ชุยเซี่ยนเป็นคนแรกที่เข้าไปนั่งด้านใน ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของเหล่านักปราชญ์
บนโต๊ะมีสุราอาหารเลิศรสส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ดังที่ท่านอ๋องหนานหยางกล่าวไว้ไม่ผิดเพี้ยน
ตรงกลางระหว่างสุราและอาหารมีป้ายไม้แผ่นหนึ่งวางอยู่ สลักหัวข้อของการต่อบทกวีในวันนี้ไว้ว่า: ฟังเสียงจักจั่น
ยามนี้เป็นช่วงปลายฤดูร้อนต้นฤดูใบไม้ร่วงพอดี
หัวข้อนี้ช่างเข้ากับเสียงจักจั่นที่ดังระงมไปทั่วจวนอ๋องในยามนี้เสียจริง
หลังจากชุยเซี่ยนเห็นป้ายไม้ ในใจก็คลายความกังวลลงเล็กน้อย
เขาไม่ใช่คนหยิ่งยโสโอหัง และหลายๆ ครั้งก็มักจะไม่เป็นฝ่ายไปหาเรื่องใครก่อน
ทว่าเมื่อครู่นี้ ไม่ว่าจะเป็นการ 'ชี้แนะ' หวงหลุน หรือการรับคำเชิญร่วมต่อบทกวีของท่านอ๋องหนานหยาง เขาล้วนแสดงออกอย่างเปิดเผยและอวดโอ้กว่าปกติ
นั่นเป็นเพราะเขาได้เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ตงไหลแล้ว
วันนี้ที่นี่คือถิ่นของเขา
เขาต้องทำผลงานให้ยอดเยี่ยมมากพอ เพื่ออุดปากข้อกังขาจากทุกฝ่าย และสร้างหน้าตาให้กับผู้เป็นอาจารย์
ประการที่สอง ในภายภาคหน้าจะต้องมีคนอย่าง 'หวงหลุน' แวะเวียนมาท้าทายเขาอยู่เรื่อยๆ อย่างแน่นอน
ในฐานะศิษย์สืบทอดสายตรงของปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแวดวงบัณฑิต หากเขาไม่อวดโอ้เสียบ้าง จะข่มขวัญผู้อื่นได้อย่างไร?
ข้า ชุยเซี่ยน ไม่เกรงกลัวผู้ใดที่จะมาขอคำชี้แนะ
แต่ก็ใช่ว่าขยะสวะที่ไหนจะมีสิทธิ์มาท้าทายข้าได้
เขานั่งอยู่เพียงลำพังภายในศาลา รับการจับจ้องจากทุกสารทิศ
ชุยเซี่ยนมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า สีหน้าผ่อนคลายและเต็มไปด้วยความมั่นใจ ทำให้หลายคนที่มองมาเกิดความเลื่อมใสชื่นชม
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่ท่วงท่าอันสงบนิ่งเยือกเย็นของเด็กน้อยอัจฉริยะผู้นี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะเทียบติดแล้ว
เพราะอย่างไรเสีย การละเล่นที่กำลังจะเริ่มขึ้นในศาลาก็คือการต่อบทกวีเชียวนะ!
เมื่อเห็นชุยเซี่ยนนั่งลง
ท่านอ๋องหนานหยางก็ทรงแย้มพระสรวลมองไปยังทุกคน "ทุกท่าน เชิญ"
หลี่ตวนและท่านอาจารย์ตงไหลหัวเราะฮ่าๆ มองหน้ากัน ก่อนจะเดินเคียงคู่เข้าไปในศาลา
ท่านอาจารย์ตงไหลครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วยิ้มพลางนั่งลงโดยเว้นระยะห่างจากชุยเซี่ยนหนึ่งที่นั่ง
นี่เป็นการจัดที่นั่งที่น่าสนใจมาก
ศิษย์อาจารย์นั่งสลับกัน โดยมีคนคั่นกลางหนึ่งคน
ประเดี๋ยวตอนแต่งกวี จะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อกัน และต่างฝ่ายต่างได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่
ส่วนหลี่ตวนนั่งอยู่ถัดจากชุยเซี่ยนลงมา และอยู่เหนือท่านอาจารย์ตงไหล
ในชั่วขณะที่นั่งลง เขากระซิบด้วยความเก้อเขินว่า "หลานศิษย์คนดี ศิษย์อาไม่ค่อยถนัดแต่งกวี ประเดี๋ยวเจ้าอย่าลืมออมมือให้ศิษย์อาบ้างนะ"
ชุยเซี่ยนรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังหยอกล้อตน จึงอดขำไม่ได้ "ได้เลยขอรับ ได้เลย"
ภายในศาลาเป็นโต๊ะสำหรับแปดคน ตอนนี้มีคนนั่งแล้วสามคน
หากหักที่นั่งของท่านอ๋องหนานหยางออกไป ก็ยังต้องมีคนเข้ามาอีกสี่คน
ใต้เท้าฉีผู้เป็นผู้แทนพระองค์จำใจเดินเข้าไป เขานั่งลงถัดจากท่านอาจารย์ตงไหล
วันนี้ศิษย์อาตงไหลรับศิษย์ ในบรรยากาศที่น่ายินดีเช่นนี้ เขาต้องรู้จักกาลเทศะและคอยอยู่เป็นเพื่อนให้ดี
ทันทีที่ใต้เท้าฉีนั่งลง เขาก็เป็นฝ่ายทักทายชุยเซี่ยนก่อนด้วยท่าทีที่กระตือรือร้นจนเกินพอดี "คุณชายชุย คดีของจ้าวจื้อช่วงนี้ตรวจสอบไปได้มากแล้ว รอให้ปิดคดีในเดือนหน้า หากเจ้าพอมีเวลาว่าง ก็ลองแวะไปดูที่จวนตระกูลจ้าวสักหน่อยเถิด"
นี่หมายความว่าจะยืมดอกไม้ถวายพระ ยกจวนตระกูลจ้าวให้เป็นของขวัญแก่ชุยเซี่ยนนั่นเอง
ดูเหมือนว่า
เจ้าเมืองซ่งผู้เป็นจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ จะแอบเตี๊ยมกับใต้เท้าฉีไว้ล่วงหน้าแล้ว
พอลองคิดดูให้ดี ใต้เท้าฉีเป็นถึงหลานศิษย์ของรองอัครมหาเสนาบดี การที่เขาถูกส่งมาตรวจสอบคดีจ้าวจื้อที่เกี่ยวข้องกับชุยเซี่ยน เดิมทีก็มีความหมายแฝงว่าจะให้มาคอยดูแลชุยเซี่ยนอยู่แล้ว
มีคนหนุนหลังในราชสำนัก เป็นขุนนางก็ง่ายดายเช่นนี้เอง!
