ผู้ที่ปีนขึ้นไปบนมุมกำแพงนั่นก็คือ 'ซือมิ่ง' ผู้ที่อาวุโสที่สุดในยุคปัจจุบันของสำนักหยินหยาง เขามีผมขาวโพลน ฉีกยิ้มกว้าง โบกมือให้หลี่กวนอี แล้วร้อง "อ๊ะ" พลางร่วงหล่นไปข้างหน้า ทว่าท่ามกลางแสงหลากสีที่คนทั่วไปมองไม่เห็น เต่าดำตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมารองรับร่างของชายชราเอาไว้
"ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะ ฮ่าๆๆ สหายน้อย"
ท่านปู่ใหญ่ได้พบหลี่กวนอี รู้สึกเบิกบานใจมาก
หลี่กวนอีไม่อยากถามเลยว่าชายชราผู้นี้เข้ามาในตระกูลเซวียได้อย่างไร
สำนักดูดาวแห่งบูรพาทวีปเป็นหนึ่งในสามสำนักนอกโลกีย์ ส่วนสำนักหยินหยางก็เป็นสำนักที่โด่งดัง วิถีทางของทั้งสองสำนักนั้นมีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง เน้นบำเพ็ญจิตและปราณเป็นหลัก ในเมื่อเหยากวงยังสามารถเข้ามาได้อย่างไร้ร่องรอย ซือมิ่งที่มีอายุมากกว่าเหยากวงอย่างเห็นได้ชัด การจะมีวิชาความสามารถเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
หลี่กวนอีบอกกล่าวกับท่านอาหญิงคำหนึ่ง หยิบเงินมาสองสามตำลึง แล้วพาชายชราออกไปยังร้านเหล้าด้านนอก วันนี้ท่านปู่ใหญ่สั่งสุราที่ค่อนข้างดีหน่อย ราคาสามอีแปะต่อจอก ซึ่งแตกต่างจากสุราจอกละหนึ่งอีแปะราวฟ้ากับเหว
นั่นก็คือมันผสมน้ำน้อยกว่านั่นเอง
ชายชราแหงนคอดื่มรวดเดียวหมดจอก สุราแรงบาดคอจนใบหน้าแดงระเรื่อ
เขาเดาะลิ้น พยักหน้าชื่นชม "ไม่เลว ไม่เลว"
"เทียบกับสุราหลวงในวังแล้วดีกว่าตั้งเยอะ สุราในวังมันนุ่มเกินไป ดื่มแล้วไม่เมาค้าง ทำได้แค่เคลิ้มๆ สู้สุราแบบนี้ที่กระตุ้นคนได้ก็ไม่ได้ หากไม่สามารถทำให้คนเมามายได้ สุราก็คงไม่ต่างอะไรกับน้ำค้างหยาดฟ้าหรือนมหมักนักหรอก"
หลี่กวนอีไม่เห็นด้วยกับความคิดของชายชรา
เพียงแต่ถามด้วยความสงสัยว่า "ผ่านไปเกือบครึ่งเดือนแล้ว ตาเฒ่า ท่านกลับมาได้อย่างไร?"
