ในยามที่ผู้สำเร็จราชการปรากฏตัวขึ้น สถานการณ์ในพิธีบวงสรวงใหญ่ก็ไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป ตำนานของผู้สำเร็จราชการเพิ่งผ่านไปเพียงสิบปี ราษฎรมากมายยังคงจดจำบุรุษผู้นี้ได้ จดจำได้ว่าเขาเหยียบย่ำทำลายวัดวาอารามของแคว้นเฉินจนราบคาบ จดจำได้ว่าคมหอกคมดาบของเขาไร้ผู้ต่อต้าน
จดจำได้ว่าเขาสังหารฮ่องเต้สิ้นชีพคาพระราชวัง
เจียงเกา รัชทายาทแคว้นอิ้งจ้องเขม็งไปยังบุรุษที่ขี่ม้าแก่ก้าวเข้ามาทีละก้าว
ชายชราที่ไม่ได้หนุ่มแน่นอีกต่อไปกวาดสายตามอง ความน่าเกรงขามดุจดั่งคมศัตรา แม้แต่เจียงเกากับเจียงหย่วนซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในหมู่คนรุ่นเยาว์ ในยามนี้ยังคงสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่อธิบายไม่ถูก ถึงกับรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายดุจดั่งยามเผชิญหน้ากับบิดา
ผู้สำเร็จราชการแห่งแคว้นเฉิน
มือของเขาเกร็งแน่นโดยไม่รู้ตัว กดลงบนพนักเก้าอี้อย่างแรง
พลันได้ยินเสียงชุดเกราะกระทบกัน
ความรู้สึกกดดันอันรุนแรงนั้นมลายหายไป
อวี้เหวินเลี่ย ยอดขุนพลอันดับห้าของใต้หล้าลุกขึ้นยืนแล้ว ขุนพลเทพผู้เป็นเลิศในใต้หล้าผู้นี้ยื่นมือออกไป รูปลักษณ์ธรรมพยัคฆ์ขาวปรากฏขึ้นเบื้องหลังเขา มันแฝงไว้ด้วยเจตจำนงแห่งการต่อสู้และจิตสังหารอันรุนแรง พลังภายในไหลเวียน จึงได้สำแดงประจักษ์แก่โลกหล้า
เขายื่นมือออกไป รูปลักษณ์ธรรมพยัคฆ์ขาวจึงหลอมรวม มือของเขาหนักอึ้ง กุมทวนหนักเอาไว้แล้ว
ในยุคสมัยที่ผู้สำเร็จราชการผงาดง้ำค้ำใต้หล้า อวี้เหวินเลี่ยก็มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเหล่าเด็กหนุ่มในยามนี้ เขาเคยเห็นท่วงท่าอันเป็นจุดสูงสุดของเหล่าวีรบุรุษเหล่านี้มากับตา ดังนั้นจึงเผยพลังของตนเองออกมาโดยธรรมชาติเช่นกัน
เขายืนอยู่เบื้องหน้าเจียงเกาและเจียงหย่วน สองตาจับจ้องไปยังบุรุษผู้สวมเกราะสีหมึก
"เป็นอย่างที่คิดจริงๆ"
เขากล่าวเสียงเบา "อ๋องผูหยาง"
"บุรุษที่โอหังเช่นนี้ ย่อมไม่ตายบนเตียงผู้ป่วยหรอก"
เจียงเกาได้ยินอารมณ์ที่พลุ่งพล่านสายหนึ่งในน้ำเสียงของยอดขุนพลผู้มักจะเยือกเย็น วางอำนาจ และมีกลยุทธ์การรบที่เหี้ยมโหดผู้นี้ ราวกับว่ายามที่ได้เห็นยอดขุนพลผู้นี้ อวี้เหวินเลี่ยยังคงเป็นแม่ทัพหนุ่มผู้ฮึกเหิมในวันวาน
เขายกทวนขึ้น ขวางอยู่เบื้องหน้าเจียงเกาและเจียงหย่วน
จากนั้นก็มองไปข้างกายอ๋องผูหยางโดยสัญชาตญาณ
เขาไม่เห็นแม่ทัพหนุ่มผู้กล้าหาญที่คอยทะลวงค่ายกลอยู่แนวหน้าผู้นั้นแล้ว
อวี้เหวินเลี่ยหวนนึกถึงท่านอ๋องไท่ผิงผู้ฮึกเหิมในความทรงจำ ในความทรงจำยามพบหน้ากันครั้งแรก ท่านอ๋องไท่ผิงในตอนนั้นไม่มีหน้ากากสีทองหม่นและสัตว์พาหนะกิเลน ยังเป็นเพียงทหารม้าหนุ่มผู้ถือธงทะลวงฟันภายใต้สังกัดของอ๋องผูหยาง ทว่าช่างฮึกเหิมถึงเพียงนั้น
อวี้เหวินเลี่ยลืมตาขึ้น "พวกเราต่างก็ไม่หนุ่มแน่นกันแล้วนะ หลี่ว่านหลี่"
เขามองอ๋องผูหยาง ทว่ากลับสัมผัสได้ว่าบนร่างของท่านปู่ใหญ่ผู้นั้นมีความห้าวหาญกล้าแกร่ง ทว่าก็มีความโดดเดี่ยวที่อธิบายไม่ถูกแฝงอยู่ เขากล่าวเสียงเบา "กิเลนแห่งกลียุคได้ตายจากไปแล้ว ยามนี้เหลือเพียงราชันหมาป่าขาเป๋ วันเวลาช่างโหดร้ายเสียจนไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ"
พระพุทธเจ้ามีชีวิตหลับตาลง บนใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่กระตุกวูบ
ไม่มีใครกล้าขวางหน้าอ๋องผูหยาง
เขาคือพี่ชายของเฉินติ่งเยี่ย
ถูกตั้งชื่ออันอ่อนแอว่า [ฝู่ปี้] (ช่วยเหลือค้ำจุน) ทว่าต่อมาเขาได้เหยียบย่ำทำลายชื่อที่บิดาประทานให้นี้จนแหลกลาญด้วยมือตนเอง ทุกคนล้วนเงียบกริบ มีเพียงทหารองครักษ์ที่ถูกระดมพลมาอย่างต่อเนื่อง ขวางอยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้
และในเวลานี้เอง ผู้คนกลับได้ยินเสียงอาวุธดังกังวานใส เฉินเหวินเมี่ยน องค์รัชทายาทในชุดขุนนางกุมทวน ก้าวสาดยาวเข้ามา
ทวนศึกในมือของเฉินเหวินเมี่ยนยกขึ้น ชี้ไปยังบุรุษผู้ขี่ม้าศึกและไม่หนุ่มแน่นอีกต่อไปเบื้องหน้า
องค์รัชทายาทหนุ่มตวาดก้อง
"หยุดอยู่ตรงนั้น!"