ชุยเซี่ยนกระซิบตอบ "ขอบพระคุณใต้เท้าขอรับ"
ใต้เท้าฉีรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน การได้ผูกมิตรกับชุยเซี่ยน เขาก็ดีใจมากเช่นกัน มิเช่นนั้นวันนี้เขาจะมีโอกาสได้ขึ้นมานั่งร่วมโต๊ะได้อย่างไร?
แต่ใต้เท้าฉีเป็นถึงผู้แทนพระองค์
ในเมื่อเขาเข้ามาแล้ว เจ้าเมืองซ่งก็ย่อมต้องรู้ความ เดินตัวสั่นงันงกเข้ามานั่งเป็นเพื่อนอีกคน
ดังนั้น นายอำเภอเยี่ยหวยเฟิงจึงต้องจำใจตามเข้ามาด้วย
เจ้าเมืองซ่งนั่งถัดจากผู้แทนพระองค์ใต้เท้าฉี ส่วนเยี่ยหวยเฟิงนั่งถัดจากเจ้าเมืองซ่งลงมาอีกที
ตอนนี้ยังขาดอีกเพียงที่นั่งเดียว แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าเข้าไปเสียที
ฝูงชนจึงเริ่มส่งเสียงโห่ร้องเชียร์
เมื่อเผยเจียนเห็นดังนั้น ก็ตะโกนลั่น "ท่านปู่ ท่านพ่อ พวกท่านเข้าไปสิขอรับ! โอกาสดีปานนี้ รีบเข้าไปเร็วเข้า อู้อี้ๆๆ "
เขาพูดยังไม่ทันจบ ก็ถูกเผยไคไท่ผู้เป็นพ่อแท้ๆ เอามือปิดปากไว้แน่น
ไอ้ลูกทรพี!
วงสนทนาระดับสูงที่มีแต่จิ้นซื่อตัวท็อปเช่นนี้ เขาที่เป็นแค่จวี่เหริน จะกล้าเข้าไปร่วมได้อย่างไร?
เข้าไปขายหน้าหรืออย่างไร?
ทางด้านจวงจิ่นก็ส่งเสียงเชียร์อาจารย์อู๋บ้าง "อาจารย์อู๋ ท่านเข้า อู้อี้ๆ "
อู๋ชิงหลานมือไวตาไวรีบตะครุบปิดปากจวงจิ่นไว้ พร้อมกระซิบขู่ "ถ้าขืนยังพูดจาเหลวไหลอีก กลับไปข้าจะหักคะแนนเจ้าสิบคะแนน"
จวงจิ่นตกใจจนต้องรีบหุบปากฉับ
ทว่าเพราะเสียงตะโกนของเผยเจียน ทำให้จวี่เหรินทั้งสองแห่งตระกูลเผยถูกดันขึ้นมาเป็นเป้าสายตา เพราะในที่นี้มีเพียงพวกเขาสองคนที่เป็นจวี่เหริน
สุดท้ายก็หมดหนทาง
เผยฉงชิง ผู้เป็นปู่ของตระกูลเผย ถลึงตาใส่หลานชายอย่างเผยเจียนอย่างดุร้าย ทำใจยอมรับสภาพว่าจะต้องเสียหน้าจนหมดสิ้น แล้วกัดฟันเดินเข้าไปในศาลา
เขานั่งลงถัดจากเยี่ยหวยเฟิง
และถัดจากเขาลงไป ก็คือท่านอ๋องหนานหยาง ตามด้วยชุยเซี่ยน เป็นอันว่านั่งครบเต็มโต๊ะกลมพอดี
การละเล่นเริ่มขึ้นได้แล้ว!
