ท่ามกลางชีวิตประจำวันอันแสนคุ้นเคยในบ้านเกิด และในอากาศที่เต็มไปด้วยอิสระเสรีนี้ หลี่ชิงหมิงหยุดยืนชมดูสถานการณ์ชั่วครู่ เขาเริ่มสูดดมพลังงานความหวาดกลัวเข้าปอดไปสองสามอึกอย่างทั่วถึง
ผู้คนที่มีนิสัยต่างกัน ย่อมแผ่ซ่านความหวาดกลัวออกมาต่างกัน เฉกเช่นเดียวกับวัตถุดิบที่แตกต่างกัน ซึ่งมักจะให้กลิ่นหอมหวนเฉพาะตัว
ยกตัวอย่างเช่นหัวหน้าห้องผมเกรียนคนนั้น ความหวาดกลัวของเขาเหมือนกับข้าวโอ๊ตต้มที่เพิ่งตักออกจากหม้อ แม้รสชาติจะจืดชืดไร้สีสัน แต่ก็สะอาดอุดมไปด้วยสารอาหาร แถมยังมีปริมาณมากพอให้กินจนอิ่มแปล้
ส่วนเจ้าคนตัวโตหน้าโง่ที่นำทีมพุ่งชนประตูคนนั้น เปรียบเสมือนเลือดเป็ดสดๆ ที่ข้างในยังไม่สุกดี แม้หน้าตาจะดูน่าสะอิดสะเอียน แต่พอกัดแล้วมีน้ำซุปร้อนลวกพุ่งปรี๊ดออกมาก็ถือเป็นเรื่องน่าประทับใจไม่น้อย
พอมองไปข้างหลัง สิ่งมีชีวิตเพศผู้ที่ไว้ผมแสกกลางและแผ่กลิ่นเหม็นเน่าของวัยฮอร์โมนพลุ่งพล่านคนนั้น ก็เปรียบดั่งไส้หมูทอดเก้าทบที่ทอดนานไปหน่อยจนสุกเกินไป ข้างนอกไหม้เกรียมส่วนข้างใน...
หลี่ชิงหมิงพลันทำหน้าเคร่งเครียด
หาจังหวะฆ่ามันทิ้งซะดีกว่า
ข้ามของสกปรกชิ้นนั้นไป หลี่ชิงหมิงก็มองเห็นเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่แถวหลังริมหน้าต่าง ผู้ซึ่งกำลังแสร้งทำเป็นสงวนท่าที
นั่นคือฟัวกราส์เซียร์กระทะชิ้นเล็กๆ แม้เขาจะพยายามรักษาท่วงท่าอันสง่างามไว้อย่างสุดความสามารถ ทว่าแท้จริงแล้วพลังงานที่อยู่ภายในกลับพุ่งทะลุปรอทไปนานแล้ว ตามหลักการนี่คือวัตถุดิบชั้นเลิศ ทว่ามันกลับอมน้ำมันมากเกินไป ไม่เพียงแต่จะเลี่ยนเท่านั้น หากกินมากไปอาจทำให้โง่ลงได้ แค่ชิมพอเป็นออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อยก็พอ
ส่วนผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างหน้าเขาซึ่งรีบเปลี่ยนมาใส่กระโปรงก่อนวัยอันควรคนนั้น เธอคือไอศกรีมที่หลี่ชิงหมิงเกลียดที่สุด น่าเสียดายกลิ่นทุเรียนนี่ชะมัด ถ้าเอาไปทำเป็นลูกอมฮาร์ดแคนดี้คงจะดีกว่านี้เยอะ
หลังจากดูดซับความหวาดกลัวไปรอบหนึ่งอย่างง่ายๆ หลี่ชิงหมิงก็หันขวับไปยังอาหารจานหลักระดับไฮไลต์ของงานด้วยความอดกลั้นอย่างถึงที่สุด
หางม้าเบี้ยว หางม้าเบี้ยว แล้วก็หางม้าเบี้ยว
อาหารเรียกน้ำย่อยทั้งหมดล้วนเป็นเพียงสิ่งปูทางให้เธอ หมู่มดาวทั้งมวลล้วนหม่นหมองไร้แสงเมื่อเทียบกับเธอ
อา
เดี๋ยวก่อน...
