ซูฉีออกปากยอมรับต่อหน้าธารกำนัลว่าตนสู้เขาไม่ได้ และอยากจะขอคบหาเป็นสหาย
เหอสวี่เองก็ยอมจำนนโดยดุษณี
สร้างสรรค์บทกวีขั้นเทพอย่าง ‘ขึ้นหอหงเยี่ยน’ และ ‘รำพันหลิว’ ออกมาได้ถึงสองบท!
จาก ‘เจี่ยเซ่าผู้ไร้ภูมิความรู้’ สู่ ‘เจี่ยเซ่ายอดกวีเอกแห่งยุค’ เพียงชั่วเวลาจิบชา เขาก็พลิกสถานการณ์จากหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างสะท้านฟ้า!
เจี่ยเซ่าประสบความสำเร็จในการสร้างชื่อเสียงโด่งดังขจรขจายไปทั่ว ก่อนที่งานชุมนุมกวีแห่งลั่วหยางจะเริ่มขึ้นเสียอีก!
เหล่าบัณฑิตนับร้อยนับพันในวันนี้ ล้วนจดจำชื่อนี้ได้ขึ้นใจ
กระทั่งหอมู่ตานในยามนี้ ก็ดูไม่เหมือนสถานที่จัดงานชุมนุมกวีชมบุปผาแห่งลั่วหยางเลยสักนิด
แต่มันเหมือนงานเฉลิมฉลองเพื่อ ‘เชิดชูเจี่ยเซ่า’ เสียมากกว่า!
เอาล่ะ ตอนนี้ทุกคนต่างรู้ซึ้งแล้วว่า...
เจี่ยเซ่านั้นร้ายกาจสุดๆ!
ทว่าก็อดไม่ได้ที่จะถูกกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา
ว่าแท้จริงแล้ว เจี่ยเซ่ามีหน้าตาเป็นเช่นไรกันแน่!
หลังจากซูฉีกล่าวจบได้ไม่นาน ภายในหอมู่ตานก็มีเสียงฝีเท้าก้าวเดินอย่างไม่ช้าไม่เร็วดังแว่วมา
ออกมาแล้ว!
เหล่าบัณฑิตนับพันที่อยู่ในลานต่างเบิกตากว้าง
ณ ท้ายสุดของฝูงชน
ฮูหยินเฒ่าชุยเองก็อดไม่ได้ที่จะเขย่งปลายเท้า ชะเง้อมองเข้าไปในหอมู่ตานด้วยความอยากรู้อยากเห็น
นั่นเป็นเพราะ ‘เหล่าสาวกของเจี่ยเซ่า’ ยกยอเขาเสียจนดูศักดิ์สิทธิ์เกินไป ทุกคนจึงแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้ยลโฉมของ ‘ยอดกวีเอกแห่งยุค’ ผู้นี้!
และเจี่ยเซ่าก็ไม่ได้ทำให้ความคาดหวังของมหาชนต้องสูญเปล่า
ภายใต้สายตานับไม่ถ้วนที่จ้องมองมาด้วยความตื่นตะลึง เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสีแดงสด ผิวพรรณขาวผ่องหล่อเหลา ดุจหยกที่ได้รับการสลักเสลาอย่างดี ก็เดินทอดน่องออกมาจากหอมู่ตาน
เบื้องหลังเด็กหนุ่มชุดแดง
มีจ้าวเหิงผู้เป็นจือฝู่ และฉีต้งเหลียงผู้เป็นถงจือ สองขุนนางท้องถิ่นคอยเดินขนาบซ้ายขวา
วิธีการปรากฏตัวเช่นนี้ช่างเจิดจรัสสะดุดตาเสียจนผู้คนต้องเดาะลิ้นด้วยความตกตะลึง
คาดว่าเมื่องานในวันนี้จบลง ชื่อของเจี่ยเซ่าจะต้องโด่งดังไปทั่วทั้งเมืองลั่วหยางด้วยความเร็วสูงสุดอย่างแน่นอน!
วีรกรรมที่เรียกได้ว่าเป็นตำนานของเขาเช่นนี้ ย่อมกลายเป็นหัวข้อสนทนาชั้นดีโดยธรรมชาติอยู่แล้ว!
มีเพียงฮูหยินเฒ่าชุยที่อยู่ท้ายฝูงชนเท่านั้น ที่ถึงกับยืนอึ้งไปเลยเมื่อได้เห็นหน้า ‘เจี่ยเซ่า’ ชัดๆ
เดี๋ยวสิ ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่เดือน หลานชายตัวดีของข้าเปลี่ยนชื่อไปแล้วหรือ?