ภายในจวนอ๋อง
บรรยากาศพลันคึกคักตื่นเต้นขึ้นมาทันที
ทุกคนต่างหาที่นั่งของตน ไม่มีกะจิตกะใจจะเล่นเกมอะไรอีก สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปที่ศาลาเขม็ง
บ้างก็ตื่นเต้น บ้างก็คาดหวัง บ้างก็... ประสงค์ร้าย
เพราะในวงสนทนาระดับสูงเช่นนี้ หากแต่งบทกวีได้ดี ย่อมมีคนช่วยนำไปกล่าวขานยกย่อง
แต่ถ้าหากแต่งออกมาได้ไม่ดีล่ะก็...
เช่นนั้นก็อย่าหาว่าคนทั้งงานจะส่งเสียงโห่ร้องเยาะเย้ย จนทำให้เจ้าต้องอับอายขายหน้าก็แล้วกัน!
การต่อบทกวีนั้นโหดร้ายยิ่งกว่าการต่อคำโคลง
การต่อคำโคลง หากเจ้าต่อไม่ได้ หรือต่อได้ไม่ดี ก็แค่ผ่านไป
ทว่าเวลาแต่งบทกวี หากบทกวีวรรคก่อนหน้าที่คนอื่นแต่งไว้ส่องประกายงดงามราวดั่งทองคำ แต่พอถึงตาเจ้าต่อวรรคถัดไป กลับแต่งออกมาได้ห่วยแตกราวกับมูลสุนัข เช่นนี้มิใช่ว่าจะเป็นที่ขบขันของผู้คนหรอกหรือ?
ดังนั้นสถานการณ์ในตอนนี้จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
กลุ่มคนที่ยืนมุงดูอยู่ด้านนอก แม้ระดับความรู้จะไม่ได้สูงส่งอะไร แต่กลับกลายเป็นพวกชอบดูเรื่องสนุกไปเสียแล้ว
ส่วนคนข้างในที่ล้วนเป็นถึงปรมาจารย์ระดับสูง ทว่ายามนี้กลับมีสีหน้าเคร่งเครียดตึงตัง ภายในใจกระสับกระส่ายหวาดหวั่น
ท่านอ๋องหนานหยางประทับนั่งเหนือชุยเซี่ยน แล้วแย้มพระสรวล "ทุกท่านคงจะได้เห็นหัวข้อของการต่อบทกวีในวันนี้กันแล้ว เปิ่นหวางไร้ความสามารถ จึงขอเป็นคนแต่งวรรคแรกเอง"
"กฎมีเพียงข้อเดียว คือจำกัดเวลาเพียงหนึ่งถ้วยชา หากต่อไม่ได้ถือว่ายอมแพ้"
"ทุกท่านทอยลูกเต๋ากันเถิด เริ่มจากคนที่ได้แต้มน้อยที่สุดก่อน เป็นอย่างไร?"
ของเล่นอย่างลูกเต๋านี้ ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาตั้งแต่ยุคสามก๊ก ดูเหมือนว่าในตอนแรกจะใช้สำหรับการทำนายทายทัก
ภายหลังเมื่อถูกนำมาใช้บนโต๊ะสุรา ก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนหยุดไม่อยู่ และสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบัน
ทุกคนย่อมตอบตกลง และเริ่มทยอยกันทอยลูกเต๋า
เจ้าเมืองซ่งดวงซวยที่สุด ทอยได้แต้ม 'หนึ่ง'
แต่เขากลับดีใจเป็นอย่างมาก เพราะการได้เริ่มเป็นคนแรก ย่อมหมายความว่าระดับความยากต่ำที่สุด
ท่านอ๋องหนานหยางตรัสบทกวีวรรคแรกที่พระองค์ทรงแต่งขึ้นมา "แมกไม้สูงตระหง่าน ลมเย็นพัดโชยผ่าน"
เป็นไปตามที่ทุกคนคาดไว้ บทกวีวรรคแรกนี้ดูเรียบง่ายธรรมดา ความหมายก็คือ ต้นไม้สูงใหญ่โอนเอนไปตามสายลม มีลมเย็นพัดผ่านเป็นระลอก
แต่เพราะเป็นบทกวีที่ท่านอ๋องทรงแต่ง จึงไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะ
ไฮไลท์สำคัญอยู่หลังจากนี้ต่างหาก!
ชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างหันไปมองเจ้าเมืองซ่งเป็นตาเดียว
เจ้าเมืองซ่งกระแอมเบาๆ ยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อซื้อเวลา ดูภายนอกเหมือนผู้เฒ่าผู้ทรงภูมิที่สงบนิ่ง แต่แท้จริงแล้วมือที่ถือถ้วยชากำลังสั่นเทาเล็กน้อย
สมองทึบเอ๊ย รีบคิดเข้าสิ!!
