แต่ถึงอย่างไรประโยคนี้ของเขาก็ถือว่าผ่านไปได้
ปัญหาคือ ซ่งจือฝู่นั่งอยู่ถัดจากท่านราชทูต
ในเมื่อท่านราชทูตเสียหน้าไปแล้ว เขาจะกล้าแสดงฝีมือได้อย่างไร
อย่าว่าแต่การต่อบทกวีหัวข้อฟังเสียงจักจั่นมาถึงตรงนี้ จะทำให้ซ่งจือฝู่กดดันขึ้นเป็นเท่าตัวจนจับต้นชนปลายไม่ถูก และไม่รู้ว่าจะต่ออย่างไรดีเลย
ต่อให้เขาสามารถต่อประโยคต่อไปได้ เขาก็ไม่กล้าต่ออยู่ดี!
ดังนั้น
ซ่งจือฝู่จึงแสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็เผยรอยยิ้มขื่น "ดูท่า ข้าคงต้องดื่มเป็นเพื่อนใต้เท้าฉีสามจอกแล้วล่ะ"
นี่คือการยอมแพ้นั่นเอง
เมื่อเขายอมแพ้ นายอำเภอเยี่ยผู้น้อยยิ่งไม่กล้าวางท่า
ทว่าเขาเป็นคนหน้าบาง ท้ายที่สุดก็พูดคำประจบประแจงอย่าง 'ดื่มเป็นเพื่อนใต้เท้าสามจอก' ไม่ออก จึงได้แต่กล่าวอย่างซื่อตรงด้วยความขวยเขินว่า "ข้าน้อยรู้น้อยด้อยปัญญา ไม่มีเบาะแสเลยจริงๆ ขอรับ"
ความกดดันจึงตกมาอยู่ที่เผยฉงชิงอีกครั้ง
สีหน้าของนายท่านผู้เฒ่าเหมือนจะร้องไห้ก็ไม่ใช่ จะหัวเราะก็ไม่เชิง ดูราวกับใกล้จะแตกสลายเต็มที
ครั้งนี้แม้แต่เผยเจียนที่ยืนดูความครึกครื้นอยู่ด้านนอก ก็ยังตัดใจส่งเสียงโห่ร้องปู่ของตัวเองไม่ลง
เพราะในรอบที่แล้ว การต่อบทกวีก็มาหมดความขลังที่เผยฉงชิงนี่แหละ
มาบัดนี้ ท่านอาจารย์ตงไหลเพิ่งจะสร้างบรรยากาศขึ้นมาได้อีกครั้ง กลับถูกใต้เท้าฉีผู้เป็นราชทูตเป็นตัวถ่วงเสียได้
นั่นก็หมายความว่า
บทกวีประโยคใหม่ จะต้องดึงบรรยากาศให้กลับมาฮึกเหิมอีกครั้ง หรือกระทั่งต้องเหนือกว่าประโยค 'สายน้ำเชี่ยวไม่อาจเทียบ' ของท่านอาจารย์ตงไหลให้ได้
จึงจะสามารถยืมพลังมาใช้ สอดรับกับท่านอาจารย์ตงไหล เพื่อยกระดับบทกวีนี้ให้สูงส่งขึ้นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ซ่งจือฝู่และนายอำเภอเยี่ยชิงยอมแพ้ไปก่อน
พวกเขาสองคนมีความสามารถเช่นนี้เสียที่ไหนกันล่ะ?
สำหรับเรื่องนี้ เผยฉงชิงแสดงออกว่า: ในเมื่อพวกท่านสองคนไม่มีความสามารถนี้ ข้าเองก็ไม่มีเช่นกัน
นายท่านผู้เฒ่าเผยรินสุราให้ตัวเองเงียบๆ สามจอก แล้วดื่มรวดเดียวหมดไปทีละจอก
จากนั้นเขาก็มองไปทางชุยเซี่ยน และกล่าวด้วยความละอายใจว่า "เซี่ยนเกอ คงต้องพึ่งเจ้าแล้วล่ะ"
เหล่าบัณฑิตที่มุงดูอยู่ต่างส่งเสียงฮือฮาด้วยความผิดหวัง
นี่เพิ่งจะเข้าสู่รอบที่สอง กลับมีคนยอมแพ้ไปแล้วถึงสามคน!
