โจวเฉิงขี้เกียจวิจารณ์ต่อแล้ว จึงกล่าวต่อไปว่า "อันดับที่หก เจิ้งรุ่ยซิง 17 คะแนน"
"อ้าว" เจิ้งรุ่ยซิงยกมือกุมขมับทันที "ต่ำขนาดนี้เลยเหรอ..."
โจวเฉิงส่ายหน้าพร้อมกับอ่านคำประเมินว่า
"เจิ้งรุ่ยซิงคือตัวเชื่อมประสานที่สำคัญที่สุดของส่วนรวม เขามักจะแสดงศักยภาพออกมาในวาระสำคัญอยู่บ่อยครั้ง
"ทว่าการตัดสินใจในตอนแรกที่คิดจะทำการผ่าตัดให้หานชุน ถือเป็นความผิดพลาดระดับหายนะครั้งใหญ่ ลัทธิรวบยอดนิยมที่คลั่งไคล้จนเกินไปเช่นนี้มักจะลากเอาคนทั้งทีมดิ่งลงสู่หุบเหวได้ง่ายๆ
"อาจารย์จากแผนกคัดเลือกมองว่า คุณธรรมจริยธรรมของคุณนั้นโดดเด่นอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าจิตวิญญาณแห่งการอุทิศตนที่สุดโต่งจนเกินไปนั้นมักจะถูกคนอื่นหลอกใช้ได้ง่าย อีกทั้งยังก่อให้เกิดภัยพิบัติหมู่ได้ง่ายดาย นี่จึงกลายเป็นข้อบกพร่องที่ใหญ่ที่สุดของคุณ
"หากคุณมีความตั้งใจที่จะเป็นทหารแนวหน้า สามารถมาเข้าร่วมการคัดเลือกแบบเปิดได้หลังจากปรับสภาพจิตใจแล้ว ประวัติการณ์ในครั้งนี้จะเป็นคะแนนบวกที่ดีเยี่ยม"
เจิ้งรุ่ยซิงฟังแล้วก็ถอนหายใจออกมาติดๆ กัน เขาไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองทำผิดพลาดตรงไหน
"อันดับที่ห้า ไช่จื้อซิน" โจวเฉิงกล่าวต่อ
สิ่งนี้ทำให้คนในห้องเรียนส่งเสียงฮือฮาด้วยความตกตะลึง
"เขาไม่ได้ถูกพาตัวไปแล้วเหรอ?"
"ไอ้ไช่ตื๊ดนั่นทำผิดกฎหมายไปแล้วไม่ใช่หรือไง?"
"คนแบบนี้ยังมีคะแนนประเมินอีกเหรอ?"
โจวเฉิงรีบยกมือกดลงเพื่อปราม
"การให้คะแนนของอาจารย์จากแผนกคัดเลือกเป็นกระบวนการแยกต่างหาก ไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องอื่น
"เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว คะแนนของไช่จื้อซินคือ 21 แตะเส้นเกณฑ์การแนะนำพอดี
"แม้ความคิดที่ให้มัดมือตัวเองในตอนแรกจะดูเหลวไหลมาก แต่เขาก็จับจุดของกฎเกณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว และเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีบุคคลอันตรายอย่างหลี่ชิงหมิงอยู่หลายครั้ง
"โดยเฉพาะในขั้นตอนการโหวตนักเรียนดีนักเรียนเลว เขาได้ทำการปลุกระดมด้วยวิธีที่ทำให้อัตราการรอดชีวิตของตนเองสูงที่สุด
"น่าเสียดายที่ในกระบวนการหลังจากนั้น เขากลับพยายามทำร้ายเพื่อนร่วมชั้นที่ต้องคำสาป จนกลายเป็นตัวจุดชนวนความตื่นตระหนกในระลอกที่สี่โดยตรง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นในด้านศีลธรรม กฎหมาย หรือกลยุทธ์ นี่ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้
"ดังนั้นต่อให้คะแนนรวมของเขาจะถึง 21 แต่อาจารย์จากแผนกคัดเลือกก็ได้จัดให้เขาอยู่ในบัญชีดำของการฝึกอบรมทหารแนวหน้าไปแล้ว
"ไม่ว่าการวินิจฉัยทางจิตเวชและการพิจารณาคดีทางกฎหมายหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร
"บุคคลผู้นี้จะถูกสั่งห้ามไม่ให้เหยียบย่างเข้าสู่แดนลับอย่างถาวร ขอให้นักเรียนทุกคนวางใจได้"
ทุกคนถึงค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงกับโล่งใจเสียทีเดียว
"เฮ้อ เมื่อก่อนไม่ยักรู้เลยว่าไอ้ไช่ตื๊ดจะน่ากลัวขนาดนี้..."