อันที่จริงบทกวีวรรคนี้ของเขาก็มีความสำคัญมากเช่นกัน เพราะต้องเป็นการกำหนดทิศทางให้กับบทกวีบทนี้
และทางที่ดีก็ควรจะสื่อถึงหัวข้อของงานด้วย
เพราะอย่างไรเสีย บทกวีวรรคแรกของท่านอ๋องหนานหยาง ก็ไม่ได้กล่าวถึงเสียงจักจั่นแม้แต่น้อย เพียงแต่กำหนดฉากหลังให้อยู่บนต้นไม้ เมื่อคิดดูแล้วก็ถือว่ามีความสุนทรีย์อยู่บ้างไม่น้อย
สมองของเจ้าเมืองซ่งแล่นปรื๊ด แต่ก็ยังคิดหาคำที่เหมาะสมไม่ได้เสียที ด้วยความร้อนรน เขาจึงซดน้ำชาอึกใหญ่
คิดไม่ถึงว่าน้ำชาจะร้อนจัด จนลวกปากเขาจนสะดุ้งโหยง
แต่เขาอาศัยความอดทน กลืนน้ำชาร้อนๆ ลงคอไปโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย จึงรอดพ้นจากการเป็นตัวตลกไปได้
สุดท้ายเพราะถูกน้ำชาร้อนลวกจนตาสว่าง ก็ทำให้เขาคิดออกขึ้นมาได้หนึ่งวรรคจริงๆ เขาฝืนยิ้มแล้วกล่าวว่า "ได้แล้ว ข้าขอต่อว่า: เสียงจักจั่นหรอมแหรมแว่วขาดห้วง!"
วรรคนี้ก็ดูธรรมดาๆ เช่นเดียวกัน
ความหมายก็คือเสียงจักจั่นดังแว่วมาอย่างขาดห้วง
แต่ถึงอย่างไรก็ถือว่าตรงกับหัวข้อ และยังเป็นเพียงวรรคที่สอง แม้จะดูตื้นเขินและตรงไปตรงมาสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้ดูขัดหูขัดตาจนเกินไป
ดังนั้นจึงไม่มีใครแสดงความกังขา
เจ้าเมืองซ่งรู้อยู่แก่ใจว่าผ่านด่านนี้ไปได้แล้ว จึงนั่งเช็ดเหงื่อบนหน้าผากเงียบๆ
ถัดจากเขาลงมาคือเยี่ยหวยเฟิง
นายอำเภอเยี่ยอาจจะเป็นเพราะ 'เพิ่งเรียนจบมาไม่นาน' ความรู้ในหัวจึงยังไม่เลือนหายไปจนหมด
เขาจงใจทิ้งช่วงเวลาไว้สักครึ่งถ้วยชา เพื่อเป็นการไว้หน้าผู้บังคับบัญชา จากนั้นก็แสร้งทำเป็นยิ้มขื่นๆ แล้วกล่าวว่า "ข้าน้อยไร้ความสามารถ ขอต่อว่า: กระตุ้นอารมณ์ผู้มาเยือนให้หวั่นไหว"
วรรคนี้ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ความหมายก็คือ เสียงจักจั่นที่ดังเป็นระลอก ทำให้ผู้ที่มาเยือนเกิดความรู้สึกโศกเศร้าอาวรณ์
บทกวีเริ่มเข้าสู่จุดที่น่าสนใจนับตั้งแต่วรรคนี้เป็นต้นไป
จากการกล่าวถึงสิ่งของในเบื้องต้น ก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็นการพรรณนาถึงอารมณ์ความรู้สึก
ความกดดันตกไปอยู่ที่เผยฉงชิงซึ่งนั่งอยู่ถัดลงมา
เผยเจียนที่อยู่ด้านนอกเริ่มตะโกนร้องเรียก "ท่านปู่ ท่านรีบต่อสิขอรับ!"
เผยฉงชิง "..."
คอยดูเถอะ กลับถึงบ้านเมื่อไหร่ ข้าจะตีไอ้เด็กเวรนี่ให้ตายเลยคอยดู!
แต่นั่นเป็นเรื่องหลังจากกลับบ้านไปแล้ว ตอนนี้เว้นเสียแต่ว่าเผยฉงชิงจะตีตัวเองให้ตาย มิเช่นนั้นเขาก็ต้องต่อบทกวีให้ได้
เขาเริ่มยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อซื้อเวลาเช่นกัน
แต่ถึงจะดื่มชาไปก็ยังคิดไม่ออก สุดท้ายเมื่อจนปัญญาจริงๆ เขาก็ลุกขึ้นยืนท่ามกลางเสียงโห่ร้อง อ้างว่าตนต้องการหาแรงบันดาลใจสักหน่อย
เสียงโห่ร้องจากด้านนอกยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ
แน่นอนว่าคนที่ส่งเสียงโห่ร้องดังที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเผยเจียน ดูเหมือนเขาจะกลัวว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดผ่านคืนนี้ไปได้กระนั้นแหละ
เมื่อเห็นว่าเวลาหนึ่งถ้วยชาใกล้จะหมดลงเต็มที
เผยฉงชิงก็ฉวยจังหวะเวลานั้น หน้าดำหน้าแดงกัดฟันต่อบทกวีไปหนึ่งวรรคว่า "ยิ่งทำให้ผู้คนรอบข้างตื่นตระหนก"
นี่... ความหมายคงประมาณว่า ทำให้คนรอบข้างรู้สึกตื่นตระหนกตกใจกระมัง?