มิน่าล่ะ!
มิน่าเล่า เจี่ยเซ่าผู้นี้ถึงได้ทั้งแต่งกวี ทั้งทำให้อัจฉริยะหาตัวจับยากต้องยอมจำนนต่อหน้า
ที่แท้ก็หลานชายตัวดีของข้านี่เอง
ทุกอย่างฟังดูสมเหตุสมผลขึ้นมาในพริบตา!
หากเป็นเมื่อก่อน ฮูหยินเฒ่าชุยคงต้องพุ่งเข้าไปถามให้รู้เรื่องแน่
แต่ตอนนี้ นางกลับตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว... การที่หลานชายทำเช่นนี้ ย่อมต้องมีเหตุผลของเขา!
ในเมื่อเขาบอกว่าตัวเองชื่อเจี่ยเซ่า เขาก็คือเจี่ยเซ่า!
แต่ปัญหาคือ พอหวนนึกถึงบทความเรื่อง ‘เจี่ยเซ่า บุคคลจอมหลอกลวงอันดับหนึ่งแห่งงานชุมนุมกวีลั่วหยาง’ ที่ตัวเองเป็นคนเขียน ฮูหยินเฒ่าชุยก็รู้สึกหน้ามืดขึ้นมาทันที
ใบหน้าของนางแดงก่ำด้วยความอับอาย
นางยังอุตส่าห์คิดจะปั้นหนังสือพิมพ์ ‘ข่าวบุปผาตงตู’ ให้โด่งดัง เพื่อจะได้อวดเบ่งต่อหน้าหลานชายเสียหน่อย
ผลปรากฏว่าแม่เจ้าประคุณเอ๊ย ดันสร้างเรื่องงามหน้าเสียได้!
ดันไปด่าหลานชายตัวเองเสียยับเยิน!
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฮูหยินเฒ่าชุยก็รีบยกมือปิดหน้าก้มศีรษะลง แล้วหันไปเอ่ยกับหลงจู๊และลูกจ้างด้านหลังอย่างร้อนรน “เร็วเข้าๆ พวกเรากลับกันก่อน!”
หา?
พวกบรรดาลูกจ้างโรงพิมพ์ยังอยากจะเห็นหน้าเจี่ยเซ่าอยู่เลย
พอได้ยินฮูหยินเฒ่าชุยกล่าวเช่นนั้น ก็พากันงุนงงไปตามๆ กัน
ทว่าก็ทำได้เพียงเดินตามเถ้าแก่เนี้ยออกไปอย่างมึนงงและแสนจะเสียดาย
โชคดีที่วันนี้ในงานมีคนเยอะ การหลบฉากของพวกฮูหยินเฒ่าชุยจึงไม่ได้ดึงดูดความสนใจใดๆ
กระทั่งชุยเซี่ยนเองก็ยังไม่สังเกตเห็น
เพราะความสนใจทั้งหมดของเขาในยามนี้ จดจ่ออยู่แต่กับซูฉี
ท่ามกลางสายตาของฝูงชน
เจี่ยเซ่าในชุดแดงเดินออกจากหอมู่ตาน เขามองซูฉีพลางอมยิ้ม “ก็แค่การประลองฝีมือกันเท่านั้น แพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดา จะเอาคำว่าสวะมาจากที่ใดกัน?”
กล่าวจบ
เขาก็เลียนแบบน้ำเสียงของซูฉีก่อนหน้านี้ แล้วเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ข้าคือเจี่ยเซ่า ข้าไม่เห็นด้วยที่ซูฉีเรียกตัวเองว่าสวะ เจ้าควรจะเรียบเรียงคำพูดเสียใหม่นะ เพราะว่า...”
“อัจฉริยะผู้โอหังที่ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้าอย่างซูฉี ไม่เคยมีอะไรเกี่ยวข้องกับคำว่าสวะเลยแม้แต่น้อย”
“หากเจ้ากล้าพูดว่าซูฉีเป็นสวะอีกแม้แต่คำเดียว ข้าเจี่ยเซ่าผู้นี้ จะเป็นคนแรกที่ไม่ยอมปล่อยเจ้าไว้แน่!”
เพียงคำพูดง่ายๆ ไม่กี่ประโยคนี้ กลับทำให้ดวงตาของซูฉีรื้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ในวัยสิบเจ็ดปี แม้เขาจะเย่อหยิ่งจองหองไปบ้าง ทว่าหลายปีมานี้ เขาไม่เคยพ่ายแพ้ให้ใครมาก่อน
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาต้องปลอบประโลมจิตใจตัวเองไปมากเท่าใด กว่าจะกล้าก้าวออกมาเผชิญโลกภายนอกอีกครั้ง
การยอมรับต่อหน้าธารกำนัลว่าตนเองสู้คนอื่นไม่ได้ สำหรับเขาแล้ว มันต้องใช้ความกล้าหาญมหาศาลเลยทีเดียว!
