ในใจของไช่ฮ่าวอวี่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกล่องลอย คำพูดของระดับบิ๊กนี่มันต่างออกไปจริงๆ เขาหัวเราะและกล่าวว่า "ขอบคุณคุณลู่ที่ยอมรับในทีมงานมิโฮโยครับ... ความจริงแล้วทิศทางปัจจุบันของมิโฮโยกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่ ภายใต้สภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมเกมในประเทศทุกวันนี้ รูปแบบการพัฒนาแบบไหนกันแน่ถึงจะถูกต้อง? นี่คือปัญหาหลักที่เราขบคิดมาโดยตลอดครับ"
ลู่หมิงเอนหลังพิงบีนแบค นั่งไขว่ห้างพลางใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง แล้วพูดอย่างมีระบบว่า "ตามมุมมองตื้นๆ ส่วนตัวของผมที่มีต่อเกมในประเทศ ค่ายเกมใหญ่ๆ ในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็นสามประเภทหลักๆ"
ไช่ฮ่าวอวี่สงสัย "สามประเภทไหนหรือครับ?"
ลู่หมิงกล่าว "ประเภทแรกคือค่ายใหญ่ที่ทำอะไรตามอำเภอใจ ตัวแทนคือค่ายใหญ่ดั้งเดิมอย่างเพนกวินและเน็ตอีส พวกเขามีเงินทุนหนาแน่นและลงลึกในวงการเกม พวกเขาทำเรื่องแย่ๆ มานับไม่ถ้วนแต่ก็ทำเรื่องดีๆ ไว้บ้าง ขยายตัวไปในหลายแวดวงพร้อมกัน มีผลิตภัณฑ์เยอะ ไม่ว่าจะลอกเลียนแบบหรือคิดค้นเอง พวกเขาก็กินส่วนแบ่งการตลาดไปมหาศาล สรุปง่ายๆ ว่าค่ายใหญ่ประเภทนี้มีเงินซะอย่าง จะทำอะไรก็ได้"
"ประเภทที่สองคือค่ายเกมซิงเกิลเพลเยอร์ที่ยึดครองจุดสูงสุด บางแห่งเป็นสตูดิโออิสระ บางแห่งก็พึ่งพาค่ายใหญ่"
"ประเภทที่สามคือสตูดิโอที่ฝังรากอยู่ในระดับล่างสุด ส่วนใหญ่ไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม ไม่มีประวัติความเป็นมา พวกที่รวยเงียบๆ ก็มี แต่ที่ตายจากไปอย่างเงียบๆ นั้นมีมากกว่า"
"สามประเภทใหญ่นี้ครอบคลุมค่ายเกมทั้งหมดในอุตสาหกรรมเกมของประเทศเราโดยพื้นฐาน และยังเป็นตัวแทนของสถานการณ์ปัจจุบันในอุตสาหกรรมเกมของประเทศอีกด้วย ในมุมมองของผม สำหรับในประเทศแล้ว ทั้งสามประเภทนี้เป็นตัวแทนของคุณลักษณะสามอย่าง ได้แก่ ทุน สายเลือด และผู้ใช้!"