ทว่าการต่อบทกวีนั้นเป็นการหมุนเวียน ยอมแพ้ในรอบนี้ รอบหน้าก็ยังสามารถเข้าร่วมต่อได้
แน่นอนว่า หากรอบหน้ายอมแพ้อีก ก็ต้องดื่มต่อไป
สรุปก็คือ ไม่ในท้องเต็มไปด้วยน้ำหมึก ก็ต้องเต็มไปด้วยน้ำจัณฑ์
ทุกคนล้วนมีอนาคตอันสดใสรออยู่
เมื่อท่านอ๋องหนานหยางเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ก็รู้สึกร้อนใจเล็กน้อย
เขาเป็นเจ้าภาพจัดงานชุมนุมกวีในครั้งนี้ ทั้งออกเงินและออกแรง ก็เพื่อหวังชื่อเสียงอันดีงาม
จะทนดูการละเล่นต่อบทกวีนี้พังทลายลงไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร
ถ้านั่นไม่เท่ากับว่าเหนื่อยเปล่าหรอกหรือ
ดังนั้น
ท่านอ๋องหนานหยางจึงมองไปทางชุยเซี่ยน แววตาแฝงความคาดหวัง "คุณชายน้อยชุย ประโยค 'ปลายฤดูร้อนยังรู้เร่ง' ของเจ้าเมื่อครู่นี้ แต่งได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก"
"บัดนี้สามท่านก่อนหน้าล้วนยอมแพ้ติดต่อกัน คิดว่าคงเตรียมเก็บซ่อนฝีมือไว้เพื่อรอจังหวะปล่อยของเป็นแน่"
"แต่คุณชายน้อย เจ้านั้นยังหนุ่มแน่นเลือดร้อน สมควรที่จะฉายแววความสามารถ แสดงฝีมือออกมาให้เต็มที่ ดังนั้นความหมายของเปิ่นหวางก็คือ..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ท่านอ๋องหนานหยางก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลั้นไว้ไม่อยู่และชิงหัวเราะออกมาก่อน
เขากล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม "ดังนั้นความหมายของเปิ่นหวางก็คือ ครั้งนี้คุณชายน้อยลองต่อสักสองประโยคดูดีหรือไม่? ช่วยยกระดับทั้งความหมายและบรรยากาศของบทกวีฟังเสียงจักจั่นของพวกเราให้สูงขึ้นไปอีกขั้น"
นี่ออกจะไม่ทำตามกฎไปสักหน่อย
แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ตอนนี้การละเล่นแทบจะดำเนินต่อไปไม่ได้แล้ว ท่านอ๋องหนานหยางกำลังหาทางให้ชุยเซี่ยนมากู้สถานการณ์อยู่นั่นเอง!
ทันใดนั้น
ผู้คนที่นั่งอยู่ในงานเลี้ยง ล้วนหันไปมองชุยเซี่ยน
เหล่าบัณฑิตจำนวนมากที่มุงดูอยู่รอบๆ ก็หันไปมองชุยเซี่ยนเช่นกัน แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
การต่อบทกวีนั้นทำได้ยากยิ่ง หากพ้นงานชุมนุมกวีในวันนี้ไปแล้ว วันหน้าก็ไม่แน่ว่าจะมีโอกาสได้เห็นอีกหรือไม่
ทุกคนย่อมอยากประจักษ์แก่สายตาสักครั้งเป็นธรรมดา!
หลังจากนั้น ท่ามกลางเสียงชื่นชมและเสียงร้องอุทานของคนทั้งงาน
ก็เห็นชุยเซี่ยนยิ้มกว้าง "ท่านอ๋อง ผู้อาวุโสทุกท่าน ทุกคนล้วนต่อคนละหนึ่งประโยค แต่เซี่ยนกลับต่อสองประโยค เช่นนี้ไม่เท่ากับว่าข้าเอาเปรียบหรอกหรือ?"