ทำไมถึงสัมผัสพลังงานความหวาดกลัวของเธอไม่ได้แล้วล่ะ?
ช็อกจนสลบไปแล้วเหรอ?
ฉันไม่อนุญาต!
หลี่ชิงหมิงรีบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก้าวฉับๆ ตรงเข้าไปหา แล้วใช้มือเคาะโต๊ะของจี๋เสี่ยวเสียงอย่างแรง
"ถ้าสลบไป เธอจะตายแบบศพไม่สวยนะ" เขาพูดด้วยความหวังดี "ตั้งสติหน่อย"
จี๋เสี่ยวเสียงสะดุ้งเฮือกตัวสั่นงันงกในพริบตา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาอย่างเหม่อลอยพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นเบ้า
'คนคนนี้ใจร้ายเกินไปแล้ว ฉันกำลังจะสลบอยู่รอมร่อเชียว...
'ในที่สุดก็มาจนได้ คนที่จะมาให้กำลังใจฉันก็มาจนได้...
'เอ๊ะ... ทำไมถึงเป็นคุณหมอฮันนิบาลล่ะ?
'เขาเกลียดพวกพลังบวกที่สุดไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงเป็นคนแรกที่มาให้กำลังใจฉัน...
'เดี๋ยวก่อน... สายตาของเขา... ดูยังไงก็เหมือนคนกำลังหิวจัดชัดๆ...
'แถมยังเป็นความหิวแบบ... มีของอร่อยอยู่ตรงหน้า แต่ต้องฝืนข่มใจเอาไว้ค่อยกินทีหลัง...
'อา เข้าใจแล้ว...
'คุณหมอฮันนิบาลมั่นใจแล้วสินะว่าตัวเองหลุดเข้ามาอยู่ในดินแดนไร้กฎหมาย ในที่สุดก็ปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบออกมาแล้ว...'
'ยังไงก็... ขอบคุณเขาก่อนก็แล้วกันที่เตือน...'
จี๋เสี่ยวเสียงเอาแต่จ้องมองหลี่ชิงหมิงอย่างเหม่อลอย ปากก็ส่งเสียงอู้อี้พยายามจะพูดอะไรบางอย่าง
!
ทว่าในไม่ช้าใบหน้าของเธอก็แข็งค้าง เมื่อค้นพบปัญหาที่ร้ายแรงเข้าอย่างหนึ่ง
'ไม่... ไม่ได้พูดมานานเกินไป... เลยลืมไปนิดหน่อยว่าต้องพูดกยังไง...
'ฮือๆๆ... น่าอายจัง...
'ทำแบบนี้มันจะดูเป็นการไม่เคารพคุณหมอฮันนิบาลเกินไปหรือเปล่านะ
'รีบพยายามร้องไห้หน่อยสิ...
'เอ่อ... กลัวเกินไปจนร้องไม่ออกซะงั้น...
'งั้นก็ดิ้นรนตามมารยาทสักหน่อยละกัน...
'แต่ไม่มีแรงเลยสักนิด...
'แต่ถ้าเอาแต่นอนนิ่งเป็นศพอยู่แบบนี้ คุณหมอฮันนิบาลคงจะหมดสนุกแน่ๆ...
'ฮือๆๆ... คุณหมอฮันนิบาลยังมองฉันอยู่เลย...
'แย่แล้วๆ... เขากำลังรอให้ฉันตอบ... ไม่ใช่แค่ก้มหน้าทำเสียงอู้อี้แล้วจะเนียนผ่านไปได้แล้วล่ะ!'
