ลู่หมิงเดินทางมาถึงเซินเฉิง หลังจากเสร็จสิ้นการลงทุนแบบร่วมลงทุนในพินตัวตัวและมีฮาโย่วสองรายการนี้ เขาก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรอีก สำหรับวีซีเจ้าอื่นอาจจำเป็นต้องมองหาโอกาสอยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับลู่หมิงแล้ว โอกาสมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
การรู้จักปล่อยวางคือภูมิปัญญาอย่างหนึ่ง ดังคำกล่าวที่ว่า สละมากได้มาก สละน้อยได้น้อย ไม่สละย่อมไม่ได้ แนวคิดที่ว่า 'น้ำในแม่น้ำมีสามพันลี้ ขอตักดื่มเพียงจอกเดียว' ไม่ได้มีไว้แค่ประดับบารมีให้ดูเท่หรือเอาไว้หลอกล่อผู้ก่อตั้งบริษัทเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ต้องนำไปปฏิบัติจริง เงินในโลกนี้หาเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด
เมื่อจัดการธุระเป็นทางการเสร็จสิ้น การมาเยือนเซินเฉิงครั้งนี้ก็ถือโอกาสพักผ่อนตากอากาศกับสองสาวอย่างเหยาจวินและอันอี้โหรวไปด้วยในตัว จะทำตัวเป็นนายทุนหน้าเลือดเกินไปก็ไม่ได้ล่ะนะ ต้องพักผ่อนกันบ้างสิ
...
วันที่ 5 ตุลาคม พินตัวตัวและมีฮาโย่วต่างก็ทยอยออกประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Series A โดยนักลงทุนก็คือเทียนเซิ่งแคปปิตอลที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังนั่นเอง
สิ่งที่ทำให้คนในวงการไม่เข้าใจก็คือ การลงทุนทั้งสองรายการของเทียนเซิ่งแคปปิตอลเรียกได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย อันหนึ่งเป็นอีคอมเมิร์ซ ส่วนอีกอันเป็นเกมมือถือสไตล์อนิเมะ
พวกเขาลงทุนในพินตัวตัว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบเท่ากับการประเมินมูลค่าบริษัทไว้ที่ 2.1 พันล้านหยวน และลงทุนในมีฮาโย่ว 78.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบเท่ากับการประเมินมูลค่าบริษัทที่ 2 พันล้านหยวน
สิ่งที่ทำให้แวดวงทุนให้ความสนใจอย่างมากก็คือ เทียนเซิ่งแคปปิตอลไม่พอใจแค่ในตลาดรอง แต่เริ่มก้าวเข้ามาทำธุรกิจร่วมลงทุนในตลาดแรกแล้ว
ทว่า คนในวงการกลับไม่ค่อยมองในแง่ดีกับการลงทุนทั้งสองรายการของเทียนเซิ่งแคปปิตอลเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในพินตัวตัวที่ถูกมองในแง่ลบขั้นสุด
เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะจิงต้งและอาลีได้แบ่งเค้กส่วนแบ่งการตลาดอีคอมเมิร์ซกันไปหมดแล้ว ปรากฏการณ์แมทธิวได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ การกระโดดเข้าไปตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาเงินไปทิ้ง...
คนส่วนใหญ่มั่นใจว่าการเปิดตัวของเทียนเซิ่งแคปปิตอลในตลาดแรกน่าจะขาดทุนย่อยยับ ในทางกลับกัน การลงทุนในมีฮาโย่วยังดูน่าสนใจกว่านิดหน่อย แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกว่าการที่เทียนเซิ่งแคปปิตอลทุ่มเงินกว่า 500 ล้านหยวนตั้งแต่เริ่มแรกนั้นไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย สู้เอาไปเทรดหุ้นในตลาดรองยังจะจับต้องได้มากกว่า
ผลประกอบการของมีฮาโย่วในช่วงสองปีมานี้เติบโตเร็วมาก นั่นเป็นเรื่องจริง แต่รายได้ 100 ล้านหยวนในอุตสาหกรรมเกมที่ขึ้นชื่อเรื่องกำไรมหาศาลนั้นถือว่าไม่เยอะเลย บริษัทเกมบนเว็บหลายแห่งยังทำกำไรได้มากกว่านี้อีก แค่ทำอะไรลวกๆ เงินก็ไหลมาเทมาแล้ว พอเปลี่ยนภาพลักษณ์เปลี่ยนไอดีใหม่ก็กอบโกยเงินได้อีกระลอก
อีกทั้งเรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับปัญหาด้านอายุขัย มีบริษัทเกมสักกี่แห่งที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้เกินสามปี? โดยพื้นฐานแล้วก็มักจะโด่งดังแค่ชั่วข้ามคืน ไม่ก็กอบโกยเงินก้อนหนึ่งแล้วเปลี่ยนชื่อทำเกมใหม่มาปั๊มเงินต่อ มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะยอมเสียเงินและเวลาไปกับการสร้างผลงานระดับพรีเมียม
...