ซือมิ่งกลับชอบสรรพนามนี้มาก เขาหัวเราะร่วน "ก็ต้องธุระเสร็จสิ้นแล้วน่ะสิ ข้าไม่กลับมา แล้วจะให้หน้าด้านอยู่คุยเรื่องนั้นเรื่องนี้กับพวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่หรือไง? สหายน้อยจู่เข้าไปในราชสำนัก รับผิดชอบสำนักโหรหลวง ส่วนเจ้าหนูหวังทงนั่นก็กลายเป็นบัณฑิตหลวงไปแล้ว"
"เป้าหมายของเจ้าหนูเยว่เชียนเฟิงก็ถือว่าสำเร็จลุล่วงแล้ว แค่ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไร"
"พวกสวมชุดแดงชุดม่วงในวังนั่นพ่ายแพ้แล้ว แต่ก็ยังต้องแสร้งทำเป็นกลมเกลียว จัดงานเลี้ยงสังสรรค์กันไปมา ในใจชัดเจนว่าแทบอยากจะถลกหนังอีกฝ่ายทั้งเป็น แต่ก็ยังปั้นหน้ายิ้มออกมา ตาเฒ่าอย่างข้ากลัวจะกลั้นขำจนตายเสียก่อน ก็เลยกลับมาหาเจ้านี่แหละ"
ชายชราเล่าเรื่องราวในวังไปหัวเราะไป
เบื้องหน้าเต่าดำก็มีสุรารินไว้จอกหนึ่งเช่นกัน เวลาพูดก็ไม่ได้จงใจปิดบัง แต่ผู้คนรอบข้างกลับเมินเฉยต่อคนทั้งสองที่ต่างวัยกันนี้ คิดว่าคงเป็นวิชาของสายสำนักหยินหยางเป็นแน่ ร้อยสำนักปรัชญา สามสำนักนอกโลกีย์ หากเป็นการต่อสู้ประชิดตัวย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนักบู๊อย่างแน่นอน
ทว่าการบำเพ็ญเพียรไม่ได้มีไว้เพื่อการต่อสู้เข่นฆ่าเพียงอย่างเดียว
พวกเขามีวิชาอันลึกล้ำพิสดารมากมาย
ชายชราดื่มสุราไปสองสามจอก จากนั้นก็ใช้ตะเกียบคีบถั่วลิสงสองสามเม็ดโยนเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ แล้วพูดว่า "ตอนนี้เรื่องราวเข้าสู่สภาวะสงบแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างก็กำลังรอจุดเปลี่ยน ความจริงพูดไปก็ดูลึกลับซับซ้อน มันก็คือพิธีบวงสรวงใหญ่ของแคว้นเฉินในอีกสี่ห้าสิบวันข้างหน้านี้นั่นแหละ"
"หึ พิธีบวงสรวงใหญ่โดยพื้นฐานแล้ว จะจัดขึ้นในช่วงที่ฮ่องเต้ครองราชย์มาได้สิบถึงยี่สิบปี"
"เพื่อบอกกล่าวแก่บรรพชนและเทพยดาฟ้าดิน ว่าหลายปีมานี้ตนเองอุตสาหะทุ่มเท ประเทศชาติร่มเย็นเป็นสุข เป็นการโอ้อวดความดีความชอบ แต่กลับต้องสูบเงินทองไปไม่รู้ตั้งกี่หมื่นกี่แสนตำลึง ครั้งนี้พิเศษหน่อย ดูเหมือนว่าทุกแคว้นจะมาร่วมด้วย"
"องค์ชายตระกูลเจียงแห่งแคว้นอิ้ง กษัตริย์แห่งทุ่งหญ้าทูเจวี๋ย ราชวงศ์ถู่อวี้หุนแห่งดินแดนประจิม"
"ส่วนชนเผ่าเล็กๆ อื่นๆ ก็ยิ่งมีมากกว่านั้นอีก"
"เชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูงมากมายเพียงนี้ ไปๆ มาๆ ล้วนต้องให้แคว้นเฉินคอยต้อนรับ ด้วยความโอ่อ่าของราชวงศ์แคว้นเฉิน ค่าใช้จ่ายในการต้อนรับไม่มีทางน้อยแน่ เรื่องใหญ่โตเช่นนี้ คือพิธีบวงสรวงใหญ่ของแผ่นดิน มีความสำคัญเทียบเท่ากับการศึกสงคราม มักจะมีการอภัยโทษครั้งใหญ่ทั่วแผ่นดิน"
"เพื่อเป็นการรายงานความดีความชอบของตนต่อบรรพชน ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่เหมาะที่จะให้มีเลือดตกยางออก มีเพียงสถานการณ์แบบนี้เท่านั้น ถึงจะเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะทำให้เยว่เผิงอู่ได้รับการอภัยโทษ ทว่า แคว้นอื่นๆ ที่เดินทางมาที่นี่ คงไม่ได้มาเพื่อร่วมแสดงความยินดีกับความเจริญรุ่งเรืองของแคว้นเฉินหรอก"
หลี่กวนอีกล่าวว่า "เพื่อกำจัดจอมพลเยว่หรือ?"
