13:20:00 น.
กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง—
สิ้นเสียงออดเตรียมตัวของโรงเรียนมัธยมเป่ยอวี่ เหล่านักเรียนชายหญิงต่างพากันแหกปากกรีดร้องและผลักไสเบียดเสียดกันออกมานอกประตูโรงเรียนราวกับถูกซอมบี้ไล่ล่า
คนที่วิ่งนำอยู่ด้านหน้า แม้จะพุ่งชนเข้ากับอ้อมอกของเจ้าหน้าที่กู้ภัยแล้ว แต่ก็ยังคงหวาดผวาไม่หาย
"แดนทมิฬ!! แดนทมิฬ!!"
"อย่าขวางฉัน!!"
"ที่นี่คือแดนลับเหรอ? นี่คือข้างนอกใช่ไหม? คุณคือคนจริงๆ ใช่ไหม?!"
ภายในบริเวณโรงเรียน ครูผู้มีความรับผิดชอบกำลังจัดการอพยพ แต่ก็มีบุคลากรจำนวนไม่น้อยที่วิ่งหนีเตลิดไปไกลถึงสองช่วงถนนแล้ว
คนส่วนใหญ่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างสองประเภทนั้น พวกเขาแย่งกันขึงแนวกั้นเขตในระยะปลอดภัย
ท่ามกลางความวุ่นวาย รถ SUV สีดำรุ่นสั่งทำพิเศษของหน่วยงานคันหนึ่งก็เร่งเครื่องดริฟต์เบรกเข้ามาในเขตหวงห้าม
หลังจากจอดรถอย่างนิ่มนวล ชายแว่นดำที่นั่งอยู่ตำแหน่งคนขับก็หันไปมองผู้หญิงที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ เพื่อรอคำสั่งต่อไป
หญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสแล็กสีดำซึ่งเป็นเครื่องแบบมาตรฐานของหน่วยงาน ขนาดพอดีตัวจนน่าทึ่ง เพียงแต่แขนซ้ายของเธอเข้าเฝือกอยู่ ทั้งยังมีผ้าพันแผลผืนใหญ่คล้องคอเอาไว้ บดบังส่วนโค้งเว้าอันงดงามเกินบรรยายไปกว่าครึ่ง
เธอมีผมยาวสลวยดูเกียจคร้านราวกับหญิงที่แต่งงานแล้ว ดูเหมือนแค่รวบเป็นหางม้าลวกๆ แต่กลับขับเน้นกรอบหน้าได้พอดิบพอดี ผ่านปอยผมที่ร่วงหล่นอย่างสง่างามบริเวณขมับ ทำให้มองเห็นใบหน้างดงามและสีหน้าเบื่อหน่ายของเธอได้อย่างชัดเจน
ตอนนี้ เมื่อเห็นเหล่าเด็กนักเรียนหนีตายออกจากโรงเรียนราวกับซอมบี้บุกเมือง ในที่สุดบนใบหน้าของเธอก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง เธอยืดแขนข้างเดียวบิดขี้เกียจแล้วพูดว่า "เด็กม.ปลายผู้หญิงน่ารักกว่าเมื่อก่อนนะเนี่ย"
"อืม" ชายแว่นดำพยักหน้าเห็นด้วย
"รอให้เงียบกว่านี้หน่อยค่อยเข้าไปละกัน" หญิงสาวหาววอด
"ได้ครับ" ชายแว่นดำดึงกระจกลงมา หยิบหวีออกมา แล้วเริ่มจัดทรงผมเสยไปด้านหลังอย่างระมัดระวัง
"แคร์ภาพลักษณ์ตัวเองในสายตาเด็กม.ปลายผู้หญิงขนาดนั้นเลยเหรอ?" หญิงสาวถามด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
"ใช่ครับ" ชายแว่นดำพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ
"ก็เลยขับรถลาดตระเวนวนรอบโรงเรียนมัธยมงั้นสิ?"