วันแรกของการทำงานหลังช่วงวันหยุดเทศกาล
ทันทีที่ลู่หมิงมาถึงบริษัท เขาก็เรียกหลี่หมิงหยางเข้ามาที่ห้องทำงาน
"ประธานลู่ มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ?"
ลู่หมิงชำเลืองมองหลี่หมิงหยาง แล้วสั่งการอย่างเฉียบขาด "เหล่าหลี่ คุณพาคนกลุ่มหนึ่งไปที่หางเฉิงเพื่อประเมิน 'ป๋อไหลหย่า' ซึ่งเป็นบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศที่ยังไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ เทียนเซิ่งแคปปิตอลจะลงทุนในบริษัทนี้ เราจะทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อช่วยให้บริษัทนี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น A-share ป๋อไหลหย่าเป็นบริษัทที่ดี มีโอกาสกลายเป็นหุ้นตัวแรกของอุตสาหกรรมความงามในตลาดทุนของประเทศ และมีศักยภาพที่จะเป็นหุ้นสิบเด้ง ขบวนรถเที่ยวนี้คุณต้องหาทางขึ้นไปให้ได้ ถ้าขึ้นไม่ได้ก็ต้องฝืนขึ้นไปให้ได้"
"ป๋อไหลหย่าหรือครับ?" หลี่หมิงหยางได้ยินก็พูดด้วยความประหลาดใจ "ประธานลู่ การเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่ยากลำบากถือเป็นความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ของบริษัทเครื่องสำอางในประเทศมาหลายปี บริษัทเครื่องสำอางที่เข้าตลาดไปแล้วส่วนใหญ่มักเผชิญกับสถานการณ์ที่ผลประกอบการหรือกำไรสุทธิลดลง ซึ่งทำให้นักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแลมีท่าทีระมัดระวังต่ออุตสาหกรรมนี้ โดยรวมแล้ว สถานการณ์ของบริษัทเครื่องสำอางในประเทศบนตลาดทุนนั้นมักจะถูกเมินเฉยครับ"
สิ่งที่หลี่หมิงหยางพูดไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผล ตลาดเครื่องสำอางมีแบรนด์สินค้ามากมายนับไม่ถ้วน คอนเซปต์ของแบรนด์ก็มีออกมาไม่ขาดสาย ประกอบกับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับนานาชาติที่ครองส่วนแบ่งเป็นหลัก ทำให้การแข่งขันในตลาดดุเดือดมาก
แต่อัตรากำไรของเครื่องสำอางนั้นเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลย
ลู่หมิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ผมได้ศึกษาข้อมูลคร่าวๆ ของบริษัทป๋อไหลหย่ามาแล้ว จุดยืนของพวกเขาคือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับคนทั่วไป ปัจจุบันมีแบรนด์ในเครืออย่าง ป๋อไหลหย่า, หานหย่า, โยวหย่า เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้งสกินแคร์ เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และอโรมาเทอราพี ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีช่วงวัยและความชอบแตกต่างกัน"
"สิ่งที่ผมเล็งเห็นคือกลยุทธ์การแข่งขันที่แตกต่างของบริษัทนี้ กลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้บริโภควัยรุ่นอายุ 20 ถึง 35 ปี ที่มองหาความหลากหลายและความคุ้มค่า อุตสาหกรรมความงามเป็นธุรกิจดาวรุ่ง ผู้นำตลาดระดับนานาชาติกอบโกยกำไรกันเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีกำลังซื้อระดับนั้น ทว่าผู้หญิงทุกคนล้วนขาดเครื่องสำอางไม่ได้ การแข่งขันที่เจาะกลุ่มเฉพาะของป๋อไหลหย่าจึงมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมาก"
อันที่จริง ป๋อไหลหย่าพยายามที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเองผ่านตลาดทุนมานานแล้ว พวกเขาเริ่มเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2011 พอถึงปี 2012 ก็จัดการปฏิรูประบบการถือหุ้นจนเสร็จสิ้น แถมยังวางโครงสร้างบริษัทและรายงานทางการเงินย้อนหลังสามปีไว้เกือบสมบูรณ์แล้ว
ทว่าสภาพตลาดกลับผันผวน ในช่วงปี 2012 สภาพแวดล้อมของตลาดทุนในจีนแผ่นดินใหญ่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ดังนั้นในปี 2014 พวกเขาจึงพยายามที่จะไปเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่ฮ่องกงแทน แต่แล้วในปี 2014 ตลาดหุ้น A-share กลับกลายเป็นตลาดกระทิง สุดท้ายพวกเขาจึงตัดสินใจกลับมาเข้าตลาด A-share แทน
มาถึงปีนี้ ป๋อไหลหย่าได้เริ่มรื้อโครงสร้างหุ้นเรดชิปแล้ว ปีหน้าก็จะยื่นเอกสารต่อ ก.ล.ต. พวกเขาทำงานกันหามรุ่งหามค่ำเพื่อเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์มาโดยตลอด
"เข้าใจแล้วครับ!"