ยามนี้ เมื่อได้ฟังคำพูดของเจี่ยเซ่า ซูฉีก็รู้สึกจากใจจริงว่า...
พ่ายแพ้ให้แก่คนตรงหน้า ซูฉีผู้นี้ยอมรับโดยดุษณี!
ด้วยเหตุนี้
ซูฉีสูดลมหายใจเข้าลึก ข่มน้ำตาที่หางตาเอาไว้ แล้วเผยรอยยิ้มเจิดจ้าอย่างเปิดเผยและโอหังอีกครั้ง “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อัจฉริยะผู้โอหังที่ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้าอย่างซูฉี ก็พร้อมที่จะคบหาเป็นสหายกับเจี่ยเซ่าอย่างเจ้าแล้ว”
“ข้าขอเตือนให้เจ้าอย่าได้เล่นตัว รีบๆ ตกลงเสียเถอะ”
ชุยเซี่ยนก้าวยาวๆ เข้าไปหา พลางยื่นหมัดออกไปพร้อมรอยยิ้ม “สหายอย่างเจ้า ข้าขอคบด้วย!”
ซูฉีหัวเราะร่วน แล้วรีบยื่นหมัดออกไปชนตอบ
เด็กหนุ่มที่ยังเยาว์วัยและเจิดจรัสพอกันทั้งสองคน ชนหมัดกันท่ามกลางสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วนที่ร่วมเป็นสักขีพยาน
ความบาดหมางในวันวานปล่อยให้ปลิวหายไปกับสายลม
นับจากวันนี้ไป พวกเราคือสหายกัน!
ด้านข้าง
เหอสวี่มองดูด้วยความอิจฉา ทว่าเขาอายุยังน้อย ท้ายที่สุดก็ยังมีความขวยเขินอยู่บ้าง จึงไม่กล้าเอ่ยปากว่าตนเองก็อยากจะขอคบเป็นสหายด้วยเช่นกัน
จึงทำได้เพียงยิ้มกล่าว “น่าเสียดาย ยามนี้ควรจะได้ดื่มร่วมกันสักจอก ถึงจะนับเป็นการเฉลิมฉลองมิตรภาพของศิษย์พี่ทั้งสองได้”
ซูฉีกลับมาโอหังเหมือนวันวานอีกครั้ง เขาเลิกคิ้วมองเหอสวี่ “แล้วเจ้าเป็นใครอีกล่ะ?”
จิ๊
ชุยเซี่ยนถึงกับพูดไม่ออก
เหอสวี่ประสานมือคารวะ “ศิษย์พี่ซู ผู้น้อยเหอสวี่”
ซูฉีมองเหอสวี่ด้วยความประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้ตอบกลับในทันที
ชุยเซี่ยนถลึงตาใส่ซูฉีไปทีหนึ่ง
ซูฉีถึงได้ประสานมือตอบเหอสวี่อย่างเสียไม่ได้ “ที่แท้ก็ศิษย์น้องเหอนี่เอง ได้ยินชื่อเสียงมานาน! ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ควรจะร่วมดื่มด้วยกัน เพื่อคารวะให้แก่การพานพบที่ลั่วหยางในครั้งนี้!”
ล้วนเป็นยอดกวีเอกที่ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้า ก่อนหน้านี้ย่อมต้องเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของอีกฝ่ายมาบ้างแล้ว
ทว่ากลับไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน
วันนี้ได้มาพบกัน ก็สมควรที่จะ ‘คารวะให้แก่การพานพบ’ แล้วมิใช่หรือ!
เบื้องหลังของทั้งสามคน
จ้าวเหิง จือฝู่แห่งลั่วหยางหัวเราะฮ่าๆ พลางเอ่ย “พวกท่านล้วนเป็นยอดกวีแห่งยุคที่เปี่ยมไปด้วยความรู้ การที่ยอมให้เกียรติมาเยือนลั่วหยาง นับเป็นเกียรติของข้า และเป็นเกียรติของงานชุมนุมกวีแห่งลั่วหยางอย่างแท้จริง!”