"ฉันก็ควรจะติดบัญชีดำเหมือนกัน... ตอนนั้นฉันเองก็แอบคิดจะลงมือกับเพื่อนร่วมชั้น..."
"นั่นสิ... ใครบ้างล่ะที่จะไม่เป็นเหมือนไช่ตื๊ด..."
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มหดหู่ลง โจวเฉิงจึงรีบยกมือขึ้นมาปลอบโยน
"นักเรียนทุกคนไม่ต้องโทษตัวเองหรอก ทุกวินาทีในแดนลับ สติสัมปชัญญะของทุกคนจะถูกบั่นทอนลงไปเรื่อยๆ การสูญเสียการควบคุมอารมณ์จึงถือเป็นเรื่องปกติที่สุด การถูกไช่จื้อซินเป่าหูไม่ใช่ความผิดอะไรเลย"
หลังจากเห็นว่าสีหน้าของนักเรียนทุกคนดูดีขึ้นบ้างแล้ว โจวเฉิงก็กล่าวต่อ
"ถ้าอย่างนั้นอันดับที่สี่ นักเรียนเย่เฉี่ยน 54 คะแนน"
ทันใดนั้น เย่เฉี่ยนก็เผยสีหน้าประมาณว่า "ระดับฉันเนี่ยนะได้แค่นี้?" ออกมา
แม้ว่าคะแนนจะสูงกว่าคนก่อนหน้าถึง 30 คะแนนเต็ม แต่เขาก็ยังคงไม่พอใจกับคะแนนประเมินนี้อยู่ดี
โจวเฉิงยิ้มบางๆ แล้วอ่านตามคำประเมินว่า
"เย่เฉี่ยนคิดไปเองว่าตนถือครองของวิเศษสำหรับหลบหนีอยู่ แล้วก็ไม่ได้เลือกใช้ในทันที แต่กลับเลือกที่จะอยู่ในแดนลับต่อไปเพื่อรอคอยโอกาส นี่ถือเป็นกลยุทธ์ที่พอรับได้
"ในกระบวนการหลังจากนั้น เขาได้ลงไม้ลงมือเพื่อหยุดยั้งพฤติกรรมสุดโต่งของไช่จื้อซิน นี่ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่เปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมและทักษะการลงมือปฏิบัติเช่นกัน
"ทว่าปัญหาดันไปตกลงตรงความลังเลไม่เด็ดขาดของเขา อีกทั้งการตัดสินใจของเขายังมักจะแปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์ความรู้สึก ขาดการพิจารณาอย่างรอบด้านและขาดกระบวนการคิดเชิงตรรกะ
"แน่นอนว่าในเรื่องนี้ย่อมต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนอยู่ ทว่ามันก็เป็นการเปิดโปงให้เห็นถึงข้อบกพร่องของเย่เฉี่ยนที่มักจะพะวักพะวนกับผลได้ผลเสีย และมักจะถูกความรู้สึกผูกมัดเอาไว้ได้ง่าย
"ในแดนลับ ความรู้สึกเป็นได้ทั้งจุดอ่อนและเสื้อเกราะคุ้มภัย