หลี่หมิงหยางพยักหน้ารับ ในเมื่อบอสใหญ่มองเห็นศักยภาพขนาดนี้ เขาก็แค่พาคนไปประเมินก็พอ
ลู่หมิงกล่าวเสริม "การที่คุณนำทีมออกไปประเมินครั้งนี้ การไปประเมินป๋อไหลหย่าที่หางเฉิงถือเป็นเรื่องรอง ยังมีภารกิจสำคัญอีกอย่างคือการขึ้นเหนือไปประเมิน 'จื้อเจี๋ยเที่ยวต้ง' ให้มุ่งเน้นไปที่สถานการณ์การเปิดระดมทุนรอบ Series D ของบริษัทนั้น พยายามให้เทียนเซิ่งแคปปิตอลของเราเป็นผู้นำการลงทุนในรอบ Series D ให้ได้ ทางที่ดีที่สุดคือคว้าสิทธิ์การลงทุนแต่เพียงผู้เดียวมาให้ได้"
ในช่วงเวลานี้ คงทำได้แค่ขอขึ้นรถกลางทางเท่านั้น แต่ก็ยังถือว่าไม่สายเกินไป
ช่วงครึ่งแรกของปีที่แล้ว จื้อเจี๋ยเที่ยวต้งได้รับการระดมทุนรอบ Series C มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากสถาบันการลงทุนอย่างหงซานแคปปิตอล ซุ่นเหวยแคปปิตอล และวีซีอื่นๆ โดยคิดเป็นสัดส่วนหุ้น 20% ซึ่งประเมินมูลค่าบริษัทไว้ที่ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เรื่องนี้ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ช่วงเวลาที่เขาทะลุมิติมาอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้วกันล่ะ
เมื่อมาถึงการระดมทุนรอบ Series D มูลค่าของจื้อเจี๋ยเที่ยวต้งก็พุ่งทะลุ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว เพิ่มขึ้นกว่า 20 เท่าตัวโดยตรง แต่ถึงแม้จะเพิ่งมาขึ้นรถในรอบ Series D ก็ไม่เป็นไร เพราะในอนาคตอันใกล้นี้ มูลค่าของจื้อเจี๋ยเที่ยวต้งจะพุ่งไปแตะระดับแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการอินเทอร์เน็ตอีกรายหนึ่ง
การขึ้นรถในรอบ Series D แล้วได้กำไรสิบเท่า ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
เมื่อหลี่หมิงหยางรับมอบหมายภารกิจ เขาก็เริ่มลงมือเตรียมงานประเมินทันที
หลังจากกลับมาจากช่วงวันหยุด ภารกิจสำคัญอีกประการหนึ่งที่ลู่หมิงต้องเตรียมตัวคือการจัดการเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการนำเทียนเซิ่งแคปปิตอลเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เขาไม่ได้ตั้งใจจะไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่เลือกที่จะเข้าตลาด A-share แทน
เพื่อผลประโยชน์สูงสุด บริษัทจำเป็นต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ นี่คือสิ่งที่ลู่หมิงได้วางแผนไว้ในใจหมดแล้ว
การเดินตามขั้นตอน IPO ปกติในตลาดทุนภายในประเทศ อันดับแรกต้องหานักลงทุนเชิงกลยุทธ์ จากนั้นให้สำนักงานบัญชีจัดการตกแต่งงบการเงินของบริษัท ลำดับต่อมาคือหาบริษัทหลักทรัพย์มาเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน จากนั้นก็ทำการโรดโชว์พร้อมกับไปต่อคิวรอการพิจารณาจาก ก.ล.ต. หลังจากนั้นเมื่อการสอบถามราคาเสร็จสิ้นและผ่านการพิจารณาแล้ว ถึงจะถือว่าประสบความสำเร็จ