สัตว์พาหนะของผู้สำเร็จราชการหยุดชะงักลง
ผู้สำเร็จราชการมองเด็กหนุ่มผู้มีคิ้วดุจกระบี่นัยน์ตาดุจดวงดาวผู้นี้ เขายิ้มบางๆ แล้วพลิกตัวลงจากหลังม้า
"องค์รัชทายาท เฉินเหวินเมี่ยน"
"เจ้า ก็คือลูกชายของข้าสินะ"
ร่างของเฉินเหวินเมี่ยนชะงักงัน ก่อนจะตวาดลั่น "หุบปาก เจ้าพูดเรื่องเหลวไหลอะไรกัน?!!!"
เสื้อคลุมตัวใหญ่ของผู้สำเร็จราชการปลิวไสว ชายแก่ขาเป๋ผู้นี้ก้าวเข้ามาทีละก้าว ยามเดินร่างก็เอนเอียงไปมา เขากล่าวว่า "เจ้าคือลูกชายของข้า ในปีนั้น สิ่งที่เจ้าเรียกว่า 'เสด็จพ่อ' มอมเหล้าข้า แล้วส่งเข้าไปในตำหนักภรรยาของเขา ถึงได้มีเจ้าขึ้นมา"
"ไม่เชื่อ เจ้าลองดูตัวเจ้าสิ แล้วลองดูเขาสิ"
"เขามีส่วนไหนที่คู่ควรจะเป็นบิดาของเจ้าบ้างไหม?!"
ข่าวสารเช่นนี้ถูกป่าวประกาศออกไป สีหน้าของทุกคนล้วนเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง มีทั้งตื่นตระหนก มีทั้งตื่นเต้น และยังมีผู้ที่ตระหนักได้ว่าหลังจากรู้ข่าวนี้ ฮ่องเต้จะต้องเกรี้ยวกราด เฉินเหวินเมี่ยนกุมทวน เขาหันขวับไปมองฮ่องเต้ แววตาแฝงด้วยความปรารถนาและความเจ็บปวด
ทว่าเขามองเห็นเพียงสายตาอันเย็นชาและลึกล้ำของเฉินติ่งเยี่ยภายใต้มงกุฎสิบสองสายระย้าเท่านั้น
ผู้สำเร็จราชการกางแขนออก สวมกอดลูกชายของตน ทวนเล่มนั้นกลับยากที่จะแทงออกไป เฉินเหวินเมี่ยนถูกผู้สำเร็จราชการกอดไว้ในอ้อมอก แผงอกอันกว้างขวาง แผ่นหลังอันแข็งแกร่ง ไม่มีการปิดบังแม้แต่น้อย ความคิดของเฉินเหวินเมี่ยนหยุดนิ่ง
ความเจ็บปวดของท่านแม่ การเผาตัวตาย ปฏิกิริยาของฮ่องเต้ เรื่องราวทั้งหมดนี้ราวกับร้อยเรียงเข้าด้วยกัน สุดท้ายกลายเป็นผู้สำเร็จราชการที่กอดเขาไว้แน่น เฉินติ่งเยี่ยตะโกนลั่น "ไปฆ่ามันซะ!"
"วรยุทธ์ของมันถูกหลี่ว่านหลี่ทำลายไปแล้ว!"
"เจ้า ไปฆ่ามันซะ ฆ่ามัน!"
"เพียงแค่ทวนเดียว เจ้าก็คือลูกชายของเจิ้น คือองค์รัชทายาทของแคว้น!"