ฉีต้งเหลียง ถงจือแห่งลั่วหยางก็หัวเราะเช่นกัน “ข้ากับใต้เท้าจ้าว ได้จัดเตรียมงานเลี้ยงสุราลอยน้ำไว้ที่ศาลาเจ๋อเซียน ในสวนจินกู่แห่งอุทยานมู่ตาน นอกจากพวกท่านทั้งสามแล้ว ยังมียอดกวีเอกอีกหลายท่าน คาดว่าป่านนี้คงไปรออยู่ที่ศาลาเจ๋อเซียนแล้ว”
“งานชุมนุมกวีมู่ตานอันยิ่งใหญ่ในวันนี้ ข้ากับใต้เท้าจ้าวขอเป็นผู้แนะนำให้ยอดกวีทุกท่านได้ทำความรู้จักกัน ในงานเลี้ยง ย่อมต้องดื่มด่ำกันให้เต็มที่ เพื่อคารวะให้แก่การพานพบในครั้งนี้!”
นี่สิถึงจะดูเหมือนรูปโฉมที่แท้จริงของงานชุมนุมกวีมู่ตาน
ไม่ใช่การที่คนกลุ่มหนึ่งมารวมตัวกัน แล้วตะโกนด่าทอให้ใครบางคนไสหัวออกไปจากหอมู่ตาน ราวกับเป็นเรื่องตลกขบขันของเด็กเล่น
ชุยเซี่ยนประสานมือคารวะจ้าวเหิงและฉีต้งเหลียง พลางเอ่ยยิ้มๆ “ใต้เท้าทั้งสอง เชิญขอรับ”
ดังนั้น
จ้าวเหิงและฉีต้งเหลียงจึงเดินนำไปด้านหน้า
ชุยเซี่ยน ซูฉี และเหอสวี่ ทั้งสามคนเดินตามไปพร้อมกับรอยยิ้ม
พวกอดีตคนชังอย่างฉีซือหย่วน ตลอดจนจางถิงอวี้และคนอื่นๆ ต่างตื่นเต้นเดินตามไปติดๆ
บัณฑิตเกือบพันคนที่รุมประณามเจี่ยเซ่าอยู่ในลาน ถูกพวกเขาเมินเฉยไปโดยปริยาย
ทว่าตั้งแต่การปรากฏตัวอันน่าตื่นตะลึงของเจี่ยเซ่า ไปจนถึงการ ‘คบหาเป็นสหาย’ กับซูฉี ท่าทีอันสง่างามและสุขุมเยือกเย็นนั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้เหล่าบัณฑิตนับพันในงานต้องรู้สึกละอายใจ และยอมรับว่าตนเองสู้ไม่ได้!
เจี่ยเซ่าผู้นี้ ช่างเป็นอัจฉริยะหาตัวจับยากที่คู่ควรจะนำไปเปรียบเทียบกับซูฉีอย่างแท้จริง!
ซ้ำยังเอาชนะซูฉีได้เสียด้วย!
ด้วยเหตุนี้
กลุ่มบัณฑิตที่เคยรุมประณามเจี่ยเซ่า หลังจากมองหน้ากันด้วยความอับอายแล้ว ก็พากันเดินตามไปเงียบๆ ด้วยความรู้สึกผิด
แน่นอนว่า สิ่งที่ทุกคนคิดอยู่ในใจก็คือ...
สมควรตายนัก! พวกเรานี่มันสมควรตายจริงๆ!
ถึงกับกล้าใช้คำพูดเลวร้ายด่าทออัจฉริยะตัวจริง ซ้ำยังไปบีบบังคับให้เขาไสหัวออกจากห้องอักษรเจี่ยหมายเลขหนึ่งของหอมู่ตานอีก!
ไม่ได้การแล้ว หลังจากนี้จะต้องหาโอกาสที่เหมาะสม เพื่อขอขมาศิษย์พี่เจี่ยเซ่าให้จงได้!