ท่านปู่ใหญ่พยักหน้า "เสาหลักของแคว้นเฉิน สำหรับแคว้นอิ้งแล้วก็คือศัตรูคู่อาฆาต"
"พวกเขามาเยือนแคว้นเฉิน ย่อมต้องมีความคิดที่จะกอบโกยผลประโยชน์เพื่อแคว้นของตนเองอยู่แล้ว"
ชายชราทอดถอนใจยาว "เป็นข้าวต้มเละๆ หม้อหนึ่งเลยล่ะ"
หลี่กวนอีถามว่า "ด้วยความแข็งแกร่งระดับจอมพลเยว่ ทำไมถึงถูกจองจำได้ล่ะ?"
ท่านปู่ใหญ่กล่าวว่า "เขาแข็งแกร่งก็จริง แต่ความแข็งแกร่งของสำนักพิชัยสงครามและนักบู๊ ก็ใช่ว่าจะไร้ทางแก้ ด้วยการสั่งสมอำนาจ วิชามารยา และยอดคนแปลกประหลาดของมหาอำนาจแคว้นหนึ่ง เมื่อฝ่ายหนึ่งตั้งใจวางแผนรับมือกับอีกฝ่ายที่ไม่ได้เตรียมตัว นักบู๊ก็มีสิทธิ์พลาดพลั้งได้เหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น อัครเสนาบดีของแคว้นเฉินผู้นั้น ยังเป็นปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนักหรูที่มีตบะขั้นสูงเสียด้วย"
หลี่กวนอีไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่รู้สึกว่าพิธีบวงสรวงใหญ่ของแคว้นเฉินในอีกเดือนกว่าๆ ข้างหน้านี้ ช่างเป็นเรื่องวุ่นวายเสียจริง
ชายชราหัวเราะ "เจ้าไม่ได้ไปเสียหน่อย จะถอนหายใจไปทำไม?"
หลี่กวนอีตอบ "ข้าต้องไป"
ท่าทีการดื่มสุราของซือมิ่งชะงักงัน
หลี่กวนอีกล่าวว่า "ฮ่องเต้มีราชโองการลงมาแล้ว ข้ายังไงก็ต้องไป"
เขาเล่าเรื่องราวให้ชายชราฟัง
ท่านปู่ใหญ่เบิกตากว้าง จากนั้นก็โกรธขึ้นมาทันที จอกสุราในมือกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง แล้วด่าทอขึ้นมา
"ลูกหลานของเฉินซิงกั๋ว ทำไมถึงไม่มีนิสัยใจคอเหมือนบรรพบุรุษของเขาเลย เพื่อความสมดุลระหว่างบุ๋นและบู๊ในราชสำนัก ถึงกับต้องริบอำนาจทางทหารของแม่ทัพ เพื่อเอาใจตระกูลผู้ดี ถึงกับต้องดึงเด็กหนุ่มอย่างเจ้าขึ้นมาเป็นหมากบนกระดานเชียวรึ?!"
"บรรพบุรุษของเขายังมีความองอาจอยู่บ้าง"
"ใช้ความสามารถทางวรยุทธ์สร้างความดีความชอบมาได้ขนาดนี้ ลูกหลานของเขาทำไมถึงกลายเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวไปได้!"
"ไอ้โง่! ไอ้พวกงั่งเอ๊ย!"