"ตามนั้นครับ"
"เปล่าประโยชน์น่า ไม่ว่านายจะทำยังไงก็เป็นได้แค่ผู้ชายจากหน่วยงานที่จืดชืดเหมือนกันไปหมด เป็นเหมือนป้ายบอกทางหรือฉากหลัง ไม่มีใครชายตามองนายหรอก"
"ฮึ" ชายแว่นดำสะบัดหน้าหนี แล้วหยิบมีดโกนหนวดออกมา
"แต่ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันก็คงกลายเป็นผู้หญิงจากหน่วยงานที่จืดชืดเหมือนกันไปหมดเหมือนกันแหละ" หญิงสาวหันข้าง แนบแก้มพิงพนักพิง ตบเฝือกเบาๆ แล้วพูดว่า "บอกให้พวกนายไปขอทำตำแหน่งอื่นตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ? จะส่งเรซูเม่ไปให้บริษัทก็ได้ ขืนตามฉันมา ถ้าไม่เจอวิกฤตล้างโลกที่พันปีจะมีสักหน ก่อนตายก็คงได้แต่ลาดตระเวนรายวันแบบนี้แหละ"
"อ้อ" คนขับรถชายแว่นดำโกนหนวดไปพลางตอบรับไปพลาง
ในเวลาเดียวกัน เสียงหญิงสาวที่ดูจริงจังผิดปกติก็ดังมาจากเบาะหลัง "ผู้อำนวยการคะ สรุปรายงานเสร็จแล้วค่ะ"
"ตอนนี้เป็นหัวหน้าทีมแล้ว" หญิงสาวกดเปิดหน้าต่างรถ ยกศอกขึ้นเท้าคาง พลางกวาดสายตามองฝูงชนแล้วพูดว่า "แต่กฎยังเหมือนเดิม พูดมาแต่ประเด็นสำคัญ"
หญิงสาวมาดจริงจังที่นั่งเบาะหลังจึงเริ่มรายงาน
"สามวินาทีหลังจากแดนลับในโรงเรียนมัธยมเป่ยอวี่ปะทุขึ้น AI ตรวจจับได้จัดหมวดหมู่มันเป็น β1-2103257 และให้ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นแล้วค่ะ
"เหมือนกับการปะทุของแดนลับสามครั้งแรกในเดือนนี้ ครั้งนี้ก็เป็นแดนลับขอบเขตขนาดเล็กมาก ครอบคลุมแค่ห้องเรียนห้องเดียว
"ผู้ประสบเหตุมี 46 คน ในจำนวนนี้ 45 คนเป็นนักเรียนม.6 ห้อง 4 ส่วนอีก 1 คนเป็นครูประจำชั้น
"ทั้ง 46 คนไม่มีประวัติการฝึกเป็นกองหน้า ไม่มีประวัติการประสบเหตุแดนลับ และแน่นอนว่าไม่มีคุณสมบัติการเป็นกองหน้าค่ะ
"หนึ่งในนักเรียนเป็นญาติของกรรมการบริหารบริษัทชื่อดัง แต่เป็นญาติห่างๆ เชื่อว่าท่านกรรมการคงไม่ใส่ใจเท่าไหร่
"ต่อไปเป็นพารามิเตอร์ของแดนลับที่ประเมินไว้ค่ะ—
"ประเภทของแดนลับคือประเภทกฎเกณฑ์ ระดับความแข็งแกร่งคือ 1 เหมือนกับสามครั้งที่แล้ว ล้วนเป็นระดับต่ำสุด
"เมื่อประเมินจากศักยภาพโดยรวมของผู้ประสบเหตุ โอกาสสำเร็จในการเก็บกวาดที่ AI ให้ไว้คือ 2.7% โอกาสรอดชีวิตรายบุคคลคือ 1.4%
"แม้ว่าสถานการณ์ของแดนลับประเภทกฎเกณฑ์จะซับซ้อน แต่ความแข็งแกร่งของแดนลับแห่งนี้ต่ำมาก กองหน้าไร้บทบาทหนึ่งทีมก็เพียงพอที่จะเมินเฉยต่อกฎ แล้วใช้วิธีกำจัดผู้เป็นนายอย่างแข็งกร้าวเพื่อทำลายแดนลับได้ เพียงแต่วิธีนี้อาจทำให้สมบัติบางส่วนเสียหายไปด้วย
"เมื่อพิจารณาว่าผู้ประสบเหตุเป็นนักเรียน และสมบัติของแดนลับระดับ 1 ก็คงมีไม่มากนัก กรมความปลอดภัยแดนลับสาขาซินไห่จึงออกคำสั่งให้รวบรวมกองหน้าที่อยู่ใกล้ที่สุด เพื่อเก็บกวาดให้เสร็จสิ้นด้วยการทำลายผู้เป็นนายทิ้งค่ะ