ผู้สำเร็จราชการยังคงไม่มีการระวังตัว
ทวนในมือของเฉินเหวินเมี่ยนยกขึ้น ทว่าสุดท้ายก็ค่อยๆ ลดลงทีละน้อย ในที่สุดเขาดูเหมือนจะยอมแพ้ในวังวนแห่งกลียุคนี้แล้ว ทวนในมือร่วงหล่นลงพื้น ศาสตราคมชั้นเลิศ ยามตกลงพื้น เหล็กกล้ากระทบกับหินเขียว บังเกิดเสียงดังกังวานใส
เป็นการดิ้นรนต่อสู้กับตนเอง เป็นความปรารถนาในสายใยครอบครัว หรือเป็นความเกลียดชังต่อฮ่องเต้ ความยึดติดที่จะแก้แค้นให้มารดา
เฉินเหวินเมี่ยนลังเล ค่อยๆ ยกมือขึ้นทีละน้อย จับเสื้อคลุมตัวใหญ่ของผู้สำเร็จราชการเอาไว้
เฉินติ่งเยี่ยกุมกระบี่ กลิ่นอายอันยิ่งใหญ่บนร่างของเขากำลังพวยพุ่ง วิชาแท้จริงแห่งจักรพรรดิของแคว้นเฉินก็เป็นคัมภีร์ไร้เทียมทานเช่นกัน อายุรุ่นราวคราวนี้ของเขา การฝึกฝนโดยไม่สนสิ่งใด ระดับพลังย่อมไม่ต่ำต้อย เขาตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยว "กบฏทรยศ ที่แกกลับมา ก็เพื่อบัลลังก์ฮ่องเต้ไม่ใช่หรือไง?!"
"บัลลังก์ฮ่องเต้?!"
ผู้สำเร็จราชการระเบิดเสียงหัวเราะลั่น กล่าวอย่างเหยียดหยามว่า "ของพรรค์นั้น วีรบุรุษในใต้หล้าแค่ก้มหรือเงยหน้าก็เก็บมาได้แล้ว ข้าจะเอาของแบบนั้นไปทำไม!"
"ที่ข้ากลับมา!"
"ก็เพื่อลูกชายของข้า!"
เฉินติ่งเยี่ยกำหมัดแน่น มองบุรุษผู้มีความห้าวหาญเทียมฟ้าผู้นั้น ราวกับฝันร้ายก็ไม่ปาน วีรบุรุษเช่นนี้ บุรุษผู้มีทั้งความองอาจและความกล้าหาญเหนือสิ่งอื่นใดเช่นนี้ วีรบุรุษแห่งยุคที่เก็บไปฝันได้ทุกค่ำคืน ทำไมถึงยังกลับมาอีก?!
ผู้สำเร็จราชการประคองลูกชายของตนขึ้นมา ท่านปู่ใหญ่พยุงเขาขึ้นไปบนม้าศึกของตน จากนั้นก็พลิกตัวขึ้นนั่ง นั่งบนม้าศึกตัวนั้น เฉินเหวินเมี่ยนถูกเขากอดไว้ในอ้อมอก องค์รัชทายาทหนุ่มเอ่ยถาม "...พวกเรา จะไปที่ใด?"
ผู้สำเร็จราชการตอบ "ไปสู่ใต้หล้า"
ม้าศึกก้าวเท้า เขายกสายตามองพระราชวังแคว้นเฉินอันโอ่อ่าแห่งนี้ รวมถึงขุนนางแคว้นเฉิน ฝ่ามือยังคงกุมบังเหียน เขากวาดตามอง ยกแส้ม้าขึ้น ชี้ไปทีละคน แล้วกล่าวว่า
"ตระกูลผู้ดี ตระกูลเศรษฐี เชื้อพระวงศ์ ขุนนาง แคว้นเฉินดูเหมือนจะเจริญรุ่งเรือง แต่แท้จริงแล้ว ก็เป็นเพียงแค่ก้อนเนื้อเน่าๆ ก้อนหนึ่ง!"
"วีรบุรุษคนใดที่ยืนอยู่ท่ามกลางก้อนเนื้อเน่าๆ นี้ ล้วนต้องเน่าเปื่อยไปตามกัน"
"ข้าเคยพยายามจะเปลี่ยนแปลงมัน แต่ก็ล้มเหลว ต่อมา ข้าก็คิดตกแล้ว "
"สู้เป็นฮ่องเต้ของก้อนเนื้อเน่าๆ นี้ มิสู้ เริ่มต้นใหม่เสียดีกว่า!"
"พลิกคว่ำใต้หล้านี้! เหยียบแคว้นเฉินนี้ให้แหลกลาญ!"
"หลิ่วจง เซียวอู๋เลี่ยง"
ผู้สำเร็จราชการเอ่ยปากเรียกสองชื่อออกไป จากนั้นก็มีเสียงตะโกนตอบรับดังก้องขึ้นว่า
"แม่ทัพน้อยอยู่นี่!"
"กระหม่อมอยู่นี่!"
สองขุนพลเทพพุ่งผ่านสถานที่แห่งนี้พร้อมกับแสงสว่างอันเจิดจ้า จากนั้นก็กลับมายืนอยู่เบื้องหลังผู้สำเร็จราชการอีกครั้ง หนึ่งในนั้นคือผู้ถือครองศาสตราเทพ แบกรูปลักษณ์ธรรมกุยหนิวไว้เบื้องหลัง เซียวอู๋เลี่ยง ขุนพลเทพอันดับที่สิบห้าของทำเนียบขุนพลเทพแห่งใต้หล้า
ส่วนอีกคน ก็คือยอดขุนพลรุ่นใหม่ผู้บุกเบิกดินแดนประจิมรัศมีสามร้อยลี้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนและปลุกปั้นโดยถานไถ่เซี่ยนหมิง หลิ่วจง หลิ่วหมานหนู ยามนี้ทั้งสองล้วนยืนอยู่เบื้องหลังผู้สำเร็จราชการผู้นี้ด้วยความศิโรราบอย่างหาที่สุดไม่ได้
เฉินติ่งเยี่ยกัดฟันกรอด "...ถานไถ่ เซี่ยนหมิง!!!"