ชายชราด่าทออย่างเกรี้ยวกราด จู่ๆ ก็เกิดสงสัยตัวเองขึ้นมาพลางกล่าวว่า
"หรือว่าตอนนั้นที่ข้าไปฉี่รดหน้าหลุมศพเขา มันจะไปดับควันไฟมงคลของสุสานบรรพชนบ้านเขากันนะ? ไม่น่าจะใช่นี่นา ต้นไม้ต้นนั้นก็เห็นเจริญงอกงามแตกกิ่งก้านสาขาดีออก"
หลี่กวนอีมุมปากกระตุก
ตาเฒ่าด่าทอฉอดๆ แล้วกล่าวว่า
"ฮ่องเต้ท่องบทกวีของเจ้า พวกขุนนางบุ๋นและบุตรหลานตระกูลขุนศึกในเมืองหลวง ก็คงจะหมั่นไส้เจ้ากันมานานแล้ว เพียงแต่เจ้าอยู่ที่เมืองกวนอี้ ตระกูลเซวียในเมืองกวนอี้มีอำนาจมาก พวกเขาก็ไม่อาจออกจากเมืองหลวงได้ง่ายๆ รอจนเจ้าไปถึงเมืองหลวง พวกเขาอาจจะมาหาเรื่องเจ้าก็เป็นได้"
"แต่เจ้าก็ไม่ต้องกังวลไปหรอก เรื่องวรยุทธ์อะไรเทือกนั้น เจ้าเก่งกว่าพวกนั้นอยู่แล้ว"
"ส่วนเรื่องชื่อเสียง หึ หวังทงกับจู่เหวินหย่วน อีกไม่กี่วันก็คงกลับมาแล้ว ถึงตอนนั้นหากเจ้าเต็มใจ ก็ไปศึกษาเล่าเรียนกับพวกเขาเสียระยะหนึ่ง ย่อมได้ชื่อเสียงของปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่มาคอยคุ้มครอง ในยุคสมัยนี้ วรยุทธ์สามารถปกป้องตัวเองได้ แต่ชื่อเสียงทางบุ๋นที่สั่นสะเทือนใต้หล้า กลับสามารถทำให้ขั้วอำนาจทุกฝ่ายเคารพและให้เกียรติเจ้าได้"
"ที่พวกเขาทำเช่นนี้ ก็เพื่อดึงดูดผู้มีพรสวรรค์จากทั่วหล้าเช่นกัน"
"มีเพียงในยุคกลียุคเท่านั้น ชื่อเสียงทางบุ๋นถึงจะมีผลสัมฤทธิ์เช่นนี้ หวังทงและจู่เหวินหย่วนในขณะนี้กำลังเป็นที่ต้องการตัวอย่างมาก มีชื่อเสียงโด่งดัง เหล่าตระกูลใหญ่โต หรือแม้แต่พวกสวมชุดแดงชุดม่วงในราชสำนักก็ยังต้องยอมก้มหัวให้เล็กน้อย หากเจ้ามีชื่อเสียงทางบุ๋นเช่นนี้ พวกบุตรหลานตระกูลใหญ่โตเหล่านั้น ต่อให้เกลียดเจ้าจนเข้ากระดูกดำ ก็คงไม่กล้าทำอะไรเกินเลย"
"อย่างน้อยก็คงไม่กล้าใช้วิธีการต้อยต่ำอะไร"
หลี่กวนอีพยักหน้า
เขารู้เรื่องพวกนี้ดี
ในยุคกลียุค การปกป้องตัวเองนอกจากจะต้องมีวรยุทธ์แล้ว ยังต้องมีชื่อเสียงด้วย เขามีวรยุทธ์ติดตัวอยู่บ้าง ทว่าชื่อเสียงยังไม่ปรากฏ หลี่กวนอีลองคิดถึงสถานการณ์ในเมืองเจียงโจวดูแล้ว ก็รู้สึกว่ามีชื่อเสียงทางบุ๋นติดตัวไว้ ย่อมดีกว่าไม่มีอะไรเลย และศิษย์ของท่านอาจารย์หวังทงก็มีมากมาย ซึ่งล้วนเป็นบุตรตระกูลผู้ดีของแคว้นอิ้ง
การกราบเป็นศิษย์ เพื่อเอาชื่อเสียงมาประดับบารมี
วันข้างหน้าหากไปเยือนแคว้นอิ้ง อย่างแย่ที่สุดก็ยังสามารถอาศัยชื่อเสียงของศิษย์ร่วมสำนักเอาตัวรอดไปได้
และหากเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นมาจริงๆ นี่ก็ถือเป็นขุมกำลังและที่พึ่งพิงอย่างหนึ่ง
มีทางรุกมีทางถอย ช่างเป็นหมากที่สมบูรณ์แบบเสียจริง
นี่ใช่ประโยคนั้นหรือเปล่านะ
รอข้าเติบใหญ่ เมื่อเติบใหญ่ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง?
เดี๋ยวก่อน... ทำไมถึงคิดเรื่องพวกนี้ได้ล่ะ?
