รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า 125 หนึ่งคันมีมูลค่าเท่ากับคูปองเงินตราต่างประเทศ 2,650 หยวน ตามคำกล่าวอ้างของทางการ เงินหยวนและคูปองเงินตราต่างประเทศมีมูลค่าเท่ากัน แต่ประชาชนทั่วไปกลับเลือกในสิ่งที่คุ้มค่ากว่า ทุกวันนี้คูปองเงินตราต่างประเทศหนึ่งหยวนสามารถแลกเงินหยวนได้หนึ่งหยวนสี่เจี่ยวถึงหนึ่งหยวนห้าเจี่ยว เมื่อคำนวณดูแล้ว รถจักรยานยนต์คันนี้จึงมีมูลค่ามากกว่าสามพันหยวน
ในปี 1981 ที่ค่าจ้างเฉลี่ยต่อหัวไม่เกิน 50 หยวน มันถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างแท้จริง เทียบได้กับรถหรูราคาหลักล้านในยุคหลัง
และเมื่อรถยามาฮ่าคันนี้แล่นไปตามท้องถนนในยุคปัจจุบัน มันก็มีกลิ่นอายของรถหรูราคาหลักล้านอยู่ไม่น้อยจริงๆ
ตอนอยู่บนถนน เถาอวี้ซูจดจ่ออยู่กับการขับขี่จนไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจสายตาของคนเดินถนนเลยสักนิด แต่ตอนนี้เมื่อรถจักรยานยนต์มาจอดอยู่หน้าบ้าน ไม่เพียงแต่น้องสาวอย่างเถาอวี้โม่เท่านั้น แม้แต่เพื่อนบ้านหลายคนก็ยังส่งสายตาอยากรู้อยากเห็นและอิจฉามาให้
ผู้คนที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ชาวจีนโพ้นทะเลล้วนมีฐานะค่อนข้างดี รถจักรยานยนต์หนึ่งคันอาจไม่ได้สลักสำคัญอะไรสำหรับเพื่อนบ้านบางคน แต่การที่สหายหญิงอย่างเถาอวี้ซูขี่รถจักรยานยนต์ยามาฮ่าสีแดงนั้นช่างดึงดูดสายตาเหลือเกิน
รถจอดอยู่ใต้ตึกได้เพียงสองนาที เพื่อนบ้านหลายคนก็วิ่งเข้ามาทักทายเถาอวี้ซู และซักถามว่ารถจักรยานยนต์คันนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร
เมื่อได้ยินว่าเป็นรถจักรยานยนต์ที่สามีซื้อให้ภรรยา สหายหญิงหลายคนก็อดไม่ได้ที่จะส่งสายตาอิจฉาไปให้เถาอวี้ซู พลอยทำให้สายตาที่มองไปยังหลินเฉาหยางเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างร้อนแรง
คำเยินยอของเพื่อนบ้านทำให้เถาอวี้ซูเบิกบานใจ แต่บนใบหน้ากลับต้องปั้นหน้าให้ดูสง่าผ่าเผยและใจกว้าง จนกระทั่งเพื่อนบ้านจากไปหมดแล้ว เธอถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"พี่ อั้นไว้ลำบากแย่เลยสิ" เถาอวี้โม่เอ่ยแซว