พูดตามตรงว่าค่อนข้างจะฝืนไปสักหน่อย
มันทำลายบรรยากาศเล็กๆ ที่เพิ่งจะถูกสร้างขึ้นมาจากวรรคก่อนหน้าของเยี่ยหวยเฟิงที่ว่า 'กระตุ้นอารมณ์ผู้มาเยือนให้หวั่นไหว' เสียจนป่นปี้
กลุ่มบัณฑิตที่มุงดูเรื่องสนุกพากันชี้มือชี้ไม้เยาะเย้ยถากถาง ไม่ไว้หน้าใต้เท้าจวี่เหรินผู้นี้แม้แต่น้อย
เพราะนี่คืองานชุมนุมกวี หากฝีมือด้อยกว่าผู้อื่น เมื่อถูกหัวเราะเยาะก็ทำได้เพียงก้มหน้ารับกรรม
ถึงขั้นมีคนตะโกนบอกว่าวรรคนี้ถือว่าเผยฉงชิงแพ้แล้ว
แต่นี่เพิ่งจะเป็นการเริ่มรอบแรก จึงไม่ควรทำให้บรรยากาศกร่อยจนเกินไป
ท่านอ๋องหนานหยางในฐานะเจ้าบ้านจึงแย้มพระสรวลตรัสว่า "แมกไม้สูงตระหง่าน ลมเย็นพัดโชยผ่าน เสียงจักจั่นหรอมแหรมแว่วขาดห้วง กระตุ้นอารมณ์ผู้มาเยือนให้หวั่นไหว ยิ่งทำให้ผู้คนรอบข้างตื่นตระหนก"
"ดูเหมือนว่า เสียงจักจั่นในจวนอ๋องของเปิ่นหวางจะน่ารำคาญจริงๆ นะเนี่ย ทั้งทำให้คนรู้สึกโศกเศร้า และยังทำให้คนตกใจกลัวอีกด้วย"
หลังจากตรัสจบ
ท่านอ๋องหนานหยางก็ทรงแย้มพระสรวลมองไปยังชุยเซี่ยน "คุณชายชุย ถึงตาเจ้าแล้ว"
ชั่วขณะนั้น ทุกคนก็หันไปมองชุยเซี่ยนเช่นกัน
เด็กน้อยอัจฉริยะชุยเซี่ยน 'เดบิวต์' เข้าสู่วงการกวีแห่งราชวงศ์ต้าเหลียงด้วยบทกวี "หย่งเอ๋อ" และ "หมิ่นหนงสองบท"
ทันทีที่ 'เดบิวต์' เขาก็กลายเป็น 'ดาวรุ่งพุ่งแรง' ไม่เพียงแต่บทกวีจะแพร่หลายไปทั่วแวดวงบัณฑิต แต่ยังดังทะลุฟ้าไปถึงพระกรรณของฮ่องเต้อีกด้วย
ดังนั้น ทุกคนจึงล้วนคาดหวังในตัวเขา
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ... มีความกังขาแฝงอยู่
การต่อบทกวีในวันนี้ หากทำได้ดี เด็กน้อยอัจฉริยะผู้นี้ก็จะสามารถครองฉายาอัจฉริยะได้อย่างถาวร
แต่ถ้าหากทำได้ไม่ดี สิ่งที่รอเขาอยู่หลังจากนี้ เกรงว่าคงจะมีข้อกังขาตามมาอีกมากมาย
ท่ามกลางสายตาที่มีความหมายแตกต่างกันไปของทุกคนที่จับจ้องมา
ชุยเซี่ยนกล่าวอย่างไม่รีบร้อน "ท่านอ๋องโปรดอย่าทรงคิดมาก วันนี้พระองค์ทรงต้อนรับพวกเราด้วยสุราอาหารเลิศรส แม้เสียงจักจั่นจะน่ารำคาญไปบ้าง แต่การที่พวกเราได้มานั่งร่วมโต๊ะ ดื่มด่ำกับงานเลี้ยงอย่างเบิกบานใจ จุดประสงค์ก็เพื่อให้ทั้งเจ้าภาพและแขกเหรื่อได้รับความสำราญ และได้ร่วมพูดคุยกระชับมิตรไมตรีกันมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ"
หลังจากพูดจบ
เขาก็ยิ้มพลางกล่าวว่า "วรรคนี้ของข้า ขอต่อว่า: ปลายคิมหันต์ยังรู้เร่งร้อน!"
ทันทีที่วรรคนี้ถูกเอ่ยออกมา ทุกคนบนโต๊ะต่างก็มีนัยน์ตาเป็นประกาย
ท่านอาจารย์ตงไหลยิ่งเอ่ยปากชมเชย "ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมยิ่งนัก"
เหล่าบัณฑิตที่มุงดูอยู่ต่างก็พากันปรบมือโห่ร้องชื่นชม นัยน์ตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจแกมชื่นชม
พวกเผยเจียนและหลี่เฮ่ออวี้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยซ้ำ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการที่พวกเขาจะปรบมือจนมือบวมแดง และส่งเสียงร้องชมเชยดังลั่น
เพราะบทกวีวรรคก่อนหน้าของเผยฉงชิง ได้ทำลายอารมณ์ของบทกวีไปจนหมดสิ้นแล้ว
วรรคนี้ของชุยเซี่ยน ไม่สามารถยกระดับความหมายให้สูงขึ้นได้อย่างฉับพลัน
ทำได้เพียงเปลี่ยนทิศทาง ค่อยๆ ประคองความหมายของบทกวีให้สูงขึ้นอย่างมั่นคง ขจัดองค์ประกอบของความโศกเศร้าและความตื่นตระหนกออกไป แล้วสร้างจุดหักเหที่ยึดเหนี่ยวได้อย่างมั่นคงขึ้นมาใหม่
ปลายคิมหันต์ยังรู้เร่งร้อน มีความหมายว่า: เสียงจักจั่นในช่วงปลายฤดูร้อน ยังคงดังกังวานอย่างเร่งรีบ
คำว่า 'ยัง' และ 'เร่ง' สองคำนี้ ได้เปลี่ยนความรู้สึกหดหู่และตกต่ำของบทกวีวรรคก่อนหน้าไปจนหมดสิ้น
แม้ความหมายจะเรียบง่าย
แต่กลับทำให้บทกวีทั้งบท 'มีชีวิตชีวา' ขึ้นมาได้ในพริบตา!