หลี่กวนอีชะงักไปครู่หนึ่ง ปัดเป่าความคิดที่จู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัวทิ้งไป ทั้งที่ก่อนหน้านี้แค่คิดอยากจะใช้ชีวิตอยู่กับท่านอาหญิงให้ดี ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแท้ๆ แต่ความคิดในตอนหลังนี้ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเสียแล้ว
บางทีอาจจะได้รับอิทธิพลมาก็เป็นได้
หลี่กวนอีนวดคลึงหน้าผาก คนเราย่อมได้รับอิทธิพลจากกันและกัน เขากดข่มความคิดฟุ้งซ่านเหล่านี้ลงไป
รินสุราให้ชายชราจอกหนึ่ง แล้วกล่าวว่า
"เช่นนั้นข้าก็จะรออยู่ที่นี่ ปัดกวาดที่นั่งรอต้อนรับผู้อาวุโสทั้งสองท่าน"
ท่านปู่ใหญ่หัวเราะลั่น "ปัดกวาดที่นั่งอะไรกัน?"
"สองคนนั้นอยากเจอเจ้าใจจะขาดอยู่แล้ว ยังมีเจ้าคนของสำนักโม่อีกคน บางทีก็อาจจะมาหาเจ้าด้วย หากไม่ใช่เพราะพวกเขารีบร้อนเข้าเมืองหลวง แถมตอนนี้ยังต้องเล่นละครตบตากับพวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักอีก คงมาหาเจ้าตั้งนานแล้ว"
"ไหนเลยจะตกถึงตาเฒ่าอย่างข้า?"
"แต่ว่า เจ้าย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ฮ่าๆๆ จะว่าไป ก็เป็นถึงปรมาจารย์พยัคฆ์ขาวที่สำนักดูดาวแห่งบูรพาทวีปค้นพบเชียวนะ" ตาเฒ่าเอ่ยเย้าแหย่ประโยคหนึ่ง ยกจอกสุราขึ้นมา ขณะที่กำลังจะดื่ม หลี่กวนอีก็พูดขึ้นว่า "ข้าเกรงว่าข้าจะไม่ใช่ปรมาจารย์พยัคฆ์ขาวตัวจริงน่ะสิ"
ชายชราพ่นสุราพรวดออกมาทันที
เขาไออย่างรุนแรง ใช้แขนเสื้อเช็ดปาก แล้วถามว่า
"เจ้า... เจ้ารู้ได้อย่างไร? ไม่ใช่สิ ข้าหมายความว่า เจ้าพูดเรื่องอะไรของเจ้าน่ะ?"
ปฏิกิริยาของชายชรา ยืนยันความคิดของหลี่กวนอี
เขากล่าวว่า "ข้าเหมือนจะมองผ่านแสงของเจ็ดดาวพยัคฆ์ขาว เห็นปรมาจารย์พยัคฆ์ขาวตัวจริงคนนั้น"
"ระหว่างข้ากับเขา จะต้องมีการต่อสู้แย่งชิงกันใช่หรือไม่? ตาเฒ่า"
ท่านปู่ใหญ่ลังเลเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ปิดบังในเรื่องแบบนี้ เขาตอบอย่างตรงไปตรงมา "ต้องมีแน่นอน อย่างไรเสีย เจ้าก็แบกรับแสงดาวพยัคฆ์ขาวไว้เช่นเดียวกัน แสงดาวของเจ็ดดาวพยัคฆ์ขาวยังนำมาซึ่งการยกระดับพลัง สำหรับวีรบุรุษที่ขับเคี่ยวแย่งชิงใต้หล้า พลังอำนาจมีแต่จะยิ่งมากยิ่งดี ไม่มีใครรังเกียจหรอก"
เขายกตัวอย่าง "ก็เหมือนกับบัลลังก์ฮ่องเต้นั่นแหละ พี่น้องร่วมสายเลือดและพ่อลูกยังเข่นฆ่าวางยาพิษกันได้เลย"
"ครอบครัวคนธรรมดาทั่วไป เพื่อแย่งชิงทรัพย์สมบัติ ก็ยังทะเลาะกันจนตายไปข้างไม่เผาผีกันได้"
"และตำแหน่งปรมาจารย์พยัคฆ์ขาว ก็เป็นตัวแทนของสิ่งต่างๆ มากมายเหลือเกิน พลังอำนาจ ฉายา ฐานะ ในยุคกลียุค มันอาจจะสำคัญยิ่งกว่าบัลลังก์กษัตริย์เสียอีก เงินทองพันชั่งยังทำให้พี่น้องแตกหักกันได้ เจ้าคิดว่าตำแหน่งและชะตาชีวิตนี้ จะทำให้พวกเจ้าต้องมาเข่นฆ่ากันเองหรือไม่ล่ะ?"
