงดูดสายตามากที่สุด สองพี่น้องเถาซีเหวินกับเถาซีอู่จ้องมองมาตั้งแต่เขาเดินเข้าประตู แม้แต่แม่ยายเถายังต้องชายตามอง
"เฉาหยาง ทำไมขนมเยอะจัง" เถาอวี้เฉิงถามด้วยความสงสัย
"ที่หน่วยงานผมมีคนไม่อยากได้ขนม ผมก็เลยขอซื้อต่อ แถมไม่ต้องใช้ตั๋วขนมด้วย พวกเขาเอาเงินไปซื้อคูปองอาหาร ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ครับ" หลินเฉาหยางอธิบาย
เถาอวี้เฉิงคิดในใจว่า น้องเขยคงรู้ว่าแม่ชอบกินของหวานแน่ๆ จึงจงใจแลกขนมมาเพื่อประจบ
แต่เขาก็ดีใจ ลูกทั้งสามคนของตระกูลเถาได้รับอิทธิพลจากแม่ยายเถา จึงชอบกินของหวานกันทุกคน
วันนี้หลินเฉาหยางเอาขนมกลับมาทีเดียวถึงสี่กล่อง ให้คนทั้งบ้านกินอย่างเต็มที่ก็กินได้ตั้งสองมื้อ
วันนี้เป็นวันเสาร์ สองสามีภรรยาหลินเฉาหยางต้องกลับมากินข้าวที่บ้าน หลินเฉาหยางมาถึงได้ไม่นาน สองพี่น้องเถาอวี้ซูกับเถาอวี้โม่ก็ทยอยกลับมา
เมื่อเห็นขนมหลายกล่อง เถาอวี้โม่ก็ตื่นเต้นขึ้นมา "พี่เขย ปีนี้หน่วยงานของพี่ทุ่มทุนสร้างน่าดูเลยนะ!"
"ที่ไหนกันล่ะ พี่เขยของเธอตั้งใจแลกมาต่างหาก" เถาอวี้เฉิงพูดแก้ต่างแทนน้องเขย
เถาอวี้โม่ยกนิ้วหัวแม่มือให้หลินเฉาหยาง "พี่เขยใจป้ำมาก!"
กินข้าวเสร็จ คนทั้งบ้านก็นั่งล้อมวงกัน เริ่มแจกจ่ายขนมให้แต่ละคน
วันนี้หลินเฉาหยางเอาขนมกลับมาเยอะ ทั้งครอบครัวกินกันอย่างเต็มที่ก็กินไปแค่สองกล่อง
ตอนจะกลับ หลินเฉาหยางเตรียมจะเดินลงบันไดไปมือเปล่า พ่อตาเถาจึงพูดขึ้น "เอาของกลับไปด้วย"
"ที่บ้านยังมีแป้งอยู่ครับ ส่วนขนมเราสองคนก็กินไม่หมด พวกคุณกินเถอะ" หลินเฉาหยางพูด
ผลักไสกันไปมาอยู่พักหนึ่ง พ่อตาเถาก็เก็บขนมไว้หนึ่งกล่อง หลินเฉาหยางมองดูเขายื่นขนมกล่องนั้นให้แม่ยายเถา
ไม่ต้องถามเลย นี่ต้องเป็นเสบียงที่เก็บไว้ให้ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากแน่ๆ
จุ๊ๆๆ คลั่งรักภรรยาตัวจริง!