บทกวีฟังเสียงจักจั่นบทนี้ เริ่มต้นจากจุดนี้ ก็พลันพลิ้วไหว มีชีวิตชีวา และเริ่มมี 'ความรู้สึกของชีวิต' และ 'ความรู้สึกระดับสูง' ขึ้นมาทันที!
"ปลายคิมหันต์ยังรู้เร่งร้อน ช่างเป็นวรรคที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!"
"สมแล้วที่เป็นเด็กน้อยอัจฉริยะผู้แต่ง "หมิ่นหนง" วันนี้พวกเราถือว่าได้เปิดหูเปิดตาเห็นแล้วว่าอัจฉริยะที่แท้จริงเป็นอย่างไร!"
เหล่าบัณฑิตที่มุงดูอยู่ พากันขบคิดถึงบทกวีวรรคนี้ ยิ่งขบคิดก็ยิ่งรู้สึกทึ่ง
ทุกคนต่างพากันบอกต่อ และมีเสียงโห่ร้องชื่นชมดังขึ้นมาอย่างไม่ต้องสงสัย
ท่านอ๋องหนานหยางมีพระเนตรเป็นประกาย ตรัสขึ้นกลางวงว่า "ดี! ปลายคิมหันต์ยังรู้เร่งร้อน ช่างยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร! เปิ่นหวางขอเสนอว่า พวกเรามาดื่มฉลองให้กับวรรคทองนี้สักจอก ดีหรือไม่?"
ทุกคนต่างยิ้มแย้มและยกจอกสุราขึ้นพร้อมกัน
จากนั้นก็หันไปมองชุยเซี่ยนอย่างหยอกเย้า
เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ แน่นอนว่าย่อมต้องเคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้: เจ้าตามกลุ่มปู่ ลุง อา และพี่ชาย ไปร่วมรับประทานอาหารที่โต๊ะสุรา
จากนั้นก็ถูกพวกเขาคะยั้นคะยอด้วยความประสงค์ร้าย ให้เจ้าดื่มเหล้าขาวสักอึก หรือไม่ก็ให้เลียตะเกียบที่จุ่มเหล้าขาว
และพอเจ้าถูกความเผ็ดร้อนเล่นงานจนหน้าดำหน้าแดง คนทั้งโต๊ะก็จะหัวเราะร่วน
นี่คงจะเป็นความชอบแกล้งคนแบบแปลกๆ ที่ผู้ใหญ่ทุกคนมีเหมือนกันกระมัง?
ท่านอ๋องหนานหยางทอดพระเนตรชุยเซี่ยนแล้วแย้มพระสรวล "คุณชายชุย ดื่มสักหน่อยไหม?"
ชุยเซี่ยนดันจอกสุราใบใหญ่ที่อยู่ใกล้มือออกไป แล้วยิ้มตอบ "ขอเปลี่ยนเป็นจอกเล็กเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
โอ้โห!
นี่หมายความว่าจะดื่มนั่นเอง!
รอบด้านพลันมีเสียงโห่ร้องเชียร์ที่ดังกระหึ่มยิ่งกว่าเดิม
ท่านอ๋องหนานหยางรับสั่งให้บ่าวรับใช้เปลี่ยนจอกสุราเป็นใบเล็กจิ๋ว และรินสุราให้ชุยเซี่ยนเพียงจิบเล็กๆ
ชุยเซี่ยนไม่มีทีท่าหวาดหวั่นแม้แต่น้อย เขายกจอกสุราขึ้น "ในที่นี้เซี่ยนอายุน้อยที่สุด สมควรเป็นฝ่ายดื่มคารวะผู้อาวุโสทุกท่านขอรับ"
พูดจบ เขาก็ดื่มรวดเดียวจนหมดจอก
สุราในยุคโบราณส่วนใหญ่เป็นสุราใส รสชาติไม่ได้บาดคอมากนัก แต่เนื่องจากเขายังเด็ก ใบหน้าของชุยเซี่ยนจึงซับสีเลือดฝาดขึ้นมาในทันที
แก้มแดงระเรื่อ ขาวอมชมพู ยิ่งขับให้ใบหน้าดูหล่อเหลาน่าเอ็นดูมากขึ้นไปอีก
ทุกคนมองภาพนั้นด้วยความเลื่อมใสอย่างแท้จริง
เด็กน้อยอัจฉริยะไม่เพียงแต่มีความรู้ความสามารถโดดเด่น แต่ยังมีความกล้าหาญและท่วงท่าที่ไม่ธรรมดา อายุเพียงเท่านี้ กลับได้มานั่งร่วมโต๊ะกับเหล่าปรมาจารย์มากมาย โดยไม่มีทีท่าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย!