"แต่เมื่อมาอยู่บนตัวของเย่เฉี่ยน โดยพื้นฐานแล้วมันก็เป็นเพียงแค่จุดอ่อนล้วนๆ
"ยังดีที่เขาได้กำหนดแนวทางที่ถูกต้องเอาไว้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของแดนลับ นั่นคือการร่วมมือกับหลี่ชิงหมิง
"สิ่งที่เรียกว่า 'สละเบี้ยรักษาขุน' ถือเป็นจุดเด่นของกลยุทธ์นี้ การยอมเอาตัวเองเข้าแลกฝ่าฝืนกฎเกณฑ์เพื่อปกป้องให้หลี่ชิงหมิงมีชีวิตรอดต่อไป ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
"เมื่อนำไปเทียบกับเจิ้งรุ่ยซิงแล้ว การเสียสละเช่นนี้ย่อมมีคุณค่ามากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
"สรุปโดยรวม แม้ว่าเย่เฉี่ยนจะไม่ได้มีความโดดเด่นในด้านกลยุทธ์และสติปัญญา แต่ด้วยสมรรถภาพทางกายที่ยอดเยี่ยมบวกกับความยุติธรรม ก็ยังถือว่าคู่ควรกับคะแนนที่สูงลิ่วอยู่ดี"
เมื่อได้ยินคำวิจารณ์เช่นนี้ คนในห้องเรียนก็พากันหัวเราะร่วน
"ฮ่าๆ คุณชายเย่คิดว่าตัวเองเป็นขงเบ้ง ที่แท้ก็เป็นแค่เตียวหุยนี่เอง!"
"เขาหลงคิดว่าตัวเองมีของวิเศษสำหรับหลบหนีจริงๆ สินะ!"
"สีหน้าตอนที่ตบเข็มขัดตอนนั้นคือสุดๆ ไปเลย! พอฉันมาคิดทบทวนดูทีหลังถึงเพิ่งเข้าใจว่ามันน่าขำแค่ไหน ฮ่าๆๆ!"
"สีหน้าแบบนี้... เหมือนจะแตกหักกับจางชิงอีไปแล้วงั้นเหรอ?"
"เยี่ยม! คุณชายเย่พ่ายแพ้ไปแล้ว ฉันก็เข้าใกล้ความฝันนั้นไปอีกก้าวหนึ่งแล้วสิ"
"ข้าก็เหมือนกัน!"
ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของกลุ่มเพื่อน เย่เฉี่ยนก็เกาหัวแกรกๆ อย่างซื่อบื้อ แล้วชะโงกหน้าไปพูดกับจางชิงอีที่อยู่แถวหน้าว่า "รู้สึกเหมือนห้องเรียนของเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วจริงๆ แฮะ"
"ช่างเถอะ" จางชิงอีแค่นยิ้มเย็นชา "พ้นวันนี้ไปก็ไม่ต้องเจอหน้าพวกนั้นอีกแล้ว"
โจวเฉิงอ่านมาถึงตรงนี้พอดีจึงยกมือขึ้นกล่าว
"อันดับที่สาม จางชิงอี 57 คะแนน"
"???"
ภายในห้องเรียนส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที
ทำไมจู่ๆ คะแนนถึงสูงขนาดนี้?
จางชิงอีไปทำอะไรมา?