เถาอวี้ซูถลึงตาใส่อย่างหยิ่งผยอง "เธอนี่พูดมากจริง"
ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าประตูก็พาคนเดินเข้ามา
"เหล่าหลิว คุณมาได้ยังไง" หลินเฉาหยางเห็นผู้มาเยือนก็เดินเข้าไปทักทาย
หลิวซินอู่หัวเราะหึๆ พลางจับมือกับหลินเฉาหยาง "แวะมาส่งหนังสือให้คุณสองเล่มน่ะ"
เขาพูดพลางหยิบหนังสือสองเล่มออกมาจากกระเป๋าเอกสารที่พกติดตัวมาด้วย
หน้าปกหนังสือเป็นภาพเหมือนตนเองแนวนามธรรมเล็กน้อย หลินเฉาหยางจำได้ในพริบตาว่านั่นคือตัวเอกในนวนิยายของเขา... แวนโก๊ะ
"ความกระหายในชีวิต: ชีวประวัติของแวนโก๊ะ"
หลินเฉาหยางถามยิ้มๆ "จะตีพิมพ์เร็วขนาดนี้เลยเหรอครับ"
"ไม่ถือว่าเร็วหรอก นวนิยายของคุณตีพิมพ์มาได้กว่าครึ่งปีแล้ว แผนการตีพิมพ์ของเราที่กำหนดไว้ก็ช้ากว่านวนิยายของคุณแค่เล็กน้อยเท่านั้น"
เมื่อไม่นานมานี้ หลิวซินอู่มาหาหลินเฉาหยาง โดยบอกว่าได้รับอิทธิพลจาก "การตายของแวนโก๊ะ" สำนักพิมพ์เยียนจิงจึงตั้งใจจะนำเข้าผลงานชีวประวัติเรื่อง "ความกระหายในชีวิต" ที่เออร์วิง สโตนเขียนให้แวนโก๊ะ และอยากให้เขาช่วยเขียนคำนำให้ ซึ่งในตอนนั้นหลินเฉาหยางก็ตอบตกลงด้วยความยินดี
ผ่านไปไม่กี่วัน หลินเฉาหยางก็เขียนคำนำเสร็จและส่งมอบให้หลิวซินอู่ วันนี้ที่หลิวซินอู่มาส่งหนังสือ ก็ถือเป็นการตอบแทนน้ำใจเช่นกัน
"ไปๆๆ เข้าไปคุยกันในบ้านเถอะ" หลินเฉาหยางดึงหลิวซินอู่ให้ขึ้นไปบนตึก
เขามองเห็นรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ตรงนั้นจึงถามขึ้น "รถจักรยานยนต์ที่ซื้อมาใหม่เหรอ"
"ซื้อให้อวี้ซูน่ะครับ"
"มิน่าล่ะถึงเป็นสีแดง อวี้ซูขี่แล้วดูสง่างามห้าวหาญจริงๆ"
คำชมของหลิวซินอู่ทำให้เถาอวี้ซูยิ่งดีใจมากขึ้น สายตาที่มองไปยังหลินเฉาหยางเต็มไปด้วยความรักใคร่อ่อนโยน
ทั้งสามคนขึ้นไปบนตึก แต่เถาอวี้โม่กลับยังคงยืนน้ำลายหกใส่รถจักรยานยนต์อยู่ชั้นล่าง
(เมื่อไหร่ฉันถึงจะซื้อรถจักรยานยนต์ได้สักคันนะ!)
เดิมทีตอนที่ไปเป๋ยไต้เหอก่อนหน้านี้ เธอยังคิดอยากจะซื้อกล้องถ่ายรูปสักตัว แต่วันนี้พอได้เห็นรถจักรยานยนต์ของพี่สาว เธอก็เปลี่ยนเป้าหมายให้ตัวเองทันที
(รอให้ทำงานก่อนเถอะ ฉันจะต้องซื้อรถจักรยานยนต์ให้ได้สักคัน)
(ต้องเป็นสีแดงด้วย!)