ที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่านั้นก็คือ
วรรคที่ว่า 'ปลายคิมหันต์ยังรู้เร่งร้อน' ของเขา ยังเป็นการเปิดทางให้ใต้เท้าหลี่ตวนที่รอต่ออยู่ด้านล่าง ได้มีแนวทางในการแต่งวรรคต่อไปอีกด้วย
เพราะตอนที่เด็กน้อยอัจฉริยะพูดคุยกับท่านอ๋องหนานหยางเมื่อครู่นี้ ได้บอกใบ้ไว้แล้วว่า: จุดประสงค์ก็เพื่อให้ทั้งเจ้าภาพและแขกเหรื่อได้รับความสำราญ และได้ร่วมพูดคุยกระชับมิตรไมตรีกัน
เป็นไปตามคาด
หลังจากวางจอกสุราลง หลี่ตวนก็หัวเราะหึๆ แล้วต่อบทกวีทันที "ต้นสารทกลับเปี่ยมด้วยไมตรี!"
ปลายคิมหันต์ยังรู้เร่งร้อน ต้นสารทกลับเปี่ยมด้วยไมตรี!
เสียงจักจั่นในช่วงปลายฤดูร้อนยังคงดังกังวานอย่างเร่งรีบ ทว่าเสียงจักจั่นในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง กลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างออกไป!
ในชั่วพริบตา ความหมายของบทกวีก็เปลี่ยนจากความน่ารำคาญ กลายมาเป็นความเบิกบานใจและอบอุ่น
บทกวีวรรคนี้ทำให้ท่านอ๋องหนานหยางพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จนแย้มพระสรวลกว้างจนเห็นพระทนต์
จากจุดนี้ก็พอจะมองออกแล้วว่า การต่อบทกวีนั้นแต่งยากจริงๆ
อย่างน้อยบนโต๊ะสุรานี้ ก็ต้องมียอดฝีมือที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ตลอดเวลาคอยอยู่ด้วย เพื่อรับหน้าที่ดึงความหมายของบทกวีที่คนก่อนหน้าทำเสียไปให้กลับคืนมา เพื่อรับประกันว่าบทกวีบทนี้จะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น
อย่างเช่นในตอนนี้ หลังจากที่ชุยเซี่ยน 'วาดมังกรเบิกเนตร' ควบคุมทิศทางเอาไว้ และหลี่ตวนก็ก้าวตามมาเพื่อเชื่อมต่ออย่างราบรื่น บทกวีฟังเสียงจักจั่นบทนี้ ก็ถือว่าเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว
ถ้าเช่นนั้นต่อจากนี้ จะดำเนินเรื่องต่อไปอย่างไรดี?
จากน่ารำคาญ กลายมาเป็นมีไมตรีจิต แม้จะเบิกบานใจขึ้นมาแล้วจริงๆ แต่ก็ยังรู้สึกว่าเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง?
สิ่งที่ขาดหายไปก็คือ แก่นแท้ของเรื่อง
บทกวีที่แต่งร่วมกันหลายคน แต่ละวรรคต้องนำมาเชื่อมต่อกัน การจะกำหนดแก่นแท้ของเรื่องให้ชัดเจนได้อย่างแท้จริงนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก
ความกดดันตกมาอยู่ที่ท่านอาจารย์ตงไหลซึ่งนั่งอยู่ถัดจากหลี่ตวน
ทว่าชายชราผู้รอบรู้และมากความสามารถ ย่อมไม่ถูกทำให้จนปัญญา เขาหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวว่า "เทียบเสียงสายน้ำเชี่ยวหาได้ไม่!"
สมกับที่เป็นศิษย์อาจารย์กันมาตั้งแต่เกิด
ทั้งสองคนต่างก็มีความคิดที่จะควบคุมสถานการณ์อย่างแรงกล้า และมีสไตล์เป็นของตัวเอง ถนัดในการใช้คำกริยาอย่างกล้าหาญ ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนแก่นเรื่อง แต่ยังต้องทำให้บทกวีกลับมามีชีวิตชีวาอีกด้วย
ความหมายของวรรคนี้ก็คือ: เสียงร้องของจักจั่นนั้น ไม่ได้เร่งรีบเหมือนกับเสียงของกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก
ดูเหมือนว่า แม้ท่านอาจารย์ตงไหลจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่แท้จริงแล้วเขาไม่พอใจกับบทกวีหลายวรรคก่อนหน้านี้
ทั้งน่ารำคาญ ทั้งทำให้คนตื่นตระหนก มันก็ไม่ค่อยเข้าท่าจริงๆ นั่นแหละ
โชคดีที่มีชุยเซี่ยนช่วยประคองเอาไว้
ดังนั้นท่านอาจารย์ตงไหลจึงฉวยโอกาสนี้ ดันความหมายให้สูงขึ้นไปอีกครั้ง
โดยใช้สายน้ำที่เชี่ยวกรากมาเปรียบเปรยกับเสียงจักจั่น พยายามที่จะยกระดับความหมายของบทกวีทั้งบทจากความสุขสำราญของเจ้าภาพและแขกเหรื่อ ให้ขึ้นไปสู่ระดับที่สูงยิ่งขึ้น
เมื่อทุกคนได้ยินวรรคที่ว่า 'เทียบเสียงสายน้ำเชี่ยวหาได้ไม่' ต่างก็พากันร้องชมเชย
เห็นได้ชัดว่า บทกวีบทนี้เริ่มเข้าสู่ 'จุดพีค' แล้ว!