หลี่กวนอีหัวเราะขึ้นมา "ต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน"
ชายชราอยากจะปลอบใจเด็กหนุ่มผู้นี้
ในสายตาของเขา บางครั้งหลี่กวนอีก็เป็นเหมือนกอหญ้าปลิวลม หรือไม่ก็ดอกแดนดิไลออนอะไรทำนองนั้น มีกลิ่นอายของการจากบ้านเกิดเมืองนอน เต็มไปด้วยความระแวดระวังและไม่สบายใจ แต่เขากลับเห็นหลี่กวนอียกจอกสุราขึ้นมา เด็กหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวเช่นนี้ "ถ้าอย่างนั้นก็ให้พวกเราเข่นฆ่ากันเถอะ"
ท่านปู่ใหญ่ชะงักงัน
หลี่กวนอีครุ่นคิดอย่างจริงจัง เขากล่าวว่า "พลังของเจ็ดดาวพยัคฆ์ขาว ข้าเองก็ต้องการเช่นกัน"
"การมีพลังเหล่านี้ ถึงจะสามารถใช้ชีวิตในยุคกลียุคได้ดียิ่งขึ้น อีกอย่าง ต่อให้ข้าอยากจะแบ่งพลังให้เขา หากเขาไม่ฆ่าข้า เขาก็คงไม่วางใจหรอก ดังนั้น ไม่มีทางเลือก และไม่จำเป็นต้องเลือกอีกต่อไป"
"เช่นนั้นก็ให้พวกเรามาห้ำหั่นกันเถอะ"
"ไม่ตายไม่เลิกรา"
ชายชราเห็นหลี่กวนอีเผยความปรารถนาและความทะเยอทะยานของตัวเองออกมาโดยไม่รู้ตัว
เด็กหนุ่มที่ตอนพบหน้ากันครั้งแรก มีพรสวรรค์และสติปัญญา แต่ปฏิกิริยาแรกคือการชักอาวุธออกมาเพื่อปกป้องตัวเองผู้นี้ ราวกับราชสีห์ที่เผยเขี้ยวเล็บออกมาเป็นครั้งแรก คำรามใส่ศัตรูตามโชคชะตา เขาเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นแล้ว บางทีอาจจะเป็นเพราะได้พบเจอใครบางคนเข้า
จู่ๆ ชายชราก็หัวเราะลั่น
"ฮ่าๆๆๆ ดี แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าดี"
ในที่สุดก็มีท่าทีของวีรบุรุษขึ้นมาบ้างแล้ว
ประโยคนี้ซือมิ่งไม่ได้พูดออกไป เขาเพียงแค่ดื่มสุราจอกแล้วจอกเล่า จากนั้นจู่ๆ ก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงหัวเราะพลางกล่าวว่า "จะว่าไป ข้ากลับมาก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง เจ้าเข้าสู่ขอบเขตแล้ว ข้าควรจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาของสำนักหยินหยางให้เจ้าเสียที"
"รากฐานของทุกสรรพสิ่งล้วนคือปราณหยินหยางทั้งสองสาย การที่สำนักหยินหยางเข้าสู่ขอบเขตได้ ถึงจะนับว่าประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง"
"สามารถฝึกฝนวิชาสืบทอดที่แท้จริงได้ และวิชาสืบทอดแขนงนี้ก็คือวิชาดูปราณ"
หลี่กวนอีสงสัย "วิชาดูปราณงั้นหรือ?"