ผู้สำเร็จราชการมองไปทางเฉินเหวินเมี่ยน เอ่ยเสียงเบา "ลูกเอ๋ย แม่ของเจ้าล่ะ?"
"ฮ่องเต้ผู้นั้น ไม่คู่ควรกับสตรีที่ดีเช่นนาง ชั่วชีวิตข้าทำศึกสงคราม เคยมีภรรยา แต่ก็จากข้าไปในไฟสงครามหมดแล้ว เป็นเพียงพ่อม่ายแก่ๆ คนหนึ่ง แม้จะเป็นพ่อม่ายแก่ๆ ทว่าก็เป็นคนเดียวในใต้หล้า ที่คู่ควรกับแม่ของเจ้า!"
เฉินเหวินเมี่ยนกล่าวอย่างเจ็บปวด "นาง เผาตัวตายแล้ว"
ผู้สำเร็จราชการนิ่งเงียบ
เขามองไปทางกู่เต้าฮุยที่อยู่ตรงนั้น แล้วเอ่ย "เซียวอู๋เลี่ยง"
ขุนพลเทพหนุ่มก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว กล่าวว่า "แม่ทัพน้อยอยู่นี่"
"พากู่เต้าฮุยกลับมา"
"คนที่มีคุณธรรมน้ำมิตร ไม่ควรต้องทนรับความอัปยศอดสูเช่นนี้"
"ขอรับ!"
เซียวอู๋เลี่ยงถือศาสตราเทพ รูปลักษณ์ธรรมกุยหนิวเบื้องหลังปรากฏสู่โลกหล้า ใหญ่โตโอฬาร ก้าวย่างทะลวงฟัน ไร้ผู้ต่อต้าน ไร้ผู้ขัดขวาง ปรากฏตัวขึ้นข้างกายกู่เต้าฮุยที่ถูกกดทับอยู่ราวกับสายฟ้าแลบ ห่างจากฮ่องเต้ผู้นั้นเพียงสิบก้าวเท่านั้น จากนั้นก็ซัดผู้กองทหารองครักษ์จนกระเด็นไป
คว้าตัวกู่เต้าฮุย แล้วกลับมาอยู่ข้างกายผู้สำเร็จราชการอีกครั้ง
เฉินติ่งเยี่ยกุมกระบี่จักรพรรดิ ตวาดว่า "เจ้าคิดจะก่อกบฏหรือ เฉินฝู่!"
"เจ้าจะทำให้รากฐานของบรรพชน ต้องพินาศย่อยยับในพริบตาหรือ?!"
"หากเจ้ากลับมา ตำแหน่งฮ่องเต้นี้ ยกให้เจ้าเป็นอย่างไร!"
คำพูดเช่นนี้ กลับเป็นความสัตย์จริงจากใจ ทว่าเฉินฝู่ ผู้สำเร็จราชการกลับเพียงระเบิดเสียงหัวเราะก้อง "ข้าไม่เอาก้อนเนื้อเน่าๆ นี้หรอก!"
"แคว้นเฉินล่มสลายแล้วจะเป็นไรไป?!"
ราชันหมาป่าผู้ชราภาพชูทวนศึกในมือขึ้น เอ่ยว่า
"แคว้นเฉินล่มสลายได้ ใต้หล้าล่มสลายไม่ได้!"
"เฉินล่มสลายได้ ราษฎรในใต้หล้า ล่มสลายไม่ได้!"
"ฮ่องเต้! วีรกรรมความดีความชอบ ล้วนสร้างขึ้นจากปลายทวน ไม่ใช่สำเร็จด้วยแผนการสกปรก สิ่งที่เรียกว่าจักรพรรดิ ย่อมสง่างามเปิดเผย ฮ่าฮ่าฮ่า รากฐานของบรรพชนแล้วอย่างไร?!"
ท่านปู่ใหญ่ระเบิดเสียงหัวเราะก้อง โอหังตามอำเภอใจดุจเด็กหนุ่ม
"ก็แค่เริ่มต้นใหม่"
"รวบรวมแผ่นดินนี้อีกครั้ง!"
"เรื่องราวอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ บรรพชนทำได้ ข้าทำไม่ได้หรือ?!"
เหล่านักรบทหารองครักษ์สั่นสะท้านในใจ ทว่ากลับมีความห้าวหาญเลือดเดือดที่อธิบายไม่ถูกสายหนึ่งพลุ่งพล่านขึ้นมา ผู้สำเร็จราชการเงยหน้ามองเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่เหล่านั้น เขาแสยะยิ้ม กล่าวว่า "ทุกท่าน คราวหน้าหากข้ามาอีก พวกเจ้าทีละคนๆ ล้วนต้องถูกเหยียบย่ำให้แหลกลาญใต้กีบเท้าม้า"
เขาไม่มีวรยุทธ์แล้ว ทว่าความห้าวหาญเช่นนั้นยังคงสะกดขวัญผู้คน พิธีบวงสรวงใหญ่จึงยุติลงเพียงเท่านี้ ทว่าเวลาที่กลไกตั้งไว้แต่เดิมได้มาถึง กลไกของสำนักโม่ย่อมเปิดออกโดยธรรมชาติ บริเวณกึ่งกลางที่สุด พื้นกระดานเลื่อนต่ำลงเบื้องล่าง พร้อมกับเสียงกลไก เครื่องประกอบพิธีอันน่าเกรงขามของแคว้นเฉินที่แต่เดิมถูกเก็บไว้ในวังใต้ดินได้ลอยตัวสูงขึ้นมา
ป้ายวิญญาณของบรรพชนแคว้นเฉินมากมายที่ได้รับการเซ่นไหว้บูชา ลอยตัวสูงขึ้นมา
เพื่อลงมายังโลกมนุษย์ รับเครื่องเซ่นไหว้จากลูกหลานและราษฎร
ทว่าเมื่อมองไป สีหน้าของทุกคนล้วนแข็งค้าง ป้ายวิญญาณของบรรพชนแคว้นเฉินที่ตั้งอยู่จุดสูงสุดล้มลง หายไป กลับมีป้ายวิญญาณแต่ละป้ายตั้งขึ้นมาแทน สายตาของผู้คนล้วนมองไป
[ป้ายวิญญาณของหลี่ว่านหลี่]!