ซู่— ซู่— ซู่—
วินาทีนี้ พลังงานความหวาดกลัวที่เปรียบดั่งน้ำพุน้ำผึ้งพวยพุ่งออกมาจากหางม้าเบี้ยวอีกครั้ง
หลี่ชิงหมิงถึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก
หางม้าเบี้ยวนับเป็นอาหารเลิศรสที่สวรรค์ประทานมาให้ แตกต่างจากอาหารจานดาดๆ พวกนั้นอย่างสิ้นเชิง
เพียงแต่สภาพจิตใจของเธอดูเปราะบางมาก หากยังคงผลิตพลังงานออกมาอย่างหนักหน่วงเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าสติสัมปชัญญะของเธออาจจะพังทลาย และมีความเสี่ยงที่จะกลายพันธุ์เป็นสิ่งมีชีวิตในแดนลับได้
เพื่อกำลังการผลิตความหวาดกลัวที่ยั่งยืน เขาต้องช่วยให้เธอใจเย็นลงก่อน
เฉกเช่นเดียวกับผึ้งที่ในขณะเก็บน้ำหวาน ก็จะช่วยผสมเกสรดอกไม้ไปด้วย
หลี่ชิงหมิงผู้กำลังดื่มด่ำกับน้ำผึ้งแห่งความหวาดกลัว ก็จำต้องรับประกันว่าหางม้าเบี้ยวจะเติบโตอย่างแข็งแรงและมีสุขภาพดีเช่นกัน
เขาไม่รอช้า รีบลากเก้าอี้ของตัวเองมา แล้วทรุดตัวลงนั่งอย่างขึงขัง
ท่ามกลางเสียงลมหวีดหวิว หลี่ชิงหมิงเปรียบเสมือนกำแพงยักษ์สีดำทะมึนที่ขวางกั้นระหว่างจี๋เสี่ยวเสียงกับคนอื่นๆ ทั้งหมด
"ฉันจะพาเธอไปด้วย และขอรับรองว่าเธอจะต้องตายก่อนฉันเท่านั้น" เขากล่าวเช่นนั้น
จี๋เสี่ยวเสียงที่ใกล้จะสลบเหมือดสะดุ้งโหยงอีกครั้ง
จากนั้น เธอก็หลบสายตาของหลี่ชิงหมิงอย่างหวาดหวั่น ค่อยๆ บิดตัวหันหน้าเข้าหากำแพงทีละนิด
'แย่แล้ว คุณหมอฮันนิบาลจ้องตาเป็นมันเลย
'ท่าทางแบบนี้ น้ำเสียงแบบนี้ มันไม่ใช่แค่ความหิวธรรมดาๆ แล้วล่ะ...
'นี่มันพฤติกรรม...
'หวงของกินชัดๆ!
'แต่คำพูดที่เขาเพิ่งพูดออกมา... มันก็ถือเป็นคำสัญญาอย่างหนึ่ง สัญญาว่าจะปกป้องฉันไปตลอดรอดฝั่ง...
'ฉันมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย แถมยังกินจุเป็นพิเศษ จะเลือกตัวถ่วงทั้งทีก็ยังอุตส่าห์เลือกตัวที่หนักที่สุดอีกเหรอ...
'เอ๊ะ... เดี๋ยวก่อน...
'คุณหมอฮันนิบาลพาฉันไปด้วย และฉันจะต้องตายก่อนคุณหมอฮันนิบาลเท่านั้น...
'สรุปก็คือฉันเป็น...
'เสบียงฉุกเฉินสินะ!
'ถึงจะฟังดูโหดร้ายไปหน่อย แต่นี่ก็เป็นความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวแล้วล่ะ มันสมเหตุสมผลสุดๆ จนหาข้อบกพร่องไม่เจอเลย
'อืม... พอคิดตกแล้ว จู่ๆ ก็รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อยแฮะ...
'กลายเป็นคนที่มีคุณค่าขึ้นมาแล้วสิ!'