เธอไม่ได้ร่วงไปตั้งแต่แรกๆ แล้วหรอกเหรอ
โจวเฉิงจึงอธิบายว่า
"กฎ 'สามไม่หนึ่งรอ' คือกลยุทธ์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประสบเหตุ ซึ่งทางหน่วยงานได้ประกาศออกมาหลังจากรวบรวมประสบการณ์มานานหลายปี
"แต่กลับมีเพียงจางชิงอีแค่คนเดียวที่เลือกใช้กลยุทธ์นี้ และพยายามที่จะยึดมั่นทำตามมันให้ถึงที่สุด
"ในขณะเดียวกัน หากมีกฎที่เกี่ยวกับการแข่งขันเกิดขึ้น หลี่ชิงหมิงก็จะเป็นฝ่ายชนะอย่างไม่ต้องสงสัย อีกทั้งหลี่ชิงหมิงยังได้แสดงความมุ่งร้ายต่อทุกคนออกมาตั้งแต่แรกเริ่มแล้วด้วย
"ดังนั้นจางชิงอีจึงยอมถอยมาเลือกวิธีรองลงมา กลยุทธ์การปลุกระดมให้ส่วนรวมกดดันหลี่ชิงหมิงจึงเป็นสิ่งที่มีความสมเหตุสมผลเพียงพอ ยิ่งไปกว่านั้น การที่หลี่ชิงหมิงโชว์อาวุธ ตลอดจนกลยุทธ์ที่พยายามจะยืมมือคนอื่นมาใช้มีดกับหานชุน ก็ถือเป็นการกระตุ้นเงื่อนไขการป้องกันตัวแบบไร้ขีดจำกัดไปแล้ว
"นอกจากนี้ หลังจากที่รู้ว่าเย่เฉี่ยนถือครองของวิเศษสำหรับหลบหนี เธอก็ไม่ได้เลือกที่จะป่าวประกาศเรื่องของวิเศษออกไป แต่กลับฝากความหวังให้เย่เฉี่ยนเคลียร์แดนลับให้สำเร็จ นี่ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเช่นกัน
"สรุปโดยรวม จางชิงอีคือนักรบผู้เด็ดเดี่ยวที่มีความสามารถในการตัดสินใจอย่างฉับไว เพียงแต่ด้วยความแข็งแกร่งที่มีอยู่อย่างจำกัด และการขาดแคลนทีมเวิร์ก จึงทำให้เธอต้องออกจากสนามไปก่อนเวลาอันควร
"เชื่อว่าหลังจากที่เธอผ่านการฝึกอบรมแล้ว หากได้อยู่ในทีมที่มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างมืออาชีพ เธอจะสามารถทำผลงานออกมาได้ดีกว่านี้แน่นอน"
สำหรับการประเมินชุดนี้ คนในห้องเรียนก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่รู้สึกว่ามาตรฐานของแผนกคัดเลือกมันออกจะพิลึกพิลั่นไปสักหน่อย
อีกอย่างจางชิงอีในตอนนี้ก็ดูท่าทางจะรับมือยากเสียด้วย ทางที่ดีอย่าไปวิจารณ์เธอส่งเดชจะดีกว่า
หลังจากหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง โจวเฉิงก็สอดส่ายสายตามองหาอยู่นาน กว่าจะเจอตัวคนที่แทบจะมุดลงไปใต้โต๊ะอยู่รอมร่อ
"ถ้าอย่างนั้นอันดับที่สอง จี๋เสี่ยวเสียง 83 คะแนน"
ภายในห้องเรียนกลับมาคึกคักอีกครั้งทันที
"ว้าว!"
"คะแนนสูงปรี๊ดเลย!"
"เสี่ยวจี๋เสียงสมควรได้รับอยู่แล้ว!"
"ฮือๆๆ... ขอบใจนะเสี่ยวจี๋เสียง..."
ท่ามกลางเสียงปรบมือและความซาบซึ้งใจ ใบหน้าของจี๋เสี่ยวเสียงก็ร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิดอยู่แล้ว
เธอหลับตาปี๋พร้อมกับกำมุมโต๊ะเอาไว้แน่น พอนึกถึงฉากที่ตัวเองลุกขึ้นยืนแล้วด่ากราดคนทั้งห้อง เธอก็อยากจะเอาหัวโขกกำแพงให้ตายๆ ไปซะ
แต่โจวเฉิงก็ไม่ได้ปล่อยเธอไป กลับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานเป็นพิเศษว่า
"อ่านใจคนออก ปลอบประโลมทีม ไม่หยิ่งผยองไม่ใจร้อน ไม่ตื่นตระหนกเมื่อเผชิญภัย ทุกข้อล้วนเป็นคุณสมบัติที่ทหารแนวหน้าผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนเท่านั้นถึงจะมี และทั้งหมดนี้ก็พุ่งเป้าไปที่บทบาทแกนนำอันเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในแดนลับ นั่นก็คือ...