แต่นี่กลับสร้างความลำบากให้กับผู้แทนพระองค์ใต้เท้าฉีที่อยู่ถัดลงมา เขาเข้าใจความหมายของศิษย์อาตงไหล และอยากจะสานต่อความหมายนี้ให้พุ่งทะยานขึ้นไปอีก
แต่ฝีมือมันไม่อนุญาตนี่สิ!
ดังนั้น ท่ามกลางเสียงโห่ร้องที่มีความหมายคลุมเครือนับไม่ถ้วน ใต้เท้าฉีจึงกัดฟันต่อบทกวีไปหนึ่งวรรค "เสียงขลุ่ยเรียวเล็กยากจะเลียนแบบ"
ความหมายก็คือ: เสียงที่เล็กแหลมราวกับเครื่องดนตรีประเภทเป่าของจักจั่นนั้น เป็นเรื่องยากที่เราจะเลียนแบบได้
ไม่ใช่ว่าวรรคนี้ไม่ดี
เอาเถอะ ก็คือไม่ดีนั่นแหละ
เพราะความหมายที่เพิ่งจะถูกดันขึ้นไปเมื่อครู่ พลันร่วงหล่นลงมาในพริบตา
ใต้เท้าฉีรู้สึกละอายใจเป็นอย่างยิ่ง จึงดื่มสุราปรับตัวเองสามจอกท่ามกลางเสียงโห่ร้อง
ท่านอาจารย์ตงไหลไม่ได้พูดอะไร แต่แท้จริงแล้วในใจรู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
เขาไม่ใช่คนใจแคบ หากเป็นสถานการณ์อื่น หรือการละเล่นอื่น เขาคงไม่เป็นเช่นนี้แน่
แต่ตนเพิ่งจะเริ่มตั้งเค้า เตรียมตัวจะพุ่งทะยานขึ้นไปอย่างสุดกำลัง ทว่าคนต่อมากลับ 'ตู้ม' เดียว ทำลายความฮึกเหิมของเจ้าจนพังทลายลงมาเสียหมด
แบบนี้ใครมันจะไปทนไหว?
ในขณะที่ท่านอาจารย์ตงไหลกำลังรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่นั้น จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นว่า ชุยเซี่ยนลูกศิษย์คนดีของตนกำลังขยิบตาให้
ท่านอาจารย์ตงไหลจึงอารมณ์ดีขึ้นมาในทันที!
เขาอ่านความหมายของลูกศิษย์คนดีออก: ท่านอาจารย์โปรดอย่าอารมณ์เสียไปเลย ประเดี๋ยวรอให้พวกไก่อ่อนพวกนี้ยอมแพ้กันหมด เราสองคนศิษย์อาจารย์ค่อยมาต่อกลอนกันให้เต็มคราบ สร้างสรรค์บทกวีออกมาสักบทเถิด!
ท่านอาจารย์ตงไหลชื่นชอบความมั่นใจและโอ้อวดในตัวลูกศิษย์คนนี้เสียจริงๆ ช่างเหมือนกับเขาในสมัยหนุ่มๆ ไม่มีผิดเพี้ยน
ดังนั้น ท่านอาจารย์ตงไหลจึงรวบรวมสมาธิอีกครั้ง
แต่ในใจกลับคิดว่า หากการต่อบทกวีในวันนี้สำเร็จลุล่วง ลูกศิษย์ตัวน้อยของเขาคงจะได้สร้างชื่อเสียงโด่งดังไปอีกขั้นเป็นแน่
ประจวบเหมาะกับที่ตระกูลขุนนางและบัณฑิตผู้มีหน้ามีตานับร้อยตระกูล ล้วนส่งบ่าวรับใช้ให้นำของขวัญมามอบให้ในงานเลี้ยงรับศิษย์ ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ปรากฏตัวอย่างเป็นทางการ
รอให้ประเดี๋ยวพวกเราสองคนศิษย์อาจารย์ต่อบทกวีฟังเสียงจักจั่นจนจบ และสร้างความตื่นตะลึงให้กับคนทั้งงานเสียก่อน
ค่อยให้คนเหล่านี้เข้ามา แล้วมอบของขวัญแสดงความยินดีให้กับลูกศิษย์คนดีของข้าอย่างเอิกเกริก
จัดงานเลี้ยงรับศิษย์ครั้งนี้ให้ยิ่งใหญ่ตระการตา และสร้างความสั่นสะเทือนให้กับคนทั้งงาน!
ถึงเวลานั้น สายตาของแวดวงขุนนางและบัณฑิตทั่วทั้งต้าเหลียง จะต้องจับจ้องมาที่หนานหยาง และจับจ้องมาที่ลูกศิษย์คนดีของข้า!