[ป้ายวิญญาณของซูฉางชิง]!
[ป้ายวิญญาณของจูเก๋อชิงอวิ๋น]!
…………
ทีละป้ายๆ คือป้ายวิญญาณของสามีภรรยาท่านอ๋องไท่ผิงและยี่สิบสี่ขุนพล ปรากฏขึ้นอย่างผ่าเผยในพิธีบวงสรวงใหญ่ของแคว้นเฉิน สถานที่เซ่นไหว้บรรพชนของเฉินติ่งเยี่ย ฮ่องเต้แทบจะต้องคุกเข่ากราบไหว้ที่นี่ เมื่อเห็นเช่นนั้นก็แทบจะโกรธเกรี้ยวตกใจสุดขีดจนกระอักเลือดออกมา
ราวกับว่าเงามืดทั้งสองในวันวาน ได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอีกครั้ง!
ใคร?!!
ใครเป็นคนทำ!
การเซ่นไหว้บรรพชนแคว้นเฉินของคนทั้งแคว้น กลายเป็นการเซ่นไหว้กบฏทรยศเหล่านี้ของคนทั้งแคว้นไปเสียแล้ว!
ทว่ากู่เต้าฮุยกลับหัวเราะลั่น หัวเราะอยู่พักหนึ่ง จู่ๆ ก็หมอบราบลงกับพื้น แล้วร้องไห้โฮออกมา
ความเปลี่ยนแปลงของป้ายวิญญาณเหล่านี้ มากพอที่จะทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวนแล้ว
ทว่าศพอีกร่างหนึ่ง กลับทำให้ทุกคนถึงกับเหม่อลอย
เฉินเหวินเมี่ยนแทบจะโพล่งออกมาโดยสัญชาตญาณ สีหน้าซีดเผือด
"ท่านตา!!!"
เขาพลิกตัวลงจากหลังม้าในทันที ร่วงลงพื้นอย่างทุลักทุเล จากนั้นก็ไม่สนกิริยามารยาทใดๆ สองตาแดงก่ำ วิ่งโซซัดโซเซไปทางนั้น สมองของเขาขาวโพลนไปหมด รู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นระรัวอย่างต่อเนื่อง
ท่านตาจากไปแล้ว
เขา เหลือเพียงบิดาที่ไม้รู้ว่าจริงหรือเท็จผู้นี้เพียงคนเดียวแล้วจริงๆ
เฉินติ่งเยี่ยกัดฟันกรอด "ถานไถ่เซี่ยนหมิง..."
ถูเซิ่งหยวน แขกผู้มีเกียรติของหออันดับหนึ่งในใต้หล้าแทบจะบีบพู่กันในมือจนแหลกละเอียดในรวดเดียว สีหน้าเปลี่ยนแปลง เนิ่นนานให้หลังจึงพรูลมหายใจยาวออกมา เพียงรู้สึกว่าในช่วงท้ายของพิธีบวงสรวงใหญ่ครั้งนี้ เรื่องใหญ่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระหน่ำตีจนเขามึนงงไปหมด พึมพำว่า
"เจอเรื่องใหญ่เข้าแล้วจริงๆ..."
ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ กุนซือระดับท็อปเท็นของใต้หล้า กลับมานั่งอยู่ตรงนี้ โดยมีศีรษะวางอยู่เบื้องหน้า
บนร่างของเขามีบาดแผลที่หลงเหลือจากง้าวศึก
ลำคอถูกตัดขาดด้วยกระบี่ศึกของสารวัตรวังหลวง เฉินเหวินเมี่ยนร้องไห้โฮ ทว่ากลับพบว่าภายในแขนเสื้อของชายชรามีตัวอักษร ฝ่ามือของเขาสั่นเทาเอื้อมไปหยิบมาดู เห็นบนนั้นเขียนตัวอักษรไว้ชั่วแถวหนึ่ง [ผู้ที่สังหารข้า คือมือสังหารใต้สังกัดเยว่เผิงอู่ หลี่กวนอี]!
เฉินเหวินเมี่ยนรู้สึกอัดอั้นตันใจ ร่างกายของเขาสั่นเทา แทบจะไอเป็นเลือด ตวาดลั่น
"หลี่กวนอี!!!"
………………
ตู้ม!!!