"พี่ฮิเดโอะก็อยู่ในรายชื่อที่ถูกเรียกตัวด้วย ทางที่ดีควรรีบเข้าไปในพื้นที่ค่ะ"
"ไป!" ชายแว่นดำพูดพร้อมกับรีบยัดกรรไกรตัดขนจมูกที่ยังไม่ทันได้ใช้กลับเข้าไปอย่างรวดเร็ว
"ไม่รีบ" หญิงสาวที่นั่งเบาะข้างคนขับยังคงชื่นชมทิวทัศน์ด้านนอก เธอเบะปากเล็กน้อยแล้วพูดว่า "แดนลับประเภทกฎเกณฑ์ระดับต่ำเป็นดินแดนที่เหมาะที่สุดสำหรับเพาะต้นกล้าป่าแท้ๆ ไม่ให้เวลาพวกมันงอกเงยก็จะเผาป่าทิ้งซะแล้ว เป็นการตัดสินใจที่สวยงามของกรมความปลอดภัยอีกแล้วสินะ"
"ผู้...หัวหน้าทีมคะ ขอเตือนสักนิดนะคะ" เสียงผู้หญิงจากเบาะหลังเอ่ยเตือน "ถ้าคุณยังอยู่ในตำแหน่งเดิม คุณมีสิทธิ์สั่งให้ทีมกู้ภัยระงับการปฏิบัติงานชั่วคราวได้ แต่ก็เพราะการตัดสินใจทำนองนี้นี่แหละ พวกเราถึงได้ตกต่ำมาอยู่จุดนี้ อีกอย่าง สำหรับหน่วยงานแล้ว ความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อนการฝึกฝนกองหน้าอย่างแน่นอนค่ะ"
"เรื่องอะไรจะแน่นอนขนาดนั้น ล้วนเป็นการชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียทั้งนั้นแหละ" หญิงสาวเล่นนิ้วมือตัวเองพลางพูดว่า "เอาสี่สิบกว่าชีวิตไปแลกกับตัวประหลาดนอกคอกสักคน ถือว่าคุ้มที่จะเสี่ยง ไม่อย่างนั้นในอนาคตก็จะมีแต่กองหน้ามาตรฐานที่ถูกผลิตออกมาเป็นล็อตๆ แดนลับที่เก็บกวาดไม่ได้จะยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายทุกคนก็ต้องลงนรกไปด้วยกัน"
"ถูกต้องครับ" ชายแว่นดำพ่นสเปรย์ระงับกลิ่นปากพลางพยักหน้าหงึกๆ
"ไอ้หมาฮิเดโอะ นายอย่ามาก่อกวนนะ!" หญิงสาวมาดจริงจังที่เบาะหลังด่าจบ ก็รีบหันไปเตือนหญิงสาวที่เบาะหน้าอีกครั้ง "หัวหน้าทีมคะ คุณอย่าไปพูดเรื่องพวกนี้ต่อหน้าคนอื่นเด็ดขาดนะคะ ผู้อำนวยการสาขากำชับมาเป็นพิเศษให้ฉันคอยจับตาดูคุณไว้"
"เขากำชับว่ายังไงล่ะ?"
"ผู้อำนวยการเขา...เขาหวังให้ฉันทำหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดี คอยให้คำแนะนำเมื่อถึงเวลาจำเป็นค่ะ"
"ฉันอยากฟังคำพูดเป๊ะๆ"
"'แกช่วยจับตาดูยัยป้าบ้านั่นให้ดีๆ ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาฉันจะไล่แกออกด้วย!'"
"..."
"จำผิดค่ะ ต้องเป็น 'แกช่วยจับตาดูสาวสวยบ้านั่นให้ดีๆ'"
"พอแล้ว" หญิงสาวถอนหายใจ คว้าเสื้อโค้ตกันลมแล้วผลักประตูรถออก "ยัยป้าบ้าฉันพอรับได้ แค่เกลียดที่เขาเน้นเรื่องเพศ ฉันถึงเรียกเขาว่าไอ้แมลงวันอ้วน แทนที่จะเป็นไอ้แมลงวันตัวผู้อ้วนไงล่ะ"
สิ้นคำพูด เธอก็กระโดดลงจากรถ เสื้อโค้ตกันลมสะบัดพริ้วไปตามสายลม
"β1-2103257 เริ่มการเก็บกวาด"
...