เมื่อขึ้นไปบนตึก เถาอวี้ซูก็ไปเตรียมอาหารเย็น หลิวซินอู่คุยกับหลินเฉาหยางเรื่องสถานการณ์การตีพิมพ์และจัดจำหน่ายหนังสือ "ความกระหายในชีวิต: ชีวประวัติของแวนโก๊ะ" ก่อนเป็นอันดับแรก
ก่อนหน้านี้สำนักพิมพ์เยียนจิงก็มักจะนำเข้าสิ่งพิมพ์ต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง แต่คราวนี้แตกต่างจากที่ผ่านมาตรงที่ การนำเข้า "ความกระหายในชีวิต: ชีวประวัติของแวนโก๊ะ" นั้นได้รับอิทธิพลจาก "การตายของแวนโก๊ะ" อย่างเต็มที่
"การตายของแวนโก๊ะ" ตีพิมพ์มาเกือบเจ็ดเดือนแล้ว อิทธิพลของมันยังคงก่อตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในกลุ่มผู้อ่านเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นที่โปรดปรานของนักเขียนและนักวิจารณ์นับไม่ถ้วน เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในนวนิยายขนาดยาวที่ได้รับการประเมินสูงสุดในแวดวงวรรณกรรมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ด้วยอิทธิพลของ "การตายของแวนโก๊ะ" แวนโก๊ะ ศิลปินชาวตะวันตกผู้เต็มไปด้วยสีสันแห่งตำนานผู้นี้ ก็ได้กลายเป็นบุคคลที่คนในประเทศจีนมากมายคุ้นหูคุ้นตากันดีในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้เช่นกัน
และในยุคหลัง แวนโก๊ะก็เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศแบบนี้ก็ในช่วงปลายยุคแปดศูนย์ ซึ่งในเวลานั้นราคาประมูลผลงานของแวนโก๊ะทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง หลังจากสื่อรายงานอย่างแพร่หลายจึงเป็นที่รู้จักของคนในประเทศจีน
สิ่งนี้จึงเป็นการปูรากฐานที่ดีให้กับสำนักพิมพ์เยียนจิงในการนำเข้า "ความกระหายในชีวิต: ชีวประวัติของแวนโก๊ะ" การตีพิมพ์ผลงานชีวประวัติเรื่องนี้ สำนักพิมพ์เยียนจิงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ยอดพิมพ์ครั้งแรกคือห้าหมื่นเล่ม
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ คนในประเทศจีนคลั่งไคล้ผลงานวรรณกรรมต่างประเทศกันอย่างร้อนแรงมาก วรรณกรรมคลาสสิกชื่อดังหลายเรื่องมักจะขายได้หลักแสนเล่ม หรือแม้กระทั่งหลักล้านเล่ม แต่ "ความกระหายในชีวิต: ชีวประวัติของแวนโก๊ะ" นั้นแตกต่างออกไป
ประการแรก ผลงานเรื่องนี้ไม่ใช่นวนิยาย แต่เป็นผลงานชีวประวัติ โดยธรรมชาติแล้วหัวข้อเรื่องจึงไม่มีพลังดึงดูดผู้อ่าน อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือชื่อเสียงของตัวผลงานและชื่อเสียงของนักเขียนแทบจะไม่มีใครในประเทศเคยได้ยินมาก่อน
การพิมพ์ครั้งแรกห้าหมื่นเล่ม สำหรับผลงานเช่นนี้แล้ว ถือเป็นการกระทำที่เสี่ยงมากอย่างไม่ต้องสงสัย
ในสถานการณ์เช่นนี้ สำนักพิมพ์เยียนจิงยังกล้าที่จะพิมพ์ครั้งแรกถึงห้าหมื่นเล่ม สิ่งที่พวกเขาเดิมพันก็คืออิทธิพลที่ "การตายของแวนโก๊ะ" สร้างขึ้นในกลุ่มผู้อ่านนั้นมากพอที่จะกระตุ้นให้คนเหล่านี้สนใจผลงานชีวประวัติที่มีแวนโก๊ะเป็นตัวเอกเรื่องนี้ และยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อ
เมื่อพูดถึงสถานการณ์ของ "ความกระหายในชีวิต: ชีวประวัติของแวนโก๊ะ" จบแล้ว หลิวซินอู่ก็หันมาสนใจสถานการณ์ของ "ปรมาจารย์หมากรุก" นวนิยายเรื่องใหม่ของหลินเฉาหยาง
"นวนิยายเรื่องนี้ของคุณมีข้อถกเถียงไม่น้อยเลยนะ!"