ท่านปู่ใหญ่ลูบเครา วิชาดูปราณเป็นวิชาสืบทอดสายตรงของสำนักหยินหยาง สำนักหยินหยางเป็นหนึ่งในสำนักที่โด่งดัง บนโลกใบนี้มีคนที่อ้างตัวว่าเป็นศิษย์ของสำนักหยินหยางมากมายราวกับขนโค บางคนก็ดูฮวงจุ้ยให้ชาวบ้าน บางคนก็ดูชะตาราศี คำนวณดวงชะตา
แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีความสามารถอะไร วิชาดูปราณที่แท้จริงนั้นสามารถดูฮวงจุ้ย ดูชะตาราศี ดูการศึกสงคราม เป็นสิ่งที่เสนาธิการของพิชัยสงครามหยินหยางจำเป็นต้องมี
แต่ของเล่นที่ดูลึกลับซับซ้อนพวกนี้ เจ้าหนูตรงหน้าไม่มีทางชอบใจแน่
ท่านปู่ใหญ่เห็นความระแวดระวังและแนวโน้มที่จะปฏิเสธบนใบหน้าของหลี่กวนอี
เจ้าหนูนี่ไม่ชอบของที่ดูงมงายไร้สาระ แล้วก็ไม่ชอบอ่านหนังสือ ความองอาจเยี่ยงวีรบุรุษเมื่อครู่นี้ ช่างเหมือนกับว่าตาเฒ่าอย่างเขาดื่มสุรามากไปจนตาฝาดไปเอง ทำอย่างไรถึงจะให้เจ้าหนูนี่สมัครใจมาเรียนวิชาดูปราณที่แสนจะยุ่งยากซับซ้อนแบบนี้ได้ล่ะ?
ซือมิ่งลูบคาง เผยรอยยิ้มออกมา "ใช่ วิชาดูปราณ"
เขาชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว เน้นย้ำทีละคำว่า
"สามารถเก็บเงินหล่นได้ร้อยเปอร์เซ็นต์!"
เต่าดำถึงกับอึ้ง
เด็กหนุ่มเอ่ยว่า "ตาเฒ่า ท่านคิดว่าข้าเป็นคนหน้าเงินแบบนั้นหรือไง?"
ซือมิ่งชะงัก
หลี่กวนอีส่ายหน้า ในแววตามีความเสียดายเล็กน้อย เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า
"เงินก็แค่มีไว้เพื่อใช้ชีวิตให้สุขสบาย ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต ท่านเข้าใจประเด็นผิดแล้ว"
ขณะที่ซือมิ่งกำลังคิดว่าตัวเองมองคนผิดไปหรือเปล่า
หลี่กวนอีกำหมัดป้องปาก กระแอมไอออกมาทีหนึ่ง ยืดหลังตรง แล้วกล่าวว่า "แต่ว่านะ ข้าคิดว่า มีวิชาติดตัวไว้หลายอย่างก็ไม่หนักหนาอะไร เรียนรู้เพิ่มอีกสักวิชาก็เป็นเรื่องดี ผู้อาวุโส ท่านว่าจริงไหมล่ะ?"
ดังนั้นท่านปู่ใหญ่จึงชี้หน้าหลี่กวนอีแล้วหัวเราะลั่น
เจ้าหนูที่น่าสนใจ!
จะมีวีรบุรุษวัยเยาว์แบบนี้ที่ไหนกัน?!
ในโลกมนุษย์ ช่างมีผู้กล้ามากหน้าหลายตา
วีรบุรุษแม้นแตกต่าง ทว่าก็มีปรากฏในทุกยุคทุกสมัย ด้วยเหตุนี้เอง เขาถึงยังไม่อยากตายตกไปฝังร่างใต้ขุนเขา
ท่านปู่ใหญ่หัวเราะร่วนดื่มสุรา เมามายไปกับโลกหล้า
วันนี้ซือมิ่งดูเหมือนจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ สุดท้ายก็ดื่มจนเมามาย หลี่กวนอีต้องประคองเขากลับไปที่พัก ชายชราใช้มือข้างหนึ่งยันกำแพงไว้ อาเจียนอยู่หน้าส้วมตั้งนานสองนาน จากนั้นก็ปวดหัวแทบระเบิด พร่ำบ่นซ้ำๆ ว่าวันหลังจะไม่ดื่มไอ้สุราสามอีแปะนี่อีกแล้ว
ผสมน้ำน้อยไป
เมาขึ้นสมอง!