สายฟ้าฟาดฟัน ในขณะที่พิธีบวงสรวงใหญ่ดำเนินมาถึงจุดนี้ จ้าวต้าปิ่งบังคับรถม้าเทพอสูรคันนั้น ฝ่าฟันเส้นทางนับร้อยลี้กลับมายังเมืองกวนอี้ ประตูเมืองขวางทาง จ้าวต้าปิ่งตะโกนลั่น "คนของตระกูลเซวีย พี่น้อง เปิดประตู!"
ตระกูลเซวียมีอิทธิพลมหาศาล ยึดครองที่นี่ จ้าวต้าปิ่งก็เป็นคนหน้าคุ้นเคย
ย่อมไม่มีใครตาบอดขวางทาง รถม้าควบตะบึงเข้าไปในตระกูลเซวีย หลี่กวนอีเม้มริมฝีปากแน่น คุณหนูใหญ่ฟื้นขึ้นมาแล้ว ระหว่างทางหลี่กวนอีเล่าต้นสายปลายเหตุคร่าวๆ ให้ฟัง ปิดบังเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องให้คุณหนูใหญ่รู้เอาไว้ คุณหนูใหญ่เพียงแค่นั่งนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น
ไม่ได้พูดอะไร
รถม้าควบตะบึงมาตลอดทางจนถึงตระกูลเซวีย หลี่กวนอีกระโดดลงมา วิ่งเข้าไปในเรือน ทว่ากลับไม่พบเงาร่างของท่านอาหญิง สีหน้าเปลี่ยนไป รีบเอ่ยถามคนข้างๆ คนข้างๆ กลับเอ่ยถามด้วยความสงสัย "เอ๋? ท่านไม่รู้หรือ?"
"เมื่อบ่ายวานนี้ มีแม่หนูน้อยผมสีเงินยวง หน้าตาสะสวยคนหนึ่ง"
"ขับรถม้าคันหนึ่ง แบกห่อผ้าใบใหญ่สองห่อ มาที่นี่ จากนั้นท่านอาหญิงของท่านก็ออกไปกับนาง พวกเรายังนึกว่าเป็นคำสั่งของท่านเสียอีก"
"แม่หนูน้อยคนนั้นยังให้หมั่นโถวข้ามาถุงหนึ่งด้วย"
"หมั่นโถวเป็นหมั่นโถวชั้นดี ก็แค่ย่างเกรียมไปหน่อย น่าเสียดายนัก"
แม่หนูน้อยผมสีเงินยวง?
หลี่กวนอีชะงักงัน จากนั้นจิตใจที่ตึงเครียดจากการควบม้าตะบึงมาตลอดทาง ก็ผ่อนคลายลงในพริบตา เขาแทบจะถอยหลังไปครึ่งก้าว หอบหายใจแฮ่ก
คือเหยากวง!
ยัยคนนี้นี่
หลี่กวนอีพรูลมหายใจยาว ราวกับมองเห็นภาพเด็กสาวผู้นั้นเกลี้ยกล่อมท่านอาหญิงด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ชิงหนีมาที่นี่ล่วงหน้า ก็ใช่นะสิ ตอนนั้น เขายังอยู่ในพระราชวัง และในพระราชวังก็มีความพิเศษ สามสำนักนอกโลกีย์ยังยากที่จะเข้าไปได้
"อ้อ จริงสิ แม่หนูน้อยคนนั้นยังฝากให้ข้าเอาสิ่งนี้ให้ท่านด้วย"
สตรีตระกูลเซวียยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้ ภายในจดหมายวาดแผนที่เอาไว้
เห็นได้ชัดว่า เหยากวงที่พบความผิดปกติล่วงหน้า ทว่าไม่มีวิธีติดต่อหลี่กวนอี เลือกที่จะรีบกลับมาอย่างสุดกำลังโดยตรง จากนั้นก็พาจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของหลี่กวนอีจากไป ส่งไปยังสถานที่ปลอดภัย
เพื่อให้หลี่กวนอีหมดห่วง และวางใจได้
แผนที่ที่วาดราวกับเด็กขีดเขียนบนจดหมายฉบับนี้ น่าจะเป็นสถานที่ที่เหยากวงกับท่านอาหญิงอยู่
หลี่กวนอีกล่าวขอบคุณ เก็บของสิ่งนี้ให้ดี จ้าวต้าปิ่งพุ่งเข้ามาแล้ว คว้าตัวหลี่กวนอีไปยังหอสดับลม คนขับรถม้าผู้นี้ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจแล้ว เลิกม่านขึ้น พาหลี่กวนอีเข้าไปในห้องชั้นใน ชี้ไปที่ธนูศึกคันนั้น
ศาสตราเทพ·ธนูทลายเมฆาสะท้านฟ้า
"กวนอี ผู้นำตระกูลเฒ่าบอกว่า ของสิ่งนี้ เจ้าเอาไปเถอะ"
หลี่กวนอีเม้มริมฝีปาก ยื่นมือออกไปกุมธนูศึกคันนี้เอาไว้ ศาสตราเทพสั่นสะเทือนน้อยๆ เปล่งเสียงกรีดร้องดังกังวานเป็นระลอก สุดท้ายก็สงบนิ่งอยู่ในมือของหลี่กวนอี เขาราวกับเห็นท่านปู่ใหญ่ยังคงอยู่ตรงหน้า ห้าวหาญเทียมฟ้า
'ถือมันไว้ แล้วไปปราบใต้หล้านี้ซะ!'