"ทำไมล่ะ แม้แต่คุณยังได้ยินมาเหรอ" หลินเฉาหยางถามยิ้มๆ
"บทความใน "วรรณกรรมเซี่ยงไฮ้" นั้นผมอ่านแล้ว ได้ยินมาว่ากระแสตอบรับไม่เบาเลย ตอนนี้คุณเป็นนักเขียนหนุ่มที่โด่งดังที่สุดในประเทศ การเอาคุณมาเขียนบทความ ย่อมดึงดูดความสนใจได้มากมายอยู่แล้ว"
หลิวซินอู่เห็นว่าสีหน้าของหลินเฉาหยางไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อยเมื่อเขาพูดถึงข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นจาก "ปรมาจารย์หมากรุก" จึงพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายว่า "ดูเหมือนคุณจะคาดการณ์เรื่องนี้ไว้ก่อนแล้วสิ"
"จะบอกว่าคาดการณ์ไว้ก่อนก็ไม่เชิงหรอกครับ เพียงแต่ในสภาพแวดล้อมทางสังคมแบบนี้ แนวคิดที่หนังสือของผมสื่อออกมาจะต้องทำให้คนกลุ่มหนึ่งรู้สึกไม่สบายใจอย่างแน่นอน"
หลิวซินอู่พยักหน้าเล็กน้อย เห็นด้วยกับมุมมองของหลินเฉาหยาง "คุณคิดแบบนี้ได้ก็ดีแล้ว อย่าไปรับอิทธิพลจากเสียงวิจารณ์ภายนอกเลย โดยรวมแล้วนวนิยายเรื่องนี้ดีมาก มุมมองของบทความนั้นมันลำเอียงเกินไป"
จากนั้นเขาก็พูดอีกว่า "แต่ว่าเหล่าจางในกองบรรณาธิการของเรามีความเห็นกับนวนิยายเรื่องนี้ของคุณนิดหน่อยจริงๆ นะ"
หลินเฉาหยางแสดงสีหน้าเป็นเชิงถาม หลิวซินอู่จึงพูดกลั้วหัวเราะว่า "เขาเป็นผู้ที่ชื่นชอบหมากล้อมน่ะ เขารู้สึกว่าพล็อตเรื่องตอนจบที่คุณให้เจียงหนานเซิงสู้แบบหนึ่งต่อเก้ามันเกินจริงไปหน่อย เขาบอกว่าเว้นเสียแต่เจียงหนานเซิงของคุณจะมีอู๋ชิงหยวนเป็นต้นแบบ แต่เขาก็มองออกว่านวนิยายของคุณเรื่องนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับอู๋ชิงหยวนเลย"
หลินเฉาหยางยิ้ม ไม่ได้แก้ตัวให้ตัวเอง "พวกคนที่ชื่นชอบหมากล้อมเหล่านี้ล้วนเอาตัวเองเข้าไปแทนที่สถานการณ์การเผชิญหน้าทางหมากล้อมระหว่างจีน-ญี่ปุ่นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ความคิดของพวกเขาก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่เรื่องแบบหนึ่งต่อเก้านี่ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลยนี่นา จริงไหมครับ"
หลิวซินอู่ไม่รู้ว่าความมั่นใจของหลินเฉาหยางมาจากไหน คิดว่าเขาเพียงต้องการแสดงความมองโลกในแง่ดีต่ออนาคตของหมากล้อมประเทศจีนเท่านั้น
"คิดแบบนี้ก็ไม่ผิด ทุกอย่างล้วนเป็นไปได้"
หลิวซินอู่กินข้าวที่บ้านของหลินเฉาหยางหนึ่งมื้อ จากนั้นก็กลับไป พอเขาไปแล้ว เถาอวี้โม่ก็เข้ามาพันตูเถาอวี้ซูทันที