หลังเทศกาลไหว้พระจันทร์ก็เป็นวันชาติ ช่วงนี้หลินเฉาหยางกำลังวางแผนเขียนนวนิยายเรื่องใหม่
ครึ่งปีมานี้ นอกจากการทำงานและเรียนแล้ว เวลาว่างส่วนใหญ่ของเขาหมดไปกับการอ่านหนังสือและหนังสือพิมพ์ พักผ่อนจนพอแล้ว พอไม่ได้จับปากกานานๆ ก็เริ่มรู้สึกคันไม้คันมืออยากเขียนขึ้นมาบ้าง
บังเอิญเย็นวันนั้น จู้ชางเซิ่งมาหาโดยไม่ได้นัดหมาย เพื่อคุยกับหลินเฉาหยางเรื่องผลงานชิ้นใหม่
"หลังจาก 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ตีพิมพ์ออกไปก็ได้รับเสียงตอบรับดีมาก ตอนนี้ทุกคนต่างยกให้นายกลายเป็นผู้นำวรรณกรรมกระแสสำนึกในประเทศไปแล้ว และต่างก็หวังให้นายสร้างสรรค์ผลงานในแนววรรณกรรมกระแสสำนึกนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก"
หลินเฉาหยางเขียน 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ก็เพราะเนื้อเรื่องต้องการบรรยากาศแบบนั้นพอดี อีกอย่างนวนิยายกระแสสำนึกก็มีแต่น้ำท่วมทุ่ง หลอกเอาค่าต้นฉบับได้ง่ายดีด้วย
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า "การที่ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' เป็นที่ชื่นชอบของทุกคน ผมก็ดีใจอยู่แล้วครับ แต่จะเขียนผลงานแนวนี้อีกเรื่องไหม ผมยังไม่ได้คิดเลย"
จู้ชางเซิ่งพูดต่อ "ในฐานะบรรณาธิการ พวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่านายจะเขียนผลงานแบบ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ออกมาอีก 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ได้บุกเบิกแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า 'วรรณกรรมกระแสสำนึกแบบจีน' มีหวังที่จะสร้างกระแสความนิยมขึ้นมา หากนายเจาะลึกเนื้อหาลงไปอีก ไม่แน่อาจจะกลายเป็นผู้ก่อตั้งสำนักเลยก็ได้"
หลินเฉาหยางไม่เชื่อคำพูดไร้สาระของพวกบรรณาธิการกลุ่มนี้เลยแม้แต่น้อย เขาหัวเราะลั่น "ถ้าการก่อตั้งสำนักมันง่ายขนาดนั้น ปรมาจารย์ในวงการวรรณกรรมก็คงเดินกันเกลื่อนกลาดแล้วไม่ใช่หรือ"
เมื่อเห็นว่าหลินเฉาหยางไม่หวั่นไหวกับความหวังลมๆ แล้งๆ ที่ตัวเองวาดฝันให้เลยแม้แต่น้อย แถมยังมีท่าทีแน่วแน่ จู้ชางเซิ่งก็อดรู้สึกเสียดายในใจไม่ได้
เขาจึงถามอีก "แล้วช่วงนี้นายมีความคิดอะไรบ้างไหม"
"กำลังบ่มเพาะอยู่ครับ"
จู้ชางเซิ่งเห็นสีหน้าสบายๆ ของเขา ก็อดหยอกล้อไม่ได้ "ตอนนี้นายมีทุนรอนแล้วนี่ แค่นวนิยายเรื่อง 'พวงมาลาใต้เชิงผา' เรื่องเดียวก็ทำให้นายเป็นครัวเรือนหลักหมื่นหยวนได้แล้ว"
คำว่า 'ครัวเรือนหลักหมื่นหยวน' เพิ่งจะเริ่มฮิตในตอนนี้ เมื่อเดือนเมษายนปีนี้ สำนักข่าวซินหัวได้ตีพิมพ์บทความข่าวเรื่อง 'ฤดูใบไม้ผลิที่เยี่ยนทาน'
ในบทความกล่าวว่า ปลายปี 1979 หลี่เต๋อเสียงแห่งเมืองหลานโจวได้รับส่วนแบ่งเงินหนึ่งหมื่นหยวนจากกองพล สมาชิกในชุมชนจึงเรียกครอบครัวของเขาว่า 'ครัวเรือนหลักหมื่นหยวน'