พูดถึงตรงนี้ ลู่หมิงก็ยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบแล้วพูดต่อ "ทุนคือนักลงทุนน้อยใหญ่ที่มีค่ายใหญ่ดั้งเดิมเป็นตัวแทน สายเลือดคือผู้เล่นฮาร์ดคอร์ที่กุมอำนาจการตัดสินใจและสิทธิ์ในการประเมินสูงสุดในวงการเกม ส่วนผู้ใช้คือผู้เล่นทั่วไปที่กินส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด มีศักยภาพมากที่สุด และมีจำนวนคนมากที่สุด"
"หากจะพูดถึงรูปแบบในอุดมคติที่สุดของวงการนี้ มันควรจะเป็นการรวม ทุน สายเลือด และผู้ใช้ เข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการเข็นผลงานระดับ 3A ที่ทั้งทำเงินและได้กล่องออกมาอย่างต่อเนื่อง ผมเชื่อว่านี่คือเป้าหมายสูงสุดของคนทำงานส่วนใหญ่ในวงการนี้เช่นกัน"
"แต่สถานการณ์จริงคือ ประเภทที่หนึ่งและประเภทที่สามซึ่งมีบทบาทในการผลักดัน กลับเกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงกับประเภทที่สอง ประเภทที่สามกับประเภทที่สองก็ยิ่งเข้ากันไม่ได้ราวกับน้ำกับไฟ ส่วนประเภทที่หนึ่งก็ได้รับอิทธิพลจากประเภทที่สองและสาม แถมยังคานอำนาจกับประเภทที่สาม วงจรอุบาทว์แบบนี้ได้ก่อให้เกิดวัฏจักรที่เลวร้ายอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเกมในประเทศ"
ไช่ฮ่าวอวี่อดไม่ได้ที่จะฉายแววประหลาดใจ เป็นความเข้าใจที่แปลกใหม่มาก เขาจึงถามขึ้นทันทีว่า "ในสายตาของคุณลู่ มิโฮโยจัดอยู่ในประเภทไหนครับ?"
ลู่หมิงตอบอย่างรวบรัดได้ใจความ "ไม่เข้าพวกเลยสักประเภท"
ไช่ฮ่าวอวี่ประหลาดใจอีกครั้ง
ลู่หมิงยิ้มพลางกล่าว "ท่ามกลางสถานการณ์ของอุตสาหกรรมเกมในประเทศที่ตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ ผมได้เห็นประเภทที่สี่ซึ่งแปลกใหม่ไปเลยจากตัวมิโฮโย มิโฮโยเดินมาสายเทคโนโลยี ที่บอกว่าเป็นประเภทที่สี่ก็เพราะว่าแววของมิโฮโยในตอนนี้มีคุณสมบัติบางส่วนของทั้งสามประเภทก่อนหน้านี้รวมอยู่ด้วย นั่นคือมีทุนในตัว เพราะตลอดสามปีมานี้มีการสะสมทุนอยู่บ้าง มีสายเลือดในตัว เพราะซีรีส์ฮงไกเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยม และมีผู้ใช้ในตัว เพราะมีกลุ่มเป้าหมายที่มั่นคงอยู่แล้ว"
"มิโฮโยใช้รูปแบบการบริหารงานของประเภทที่สามเพื่อทำให้ตัวเองมีความสามารถแบบประเภทที่หนึ่ง และผลักดันตัวเองให้ก้าวไปสู่ประเภทที่สองทีละก้าว ก่อให้เกิดการรวมเป็นหนึ่งเดียวในระดับหนึ่ง อะไรคือเส้นทางที่ถูกต้อง? ผมคิดว่านี่แหละคือเส้นทางที่ถูกต้อง และจุดสำคัญก็คือ ประเภทที่สี่นั้นถูกขับเคลื่อนด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์ ไม่ถูกจำกัดด้วยกลุ่มทุนประเภทที่หนึ่ง นี่ต่างหากคือกุญแจสำคัญที่จะสามารถทลายวงจรอุบาทว์นี้ได้อย่างแท้จริง"