แต่เงื่อนไขในการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของบริษัทหนึ่งๆ นั้นมีมากมาย หนึ่งในนั้นคือผู้ออกหลักทรัพย์ต้องจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายและดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาสามปีขึ้นไป แค่เงื่อนไขข้อนี้ข้อเดียวก็ตัดสิทธิ์เทียนเซิ่งแคปปิตอลไปแล้ว
บริษัทเพิ่งก่อตั้งมาได้ไม่ถึงหนึ่งปี หากเดินตามขั้นตอนการเข้าตลาดแบบปกติ ย่อมไม่มีทางสำเร็จได้ในเวลาอันสั้น
แต่มีวิธีหนึ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงกฎข้อนี้ได้อย่างสมเหตุสมผล นั่นก็คือการเข้าจดทะเบียนทางอ้อม
ในตลาดทุนยังมีบริษัทที่สามารถนำมาเป็นเปลือกได้อีกค่อนข้างมาก บริษัทเหล่านี้ล้วนเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว เมื่อก่อนพวกเขาก็ไม่ใช่บริษัทเปลือกเปล่า แต่เป็นบริษัทปกติทั่วไป เพียงแต่ต่อมาบริหารงานผิดพลาดจนทำให้บริษัทขาดทุน เมื่อขาดทุนติดต่อกันสามปีก็จะถูกติดเครื่องหมาย ST หากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหุ้นต่ำกว่า 1 หยวนก็อาจจะถูกติดเครื่องหมาย *ST ด้วยซ้ำ
บริษัทประเภทนี้โดยพื้นฐานแล้วหมดหนทางเยียวยาด้วยตัวเองแล้ว และสำหรับบริษัทบางแห่งที่มีศักยภาพแข็งแกร่งและมีแผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็จะนำบริษัทของตัวเองมาคำนวณเป็นหุ้น จากนั้นก็นำไปแลกเปลี่ยนกับบริษัทเปลือกตามมูลค่าที่ตกลงกันไว้ สินทรัพย์ด้อยคุณภาพเดิมก็ถูกจับมัดรวมแล้วโยนทิ้งไป พอเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ก็กลายเป็นบริษัทใหม่เอี่ยมอ่อง
เห็นได้ชัดว่าการเข้าจดทะเบียนทางอ้อมมีขั้นตอนที่ง่ายกว่าการทำ IPO มาก ที่สำคัญคือความรวดเร็ว การสวมรอยบริษัทอื่นเพียงแค่ต้องแบกรับหนี้สินของบริษัทเดิม ซึ่งสำหรับบริษัทใหญ่แล้ว หหนี้สินแค่นี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย
หลายบริษัทเลือกที่จะเข้าจดทะเบียนทางอ้อมมากกว่าการเข้าตลาดแบบปกติ โดยเฉพาะบรรดาสตาร์ทอัพด้านอินเทอร์เน็ต การต่อคิวทำ IPO อาจกินเวลาถึงสามปี บริษัทอาจจะตายไปตั้งแต่ปีที่สองเพราะปัญหาเงินทุน หรือไม่ก็พลาดโอกาสทองไปเสียก่อน
เห็นได้ชัดว่าหากลู่หมิงต้องการให้เทียนเซิ่งแคปปิตอลเข้าตลาดหลักทรัพย์อย่างรวดเร็ว เขาก็ทำได้เพียงเลือกเส้นทางสวมรอยบริษัทเปลือก ดำเนินการควบรวมและปรับโครงสร้างกิจการ แก้ไขข้อบังคับของบริษัทใหม่ พอเปลี่ยนชื่อบริษัทเดิมก็จะเป็นการพลิกโฉมใหม่ทั้งหมด
...