แต่โบราณกาลมา ความห้าวหาญของวีรบุรุษ ไม่เคยขาดสาย
หลี่กวนอีกุมศาสตราเทพไว้ เตรียมจะจากสถานที่ที่ใช้ชีวิตมาหลายเดือนแห่งนี้ไป ทว่าในเวลานี้เอง ภายนอกพลันมีเสียงชุดเกราะดังขึ้น จากนั้น ทหารองครักษ์ของเมืองกวนอี้ก็พุ่งพรวดเข้ามา ล้วนสวมชุดเกราะ ถืออาวุธ ผู้นำมีทั้งผู้กองและแม่ทัพ
หน้าไม้ขี้นสายแล้ว มีคนตะโกนเสียงดังว่า "รับคำสั่งแม่ทัพหลู่โหย่วเซียน!"
"รถม้าตระกูลเซวียกลับจากพระราชวัง หลี่กวนอีสวมเกราะ บุกเข้าเมืองยามวิกาล ท่านแม่ทัพเกรงว่าในวังจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ตระกูลเซวียหลบหนี ดังนั้น จึงขอเชิญทุกท่านไปสนทนากันที่จวน!"
"หากปรักปรำทุกท่านจริงๆ ภายหลังท่านแม่ทัพย่อมมาขอขมาด้วยตนเอง!"
"ทุกท่าน เชิญเถอะ"
หลี่กวนอีและจ้าวต้าปิ่งล้วนชะงักงัน หลู่โหย่วเซียน คือยอดขุนพลรักษาเมืองของแคว้นเฉิน
ถูกผู้เฒ่าเซวียและเยว่เชียนเฟิงด่าทอว่าเป็นดั่งเต่าหดหัว
คนเช่นนี้ วรยุทธ์ไม่แน่ว่าจะสูงส่ง ทว่ากลับเยือกเย็นอย่างถึงที่สุด มีสติปัญญาอย่างถึงที่สุด ยามที่พบว่ารถม้าระดับเทพอสูรของตระกูลเซวียรีบกลับมาก่อนพิธีบวงสรวงใหญ่ ในใจเขาย่อมเกิดความสงสัย และต้องควบคุมตัวผู้ที่อาจก่อความไม่สงบเอาไว้ให้จงได้
หากหลี่กวนอีไปที่หลู่โหย่วเซียนแล้วถูกควบคุมตัวไว้
ทันทีที่ข่าวจากเมืองเจียงโจวมาถึง ก็มีแต่ต้องตายสถานเดียว
แต่หากบุกฝ่าออกไป ก็เท่ากับตระกูลเซวียแตกหักกับจวนเจ้าเมืองโดยตรง คนของตระกูลเซวียมีมากมายปานนี้ ไม่ใช่ทุกคนจะมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ หากแตกหักกัน จะต้องตายไปกี่คน?
และความลังเลของหลี่กวนอีกับจ้าวต้าปิ่ง ก็ทำให้ทหารคนสนิทของหลู่โหย่วเซียนเหล่านี้ชักอาวุธออกมาแล้ว จิตสังหารแผ่ซ่าน ในเวลานี้เอง เซวียซวงเทาที่อยู่ด้านข้างกลับร่างซวนเซไปชนร่างของหลี่กวนอี จากนั้นก็คว้ามือของหลี่กวนอี ยัดกริชเล่มหนึ่งใส่มือเขา
พอหมุนตัวอีกครั้ง ก็ราวกับว่าหลี่กวนอีบีบคอของเด็กสาวผู้นี้เอาไว้
ร่างของหลี่กวนอีแข็งทื่อเล็กน้อย คุณหนูใหญ่กุมหลังมือของหลี่กวนอี เอ่ยเสียงเบา "จับข้าเป็นตัวประกัน..."
"มีเพียงวิธีนี้ ถึงจะช่วยเจ้าได้ ถึงจะช่วยตระกูลเซวียได้..."
น้ำเสียงของเด็กสาวสะอื้นไห้เล็กน้อย
หลี่กวนอีเม้มริมฝีปาก จากนั้นก็จับเด็กสาวผู้นี้เป็นตัวประกัน คุณหนูใหญ่ไม่ใช่แค่คุณหนูใหญ่ของตระกูลเซวียแล้ว เฉินติ่งเยี่ยแต่งตั้งให้นางเป็นท่านหญิงของแคว้น เรื่องเช่นนี้ ทหารรักษาเมืองย่อมรู้ดี คราวนี้ กลับกลายเป็นว่าทุกคนล้วนลังเล ถอยก็ไม่ได้ รุกก็ไม่ได้
ในชั่วพริบตาที่ลังเลนี้เอง
จ้าวต้าปิ่งได้แอบปลดสายรัดสัตว์พาหนะลากรถออกแล้ว เทพอสูรตัวนั้นจึงส่งเสียงร้องคำรามยาว บนร่างห่อหุ้มด้วยแสงอสนี จ้าวต้าปิ่งตะโกนลั่น "อ๊า เทพอสูรคลุ้มคลั่งแล้ว! รีบหลบไป หลบไปสิ!"
หลี่กวนอีจับคุณหนูใหญ่เป็นตัวประกัน พลิกตัวขึ้นม้า ม้าศึกร้องคำรามยาว ฝีเท้าเหยียบย่ำสายฟ้า
มีทหารเตรียมจะยิงหน้าไม้ ทว่ากลับถูกรองแม่ทัพผู้นั้นหน้าซีดเผือดขวางไว้โดยตรง "เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?! นั่นคือคุณหนูใหญ่ของตระกูลเซวีย คือท่านหญิงอวิ๋นมิ่งของแคว้น ขุนนางบรรดาศักดิ์ระดับสาม เจ้าบ้าจนไม่รักตัวกลัวตาย แต่ข้ายังรักตัวกลัวตายอยู่นะ!!!"