รถยามาฮ่า 125 คันนั้นทำให้เธออยากได้จนแทบคลั่ง กลับมาแล้วกินข้าวก็ไม่อร่อย ตอนนี้เธอคงไม่มีปัญญาซื้อรถจักรยานยนต์แน่นอน แต่ถ้าจะขอซ้อนรถจักรยานยนต์ของพี่สาวสักหน่อยก็คงไม่มีปัญหาอะไร
คืนนั้น ระหว่างที่เถาอวี้โม่กำลังหลับๆ ตื่นๆ ข้างหูก็เหมือนจะได้ยินเสียงราวกับคนร้องไห้คร่ำครวญ ซึ่งดังต่อเนื่องเป็นเวลานาน
วันรุ่งขึ้นเมื่อเถาอวี้ซูออกไปฝึกขับรถอีกครั้ง สองสามีภรรยาจึงจำต้องพกยัยตัวติดหนึบคนนี้ไปด้วย
ผ่านการฝึกซ้อมมาหนึ่งวัน เถาอวี้ซูก็ขี่รถจักรยานยนต์ได้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว แต่พอเถาอวี้โม่ขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายก็ร้องโวยวายเสียงหลง ทำให้ฝีมือของเธอลดฮวบลงทันที ขี่รถส่ายไปส่ายมาจนหลินเฉาหยางตกใจ รีบสั่งให้เถาอวี้ซูหยุดรถ
"เธอจะมัวร้องแหกปากอะไรนักหนา" พอลงจากรถ เถาอวี้ซูก็บ่นอย่างอารมณ์เสีย
เถาอวี้โม่รู้ตัวว่าผิด จึงยิ้มเจื่อนๆ อย่างระมัดระวัง "ก็ฉันตื่นเต้นเกินไปนี่นา"
หลินเฉาหยางรู้สึกว่ายายหนูเถาอวี้โม่คนนี้ชักจะแปลกๆ ไปหน่อยแล้ว คนดีๆ บ้านไหนเขาขึ้นรถจักรยานยนต์แล้วมีปฏิกิริยาแบบนี้กัน ยายหนูนี่คงไม่ได้เป็นสก๊อยสาวแฝงตัวมาหรอกนะ
เขาสลัดภาพในหัวทิ้งไป แล้วพูดกับเถาอวี้โม่ด้วยสีหน้าจริงจัง "อวี้โม่ รถจักรยานยนต์น่ะคือเนื้อหุ้มเหล็ก ถ้าใช้ความเร็วสูงมันจะเกิดอันตรายได้ง่าย แถมยังเป็นอันตรายถึงชีวิตด้วย เข้าใจไหม"
เถาอวี้โม่ถามอย่างไม่เข้าใจ "พี่เขย พี่สาวฉันเป็นคนขี่นะ พี่มาพูดเรื่องนี้กับฉันทำไม"
หลินเฉาหยางถลึงตาใส่เธอ "เธอยังรู้เหรอว่าพี่สาวเธอเป็นคนขี่ แล้วเธอจะแสดงอาการเว่อร์วังขนาดนั้นทำไม"
โดนทั้งสองคนรุมสวด เถาอวี้โม่ก็รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย แต่คนอาศัยชายคาเขาอยู่ ก็จำต้องก้มหัวล่ะนะ!
เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาทำงานแล้ว หลินเฉาหยางก็หาวหวอด "เอาล่ะ ฝึกแค่นี้แหละ ผมว่าก็พอใช้ได้แล้ว"
เวลาสองวันติดต่อกัน เถาอวี้ซูขี่รถจักรยานยนต์ได้อย่างชำนาญมากแล้ว
"ฉันไปส่งคุณทำงานนะ"
เถาอวี้ซูคร่อมรถจักรยานยนต์ เธอมีเรียวขายาวสวยงามและดูแข็งแรง ราวกับเป็นงานศิลปะที่ธรรมชาติบรรจงสลักเสลาขึ้นมา
เรียวขายาวคู่นี้ ช่างเอาชีวิตคนได้จริงๆ!
ในหัวของหลินเฉาหยางนึกถึงความอ่อนหวานเมื่อคืนนี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคันยุบยิบในใจ
รถจักรยานยนต์ไม่ได้ซื้อมาเสียเปล่าจริงๆ!