คำศัพท์นี้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวางพร้อมกับการเผยแพร่ของบทความ เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งปีก็กลายเป็นคำศัพท์ใหม่ที่ชาวจีนทั้งประเทศคุ้นหูที่สุดไปแล้ว
หากมีการจัดอันดับคำศัพท์ยอดฮิตประจำปี 1980 ในเวลานี้ คำว่า 'ครัวเรือนหลักหมื่นหยวน' จะต้องติดอันดับอย่างแน่นอน
สำหรับคนส่วนใหญ่ในยุคนี้ นี่เป็นเป้าหมายที่ยังห่างไกลนัก แต่จู้ชางเซิ่งรู้ดีว่า สำหรับหลินเฉาหยางแล้ว นี่ไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด
ไม่ต้องพูดถึงผลงานเรื่องอื่น แค่รายได้จากฉบับรวมเล่มของ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' ในปีนี้ ก็คงทำให้หลินเฉาหยางกอบโกยเงินเป็นกอบเป็นกำแล้ว
หลินเฉาหยางยิ้ม "จะเวอร์ขนาดนั้นได้ยังไง 'ภูผา' ที่ขายดีขนาดนั้นก็เพราะมีเหตุผลพิเศษหรอกครับ"
"จะเหตุผลอะไรก็ช่างเถอะ แต่ค่าต้นฉบับนายก็ได้รับมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว นวนิยายขนาดกลางของนายเรื่องนี้ ทำเงินได้มากกว่าคนอื่นเขียนนวนิยายขนาดยาวถึงสองเรื่องเสียอีก"
น้ำเสียงของจู้ชางเซิ่งแฝงความทึ่งอยู่สามส่วน และความอิจฉาอีกเจ็ดส่วน
สำหรับนักเขียนส่วนใหญ่ รายได้แบบหลินเฉาหยางเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด
ยุคนี้ค่าต้นฉบับนวนิยายขนาดกลางเรื่องหนึ่งมักจะอยู่ที่สามร้อยถึงห้าร้อยหยวน หลังจากตีพิมพ์ลงนิตยสารแล้วจะได้รวมเล่มหรือไม่ก็ต้องแล้วแต่ดวง ส่วนเรื่องค่าลิขสิทธิ์ตามยอดพิมพ์อะไรเทือกนั้น ยิ่งไม่ต้องไปคาดหวังเลย
ต่อให้ขายได้หนึ่งแสนเล่ม ก็ได้ค่าลิขสิทธิ์ตามยอดพิมพ์แค่ 20% เท่านั้น อย่าเห็นว่าตอนนี้ในประเทศมีบรรยากาศการอ่านที่คึกคัก แต่หนังสือทั่วไปอยากจะขายให้ได้ยอดขนาดนี้ ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
'พวงมาลาใต้เชิงผา' มียอดขายถล่มทลายกว่าสองล้านเล่มภายในเวลาครึ่งปี ถือเป็นความลงตัวของทั้งจังหวะเวลา สถานที่ และบุคคล ต่อให้เป็นสำนักพิมพ์ระดับชาติอย่างสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน ก็ยังเป็นกรณีที่หาได้ยากยิ่ง
"ช่วงนี้ในสำนักพิมพ์ของเรายังมีคนพูดอยู่เลยว่า ตอนนั้นไม่น่าปล่อย 'ภูผา' ซึ่งเป็นแม่ไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำให้หลุดมือไปเลย
แต่เราก็ยังมี 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' อยู่ ช่วงนี้ทางสำนักพิมพ์กำลังเตรียมจัดงานเสวนาให้กับ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ'
อีกสักพักน่าจะมาคุยกับนายเรื่องการตีพิมพ์ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' เป็นรวมเล่ม คงได้ค่าต้นฉบับก้อนใหญ่อีกแล้ว"
จู้ชางเซิ่งเป็นบรรณาธิการของคอนเทมโพราเรีย ไม่ได้รับผิดชอบธุรกิจการตีพิมพ์หนังสือของสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน ดังนั้นจึงแค่แง้มพรายให้หลินเฉาหยางฟัง