เมื่อคิดได้เช่นนี้ จี๋เสี่ยวเสียงก็รู้สึกสงบใจลงอย่างน่าประหลาด อาการสั่นเทาก็ค่อยๆ ทุเลาลง
ทางด้านหลี่ชิงหมิง เมื่อเห็นว่าอัตราการไหลของพลังงานความหวาดกลัวเริ่มคงที่ ตัวเขาเองก็ยิ่งดูใจดีมีเมตตาและเป็นมิตรมากขึ้น
เพื่อรักษาสภาพจิตใจของหางม้าเบี้ยวให้แข็งแรง เขาจึงเริ่มอธิบายราวกับเป็นไกด์ทัวร์ผู้สูงอายุว่า
"โดยทั่วไปแล้ว กลุ่มคนที่เผชิญกับแดนลับจะเกิดความตื่นตระหนกสี่ระลอก
"ระลอกแรกคือตอนที่แดนลับปะทุขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็สงบลงไปพอสมควรแล้ว
"ระลอกที่สองคือตอนที่สัตว์ประหลาดปรากฏตัว ฉันคิดว่าก็คือตอนนี้นี่แหละ ดูหานชุนสิ เขายัดมือเข้าไปในคอทั้งมือแล้ว ส่วนเรื่องหน้าฉีกหรือขากรรไกรค้าง นั่นก็ไม่ใช่บาดแผลถึงตายอะไรหรอก
"ส่วนความตื่นตระหนกระลอกที่สาม มักจะเกิดขึ้นตอนที่มีคนตายเป็นครั้งแรก บางครั้งก็อาจจะมาก่อนระลอกที่สอง พวกเราจะดำเนินไปตามขั้นตอนไหน ก็ขึ้นอยู่กับผลงานของหานชุนแล้วล่ะ
"ระลอกที่สี่ ซึ่งก็คือระลอกสุดท้าย จะเกิดขึ้นเมื่อทุกคนมั่นใจแล้วว่าแดนลับนี้ไม่มีทางแก้ไขได้ และเกิดการพังทลายทางจิตใจหมู่
'เริ่มแรกก็จะมีคนเสียสติไปสักคนสองคน จากนั้นมันก็จะลุกลามเหมือนไฟลามทุ่ง คนแล้วคนเล่าจะตกอยู่ในความบ้าคลั่ง และกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตในแดนลับไปทีละก้อนๆ
"คนนอกวงการเรียกสิ่งนี้ว่า 'วงแตก' แต่ศัพท์เทคนิคที่ถูกต้องคือ— ปฏิกิริยาลูกโซ่แห่งความตื่นตระหนก"
"ฉันไม่รู้ว่าจินตนาการของเธอเป็นยังไง แต่ยังไงซะ มันก็สิ้นหวังยิ่งกว่าฉากที่สิ้นหวังที่สุดเท่าที่เธอจะจินตนาการได้ถึงสิบเท่า
"ฉันสามารถเอาชีวิตรอดไปจนถึงตอนนั้นได้ แต่ก็รับประกันไม่ได้ว่าจะเคลียร์แดนลับนี้ได้สำเร็จ
"ดังนั้น หากต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตายอย่างแน่นอนจนแม้แต่ฉันก็ควบคุมไม่ได้ และเกิดภาพเหตุการณ์ที่เธอถึงกับยอมควักลูกตาตัวเองทิ้งดีกว่าจะต้องทนดู—
"ฉันสามารถช่วยจบชีวิตเธอให้โดยปราศจากความเจ็บปวดใดๆ ได้นะ"
ภายใต้การล้างบาปด้วยชุดคำพูดอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ จี๋เสี่ยวเสียงก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว จนถึงขั้นนึกออกแล้วว่าต้องพูดยังไง
"จบชีวิต... โดยปราศจากความเจ็บปวด... จริงเหรอคะ?" เธอถามอย่างเลื่อนลอย
หลี่ชิงหมิงขมวดคิ้ว "เธอกำลังกังขาในความเป็นมืออาชีพของฉันงั้นเหรอ?"