เพียงชั่วพริบตานี้ เทพอสูรก็ชนวงล้อมแตกกระจุยและวิ่งตะบึงออกไปแล้ว รองแม่ทัพผู้นั้นตวัดสายตามองจ้าวต้าปิ่ง จ้าวต้าปิ่งร้องลั่น "รีบตามไปสิ! นั่นมันเทพอสูรเชียวนะ อ๊าย คุณหนูใหญ่ของข้า ถูกไอ้คนไร้มโนธรรมคนนี้จับเป็นตัวประกันไปแล้ว หากพวกเจ้าปกป้องคุณหนูใหญ่ไม่ได้ล่ะก็!!"
"ต่อให้เป็นหลู่โหย่วเซียน ก็หนีความผิดไม่พ้น!"
รองแม่ทัพโกรธจนหน้าซีดขาว ได้แต่กัดฟันสั่ง "ตาม!"
พวกเขาทิ้งคนไว้กลุ่มหนึ่ง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็แกะรอยตามไป ทว่าความเร็วของเทพอสูรนั้นเร็วจนเกินไป ถึงกับตามไม่ทัน หลี่กวนอีพุ่งฝ่าวงล้อมออกมา ทิ้งระยะห่างออกไป ไม่ได้ออกนอกเมือง เพราะเขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าการออกนอกเมืองจะต้องเป็นการต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายแน่
วิธีการเช่นนี้ ไม่มีทางผ่านยอดขุนพลอย่างหลู่โหย่วเซียนไปได้
เขาพลิกตัวลงจากม้า ในเมืองยังคงเงียบสงบ เขาปล่อยมือ คุณหนูใหญ่จับฝ่ามือของเขาไว้ ทว่าจู่ๆ ก็กัดลงบนฝ่ามือของเขาอย่างแรง น้ำตาร่วงหล่นลงมา หยดลงบนฝ่ามือของเด็กหนุ่ม
เด็กสาวจุมพิตลงบนฝ่ามือของเขาอย่างแผ่วเบาและระมัดระวัง
จากนั้นก็กระชากหยกพกที่ล้ำค่าที่สุดตรงเอวลงมา ยัดใส่มือเด็กหนุ่ม ผลักหน้าอกเขาอย่างแรง ร่างกายอันแข็งแกร่งดุจมังกรและพยัคฆ์ ก็ยังถูกผลักจนถอยหลังไปเช่นนี้ คุณหนูใหญ่น้ำตาร่วงหล่น ทว่ากลับเพียงแค่เช็ดลวกๆ ส่งเสียงตะโกนลั่น "เจ้าไปซะ!"
"ไป! ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้!"
"ไม่ต้องหันกลับมาอีกแล้ว"
หลี่กวนอีซวนเซไปสองก้าว เทพอสูรส่งเสียงร้อง เขาหันหลังเดินไปสองก้าว เดินไปข้างเทพอสูรตัวนั้น หันกลับมามองคุณหนูใหญ่ที่น้ำตานองหน้า ความวู่วามพลุ่งพล่านอยู่ในใจ จู่ๆ เขาก็หันขวับ ก้าวสาดยาวเข้ามา
คุณหนูใหญ่กล่าวอย่างร้อนรน "เจ้ากลับมาทำไม ไปสิ!"
หลี่กวนอียื่นมือออกไป ดึงคุณหนูใหญ่เข้ามากอดไว้ในอ้อมอก
กอดแน่นราวกับจะหลอมรวมนางเข้าไปในร่างกาย เด็กหนุ่มสวมกอดนางอย่างแรง สูดดมกลิ่นหอมจากปลายผมของนางอย่างแผ่วเบา ราวกับจะสลักทุกสิ่งทุกอย่างนี้ไว้ในส่วนลึกของจิตวิญญาณตน จากนั้นก็หันหลัง พลิกตัวขึ้นม้า ยกง้าวศึกที่แขวนไว้บนม้าศึกขึ้น มองดูคุณหนูใหญ่
ง้าวศึกยกขึ้นชี้ฟ้า วีรบุรุษหนุ่มมีสายตาอันร้อนแรงดุจดวงดาว เขาตะโกนก้อง "ข้าจะกลับมา!"
"เซวียซวงเทา!"
"เจ้าจำไว้ ข้าจะต้องกลับมาอย่างแน่นอน เบื้องหลังของข้าจะมีทหารม้านับหมื่นนับแสน ข้าจะกลายเป็นวีรบุรุษของใต้หล้า ถืออาวุธ นำทัพนับแสนหมื่น แล้วกลับมา!"
"เจ้าต้องรอข้านะ!"
คำสัญญาและการจากลาในวัยเยาว์ ราวกับความฝัน เขาบอกว่าเขาจะกลายเป็นวีรบุรุษของโลกทั้งใบ จะพากองทัพนับแสนหมื่นกลับมาหานาง ทว่าน้ำตาของเด็กสาวกลับร่วงหล่นหนักยิ่งกว่าเดิม จากนั้นเขาก็ยกอาวุธขึ้น นั่งบนม้าศึก มุ่งหน้าสู่กลียุคที่เต็มไปด้วยไฟสงคราม โดยไม่หันกลับมามองอีกเลย