หลินเฉาหยางส่ายหน้า "ค่าต้นฉบับก้อนใหญ่อะไรกันล่ะ คุณคิดว่ายอดขายของ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' จะเทียบเท่ากับ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' ได้หรือไง นิตยสารของคุณขายได้เท่าไหร่ คุณก็รู้อยู่แก่ใจไม่ใช่หรือ"
'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารคอนเทมโพราเรียฉบับที่สองของปีนี้ โดยได้ขึ้นเป็นหัวข้อข่าว และตีพิมพ์จบในฉบับเดียว ถือเป็นการปฏิบัติที่พิเศษไม่เหมือนใคร
หลังจากนวนิยายตีพิมพ์ออกไป ก็ได้รับการต้อนรับอย่างกว้างขวางจากผู้อ่านและแวดวงวรรณกรรม โดยเฉพาะเสียงตอบรับในแวดวงนักวิจารณ์ ที่แทบจะมีแต่คำยกย่องชื่นชม
สาเหตุหลักก็ไม่ใช่เรื่องอื่นใด นอกเหนือไปจากเทคนิคอันเป็นผู้ใหญ่ที่หลินเฉาหยางถ่ายทอดออกมาในนวนิยาย ทำให้แวดวงนักวิจารณ์ได้เห็นว่าวงวรรณกรรมจีนได้ให้กำเนิดผลงานชิ้นเอกแนววรรณกรรมกระแสสำนึกขึ้นมาแล้ว
ต้องรู้ก่อนว่า ก่อนหน้านี้ ในประเทศยังไม่เคยมีผลงานวรรณกรรมกระแสสำนึกที่ทรงอิทธิพลในวงกว้างถือกำเนิดขึ้นมาก่อน
อีกทั้งหลินเฉาหยางยังผสมผสานองค์ประกอบทางวัฒนธรรมจีนลงในนวนิยายได้อย่างยอดเยี่ยม สร้างสรรค์เป็นผลงานอันเป็นเอกลักษณ์ที่เปี่ยมไปด้วยสีสันทางวัฒนธรรมจีน สิ่งนี้ยิ่งทำให้แวดวงนักวิจารณ์รู้สึกประหลาดใจระคนยินดี
เมื่อนักวิจารณ์เหยียนกังเสนอแนวคิด 'วรรณกรรมกระแสสำนึกแบบจีน' ออกมา ก็ได้รับการตอบรับจากเพื่อนร่วมอาชีพอย่างรวดเร็ว
บทความวิจารณ์ต่างๆ ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดบนหน้ากระดาษของนิตยสารวรรณกรรมและวารสารวรรณกรรมวิจารณ์ชั้นนำในประเทศ
ในช่วงหลายเดือนมานี้ คำว่า 'วรรณกรรมกระแสสำนึกแบบจีน' โด่งดังไปทั่ววงการวรรณกรรมจีน ผู้คนต่างกระตือรือร้นที่จะวิจารณ์และพูดคุยเกี่ยวกับผลงานอันยอดเยี่ยมที่เป็นประเด็นร้อนแรงเรื่องนี้
การสนับสนุนอย่างล้นหลามของวงการวรรณกรรมที่มีต่อ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' แผ่ขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้อ่านอย่างมาก ผู้อ่านหลายคนที่แต่เดิมไม่ได้สนใจวรรณกรรมกระแสสำนึก ก็เลือกที่จะอ่านนวนิยายเรื่องนี้เพราะบทความวิจารณ์ที่เขียนยกย่องเสียสวยหรูเหล่านั้น
การสนับสนุนของผู้อ่านเหล่านี้ ก็ช่วยผลักดันให้นิตยสารคอนเทมโพราเรียฉบับที่สองที่ตีพิมพ์ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' มียอดขายรวมไปหยุดอยู่ที่ห้าแสนสามหมื่นเล่ม
ตัวเลขนี้มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับนิตยสารคอนเทมโพราเรีย เพราะก่อนหน้าฉบับนี้ นิตยสารคอนเทมโพราเรียมียอดขายเพียงหนึ่งแสนสามหมื่นเล่มเท่านั้น