ยอดเยี่ยมจริงๆ!
เหตุใดจึงมีคนที่อายุยังน้อย แต่กลับสามารถแสดงออกอย่างผ่าเผยตามอำเภอใจ ทว่าก็ยังคงความถ่อมตนดั่งวิญญูชนได้ถึงเพียงนี้
เห็นได้ชัดว่ามากู้สถานการณ์แท้ๆ แต่พอเอ่ยปาก กลับไม่ทำให้ผู้ใดต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเลย
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ...
คำพูดของเขา ชัดเจนว่าเป็นการรับคำขอร้องให้กู้สถานการณ์ของท่านอ๋องแล้ว!
ท่านอ๋องหนานหยางหัวเราะร่วน แววตาที่มองไปยังชุยเซี่ยนเต็มไปด้วยความชื่นชมและสนิทสนม
เขาถือโอกาสกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า "ไม่เป็นไรหรอก เรื่องเอาเปรียบเช่นนี้ เจ้าเอาเปรียบให้มากหน่อยก็ย่อมได้!"
ดังนั้น
ภายใต้สายตาที่จับจ้องด้วยความคาดหวังของคนทั้งงาน ชุยเซี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นอย่างลำพองใจ
น่าจะเป็นเพราะสุราจอกเล็กที่เพิ่งดื่มลงท้องไปเมื่อครู่
ใบหน้าของเขาแดงเรื่อเล็กน้อย ไม่ได้จงใจปิดบังอารมณ์อีกต่อไป สีหน้าเลิกคิ้วอย่างลำพองใจเช่นนี้ สื่อความหมายชัดเจนว่า เขาแต่งบทกวีที่ยอดเยี่ยมมากออกมาได้แล้ว
แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกภูมิใจมาก!
กลุ่มคนรอบข้างแทบจะถูกล่อเป้าจนหูผึ่งกันหมดแล้ว
ท่านอ๋องหนานหยางยิ่งอดรนทนไม่ไหว กล่าวว่า "คุณชายน้อยแต่งออกแล้วหรือ? รีบว่ามา รีบว่ามา พวกเราตั้งใจรอฟังอยู่"
ชุยเซี่ยนอมยิ้มมองไปทางท่านอาจารย์ตงไหล แล้วกล่าว "สองประโยคของข้าคือ: พึงเลียนความหนักแน่นดั่งทองหิน มิหลงใหลแสงสว่างดั่งหิ่งห้อย!"
ตู้ม!
ทันทีที่กวีสองประโยคนี้หลุดออกมา ก็ราวกับเสียงอสนีบาตฟาดเปรี้ยง แสงสว่างวาบขึ้นกลางนภา!
ไม่จำเป็นต้องไปขบคิดความหมายให้ลึกซึ้ง เพียงแค่ดูจากการใช้คำ ก็สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่อลังการที่พุ่งปะทะหน้า!
ที่แท้บทกวีฟังเสียงจักจั่นที่แสนธรรมดา ก็สามารถเขียนให้ยิ่งใหญ่ตระการตาได้ถึงเพียงนี้!
คนทั้งงานล้วนตื่นตะลึงและสั่นสะท้านไปตามๆ กัน
ถึงขั้นมีบัณฑิตรีบควักกระดาษและพู่กันออกมาด้วยความร้อนรน ใบหน้าแดงก่ำขณะเริ่มตวัดพู่กันบันทึกบทกวีนี้ลงไปอย่างรวดเร็ว
เห็นได้ชัดว่า ประโยคนี้ของชุยเซี่ยน ไม่ได้เพียงแค่ทำให้บทกวีฟังเสียงจักจั่นบทนี้มีชีวิตชีวาขึ้นมาเท่านั้น
แต่ยังช่วยยกระดับแนวคิดของมันให้สูงส่งขึ้นอย่างหาที่เปรียบมิได้อีกด้วย
พึงเลียนความหนักแน่นดั่งทองหิน มิหลงใหลแสงสว่างดั่งหิ่งห้อย!