1 นาที 07 วินาทีหลังการปะทุของ β1-2103257
ภายในแดนลับ ความตื่นตระหนกระลอกแรกค่อยๆ สงบลง ทุกคนเริ่มพยายามเปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างโทรศัพท์มือถือ หลังจากแน่ใจว่าใช้งานไม่ได้แล้วจึงเริ่มสังเกตสภาพแวดล้อม
แต่อารมณ์ที่เริ่มผ่อนคลายลงนี้ก็ถูกทำลายด้วยเสียงหนึ่งในเวลาอันรวดเร็ว
แกร๊ก—
เสียงแว่นตาร่วงกระแทกพื้นดังมาจากหน้าชั้นเรียน
เมื่อมองตามเสียงไป ก็เห็นหานชุนคุกเข่าทั้งสองข้างลงกับพื้น ดวงตาเบิกโพลงถลนออกมา มือซ้ายกุมลำคอ มือขวาพยายามล้วงเข้าไปในปากอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับต้องการจะควักอะไรบางอย่างออกมาจากหลอดอาหาร
ท่ามกลางอาการชักกระตุกและขย้อนอย่างรุนแรง น้ำตา น้ำมูก และเลือดที่ไหลทะลักจากมุมปากที่ฉีกขาดของเขาผสมปนเปกัน หยดย้อยลงสู่พื้นเป็นสาย
ขณะที่ทุกคนกำลังมองด้วยความตกตะลึง เสียง "ตึง" ก็ดังขึ้นอีกครั้ง หานชุนหมดเรี่ยวแรงล้มพับลงไปทั้งตัว คางกระแทกพื้นอย่างแรง จมลงไปในกองเมือกที่เจิ่งนองเต็มพื้น เขาพยายามดิ้นรนอย่างงุ่มง่ามราวกับหอยทาก
ทว่าเขายังคงเบิกตากว้างมองไปรอบๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย ยื่นมือซ้ายออกไปหวังจะคว้าจับใครสักคน "อ่อก...อ่อก...ช่วย...ช่วยฉันด้วย..."
วินาทีนั้น ทุกอย่างก็เงียบสงัด
ความเงียบอันน่าอึดอัดนี้คงอยู่ยาวนานถึง 5 วินาทีเต็ม
จากนั้น
"อ๊าก!!!!!"
"ตัวอะไรน่ะ!!!!"
"ไสหัวไปนะ!!!!!"
ความตื่นตระหนกระลอกที่สองถาโถมเข้ามา
ทุกคนกรูกันไปที่ประตูอย่างบ้าคลั่ง เตะหน้าต่าง พลางหันกลับไปมองหานชุนเป็นระยะเพราะกลัวว่าเขาจะคืบคลานเข้ามา
แต่ไม่ว่าจะกระแทกอย่างไรประตูก็ไม่เปิด กระจกก็เตะไม่แตก
เจิ้งรุ่ยซิงล้มลุกคลุกคลานไปคว้าถังดับเพลิงมา แล้วเงื้อมือทุบกระจก
ผู้ชายที่ตัวใหญ่กว่าต่างตาแดงก่ำ น้ำมูกไหลย้อย พุ่งชนประตูอย่างเอาเป็นเอาตาย
ผู้หญิงเองก็อยากจะทำอะไรสักอย่าง แต่สิ่งที่พอทำได้ก็ถูกผู้ชายแย่งไปหมดแล้ว พวกเธอจึงทำได้เพียงยืนร้องไห้คร่ำครวญอยู่ด้านหลัง
วินาทีนี้ ไม่มีใครจำหลักการ "สามไม่หนึ่งรอ" อะไรนั่นได้อีกแล้ว
ในเวลาเช่นนี้มีเพียงความหวาดผวา หวาดผวา และหวาดผวาเท่านั้น
แต่สำหรับหลี่ชิงหมิง สถานการณ์กลับตรงกันข้าม
ก่อนหน้านี้ ทุกๆ วันที่เขาอยู่ที่นี่ ล้วนเป็นความทรมาน
มีเพียงตอนนี้เท่านั้น ที่ในที่สุดเขาก็ได้สัมผัสถึงความงดงามของชีวิตในรั้วโรงเรียน