"ไกด์นำทาง
"เรามีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า หากจี๋เสี่ยวเสียงเป็นคนที่ร่าเริงแจ่มใส ภายใต้การนำของเธอ การเดินทางในแดนลับแห่งนี้ก็จะราบรื่นเป็นอย่างมาก หรืออาจจะถึงขั้นสงบสุขเลยทีเดียว
"แต่เนื่องจากนิสัยที่เก็บตัวจนเกินไป อีกทั้งยังมีความหวาดกลัวต่อการแสดงออกต่อหน้าฝูงชน จึงทำให้การแสดงศักยภาพของเธอถูกจำกัดเอาไว้อย่างสิ้นเชิง
"ยังดีที่เธอกล้ายืดอกเสนอตัวออกมาในวาระสำคัญ และช่วยยับยั้งความตื่นตระหนกในระลอกที่สี่เอาไว้ได้
"สรุปโดยรวม ตราบใดที่จี๋เสี่ยวเสียงสามารถเอาชนะโรคกลัวสังคมได้ เธอจะกลายเป็นไกด์นำทางที่ยอดเยี่ยมได้อย่างไม่ต้องสงสัย
"ขอตั้งตารอคอยวันที่เธอจะได้สวมบทบาทนั้นอย่างเต็มตัว"
สำหรับคำประเมินนี้ นักเรียนทุกคนต่างก็พากันปรบมือให้
"สู้ๆ นะเสี่ยวจี๋เสียง!"
"ท่านไกด์ใหญ่ เดี๋ยวช่วยเซ็นชื่อล่วงหน้าให้ฉันหน่อยนะ!"
"ฉันดันไม่ได้แอดเพื่อนส่วนตัวกับเธอไว้ซะงั้น เดี๋ยวเรามาฟอลโลว์กันหน่อยนะ!"
สำหรับคนเหล่านี้ เห็นได้ชัดว่าจี๋เสี่ยวเสียงมีอนาคตที่สดใสรออยู่ ตราบใดที่เธอสามารถแก้ปัญหาทางสภาพจิตใจของตัวเองได้
แต่หลี่ชิงหมิงกลับฟังด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเศร้าสลด
น่าสงสารจัง หางม้าเบี้ยวช่างน่าสงสารเสียจริง
ไกด์นำทาง บทบาทที่ไม่เป็นที่ต้องการเลยแม้แต่น้อย เป็นตำแหน่งที่เอามาใส่ไว้ให้เปลืองพื้นที่ของแดนลับเปล่าๆ
พลังลับหลักๆ คือการปลอบประโลมจิตใจ ด้วยวิธีการสาดคำคมปลุกใจ เพื่อไม่ให้คนในทีมเสียสติไปเร็วนัก
แค่คิดก็แทบจะอ้วกออกมาแล้ว บนโลกนี้ยังมีพลังลับที่ทั้งไร้ประโยชน์และน่าสะอิดสะเอียนยิ่งกว่านี้อีกไหมเนี่ย สกิลฉี่เร็วขึ้น 20% ยังจะดูมีประโยชน์กว่านี้เสียอีก
ในขณะนี้ ในที่สุดโจวเฉิงก็ถอนหายใจออกมา
"สุดท้าย อันดับที่หนึ่ง อย่างไม่ต้องสงสัยเลย หลี่ชิงหมิง 98 คะแนน"
หลี่ชิงหมิงส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอแล้วหันหน้าหนีทันที
นี่มันมาตรฐานห่วยแตกอะไรกันเนี่ย