แน่นอนว่าสิ่งที่เขาหมายถึงคือการมีคนขับรถรับส่งเขาไปทำงานต่างหาก
เถาอวี้โม่ยุยงด้วยความตื่นเต้น "พี่ พี่เขย ตอนเที่ยงเรากลับมากินข้าวบ้านกันเถอะ"
ความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของเธอนั้นเดาไม่ยากเลย ไม่มีอะไรมากไปกว่าอยากให้คนในบ้านได้เห็นรถจักรยานยนต์ของเถาอวี้ซูนั่นแหละ
สภาพจิตใจแบบนี้ก็คงเหมือนกับพวกกู๋หว่าไจ๋ที่ไปอวดชาวบ้านว่าลูกพี่ฉันคือพี่อูยานั่นแหละ
รถจักรยานยนต์สีแดงแล่นฉิวไปตามท้องถนน ห่างออกไปหลายร้อยเมตร เถาอวี้โม่ปั่นจักรยานด้วยความเคียดแค้นในใจ มีรถจักรยานยนต์แล้วมันยอดเยี่ยมนักหรือไง ไม่รู้จักรอฉันบ้างเลย!
เถาอวี้ซูขี่รถยามาฮ่า 125 เข้าไปในวิทยาเขตม.เยียนจิงตลอดทาง ตอนนี้เป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ในโรงเรียนจึงไม่ค่อยมีนักศึกษา
รถจักรยานยนต์มาจอดที่หน้าห้องสมุดมหาวิทยาลัยเยียนจิง ตอนนี้พนักงานกำลังมาทำงานกัน พอเห็นเถาอวี้ซูขี่รถจักรยานยนต์โดยมีหลินเฉาหยางซ้อนท้าย สายตาของทุกคนก็เต็มไปด้วยความแปลกใหม่
เมื่อรถจักรยานยนต์ส่งเสียงคำรามแล่นออกไปแล้ว ทุกคนถึงได้แห่กันเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"เฉาหยาง นี่มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย"
"สถานการณ์อะไรคืออะไรเหรอครับ"
"บ้านคุณซื้อรถจักรยานยนต์ตั้งแต่เมื่อไหร่"
"เพิ่งซื้อเมื่อวานนี้เองครับ"
"ทำไมถึงเป็นภรรยาคุณขี่ล่ะ แถมยังให้เธอมาส่งคุณอีก"
"ไร้สาระน่า ก็ซื้อให้เธอนี่นา ถ้าเธอไม่ขี่แล้วผมจะขี่เหรอ"
คำพูดของหลินเฉาหยางทำให้ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ สมัยนี้บ้านที่มีฐานะดีจะซื้อรถจักรยานยนต์สักคันเป็นเรื่องปกติมาก แต่การซื้อรถให้ภรรยานั้น ทุกคนเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก
ที่สำคัญที่สุดคือ หลินเฉาหยางถึงกับกล้าให้ภรรยาขี่รถจักรยานยนต์มาส่งเขาทำงานอย่างหน้าตาเฉย
พฤติกรรมแบบนี้ควรจะพูดว่ายังไงดีล่ะ
การเอาการสาดอาหารหมาและการเกาะผู้หญิงกินมาผสมปนเปกัน ช่างเข้ากับคาแรคเตอร์เก่าๆ ของหลินเฉาหยางเสียจริง
พอเข้าไปในห้องสมุด ตู้หรงก็กระซิบถาม "เฉาหยาง รถจักรยานยนต์บ้านคุณแพงน่าดูเลยใช่ไหม ฉันดูแล้วเหมือนจะเป็นรถนำเข้านะ"
"ครับ ของยามาฮ่าน่ะ แพงกว่ารถจักรยานยนต์ที่ผลิตในประเทศนิดหน่อย"
"นิดหน่อยนี่เท่าไหร่ล่ะ"
"สองพันกว่าครับ"
หลินเฉาหยางบอกตัวเลขที่ค่อนข้างสงวนท่าทีไป ทว่าถึงกระนั้นก็ยังทำให้ตู้หรงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
"มีเงินขนาดนี้พอจะซื้อบ้านได้หลังหนึ่งเลยนะเนี่ย เท่ากับว่าตอนนี้ภรรยาคุณกำลังขี่บ้านทั้งหลังอยู่เลยนะ!"
สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจ และอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมาอีกว่า "พวกนักเขียนอย่างพวกคุณนี่รวยกันจริงๆ เลย!"