เมื่อนำไปต่อกับประโยคก่อนหน้าที่ว่า 'เสียงหลอดเล็กเรียวเลียนแบบยาก' ความหมายจึงกลายเป็นว่า:
เสียงของจักจั่นที่เล็กเรียวเบาบางราวกับหลอดดนตรีนั้น พวกเรายากที่จะเลียนแบบได้ แต่พวกเราควรจะเอาอย่างความหนักแน่นมั่นคงของทองและหิน และอย่าได้ไปหลงใหลในแสงสว่างอันจอมปลอมดั่งหิ่งห้อยเลย
สองประโยคนี้ เรียกได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกประดุจเทพยดาประทานพร!
"ยอดเยี่ยม!"
"เมื่อกวีสองประโยคนี้ปรากฏ บทกวีต่อประโยคฟังเสียงจักจั่นบทนี้ จะต้องมีที่ทางในหมู่บทกวีต่อประโยคอย่างแน่นอน!"
"วันนี้ได้พบกับกุมารเทพน้อย ถึงได้รู้ว่าเหนือฟ้ายงมีฟ้า สิ่งใดคือหิ่งห้อยริอาจเทียบแสงจันทร์กระจ่าง!"
เหล่าบัณฑิตที่อยู่ในงานต่างตื่นเต้นจนใบหน้าแดงก่ำ
รวมถึงอู๋ชิงหลานเองก็กำลังปรบมืออย่างสุดกำลัง
เผยเจียน จวงจิ่น และคนอื่นๆ มองดูน้องเซี่ยนเปล่งประกายเจิดจรัสอยู่ในศาลาจากที่ไกลๆ ทั้งรู้สึกตื่นเต้นและอิจฉา
โดยเฉพาะเผยเจียน ในแววตาของเขาปรากฏความเศร้าซึมและน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
ดูเหมือนว่าช่องว่างระหว่างเขากับน้องเซี่ยน... จะยิ่งห่างออกไปทุกทีแล้ว
ภายในศาลา
ท่านอ๋องหนานหยางถูกประโยคที่ว่า 'พึงเลียนความหนักแน่นดั่งทองหิน มิหลงใหลแสงสว่างดั่งหิ่งห้อย' กระแทกใจจนอ้าปากค้าง ไม่อาจดึงสติกลับมาได้เป็นเวลานาน
หลี่ตวนเองก็ทั้งตื่นตะลึงและกระอักกระอ่วนใจเช่นกัน
ที่ตื่นตะลึง แน่นอนว่าเป็นเพราะประโยคนี้แต่งออกมาได้โดดเด่นสะดุดตายิ่งนัก
ส่วนที่กระอักกระอ่วนใจ ก็เป็นเพราะเขาต่อไม่ติดน่ะสิ!
พลังอำนาจดั่งสายฟ้าฟาดพุ่งทะลวงเข้ามา หอบเอาความหนักแน่นของทองและหินมาด้วย สว่างไสวเจิดจ้าจนไม่อาจขวางกั้น
ในเวลานี้ ไม่มีถ้อยคำหรูหราใดๆ จะมาต้านทานพลังของมันได้อีกแล้ว
ในเมื่อต้านทานไม่อยู่ ก็ทำได้เพียงรองรับเอาไว้ โดยใช้ตัวอักษรที่เรียบง่ายไร้การปรุงแต่ง แต่แฝงไปด้วยความเชี่ยวชาญอันล้ำลึก มาถักทอเป็นตาข่าย
โอบรัดพลังของมันเอาไว้ทั้งหมด แล้วเก็บรวบรวมไว้ภายใน!
สิ่งนี้ยากยิ่งกว่าการสร้างบรรยากาศเสียอีก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังต้องต่อออกมาให้ได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งถ้วยชาเท่านั้น
กวีสายคร่ำครวญจำนวนมาก มักจะต้องกลืนความแค้นพ่ายแพ้ไปในการละเล่นต่อบทกวี ก็เพราะมันทดสอบความสามารถในการพลิกแพลงและแสดงฝีมืออย่างรวดเร็วเฉพาะหน้านี่แหละ!