"...เอ๊ะ... ไม่ค่ะ ไม่..." จี๋เสี่ยวเสียงรีบก้มหน้าลงด้วยความลุกลี้ลุกลน บิดนิ้วมือไปมาพลางกล่าว "ฉัน... ฉันพูดไม่ค่อยเก่ง... เอ้อ... คุณจะจบชีวิตฉันตอนนี้เลยก็ได้นะ... ถือเป็นการช่วยให้ฉันรอดพ้นจากการกลายเป็นตัวประหลาด แถมยังช่วยให้ฉันเจ็บปวดน้อยลงด้วย ฉันไม่โทษคุณหรอก..."
สำหรับคำขอร้องเช่นนี้ หลี่ชิงหมิงกลับไม่รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อย
เขายกมือขึ้นด้วยท่าทีขึงขัง ดึงหางม้าเบี้ยวของเธอเบาๆ แล้วใช้นิ้วชี้แตะที่หน้าผากของตัวเอง
"ฉันบอกแล้วไง ว่าเธอจะต้องตายก่อนฉันเท่านั้น" เขากล่าว
จี๋เสี่ยวเสียงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มแห้งๆ แล้วก้มหน้าลง
'จริงด้วยสิ ในฐานะเสบียงฉุกเฉิน... การรักษาความสดใหม่คือสิ่งสำคัญที่สุดนี่นา!
'แม้จะเป็นเพียงคำพูดไม่กี่คำ แต่ก็สัมผัสได้ถึงความรับผิดชอบและเป็นมืออาชีพของคุณหมอฮันนิบาลแล้วล่ะ
'เชื่อว่าปรมาจารย์ในวงการอย่างเขา จะต้องรักษาสัญญา และมอบจุดจบอันสงบสุขให้กับฉันได้อย่างแน่นอน
'ไชโย จู่ๆ ก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาแล้วสิ...
'ฉันเองก็ต้องพยายามแสดงคุณค่าของตัวเองให้คุณหมอฮันนิบาลเห็นบ้างแล้ว...'
เมื่อคิดได้ดังนั้น จี๋เสี่ยวเสียงก็หันขวับกลับมาอย่างแข็งทื่อ ฝืนยิ้มและพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ความจริงแล้ว... ฉันน่ะ... ฉัน ฉัน... ถึงฉันจะตัวเตี้ย แต่ฉันก็อ้วนนะ เนื้อหนังมังสาไปกองอยู่ในที่ที่มองไม่เห็นหมดเลย!"
"อย่าดูถูกตัวเองสิ" หลี่ชิงหมิงกลืนน้ำลายอึกหนึ่งแล้วกล่าว "ความอร่อย... ความยอดเยี่ยมของเธอมันไม่เกี่ยวกับรูปร่างหรอก"
"อา... ฮะๆ..." จี๋เสี่ยวเสียงก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกหงุดหงิดตัวเองเล็กน้อย
'ฉันกะเกณฑ์ระดับการสนทนาไม่ถูกอีกตามเคย ทำให้คนอื่นต้องลำบากใจอีกแล้ว...
'โชคดีที่คุณหมอฮันนิบาลไม่เพียงแต่พูดจาติดตลก แต่เขายังเป็นคนซื่อสัตย์ ไม่ปิดบังสถานะของฉันเลยแม้แต่น้อย
'มีเขาขวางอยู่ตรงนี้ คนอื่นๆ ก็คงไม่กล้ามาให้กำลังใจฉันแล้วล่ะ...'
'อา โล่งอกไปที ในที่สุดก็โล่งอกแล้ว...'
"ตกลงไหม?" หลี่ชิงหมิงเอ่ยถาม
"อื้ม!" จี๋เสี่ยวเสียงหลับตาปี๋พยักหน้าหงึกๆ "ต้อง... รบกวนคุณด้วยนะคะ!"