เมื่อได้ยินดังนั้น ไช่ฮ่าวอวี่ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ "ถ้าเป็นอย่างที่คุณลู่ว่า มิโฮโยก็สมควรปฏิเสธไมตรีจิตจากเทียนเซิ่งแคปปิตอลสิครับ กลุ่มทุนนั้นหลีกเลี่ยงธรรมชาติที่ฝังรากลึกของตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว พวกเขาไม่ใช่นักบุญ และมักจะอยู่บนเส้นทางแห่งการแสวงหาผลกำไรเสมอ ไม่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น"
ลู่หมิงส่ายหน้ายิ้มๆ และพูดอย่างมั่นใจว่า "จุดนี้คุณคิดผิดแล้ว คุณยังคงมีภาพจำแบบเหมารวมของกลุ่มทุนดั้งเดิมที่มีต่อเทียนเซิ่งแคปปิตอล ถึงได้คิดแบบนี้ ปรัชญาการลงทุนของเทียนเซิ่งแคปปิตอลนั้นมีความคล้ายคลึงกับการกระจายศูนย์ของบล็อกเชนในยุคนี้ เมื่อเราลงมือ เราจะเชื่อมั่นว่าบริษัทที่เราลงทุนหรือแม้แต่ถือหุ้นใหญ่ จะสามารถดำเนินงานได้ดีภายใต้เงื้อมมือของผู้บริหารชุดเดิม พวกเราชอบนอนรอรับชัยชนะครับ"
"พูดให้เข้าใจง่ายๆ ตรงไปตรงมาก็คือ เทียนเซิ่งแคปปิตอลชอบปล่อยตามธรรมชาติ ชอบแบบสไตล์ป่าๆ หากบริษัทที่ลงทุนเกิดปัญหาและขัดแย้งกับปรัชญาของเทียนเซิ่งแคปปิตอล เราจะเลือกที่จะถอนตัว แทนที่จะเข้าไปแทรกแซงฝ่ายเดียวเพื่อบีบบังคับให้พวกเขากลับมาอยู่ในเส้นทางที่เราต้องการ เราเชื่อว่าโลกใบนี้ไม่เคยขาดแคลนเป้าหมายการลงทุนที่ดี ถ้าคุณทำไม่ได้หรือไม่ตรงตามความคาดหวังของผม ผมก็แค่เผ่น"
ไช่ฮ่าวอวี่อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเงียบๆ ครู่ต่อมาเขาก็หัวเราะออกมา "นี่ช่างต่างจากเทียนเซิ่งแคปปิตอลที่ผมได้ยินมาจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงเลยครับ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่หมิงก็พูดติดตลกว่า "เป็นเพราะชื่อเสียงจากข้อพิพาทเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างอันกับเทียนทำพิษน่ะครับ แต่ความจริงแล้วเรื่องนั้นมันมีต้นเหตุมาจากคำสัญญาที่ให้ไว้กับคนๆ หนึ่ง ถ้าพูดความจริงออกไปมันอาจจะดู... ไร้สาระ แถมก็ไม่แน่ว่าจะมีคนเชื่อด้วยซ้ำ"
ไช่ฮ่าวอวี่รู้สึกประหลาดใจ แต่เมื่อเห็นว่าลู่หมิงไม่อยากเปิดเผยอะไรมากนัก เขาก็ย่อมไม่ซักไซ้ให้มากความ อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องนั้นอยู่แล้ว
อันอี้โหรวที่อยู่ด้านข้างได้ยินเข้าก็อดไม่ได้ที่จะกะพริบตาปริบๆ บางครั้งเธอก็อยากจะแฉความจริงของเรื่องนี้ออกไปให้รู้แล้วรู้รอด มันจะต้องเป็นข่าวที่ฮือฮาแบบสุดๆ ไปเลยแน่ๆ