ในขณะที่หลี่ตวนกำลังลังเลว่าจะยอมแพ้ดีหรือไม่นั้นเอง
ท่านอาจารย์ตงไหลก็พรวดพราดลุกขึ้นยืน!
ชายชรามีสีหน้าตื่นเต้น ดวงตาที่ฝ้าฟางกลับเปล่งประกายเจิดจ้าอย่างน่าประหลาด เขามองไปทางชุยเซี่ยน และเอ่ยชมคำว่า 'ดี' ติดต่อกันถึงสามครั้งด้วยความตื่นเต้น
จากนั้น มือหนึ่งยกจอก อีกมือหนึ่งหิ้วป้านสุรา รินสุราให้ตนเองสามจอก แล้วกล่าวกับหลี่ตวนด้วยความตื่นเต้นว่า "หลี่ตวน เจ้าถอยไปก่อน สุราสามจอกนี้ ศิษย์พี่จะดื่มแทนเจ้าเอง!"
กล่าวจบ
ชายชราก็ดื่มรวดเดียวสามจอกอย่างห้าวหาญ!
หลี่ตวนลอบยินดีอยู่ในใจ ทว่าใบหน้ากลับทำทีเป็น 'ทนท่านไม่ได้จริงๆ' "ศิษย์พี่เชิญ"
เห็นได้ชัดว่า ท่านอาจารย์ตงไหลถูกประโยคนี้ของชุยเซี่ยนทำให้ตื่นตะลึงเข้าแล้ว
ดังนั้นเขาจึงต้องการมาต่อประโยคถัดไป!
เมื่อสุราสามจอกตกถึงท้อง ใบหน้าของท่านอาจารย์ตงไหลก็เริ่มแดงระเรื่อเช่นกัน
เขาครุ่นคิดอยู่นาน สายตากวาดมองทิวทัศน์รอบด้านอย่างรวดเร็ว
เมื่อมองไปเห็นต้นสนโบราณสองสามต้นภายในจวนอ๋อง ดวงตาก็สว่างวาบขึ้นมาทันที เขากล่าวอย่างตื่นเต้นว่า "คิดออกแล้ว ชุยเซี่ยน เจ้าจงฟังให้ดี ดูสิว่าประโยคนี้ของชายชราผู้นี้ เป็นอย่างไรบ้าง?"
"ใบสนร่วงหล่นทั่วสี่ทิศ ผมขาวงอกใหม่ขึ้นอีกครา!"
ช่างเป็น 'ผมขาวงอกใหม่ขึ้นอีกครา' ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!
เมื่อประโยคนี้ถูกเอ่ยออกมา รอบด้านก็มีเสียงโห่ร้องยินดีและเสียงร้องชมเชยดังสนั่นหวั่นไหวประดุจเสียงฟ้าร้องขึ้นมาอีกครั้ง!
ความหมายของประโยคนี้คือ: ใบสนรูปเข็มร่วงหล่นลงมาจากทั่วทุกสารทิศ ผมขาวที่จอนผมก็งอกเส้นใหม่ขึ้นมาอีก กาลเวลาและวันวัย ได้ร่วงโรยล่วงเลยไปอย่างเงียบงัน
ผู้เยาว์วัยโอ้อวดตามอำเภอใจ
ผู้สูงวัยทอดถอนใจกับกาลเวลา
หนึ่งชราหนึ่งเยาว์วัยร่วมมือกัน ได้สูบฉีดจิตวิญญาณเข้าไปในบทกวีต่อประโยคฟังเสียงจักจั่นบทนี้!
บรรยากาศของงานชุมนุมกวี จึงถูกผลักดันขึ้นสู่จุดสูงสุดในวินาทีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
บัณฑิตนับไม่ถ้วนมีสีหน้าตื่นเต้น ชูจอกสุราขึ้น หวังจะชนจอกให้กับผลงานชิ้นเอกสะท้านโลกทั้งสี่ประโยคนี้
แม้แต่ตัวชุยเซี่ยนเอง หลังจากได้ยินคำว่า 'ใบสนร่วงหล่นทั่วสี่ทิศ ผมขาวงอกใหม่ขึ้นอีกครา' บนใบหน้าก็ปรากฏความตื่นตะลึงอย่างล้นหลาม
เขาลุกขึ้นยืน เป็นฝ่ายยกจอกเล็กๆ ในมือขึ้นก่อน แล้วกล่าวชื่นชมว่า "ท่านอาจารย์เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ เซี่ยนขอคารวะท่านหนึ่งจอก!"