เขาสอนพื้นฐานวิชาดูปราณให้หลี่กวนอี หลี่กวนอีกลับหาเหรียญทองแดงเจอสองเหรียญจริงๆ ความสุขจากการเก็บเงินได้ข้างทางนั้น มันช่างเบิกบานใจยิ่งกว่าการหาเงินมาได้เสียอีก หลังจากนั้นสองสามวันก็ผ่านไปอย่างสงบสุข จนกระทั่งถึงวันที่เจ็ด จดหมายตอบกลับจากนอกด่านหลงซีของแคว้นอิ้งก็ถูกส่งมา
ฉางซุนอู๋โฉวควบม้าตะบึงนำจดหมายฉบับนี้มาส่งถึงมือหลี่กวนอี
หลี่กวนอีถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ในที่สุดก็ตอบกลับมาเสียที
ไม่รู้ว่าคุณชายรองผู้นั้นทำอะไรสำเร็จไปบ้าง หลี่กวนอีค่อนข้างกังวลว่าคุณชายรองผู้นั้นพอเลือดขึ้นหน้าแล้วจะบุกออกไปเข่นฆ่าตรงๆ จนสุดท้ายตัวเองต้องได้รับบาดเจ็บ เขายังไม่ทันจะได้แกะจดหมายดูสถานการณ์ของคุณชายรองผู้นั้น ก็ถูกองครักษ์คนสนิทของท่านปู่เซวียเต้าหย่งตามตัวพบเสียก่อน
บอกว่าท่านปู่ใหญ่เรียกให้เขาไปที่หอสดับลม
องครักษ์มีท่าทีผิดแปลกไปจากปกติ ครั้งนี้ถึงกับยืนรออยู่ด้านข้างเลยทีเดียว
หลี่กวนอีครุ่นคิดเล็กน้อย เก็บจดหมายไว้ในอกเสื้อ แล้วเดินตามองครักษ์ผู้นั้นไป
หอสดับลมเงียบสงัด ประตูหน้าต่างปิดสนิท ตอนที่หลี่กวนอีเข้าไปในหอสดับลม ท่านปู่ใหญ่นั่งอยู่ตรงนั้น ไข่มุกราตรีส่องสว่างให้เห็นแผนที่ภูมิประเทศของใต้หล้า ชายชราจ้องมองแผนที่ใต้หล้าแผ่นนี้เขม็ง แม้แต่ตอนที่หลี่กวนอีเดินเข้ามาก็ยังไม่รู้สึกตัว
ใบหน้าเคร่งเครียด
หลี่กวนอีนั่งลงแล้ว ชายชราถึงได้หันกลับมา มองเขาแล้วกล่าวว่า "กวนอี เจ้ามาแล้วหรือ"
"ฝึกวรยุทธ์เป็นอย่างไรบ้าง?"
หลี่กวนอีไม่ได้บอกว่าเคล็ดวิชาเกาทัณฑ์เทพกรหยกบรรลุขั้นต้นแล้ว ตั้งใจว่าจะรอดูท่าทีไปอีกสักสองสามวันค่อยว่ากัน
เพียงแต่ตอบไปว่า "ก็ดีครับ"
เซวียเต้าหย่งพยักหน้า กล่าวว่า "วันนี้ได้รับข่าวสารมาว่า ใต้หล้ากำลังจะเปลี่ยนแปลงแล้ว"
หลี่กวนอีถามว่า
"ข่าวอะไรกัน ที่ทำให้ใต้หล้าถึงกับเปลี่ยนแปลงได้?"
ท่านปู่ใหญ่มองเขา เลื่อนจดหมายฉบับหนึ่งไปให้ กล่าวอย่างสั้นกระชับได้ใจความ
"ถู่อวี้หุน"
"ล่มสลายแล้ว"
"กวนอี เจ้าพอจะรู้เบาะแสอะไรบ้างหรือไม่?"