อีกด้านหนึ่ง
ณ ใจกลางอุทยานมู่ตานพื้นที่นับร้อยหมู่ สวนจินกู่
ศาลาเจ๋อเซียน
ดอกมู่ตานนับพันต้นบานสะพรั่งแข่งกัน พันธุ์เว่ยจื่อและเหยาหวงงดงามดั่งผ้าแพรพรรณปูลาด พันธุ์สีขาวก็บริสุทธิ์ผุดผ่องดั่งเกล็ดหิมะจับตัวเป็นน้ำค้างแข็ง
ภายในสวนมีการชักนำน้ำไหลให้กลายเป็นลำธารคดเคี้ยว ริมธารนำหินมาซ้อนทับกันเป็นภูเขาจำลอง ศาลาพักกระโจมเร้นกายอยู่กึ่งกลางดงไม้ดอก
ศาลาทรงโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางทะเลดอกมู่ตานและทิวทัศน์ภูเขาสายน้ำ ผุดขึ้นมาจากท่ามกลางมวลหมู่บุปผาหลากสีสัน ดูงดงามวิจิตรตระการตายิ่งนัก
ปลายฤดูใบไม้ผลิในเดือนสี่ มู่ตานเมืองลั่วหยางกำลังบานสะพรั่ง ท้องฟ้าสว่างสดใส สายลมโชยกลิ่นหอมกรุ่นชวนให้เคลิบเคลิ้ม
รอบศาลาเจ๋อเซียนแห่งนั้น ชายคาหกเหลี่ยมแขวนกระดิ่งทองแดง ใต้กระดิ่งประดับด้วยโคมหลิวหลี่รูปดอกมู่ตาน
ยามสายลมพัดผ่าน โคมหลิวหลี่ก็แกว่งไกวไปตามลม กระดิ่งทองแดงส่งเสียงดังกังวานใส
ไพเราะเสนาะหูเป็นพิเศษ
ภายในศาลา จัดเตรียมงานเลี้ยงสุราลอยน้ำเอาไว้
ลำธารใสเก้าโค้งไหลวนรอบแท่นหินหยกขาว ในน้ำมีจอกศิลาดลรูปใบบัวลอยอยู่ จอกนั้นวางอยู่บนเรือไม้จันทน์ลำน้อย บรรทุกสุราอาหารลอยล่องไปตามกระแสน้ำ
กระแสน้ำใสไหลริน
ฝั่งซ้ายของลำธารคือมู่ตานพันธุ์ ‘มังกรเขียวหมอบสระน้ำหมึก’ กลีบสีม่วงเกสรสีทอง ฝั่งขวาคือพันธุ์ ‘หยางเฟยเมามาย’ กลีบสีชมพูชุ่มหยาดน้ำค้าง ดุจดั่งพวงแก้มแดงระเรื่อของหญิงงาม
สมแล้วที่เป็น ‘งานชุมนุมกวีมู่ตานแห่งลั่วหยาง’ ช่างเผยให้เห็นถึงคำว่า ‘สุนทรีย์’ ได้อย่างหมดจดงดงาม
เมื่อทอดสายตามองออกไปนอกศาลาเจ๋อเซียน ก็จะเห็นทะเลดอกไม้อันตระการตา
ทว่าภายในศาลาเจ๋อเซียน
เด็กหนุ่มวัยเยาว์ผู้เปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาทั้งหกคน ต่างนั่งประจำที่ของตน ด้วยสีหน้าที่ดูพิลึกพิลั่นสุดยอด
นั่นเป็นเพราะงานชุมนุมกวีชมบุปผาที่ควรจะเริ่มขึ้นตั้งนานแล้ว กลับต้องถูกเลื่อนออกไป
ส่วนสาเหตุน่ะหรือ...
คนที่ชื่อว่าเจี่ยเซ่าผู้นั้น แย่งความโดดเด่นไปเสียหมด
พวกเขานั่งอยู่ภายในศาลาเจ๋อเซียน ล้วนได้ยินเรื่องบทกวีอันเลื่องชื่ออย่าง ‘ขึ้นหอหงเยี่ยน’ และ ‘รำพันหลิว’ ทั้งสองบทนั้นแล้ว
ทุกคนต่างก็เป็นอัจฉริยะหาตัวจับยากที่มีชื่อเสียงโด่งดัง การมานั่งโง่ๆ อยู่ตรงนี้ กลับกลายเป็นเพียงไม้ประดับของคนอื่นไปเสียได้
ใครจะไปทนยอมรับได้เล่า?
ภายนอกศาลาเจ๋อเซียน มีเสียงฝีเท้าดังแว่วจากไกลเข้ามาใกล้
น่าจะเป็น ‘เจี่ยเซ่าตัวเอก’ ผู้ส่องประกายเจิดจรัสในวันนี้เดินทางมาถึงแล้ว
ภายในศาลา
เด็กหนุ่มในชุดสีชิง รูปร่างผอมบาง คิ้วดุจภูเขาวสันตฤดู เอ่ยกลั้วหัวเราะอย่างหยอกเย้า “ดูเหมือนว่าตัวเอกของพวกเรา ในที่สุดก็จะได้ฤกษ์ปรากฏตัวเสียที”
“แต่ถ้าคิดจะมาเป็นตัวเอกต่อในศาลานี้ เกรงว่าคงจะยากสักหน่อยกระมัง”
“ข้าขอเสนอว่า ให้พวกเรามาข่มขวัญต้อนรับตัวเอกของพวกเราสักหน่อยดีหรือไม่?”