จากนั้นลู่หมิงก็ดึงหัวข้อสนทนากลับเข้าประเด็นหลัก แล้วกล่าวต่อ "ไม่ว่าสุดท้ายแล้วมิโฮโยจะดึงเทียนเซิ่งแคปปิตอลเข้ามาร่วมด้วยหรือไม่ ส่วนตัวผมก็ยังมีเรื่องที่ต้องพูดอีกนิด หากมิโฮโยอยากจะเป็นแค่มิโฮโย ไม่ใช่เทนเซ็นต์มิโฮโยหรือเน็ตอีสมิโฮโย ทางออกเดียวก็คือต้องกลายเป็นค่ายใหญ่ด้วยตัวเอง การทำให้มั่นใจว่าตัวเองกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องอย่างแน่วแน่นั้นยังไม่พอ แต่จำเป็นต้องอาศัยปีกของกลุ่มทุนเพื่อโบยบินด้วย"
"ภัยแฝงที่มิโฮโยกำลังเผชิญอยู่นั้นเห็นได้ชัดเจนมาก นั่นคือปัญหาเรื่องผลิตภัณฑ์ที่ตายตัวและโครงสร้างรายได้ที่ไม่มั่นคง หากต้องการก้าวไปให้ไกลกว่านี้ อนาคตก็จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง เกมมือถือซีรีส์ฮงไกครองสัดส่วนรายได้ถึง 99.9% ของมิโฮโย ปัญหานี้จะเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดที่กีดขวางไม่ให้มิโฮโยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้"
"หากยังคงเดินตามแนวทางปัจจุบันต่อไป การที่เพนกวินตัวนั้นจะมาเคาะประตูบ้านก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา นี่คือ 'บอส' ที่มิโฮโยจะต้องเผชิญหน้าในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ถูกควบรวมเข้ากับอาณาจักรเพนกวิน ก็ทำได้เพียงคิดหาทางเปลี่ยนและแสวงหาความเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงย่อมมีความเจ็บปวดและมีต้นทุนจม ซึ่งมิโฮโยอาจจะรับมือไม่ไหว แต่เทียนเซิ่งแคปปิตอลสามารถเป็นคนจ่ายบิลนี้ให้มิโฮโยได้"
……
หลังจากนั่งจับเข่าคุย(หลอกล่อ)กันอยู่นาน ในที่สุดลู่หมิงก็จัดการมิโฮโยได้สำเร็จ ไช่ฮ่าวอวี่ยอมรับและดึงเงินระดมทุน 500 ล้านจากเทียนเซิ่งแคปปิตอลเข้ามา โดยยอมปล่อยหุ้นให้ 25%
ไม่เพียงแต่ทุ่มเงินถึง 500 ล้าน แต่เขายังช่วยมิโฮโยปรับปรุงการออกแบบโครงสร้างระดับบนของบริษัท ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ด้านอำนาจการควบคุมอีกหลายจุดในข้อบังคับของบริษัท และช่วยให้ทีมผู้ก่อตั้งกุมอำนาจการควบคุมบริษัทเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
จุดนี้เรียกได้ว่าเอาชนะความไว้วางใจและเพิ่มระดับความรู้สึกดีๆ ที่ผู้ก่อตั้งมีต่อเทียนเซิ่งแคปปิตอลได้อย่างมหาศาล ไช่ฮ่าวอวี่พบว่าหากไม่รีบปรับปรุงโครงสร้างหุ้นให้สมบูรณ์ทันเวลา บริษัทในอนาคตจะต้องเผชิญกับภัยแฝงที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน
เทียนเซิ่งแคปปิตอลเป็นถึงตัวพ่อที่เล่นเอายักษ์ใหญ่อย่างกลุ่มบริษัทตระกูลอันแทบเป็นแทบตายมาแล้ว คำแนะนำที่สถาบันการเงินระดับนี้มอบให้ด้วยความจริงใจอย่างเต็มเปี่ยม ย่อมต้องมีคุณค่ามหาศาลอย่างเป็นธรรมชาติ