ท่านอาจารย์ตงไหลเองก็เห็นได้ชัดว่าพึงพอใจกับประโยคนี้ของตนเองเป็นอย่างยิ่ง เขาหน้าแดงก่ำขณะคารวะชุยเซี่ยนกลับ "ประโยค 'พึงเลียนความหนักแน่นดั่งทองหิน มิหลงใหลแสงสว่างดั่งหิ่งห้อย' ของเจ้าเมื่อครู่ ก็ทำให้ชายชราผู้นี้ตื่นตะลึงได้จริงๆ สมควรดื่มฉลองจอกใหญ่!"
ทั้งสองสบตากัน ก่อนจะดื่มรวดเดียวจนหมดจอก
เห็นได้ชัดว่า นี่กำลังได้ที่เลยทีเดียว!
บทกวีคู่กับสุรา ยิ่งดื่มยิ่งมีอารมณ์สุนทรีย์!
หมากเจอคู่ปรับ ยิ่งเจอคนเก่งก็ยิ่งเก่งตาม!
ท่าทางอันผ่าเผยตามอำเภอใจของพวกเขาทั้งสอง ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนในงานมองดูด้วยความเลื่อมใสหลงใหล
คิดว่าหลายคนในวันนี้ ต่อให้ผ่านไปอีกหลายปีก็คงไม่อาจลืมเลือนงานชุมนุมกวีครั้งนี้ได้ ไม่อาจลืมเลือนภาพอันน่าตื่นตะลึงที่ท่านอาจารย์ตงไหลและกุมารเทพน้อยร่ำสุราแต่งกวีร่วมกันในงานได้เลย
ตั้งแต่โบราณกาลมา บัณฑิตมักจะถูกค่อนขอดว่า 'ไร้ประโยชน์สิ้นดี' อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บทความแปดขาและบทกวีต่างๆ ก็มักจะถูกตำหนิว่าไร้สาระเช่นเดียวกัน
ทว่าสิ่งที่สามารถทะลวงผ่านกาลเวลานับพันนับร้อยปี และส่องประกายเจิดจรัสอยู่ในสายธารแห่งวัฒนธรรมได้อย่างเต็มที่ เสน่ห์ของตัวอักษรและบทกวี จะถูกด้อยค่าว่า 'ไร้ประโยชน์' ได้อย่างไร?
อย่างน้อยที่สุด ในเวลานี้ ณ วินาทีนี้
ท่านอาจารย์ตงไหลและชุยเซี่ยน ได้มอบเสน่ห์อันสูงสุดให้กับตัวอักษร และพวกเขาทั้งสอง ก็เปล่งประกายเจิดจรัสเพราะตัวอักษรและบทกวีเช่นกัน
บัณฑิตนับไม่ถ้วนในงานมีสีหน้าตื่นเต้น ดวงตาเปล่งประกาย
เพราะงานชุมนุมกวีในวันนี้ จะต้องสะเทือนวงการกวีและแวดวงบัณฑิตแห่งต้าเหลียงอย่างแน่นอน
"บทกวีต่อประโยคฟังเสียงจักจั่น" จะต้องกลายเป็นผลงานชิ้นเอกที่ถูกเล่าขานไปอีกนานแสนนาน!
พวกเขาได้เป็นประจักษ์พยานในการถือกำเนิดของบทกวีชื่อดังบทหนึ่งแล้ว!
กระทั่งงานชุมนุมกวียังไม่ทันจบ "บทกวีต่อประโยคฟังเสียงจักจั่น" ก็ถูกเหล่าบัณฑิตที่ตื่นเต้น นำไปป่าวประกาศเผยแพร่อย่างอดรนทนไม่ไหวเสียแล้ว!