ห่างกันเพียงแค่ฉบับเดียว ยอดขายกลับพุ่งพรวดขึ้นกว่า 300% สำหรับนิตยสารฉบับไหนๆ นี่ก็ถือเป็นสถิติที่น่ากลัวอย่างยิ่ง และในกระบวนการนี้ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ก็ถือว่ามีความดีความชอบสูงสุด
เมื่อประสบความสำเร็จอย่างงดงามเช่นนี้ นิตยสารคอนเทมโพราเรียและสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนก็ย่อมอยากจะสานต่อความสัมพันธ์อันดีในการร่วมมือกับหลินเฉาหยางต่อไป
นี่แหละคือเหตุผลที่ช่วงนี้จู้ชางเซิ่งแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนหลินเฉาหยางอยู่บ่อยๆ
แน่นอนว่ายอดขายสี่แสนเล่มและอัตราการเติบโต 300% นั้นฟังดูน่ากลัวก็จริง แต่นั่นก็เป็นเพียงการเปรียบเทียบสัมพัทธ์ เมื่อมี 'วรรณกรรมประชาชน' และ 'การเก็บเกี่ยว' ขวางหน้าอยู่ ยอดขายของคอนเทมโพราเรียก็ยังมีช่องว่างให้พัฒนาได้อีกมาก
อีกทั้งเมื่อเทียบกับกระแสอันรุนแรงที่ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ก่อให้เกิดในวงการวรรณกรรมและแวดวงนักวิจารณ์แล้ว เสียงตอบรับของนวนิยายเรื่องนี้ในหมู่ผู้อ่านทั่วไปและประชาชนในวงกว้างนั้นกลับน้อยกว่ามาก
ในจุดนี้ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' กับ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' จึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หลินเฉาหยางรู้ดีว่า ในอนาคตหาก 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ได้ตีพิมพ์รวมเล่ม คำวิจารณ์และเสียงตอบรับในวงการวรรณกรรมและกลุ่มผู้รักวรรณกรรมจะต้องดีมากแน่ๆ แต่หากพูดถึงยอดขายแล้ว คงยากที่จะนำไปเทียบชั้นกับ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' ได้
ยอดขายทะลุฟ้าของ 'พวงมาลาใต้เชิงผา' นั้นได้รับปัจจัยหนุนส่งที่พิเศษเหนือใคร ในจุดนี้ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' จึงไม่อาจเทียบติดได้เลย
"ไม่พูดเรื่องค่าต้นฉบับกับยอดขายแล้ว พูดมาตั้งนาน ลองเล่าโครงเรื่องของนายให้ฉันฟังหน่อยสิ" จู้ชางเซิ่งอ้อนวอน
"ก็บอกคุณแล้วไงว่ากำลังบ่มเพาะอยู่ ยังไม่ได้คิดเลย"
"แล้วเมื่อไหร่นายถึงจะคิดออกล่ะ"
"แล้วผมจะไปรู้ได้ยังไง" หลินเฉาหยางถูกเขาซักไซ้จนเริ่มรำคาญ "ผมยังไม่ได้บอกเลยนะว่าจะให้นวนิยายกับพวกคุณ"
จู้ชางเซิ่งไม่เหมือนจางเต๋อหนิง เขาทั้งเจ้าเล่ห์และมีประสบการณ์โชกโชน พอได้ยินหลินเฉาหยางพูดแบบนี้ ก็ไม่โกรธเคืองเลยสักนิด
"ฉันรู้ ฉันรู้ ถ้านายมีความคิดอะไรก็เล่าให้ฉันฟังได้นี่ ฉันจะได้ช่วยให้คำแนะนำ ฉันเหล่าจู้ก็ทำงานในวงการนี้มาตั้งยี่สิบกว่าปีแล้วนะ"
"ไว้ให้มีความคิดก่อนเถอะ"
"ตกลง งั้นอีกสองวันพอนายคิดออกแล้วฉันค่อยมาใหม่"
หากบอกว่าสไตล์การทวงต้นฉบับของจางเต๋อหนิงคือการพูดตรงไปตรงมา และสไตล์ของหลิวซินอู่คือการเชือดนิ่มๆ สไตล์การทวงต้นฉบับของจู้ชางเซิ่งก็คือแผ่นกอเอี๊ยะที่ทำให้คนอยากจะโมโหใส่เขาแค่ไหนก็โมโหไม่ลง