สิ่งนี้ยังทำให้ไช่ฮ่าวอวี่กลับไปทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง ถึงปรัชญาการลงทุนแบบ "กระจายศูนย์" ของเทียนเซิ่งแคปปิตอลที่ลู่หมิงพูดถึง ว่าพวกเขาไม่เคยคิดที่จะยึดอำนาจการควบคุมมาตั้งแต่แรกจริงๆ และไม่คิดจะเป็นปลิงดูดเลือดที่ฆ่าไก่เอาไข่แล้วทิ้งไว้แต่ซากความพินาศเพื่อไปหาเป้าหมายต่อไป แต่ยินดีที่จะช่วยเหลือองค์กรให้บรรลุการเติบโตทางมูลค่าและแบ่งปันมูลค่าส่วนเกิน นี่ต่างหากคือนักลงทุนเทวดาตัวจริง
ตามข้อตกลงการลงทุนของทั้งสองฝ่าย พวกเขาได้ลงนามในเงื่อนไขการต่อต้านการลดสัดส่วนการถือหุ้นแบบถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเช่นเดียวกับพินตัวตัว นี่ก็เพื่อรับมือกับการระดมทุนอีกหลายรอบในอนาคต เพื่อไม่ให้สัดส่วนการถือหุ้นของการลงทุนในระยะแรกถูกลดทอนลงอย่างบ้าคลั่ง ลู่หมิงย่อมไม่ยอมกลืนเลือดกินความขาดทุนแบบนี้อยู่แล้ว
เมื่อเทียบกันแล้ว มิโฮโยในฐานะบริษัทเกมมือถือ ย่อมไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบขนาดการเติบโตกับองค์กรอย่างพินตัวตัวได้
ข้อตกลงการลงทุนอีกข้อหนึ่งกับมิโฮโยก็คือ หากบริษัทต้องการเปิดการระดมทุนรอบ B ในครั้งต่อไป ก็ให้มาขอเงินจากเทียนเซิ่งแคปปิตอลโดยตรงได้เลย ยกเว้นเสียแต่ว่าจะดึงนักลงทุนเชิงกลยุทธ์เข้ามาเพราะความจำเป็นในการพัฒนาบริษัท หากแค่ขาดเงินเฉยๆ ก็มาหาป๋าเทียนเซิ่งได้เลย เงินน่ะมีให้ไม่อั้นอยู่แล้ว
สำหรับบริษัทหรือรูปแบบธุรกิจที่ลู่หมิงเล็งเห็นแล้ว เขามักจะกล้าทุ่มเงินเดิมพันก้อนโตเสมอ ยุคนี้ม้าไม่ได้กินหญ้ากลางคืนก็ไม่อ้วน คนไม่มีลาภลอยก็ไม่รวย ลู่หมิงมีใจที่พร้อมจะเทหมดหน้าตักและลุยแหลกอยู่เสมอ
หลังจากมิโฮโยได้รับเงินระดมทุน 500 ล้านจากเทียนเซิ่งแคปปิตอลก้อนนี้ การตัดสินใจอย่างกล้าหาญอย่างแรกที่ทำก็คือ การรื้อ "ฮงไก 3" ที่เริ่มโปรเจกต์มาได้กว่าครึ่งปีทิ้งแล้วทำใหม่เป็นวงกว้าง และยังได้สัมผัสกับความรู้สึกของการมีเงินแล้วจะทำอะไรก็ได้อีกด้วย
ที่แท้ความรู้สึกของการมีเงินมันก็ช่างวิเศษเช่นนี้นี่เอง
ในเรื่องของการแสวงหาคุณภาพที่ยอดเยี่ยมของผลงาน มิโฮโยก็ไม่กลัวที่จะทุ่มเงินเช่นกัน อย่างไรเสียมันก็เป็นเงินของป๋า VC ทุ่มไปก็ไม่รู้สึกเสียดาย ถ้าไม่พอก็ค่อยไปขอจากป๋าเทียนเซิ่งใหม่
ความจริงแล้วก็แอบเสียดายอยู่เหมือนกัน การไปขอเงินจาก VC จำเป็นต้องยอมแลกกับสัดส่วนการถือหุ้นที่สอดคล้องกัน ตรงไหนที่ควรประหยัดก็ต้องประหยัด เงินก้อนนี้ไม่ใช่ว่าจู่ๆ ลมก็พัดมาจากเทียนเซิ่งเสียหน่อย
……